หลี่อี้เดินเป็นเพื่อนซิ่วไฉต่งชมลานเล็กอู๋จี๋ของตน เนื่องจากล้วนมุงหลังคาด้วยหญ้าสีเหลือง เขาจึงตั้งชื่อลานบ้านของตนอย่างเป็นทางการว่ากระท่อมหญ้าอู๋จี๋
"กฎหมายราชสำนักกำหนดไว้ เรือนที่สามัญชนสร้าง ห้ามเกินสามห้องสี่เสา เรือนประตูหนึ่งห้องสองเสา และห้ามประดับตกแต่งโดยพลการ" ผู้เฒ่าต่งมองไปรอบๆ พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ไม่เลว ถึงแม้ลานบ้านของเจ้าจะมีรูปแบบแปลกใหม่ไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ล้ำเส้นทำผิดกฎหมาย"
กระท่อมหญ้าอู๋จี๋ของหลี่อี้ในตอนนี้ เทียบเท่ากับลานซื่อเหอย่วนแบบสองชั้นที่ค่อนข้างได้มาตรฐาน ซึ่งแท้จริงแล้วแตกต่างจากเรือนระเบียงของชาวถังเป็นอย่างมาก
อย่างเช่นเรือนกลาง
ตรงใจกลางลานชั้นในของชาวถัง จะสร้างเรือนกลางขึ้นมาหนึ่งหลัง ซึ่งก็เปรียบเสมือนตำหนักไท่จี๋ในพระราชวัง เป็นแกนกลางสำคัญที่สุด ทั้งสี่ด้านสร้างห้องปีก มีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกัน
เรือนหลังนี้ จะสร้างขนาดใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นอยู่กับระดับฐานะของผู้เป็นเจ้าของ
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่และชนชั้นสูง เรือนกลางถึงกับสามารถสร้างเป็นเรือนแกนกลางได้ นั่นก็คือเรือนกลางสองหลังทางเหนือและใต้ มีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกันจนเกิดเป็นเรือนรูปตัวกง
หลี่อี้ลาออกจากราชการแล้ว จึงยังคงมีฐานะเป็นสามัญชน เรือนหลักของเขาทำได้เพียงเป็นสามห้องสี่ขื่อคานเท่านั้น
สามห้อง ก็คือความกว้างสามช่วงเสา พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือด้านหน้ากว้างสี่ต้นเสา สี่ขื่อคาน ก็คือโครงหลังคา เรือนนี้สามารถมีขื่อคานได้เพียงสี่ท่อนเท่านั้น
บ้านของหลี่อี้หลังนี้มีระเบียงหน้าแต่ไม่มีระเบียงหลัง ดังนั้นคานหลักบวกกับคานหลังหนึ่งท่อน คานหน้าหนึ่งท่อน และยังมีคานระเบียงอีกหนึ่งท่อน จึงรวมเป็นสี่ขื่อคานตามมาตรฐาน
นี่ไม่ใช่ว่าหลี่อี้รู้เรื่องพวกนี้มาตั้งแต่ต้น
แต่เป็นช่างสร้างบ้านที่รู้เรื่องพวกนี้ ภายใต้คำเตือนของเขา ตอนที่ต่อเติมเมื่อครั้งก่อน ก็เลยแก้ไขตามมาตรฐานสามห้องสี่ขื่อคาน
ไม่ได้บูรณะให้เหมือนตำหนักหลักของอารามอู๋จี๋แต่เดิมอย่างสมบูรณ์
ห้องหลักและห้องหูที่สร้างขึ้นตอนนี้ แท้จริงแล้วก็คือส่วนที่หลงเหลือมาจากตำหนักหลักในตอนนั้น
ตอนนี้หลี่อี้ได้สร้างห้องหูขึ้นที่สองข้างของห้องหลักข้างละหนึ่งห้อง เนื่องจากสร้างไว้ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงข้อกำหนดเรื่องสามห้องสี่ขื่อคานไปได้ ห้องหูสามารถไม่นับรวมอยู่ในเรือนหลัก เป็นเพียงห้องเสริมเท่านั้น
ในทำนองเดียวกัน ห้องปีกตะวันออกและตะวันตกก็เป็นเพียงสามห้องสี่ขื่อคาน ห้องหูปีกที่สร้างขึ้นในตอนนี้ ก็ไม่ถือว่าผิดกฎระเบียบ
เรือนแถวหน้าหันทางทิศใต้มีห้าห้อง แต่เปิดประตูไว้บานหนึ่งกั้นแยกออกจากกัน ก็ถือเป็นการเลี่ยงปัญหานี้เช่นกัน
ลานซื่อเหอย่วนของหลี่อี้ ไม่ได้สร้างเรือนกลางไว้กลางลาน แต่ตั้งเรือนหลักไว้ทางทิศเหนือ
แต่การก่อสร้างครั้งที่สองนี้ ก็นำลานซานเหอย่วนเดิมมาเติมเรือนแถวหน้าทางทิศใต้ ตรงกลางเพิ่มกำแพงเข้าไปอีกหนึ่งชั้น เพิ่มประตูชั้นกลาง ลานบ้านเพิ่มศาลาแปดเหลี่ยม เกิดเป็นลานซื่อเหอย่วนแบบสองชั้น
แล้วด้านข้าง ยังเพิ่มลานด้านนอกเข้าไปอีกหนึ่งลาน ตรงนี้เป็นคอกม้า คอกวัว เล้าหมู เล้าไก่พวกนี้
ส่วนลานตะวันตกที่สร้างขึ้นใหม่ การจัดวางก็คล้ายคลึงกับลานตะวันออก เป็นลานหน้าและลานหลังบวกลานด้านข้างเช่นกัน ลานชั้นในที่นั่นในภายภาคหน้าก็คือโรงงานทำของ ส่วนเรือนทิศใต้ลานชั้นนอกก็คือโรงเรียนประถม
ลานซื่อเหอย่วนของหลี่อี้ก็มีระเบียงทางเดิน มีส่วนที่คล้ายคลึงกับเรือนระเบียงแบบดั้งเดิมอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
"แท้จริงแล้วลานตะวันตกของเจ้า ควรจะทำเป็นสวน ขุดบ่อสักบ่อ ปลูกรากบัวเลี้ยงปลา แล้วก่อภูเขาจำลองไว้ริมสระ ปลูกดอกไม้ใบหญ้าปลูกผักเสียหน่อย" ซิ่วไฉต่งรู้สึกว่าการที่หลี่อี้ทำลานบ้านให้เหมือนกันสองลาน มันค่อนข้างจะสิ้นเปลืองไปสักหน่อย
ปัญญาชนก็ย่อมชื่นชอบภูเขา สายน้ำ ต้นไผ่ และดอกกล้วยไม้
คฤหาสน์ของพวกชนชั้นสูงมีตระกูล ก็มักจะชอบสร้างลานแยกไว้ด้านข้างเพื่อทำเป็นสวนดอกไม้
หลี่อี้พึงพอใจกับกระท่อมหญ้าอู๋จี๋ในตอนนี้มากแล้ว ขนาดหลังคาก็ยังเป็นหญ้าเลย จะไปเรียกร้องอะไรมากมาย
"ทางอำเภอจัดสรรที่ดินหกหมู่ใต้เนินเขาให้เจ้าเพื่อใช้ทำโรงเรียน เจ้ามีแผนการอย่างไรหรือ"
"ชั่วคราวก็สอนหนังสือที่ลานตะวันตกไปก่อนขอรับ ข้าตั้งใจว่าจะเชิญอาจารย์มาอีกสักคน แล้วค่อยรับนักเรียนเพิ่มอีกสี่สิบคน ให้ครบหนึ่งร้อยคน เปิดสอนสองชั้นเรียน"
แม้อำเภอจะจัดสรรที่ดินให้เขาหกหมู่ แต่หลี่อี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปสร้างโรงเรียนในตอนนี้ ต่อให้ในสมาคมจะมีเงินทองและเสบียงอาหารอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่รีบร้อน
ค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าว
"ให้ลิ่วหลางมาเป็นผู้ช่วยสอนที่นี่สิ" ซิ่วไฉต่งแนะนำหลานชายของตัวเองให้มาสอนหนังสือ
"ได้ขอรับ" หลี่อี้มีความประทับใจที่ดีต่อต่งลิ่วหลางที่เคยมาสอนแทนอยู่หลายวันคนนี้ เขามีความรู้ค่อนข้างดี อย่างน้อยเขาก็ศึกษาคัมภีร์ทั้งเก้าอย่างลึกซึ้ง แตกฉานคัมภีร์ไปแล้วถึงสามเล่ม ทั้งคัมภีร์ใหญ่ กลาง และเล็กอย่างละหนึ่งเล่ม
ท่านต่งกล่าวเตือนหลี่อี้ว่า "แม้เจ้าจะลาออกจากราชการกลับบ้านเกิด แต่ยังไงเสียฐานะก็แตกต่างไปจากเดิมแล้ว โรงงานทำของของเจ้านั่นหากหาเงินได้ก็ทำต่อไปเถอะ ทว่าวันหน้าเจ้าจงมอบหมายเรื่องโรงงานให้กับคนที่ไว้ใจได้เป็นคนดูแล อย่าได้ลงมือบริหารจัดการด้วยตัวเองเลย"
"กฎหมายราชสำนักกำหนดไว้ ครอบครัวช่างฝีมือและพ่อค้าห้ามเข้ารับราชการ"
พ่อค้าแม่ค้ามีสถานะต่ำต้อย นี่เป็นความจริงที่มีมาตลอด ลูกหลานช่างฝีมือและพ่อค้ายังไม่สามารถเป็นขุนนางได้อีกด้วย
แน่นอนว่าช่างฝีมือและพ่อค้าในที่นี้ คือคนที่มีทะเบียนราษฎร์เป็นช่างและพ่อค้า หลี่อี้เป็นสามัญชนชนชั้นดี อย่างน้อยก็เป็นชาวนาที่มีที่ดินของตัวเอง โรงงานทำของเขา จัดว่าเป็นอาชีพเสริมของครอบครัว ตราบใดที่ไม่ลงมือบริหารจัดการด้วยตัวเอง ก็ไม่ถือว่าประกอบอาชีพชั้นต่ำ
คนที่ประกอบอาชีพการค้าโดยเฉพาะ อย่างเช่นหลงจู๊ ลูกจ้าง พวกนี้ถึงจะเรียกว่าประกอบอาชีพ
แต่ซิ่วไฉต่งก็ยังเตือนหลี่อี้ว่า ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารโรงงานให้น้อยลง มอบหมายให้ผู้ดูแลรับผิดชอบจัดการ หลี่อี้คอยควบคุมอยู่เบื้องหลังก็พอ
ตระกูลขุนนางเก่าแก่ ครอบครัวเศรษฐีผู้มีอิทธิพล ล้วนแต่ส่งคนไปจัดการ หรือให้ลูกหลานสายรองในตระกูล ไม่ก็ญาติพี่น้องออกหน้าบริหารงาน มีผู้ดูแลและหลงจู๊จัดการโดยเฉพาะ ส่วนลูกหลานสายตรงที่เป็นแกนหลักจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวรับรู้เรื่องพวกนี้
ในกฎหมายของประเทศระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ขุนนางและเครือญาติที่อยู่ร่วมกัน หากประกอบอาชีพช่างฝีมือและการค้าด้วยตัวเอง ครอบครัวสืบทอดกิจการนั้นๆ จะไม่สามารถรับราชการได้ จุดสำคัญคือการประกอบอาชีพช่างฝีมือและการค้าด้วยตนเองนั่นเอง
"วันหน้าหากมีเวลาว่างก็อ่านหนังสือให้มาก โดยเฉพาะคัมภีร์ทั้งเก้า ข้ายังคงแนะนำให้เจ้าไปสอบเคอจวี่ในภายหลัง"
หลี่อี้รู้กำลังของตัวเองดี สมัยเป็นนักเรียนแม้จะบอกว่าอ่านหนังสือมาไม่น้อย แต่ก็เพียงแค่เลือกอ่านคัมภีร์ประวัติศาสตร์ปรัชญาและวรรณกรรมพวกนี้มาบ้าง ภายหลังต่อให้ทำอาชีพเสริมเขียนนิยาย แต่วรรณกรรมออนไลน์ก็ไม่ได้ศึกษาสิ่งดั้งเดิมพวกนี้มากนัก
การสอบเคอจวี่สายหมิงจิงซึ่งเป็นสายหลักที่สุดในตอนนี้ แม้จะกล่าวว่าไม่ได้สอบเรียงความแปดขา แต่สอบคัมภีร์ทั้งเก้า แม้ว่าจะสามารถอ้างอิงจากคัมภีร์ที่นักเรียนเชี่ยวชาญเพื่อเลือกลงสอบคัมภีร์ใดบ้างได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นการสอบเติมคำ การสอบอรรถาธิบาย หรือการสอบวิเคราะห์เหตุการณ์บ้านเมือง ก็ล้วนแต่จำเป็นต้องอ่านและทำความเข้าใจคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องอย่างทะลุปรุโปร่งถึงจะทำได้
สายจิ้นสื้อยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ยังต้องเขียนบทกวีร้อยกรองอีก
นี่ไม่ใช่ว่าจะสามารถแสดงฝีมือได้อย่างอิสระ แต่ต้องทำตามหัวข้อที่กำหนด อีกทั้งยังบังคับเรื่องสัมผัสคล้องจองด้วย
ด้วยเงื่อนไขของเขาในตอนนี้ อย่างมากก็ไปสอบสายหมิงจื้อ ทดสอบการเขียนพู่กันจีน อาจจะพอเป็นไปได้ ยังไงเสียลายมือโซ่วจินของเขาในตอนนี้ก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง
ทว่าหลี่อี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปสอบเคอจวี่อะไรทั้งนั้น
จะมัวไปลงแรงทำเพื่อสิ่งใด ชีวิตในตอนนี้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
ลานบ้านสองแห่ง ห้องหับสามสิบกว่าห้อง ที่นาห้าสิบหมู่ วัวหนึ่งตัว ม้าหนึ่งตัว ล่อสี่ตัว แล้วยังมีลาอีกหนึ่งตัว มีบ่าวรับใช้ห้าคน มีโรงเรียนที่เปิดเอง มีที่นาโรงเรียนอีกเจ็ดสิบหมู่ แล้วก็ยังมีโรงงานที่ทำเงินได้วันละกว่าหมื่นอีแปะอีกหนึ่งแห่ง
เป็นชีวิตที่ชาวบ้านจำนวนเท่าใดต้องอิจฉาจนน้ำลายสอ
เขายกขื่อขึ้นคานที เจ้าหน้าที่และผู้มีอิทธิพลในรัศมีสิบลี้แปดหมู่บ้านต่างพากันมาแสดงความยินดี
"อู๋อี้ ยินดีด้วยนะ ยกขื่อขึ้นคานเป็นสิริมงคล"
ตู้ซานหลางเดินยิ้มเข้ามา
"ยินดีเช่นกันขอรับ"
ตู้ซานหลางดึงหลี่อี้ไว้ "ฮูหยินเฒ่าเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้เจ้า"
ตอนที่หลี่อี้เห็นของขวัญชิ้นใหญ่นั้นก็ตกใจมากเช่นกัน ชามทอง จานเงิน ถ้วยเงิน แต่ละชิ้นล้วนประณีตงดงามยิ่งนัก
"ของขวัญชิ้นนี้ใหญ่เกินไป ข้าน้อยไม่กล้ารับหรอกขอรับ"
"เป็นน้ำใจจากฮูหยินเฒ่า เจ้าต้องรับไว้ ฮูหยินเฒ่ายังมีคำพูดอีกสองสามประโยคให้ข้ามาถ่ายทอดด้วย"
เมื่อฟังคำถ่ายทอดของตู้ซานหลางจบ หลี่อี้ก็สงบนิ่งมาก
ตระกูลสูงศักดิ์ระดับแนวหน้าจะดูถูกผู้ชายบ้านนาคอกนาอย่างเขา ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก หากจะบอกว่าสกุลตู้แห่งจิงเจ้าต้องการมาประจบประแจงเขา นั่นสิถึงจะไม่ปกติ
เกิดมาสองชาติ เขารู้ความในใจของฮูหยินเฒ่ากัวเป็นอย่างดี
ความจริงแล้วช่วงเวลานี้ ที่คบหาสมาคมกับตู้สือเหนียง หลี่อี้ก็วางตัวได้เหมาะสมและรู้จักขอบเขตดี
เขาชื่นชมตู้สือเหนียงมากจริงๆ นางสวยสง่าผ่าเผย ได้เป็นเพื่อนกันย่อมดีแน่ แต่เขาก็ไม่เคยคิดฝันจริงๆ ว่าจะสามารถมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับคุณหนูสกุลตู้ผู้นี้ได้
ฐานะแตกต่างกันเกินไป
วันนี้ที่กัวซื่อเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ ความจริงแล้วเขาเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว
ไม่คิดว่าฮูหยินกัวจะค่อนข้างมีมารยาท ไม่ได้โผล่มาก็ชี้นิ้วด่าหรือแม้กระทั่งลงมือทำร้ายอะไร
แม้ว่าเครื่องทองเครื่องเงินหลายชิ้นที่วางอยู่ตรงนั้น จะค่อนข้างบาดตา สามารถทำให้คนเข้าใจถึงข้อจำกัดเรื่องระดับฐานะในพริบตาเดียวก็ตาม
"รบกวนตู้ซานหลางช่วยไปบอกฮูหยินเฒ่าแทนข้าด้วยว่า ผู้น้อยเป็นเพียงชาวบ้านป่าซางหลังคาหญ้าประตูไม้ฟืน ไม่เคยมีความคิดเกินเลยใดๆ ทั้งสิ้น การคบหากับแม่นางตู้ก็เป็นเพียงการคบหากันอย่างธรรมดาสามัญเท่านั้น"
"รบกวนตู้ซานหลางรอสักประเดี๋ยวขอรับ"
หลี่อี้กลับเข้าไปในห้องหลัก นึกในใจ ก็หยิบแก้วน้ำกระจกออกมาหนึ่งคู่
แก้วน้ำกระจกแบบมีหูจับ ความจุสองร้อยกว่ามิลลิลิตร แบบหนาทนความร้อน ตัวแก้วครึ่งบนโปร่งแสงกลมกลึง แต่ครึ่งล่างของแก้วกลับใช้หน้าตัดแบบคล้ายเพชร สะท้อนให้เห็นถึงความงามอีกรูปแบบหนึ่ง
หนึ่งชุดมีหกใบราคาเก้าหยวนเก้าเจี่ยวรวมส่ง ใช้รับแขกดีกว่าแก้วกระดาษแบบใช้แล้วทิ้ง
โปร่งใสแวววาว เปล่งประกายระยิบระยับ
หากเป็นเมื่อก่อน มันคือของธรรมดาสามัญไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง แต่เมื่อมาอยู่ในต้าถัง มันย่อมสามารถเรียกได้ว่าเป็นแก้วคริสตัลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะรูปทรงหยดน้ำหน้าตัดแบบเพชรที่ก้นแก้วนั่น
ฮูหยินเฒ่ากัวมอบชามทอง จานเงิน ถ้วยเงินให้เขา มีมูลค่าสักสองสามร้อยก้วนได้กระมัง
หลี่อี้หยิบแก้วกระจกคู่นี้ออกมา
ย่อมมีความพิเศษไม่เป็นสองรองใครยิ่งกว่า
"รบกวนช่วยนำแก้วกระจกเพชรคู่นี้ไปมอบให้ฮูหยินเฒ่าแทนข้าด้วยขอรับ"
ตู้ซานหลางเห็นหลี่อี้ควักถ้วยที่สวยงามถึงเพียงนี้ออกมาหนึ่งคู่ ก็ตกตะลึงชื่นชมไม่หยุด หลี่อี้ผู้นี้มีของดีไม่น้อยเลยจริงๆ หม้อเงินเร้นลับ ถ้วยสเตนเลส ตอนนี้ยังควักถ้วยกระจกนี่ออกมาอีก
"นี่คือหลิวหลีหรือว่าคริสตัลกัน"
"เป็นถ้วยกระจกขอรับ ไม่ใช่หลิวหลีและไม่ใช่คริสตัลด้วย"
ตู้ซานหลางถอนใจด้วยความทึ่ง กระจกที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ นั่นก็หมายถึงความหายากและล้ำค่ายิ่งกว่า
เขาห่อไว้อย่างระมัดระวัง "ข้าจะนำคำพูดของเจ้าไปบอกฮูหยินอย่างแน่นอน"
ช่วงบ่าย
กัวเอ้อร์หลางมาหาหลี่อี้ บอกเขาว่าตู้สือเหนียงมาแล้ว เนื่องจากคนในอารามอู๋จี๋มีมากเกินไป จึงนัดหลี่อี้ไปพบกันที่เชิงสะพานหลัวเจีย
ใต้ร่มไม้เชิงสะพาน
ตู้สือเหนียงที่แต่งหน้าแต่งตัวมาอย่างประณีตงดงามยืนตระหง่านราวกับเทพธิดาที่เดินออกมาจากภาพวาด
หลี่อี้รู้สึกว่านางน่าจะมีความรู้สึกดีๆ ต่อตนเองอยู่บ้าง แต่ที่แน่ๆ ก็คงแค่เพิ่งจะมีความรู้สึกดีๆ ก่อตัวขึ้น ยังห่างไกลจากการเลื่อนระดับไปสู่ขั้นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นนัก
ดรุณีวัยสิบห้า อายุเพิ่งเริ่มรู้จักความรัก
"โฉมงามโปรดปรานสีแดงทับทิม ย้อมเป็นกระโปรงพลิ้วก้าวเดินพร้อมพรั่ง
รองเท้าบางยามย่างกรายไร้ฝุ่นผง ดอกทับทิมสะท้อนเงากระโปรงทับทิม บทกวีเล็กๆ บทนี้ขอมอบให้แม่นางขอรับ"
"ขอบคุณเจ้าค่ะ บทกวีนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ท่านเป็นผู้แต่งหรือเจ้าคะ"
"แต่งส่งเดชไปอย่างนั้นแหละขอรับ"
ตู้สือเหนียงหน้าแดงใจเต้นแรง ประหลาดใจที่เขาสามารถเอ่ยปากเป็นบทกวีได้ อีกทั้งบทกวีนี้ก็เป็นที่ถูกใจนางอย่างมาก
"ยินดีด้วยนะเจ้าคะ ยกขื่อขึ้นคานเป็นสิริมงคล อ้อ ข้านำของขวัญมาให้ท่านบ้าง เป็นพวกกระดาษ พู่กัน หมึก จานฝนหมึก แล้วก็มีหนังสืออีกบางส่วน"
พูดพลางนางก็พาหลี่อี้เดินไปที่ข้างรถม้า
เมื่อมองดูเครื่องเขียนและหนังสือเหล่านั้นบนรถม้า หลี่อี้ก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ของพวกนี้ล้วนราคาแพงมากทั้งนั้น
"มากเกินไปแล้วขอรับ ล้ำค่าเกินไปแล้ว"
"โรงเรียนประถมอู๋จี๋ของท่านมีสมาคมอยู่ไม่ใช่หรือ ของพวกนี้ข้ามอบให้สมาคมเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นจะรับไว้ได้อย่างไรเล่าขอรับ"
"ท่านเปิดโรงเรียน ไม่เก็บค่าเล่าเรียน แถมยังเลี้ยงข้าว ข้าก็ขอมีส่วนร่วมช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เถิดเจ้าค่ะ"
"ได้ขอรับ เช่นนั้นต่อไปแม่นางก็เป็นสมาชิกสมาคมโรงเรียนประถมอู๋จี๋ของเราแล้ว ไว้ทีหลังข้าจะให้ใบเสร็จรับเงินแม่นางหนึ่งใบ"
ยามบ่ายฤดูร้อนที่อบอ้าว
หลี่อี้และตู้สือเหนียงเดินเล่นกันอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำฮ่าว กลับพูดคุยกันได้อย่างเบิกบานใจยิ่งนัก
คุยไปคุยมา
หลี่อี้ก็ได้รู้ว่าบิดาของตู้สือเหนียงก็คือตู้เยียน
ตู้เยียน ตู้จื๋อหลี่ ตอนนี้เป็นฉือซูซื่ออวี้สื่อ อยู่ที่ลั่วหยาง ซึ่งก็คือตำแหน่งขุนนางที่ซุนฝูเจียเป็นอยู่ในฉางอันขณะนี้ แต่บุคคลในประวัติศาสตร์ผู้นี้ต่อมาจะได้กลับมาที่ฉางอัน ถูกเรียกตัวเข้าจวนอ๋องฉิน จากนั้นในต้นรัชศกเจินกวนก็ได้เป็นอัครมหาเสนาบดี
ในราชสำนักตู้เยียนและตู้หรูฮุ่ยสองอาหลานล้วนได้เป็นอัครมหาเสนาบดี กลายเป็นเรื่องราวที่เล่าขานกันอย่างชื่นชมอยู่พักหนึ่ง สกุลตู้แห่งจิงเจ้าจึงมีชื่อเสียงโด่งดังมากยิ่งขึ้นจากเหตุการณ์นี้
คิดไม่ถึงเลยว่าตู้สือเหนียงจะเป็นบุตรสาวสายตรงคนที่สองของตู้เยียน
มิน่าเล่ากัวซื่อถึงรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรกับสือเหนียง ในสายตาของนาง เขาคือคางคกริมแม่น้ำฮ่าวแห่งนี้ สือเหนียงคือหงส์ขาวแห่งตู้ชวี่ฝานชวน
สายลมพัดผ่านรวงข้าว ม้วนเอาคลื่นความร้อนมาพัดผ่านใบหน้า
ใบหน้าของตู้สือเหนียงแดงระเรื่อ ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นเพราะอากาศร้อน หรือเป็นเพราะเหตุอื่นกันแน่







