ตู้ชวี่
ตู้สือเหนียงนั่งติดแผ่นทองประดับหน้ากระจก
ซูอิ่งสาวใช้กำลังช่วยนางหวีผม "เกล้ามวยซวงหวนวั่งเซียนดีหรือไม่เจ้าคะ"
"วันนี้เปลี่ยนทรงผมเถอะ" ตู้สือเหนียงมองตัวเองในกระจก "เกล้ามวยเฉาอวิ๋นก็แล้วกัน"
"สือเหนียง มวยเฉาอวิ๋นทำยากนะเจ้าคะ ทั้งถักทั้งบิดเลย"
"รีบทำเถอะ อย่ามัวแต่เสียเวลา"
ซูอิ่งปากบ่นแต่มือกลับทำงานอย่างคล่องแคล่ว แบ่งผมออกเป็นปอยๆ บิดให้เข้าที่แล้วม้วนขึ้น สุดท้ายซ้อนทับกันไว้บนกระหม่อม เกล้าเป็นมวยเฉาอวิ๋นที่ทั้งมั่นคงและดูพลิ้วไหว หรืออีกชื่อหนึ่งคือมวยเฉาอวิ๋นซ่างเซียง
"ซูอิ่ง เจ้าว่าข้าปักปิ่นอะไรดี"
"ประดับปิ่นเงินกะไหล่ทองฉลุลายสักคู่เจ้าค่ะ"
"แล้วเข้าคู่กับอะไรล่ะ"
"เข้าคู่กับหวีสับทอง แล้วปักดอกกุหลาบสดหนึ่งดอกเจ้าค่ะ" ซูอิ่งเป็นคนปากเก่ง แต่เรื่องการแต่งหน้าทำผมจัดเครื่องประดับก็เก่งกาจไม่เบา นางเลือกเครื่องประดับศีรษะสองสามชิ้นมาปักให้นายหญิงอย่างรวดเร็ว
ตู้สือเหนียงมองตนเองในกระจก
"จะดูหรูหราสะดุดตาเกินไปหรือไม่ เปลี่ยนปิ่นกะไหล่ทองเป็นปิ่นเงิน แล้วเปลี่ยนหวีสับทองเป็นหวีสับงาช้างเถอะ"
หลังเปลี่ยนเสร็จ นางก็พิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง
"ใส่ต่างหูไข่มุกสักคู่ด้วย"
ดอกกุหลาบที่เพิ่งเด็ดมาจากสวนหลังบ้านในยามเช้าตรู่กำลังบานสะพรั่ง นำมาพันไว้บนปิ่นงาช้างที่มีรูปร่างคล้ายตะเกียบ จากนั้นจึงปักลงบนมวยเฉาอวิ๋น
ดอกไม้งดงาม ทว่าคนกลับงามยิ่งกว่า
เมื่อจับคู่กับปิ่นเงินหนึ่งคู่ หวีสับงาช้างหนึ่งอัน และต่างหูไข่มุกอีกหนึ่งคู่
หญิงสาวจึงดูงดงามอ่อนหวานยิ่งกว่าบุปผา
"คุณหนูงดงามมากเจ้าค่ะ"
ตู้สือเหนียงหยิบตลับชาดทาปากออกมา เป็นชาดที่หลี่อี้มอบให้นางเมื่อครั้งกลับมาจากฉางอันคราวก่อน นางหยิบชาดสีม่วงอ่อนขึ้นมาทา ซึ่งเข้ากับดอกกุหลาบที่ปักผมได้อย่างลงตัว
ซูอิ่งที่อยู่ด้านข้างเบ้ปาก
"ชาดทาปากนี้เทียบกับที่สือเหนียงเคยใช้เป็นประจำไม่ได้เลยนะเจ้าคะ"
ทว่าสือเหนียงกลับเพียงแค่แย้มยิ้มบางๆ ให้กับเงาในกระจก
"ใส่กระโปรงตัวไหนดี เจ้าว่ากระโปรงสีม่วงสลับเขียวสวมทับด้วยกระโปรงผ้าคลุมโปร่งสีแดงเข้มเป็นอย่างไร"
"กระโปรงสีแดงลายองุ่นทับทิมที่เพิ่งตัดใหม่ สวมทับด้วยกระโปรงยาวผ้าโปร่งสีแดงอ่อนก็เข้าทีนะเจ้าคะ"
"รีบเอามาให้ข้าลองเถอะ"
กระโปรงทับทิม นำผ้าสีพื้นมาตัดเป็นแปดชิ้นแล้วเย็บติดกัน สีแดงดังผลทับทิม เมื่อจับคู่กับกระโปรงยาวผ้าโปร่งสีแดงอ่อนที่ตัดเป็นเส้นยาวๆ แล้วนำมาเย็บต่อกัน
เมื่อสวมใส่ลงบนร่าง
กระโปรงสีแดงทับทิมที่เดิมทีมีสีสันสดใสก็พลันแผ่ซ่านความอ่อนหวานละมุนละไมออกมาในทันที ลดความหรูหราลงไปบ้าง แต่กลับเพิ่มความเรียบง่ายสง่างามขึ้นมาอีกหลายส่วน
ตู้สือเหนียงหมุนตัวไปรอบหนึ่ง รู้สึกพึงพอใจกับการแต่งกายชุดนี้เป็นอย่างมาก
"คุณหนูจะแต่งตัวเช่นนี้ไปพบคุณชายใหญ่หลี่จริงๆ หรือเจ้าคะ"
"ข้าไม่ได้ไปบ้านท่านอาหญิงหกมานานแล้ว วันนี้อากาศดี จึงอยากไปเดินเล่นเสียหน่อย"
ซูอิ่งเบ้ปาก "คำพูดของคุณหนู หลอกเด็กสามขวบยังไม่ได้เลยเจ้าค่ะ คุณหนูคงไม่ได้มีใจให้คุณชายใหญ่หลี่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ คุณชายใหญ่หลี่ผู้นั้นมีอะไรดีกัน ก็แค่นักพรตน้อยที่เพิ่งสึกออกมา เป็นแค่ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเท่านั้น"
ตู้สือเหนียงกล่าวว่า "พี่หลี่มีพรสวรรค์มากนะ ฝ่าบาทถึงกับมีพระราชโองการแต่งตั้งให้เขาเป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทเลยเชียว"
"แต่คนผู้นั้นก็ไม่รู้จักรักษาน้ำใจคนเสียเลย โอกาสดีๆ เช่นนี้ยังไม่คว้าไว้ กลับลาออกจากราชการกลับบ้านเกิด จะไปมีอนาคตอะไรได้เจ้าคะ
คุณหนูเป็นถึงบุตรสาวสกุลตู้แห่งจิงเจ้านะเจ้าคะ ต่อให้คุณหนูจะไม่ถูกใจคุณชายรองเหวย แต่ก็ไม่ควรไปถูกใจคุณชายใหญ่หลี่ที่ขายเต้าหู้สิเจ้าคะ
คุณหนูอย่าได้วู่วามเด็ดขาดนะเจ้าคะ"
ซูอิ่งพร่ำเตือนด้วยความหวังดี "ฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านไม่มีทางเห็นด้วยแน่เจ้าค่ะ"
"คุณหนูกับเขาฐานะไม่คู่ควรกันเลยนะเจ้าคะ"
ตู้สือเหนียงขมวดคิ้ว
"ข้าเพียงแต่ไปเยี่ยมท่านอาหญิงหกเท่านั้น"
ที่โถงเรือนเหนือ
ฮูหยินเฒ่ากัวกำลังดื่มซุปรังนก พลางรับฟังรายงานจากผู้ดูแลหญิง
"สือเหนียงบอกว่าประเดี๋ยวจะไปเยี่ยมลิ่วเหนียงที่หมู่บ้านกัว ตำบลอวี้ซิ่วเจ้าค่ะ"
กัวซื่อวางช้อนลง สีหน้าเคร่งขรึม
"เด็กคนนี้ชักจะเหลวไหลใหญ่แล้ว หลี่อี้ผู้นั้นก็เป็นแค่ชาวนาบ้านนอก"
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กัวซื่อก็ให้คนไปเรียกตู้ซานหลางบุตรอนุภรรยามา
"เรื่องของหลี่อี้ที่ตำบลอวี้ซิ่วนั่น เล่าทุกอย่างที่เจ้ารู้มาให้ข้าฟังให้หมด"
ตู้ซานหลางเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ใจหายวาบ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าผู้กุมอำนาจในจวน เขาย่อมไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย รีบเล่าทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่ เล่าทุกอย่างไปตามตรงโดยไม่มีปิดบัง
เป็นเด็กทารกที่ถูกทิ้งในฉางอัน นักพรตหลี่แห่งอารามอู๋จี๋เก็บไปเลี้ยงดู บวชเป็นนักพรตมาสิบหกปี เคยติดตามนักพรตเฒ่าจาริกไปทั่วหล้าหกปี เพิ่งสึกออกมาได้ไม่นานก็มาทำโรงงานเต้าหู้ ตอนนี้ยังเปิดสำนักศึกษาเอกชนอีก
เขียนลายมือโซ่วจินได้ดีเยี่ยม ทั้งยังแต่งตำราเรียนขั้นพื้นฐานคัมภีร์พันอักษร จนได้รับการเสนอชื่อจากซุนฝูเจียผู้ตรวจการราชสำนัก ฮ่องเต้มีพระราชโองการแต่งตั้งเป็นขุนนางขั้นเก้าชั้นรองตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท ทว่าเขากลับลาออกจากราชการไม่ยอมรับตำแหน่ง กลับมาสอนหนังสือที่บ้านเกิดต่อไป
การกระทำของชายหนุ่มผู้นี้ ทำให้ฮูหยินเฒ่ากัวรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
มีความสามารถ มีพรสวรรค์ หน้าตาก็ไม่เลว
มิน่าล่ะสือเหนียงถึงได้ถูกเด็กบ้านนอกคนนี้ดึงดูดใจ
เพียงแต่
ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นแค่เด็กหนุ่มยากจนคนหนึ่งเท่านั้น
กระทั่งบัณฑิตยากไร้ยังนับว่าไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรมาเทียบกับตระกูลสูงส่งอย่างสกุลตู้แห่งจิงเจ้า
สือเหนียงไม่ใช่ลิ่วเหนียงบุตรสาวของซานหลาง
ลิ่วเหนียงเป็นบุตรสาวที่เกิดจากสาวใช้ บิดาของนางอย่างซานหลางก็เป็นบุตรที่เกิดจากสาวใช้เช่นกัน
แต่สือเหนียงนั้นเป็นบุตรสาวภรรยาเอกของบุตรชายภรรยาเอกของนาง เป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีอย่างแท้จริง
ต่อให้ไม่ได้แต่งงานกับคุณชายรองเหวย ก็ต้องแต่งงานกับบุตรชายภรรยาเอกของตระกูลผู้ดีอื่นๆ ซึ่งก็คงไม่พ้นสกุลหยาง เผย เซวีย หลิ่ว ชุย หลู หลี่ เจิ้ง หวัง หรือเซียว
"วันนี้บ้านคุณชายใหญ่หลี่ยกคานเอกหรือ"
"เรียนฮูหยิน หลี่อี้ซ่อมแซมเรือนตะวันตกใหม่ เรือนตะวันออกก็สร้างห้องเพิ่มอีกหลายห้อง วันนี้ยกคานเอก จึงล้มหมูเลี้ยงแขกและเลี้ยงขอบคุณช่างไม้ขอรับ"
"ก็เชิญเจ้าด้วยใช่หรือไม่"
ตู้ซานหลางพยักหน้ารับ
"เจ้าเอาของขวัญไปร่วมแสดงความยินดีแทนข้าด้วยชุดหนึ่ง"
กัวซื่อกวักมือเรียกผู้ดูแลหญิงมาสั่งการ
ครู่ต่อมา ผู้ดูแลหญิงก็นำของมาให้
ตู้ซานหลางเบิกตากว้างเมื่อเห็นของเหล่านั้น
บนโต๊ะ
มีสิ่งของสองสามชิ้นที่ผู้ดูแลหญิงนำมาวางไว้
ชามทองคำลายกลีบบัวสลักรูปนกเป็ดน้ำ มองจากที่ไกลๆ คล้ายกับดอกบัวทองคำที่กำลังเบ่งบาน ภายในกลีบบัวสลักรูปนกเป็ดน้ำและดอกจินอิ๋นฮวา
จานเงินขอบหยักหกแฉก รูปทรงดอกทานตะวันหกกลีบ ก้นตื้น ฐานเรียบ ใจกลางจานตีขึ้นรูปเป็นลายนูนต่ำรูปเต่า สลักลวดลายละเอียดประณีต ลวดลายกะไหล่ทอง
ถ้วยเงินสองใบ เป็นถ้วยเงินแปดกลีบสลักลายหญิงงามและลายล่าสัตว์
เครื่องทองเครื่องเงินทั้งสี่ชิ้น ล้วนงดงามวิจิตรตระการตายิ่งนัก
"ชามทองหนักสิบตำลึง จานเงินหนักสิบสองตำลึง ถ้วยเงินใบละสองตำลึง เจ้านำไปมอบให้หลี่อี้แทนข้า เพื่อแสดงความยินดีในงานยกคานเอกของเขา
แล้วเจ้าก็ช่วยถ่ายทอดคำพูดของข้าไปประโยคหนึ่งด้วย
ดอกไม้ทองคู่ดอกไม้เงิน ปลาหาปลา กุ้งหากุ้ง ประตูสีชาดคู่ประตูสีชาด ประตูไม้ไผ่คู่ประตูไม้ไผ่ ฐานะไม่คู่ควรกัน ย่อมไม่อาจเกี่ยวดองกันได้"
ตู้ซานหลางเห็นด้วยกับคำพูดนี้ หลี่อี้ไม่คู่ควรกับตระกูลตู้จริงๆ
"เครื่องทองเครื่องเงินเหล่านี้ล้ำค่ายิ่งนัก หลี่อี้เป็นเพียงสามัญชน ย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ขอรับ"
เหล่าขุนนางชนชั้นสูงมีความเชื่อว่าหากใช้เครื่องทองเครื่องเงินเป็นภาชนะใส่อาหารจะทำให้อายุยืนยาว จึงนิยมใช้เครื่องทองเครื่องเงินกัน ทว่ากฎหมายของราชสำนักกำหนดไว้ว่า ขุนนางต่ำกว่าขั้นหนึ่งลงมา ห้ามใช้ภาชนะที่ทำจากทองคำแท้หรือหยกแท้ ขุนนางต่ำกว่าขั้นหกลงมา ห้ามใช้ภาชนะเงินบริสุทธิ์
ภาชนะใส่อาหารที่ทำจากทองและเงิน จึงกลายเป็นสัญลักษณ์บอกฐานะ
ตระกูลตู้เป็นถึงจวนโหว บรรพบุรุษก็เคยดำรงตำแหน่งขุนนางที่สูงกว่านี้ จึงสามารถใช้เครื่องทองเครื่องเงินได้ หลี่อี้เป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง ต่อให้มอบเครื่องทองเครื่องเงินให้ เขาก็ไม่มีสิทธิ์นำมาใช้ ทำได้เพียงเก็บสะสมไว้เท่านั้น
นี่แหละคือจุดประสงค์ของกัวซื่อ
เครื่องทองเครื่องเงินไม่กี่ชิ้นนี้สำหรับหลี่อี้แล้ว นอกจากจะมีมูลค่ามหาศาล ยังเป็นการเตือนสติเขาถึงความแตกต่างของฐานะชาติตระกูล ว่าเขาไม่คู่ควรกับตู้สือเหนียง
เครื่องทองเครื่องเงินไม่กี่ชิ้นนี้ ถือเสียว่าเป็นสิ่งชดเชยเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเขา
และอาจถือเป็นคำเตือนได้เช่นกัน
หากหลี่อี้ไม่รู้จักเจียมตัว ครั้งนี้ส่งเครื่องทองเครื่องเงินไป ครั้งหน้าก็อาจจะเป็นการลงมือของตระกูลตู้
เครื่องทองเครื่องเงินเหล่านี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าสองร้อยก้วน ฮูหยินเฒ่ากัวยังถือว่าปรานีนัก นี่เห็นแก่ที่ชื่อเสียงของหลี่อี้โด่งดังไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้ เห็นแก่ที่เขาอายุเพียงสิบหกปีก็ได้รับตำแหน่งขุนนางชั้นสูงอย่างอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท กัวซื่อจึงเหลือทางรอดไว้ให้ ไม่ต้องการล่วงเกินชายหนุ่มผู้นี้จนเกินไป
"จริงสิ ข้าชอบฟองเต้าหู้บ้านคุณชายใหญ่หลี่มาก เจ้าไปสั่งซื้อสักร้อยจิน เราจะได้นำไปเป็นของฝากให้ญาติมิตร ถือเสียว่าเป็นของฝากขึ้นชื่อของทางใต้เมืองฉางอันเรา"
"อย่าลืมรับสือเหนียงกลับมาเร็วหน่อยล่ะ"







