กลางดึก เซี่ยเข่อเข่อที่อยู่ห้องข้างๆ ทำการบ้านเสร็จแล้วและปีนขึ้นเตียงไปพักผ่อน
สองสามีภรรยาก็นอนอยู่บนเตียงเช่นกัน แต่นอนไม่หลับและกำลังพูดคุยกัน
"เด็กบ้านตระกูลเฉียวเก่งขนาดนี้จริงหรือ ไม่ใช่ว่าเขาเรียนไม่ทันหรอกหรือ สุดท้ายดันสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นอย่างง่ายดายเนี่ยนะ" หลิวลู่ยังรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
"น่าจะเป็นเรื่องจริง คุณก็เห็นที่ครูในกลุ่มวีแชตบอกแล้วนี่ว่าวันนี้ในห้องมีนักเรียนเพิ่มมาหนึ่งคน เป็นคนที่สอบเข้ามาได้ นั่นต้องเป็นเฉียวอวี้แน่ๆ" เหล่าเซี่ยตอบส่งๆ
"ไร้สาระ ฉันไม่ได้สงสัยสักหน่อย แค่รู้สึก... รู้สึก..." หลิวลู่เพิ่งพบว่าตนไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในตอนนี้อย่างไร
คงเป็นความรู้สึกที่ไม่เข้าใจอย่างมากกระมัง
อันที่จริงพวกเขารู้สึกว่าตนเองรู้สถานการณ์ของบ้านตระกูลเฉียวที่อยู่ชั้นล่างดีทีเดียว แม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งเลี้ยงดูเด็ก ร่างกายของเฉียวซีก็ไม่ค่อยดีนัก พวกเขาเคยคิดจะช่วยสองแม่ลูกที่พึ่งพากันและกันชั้นล่างไปขอเงินอุดหนุนจากชุมชนและหน่วยงานอะไรเทือกนั้น
อย่างไรเสียคนรุ่นก่อนก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาก ตอนเด็กเซี่ยเข่อเข่อกับเฉียวอวี้ก็เล่นด้วยกันได้ดี หากช่วยจุนเจือได้สักนิด ทุกคนในครอบครัวก็ยินดี ทว่ากลับถูกสองแม่ลูกปฏิเสธเสียหมด
พวกเขามักจะคิดเสมอว่าแหล่งรายได้ในการดำรงชีวิตของบ้านตระกูลเฉียวมาจากเงินเก็บที่คุณตาและคุณยายของเฉียวอวี้ทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ กับเงินชดเชยที่หน่วยงานแจกจ่ายให้ ทั้งสองถึงขั้นเคยปรึกษากับคนรุ่นก่อนว่า หากเฉียวซีมาเอ่ยปากขอยืมกับบ้านของพวกเขา ถ้าไม่เกินห้าหมื่นหยวนก็ให้ยืมไป
แล้วค่อยเกลี้ยกล่อมเฉียวซีดีๆ ว่าจะมาทนทุกข์เพราะห่วงหน้าไม่ได้
ยื่นขอเป็นครอบครัวยากจน เงินอุดหนุนแม้จะไม่ถือว่าเยอะ แต่ก็อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดค่าเล่าเรียนกับค่าจิปาถะของเฉียวอวี้ และค่ารักษาพยาบาลของเฉียวซีได้ รับประกันการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานของทั้งสองคน
แต่นับจากมติครอบครัวนี้ผ่านไปหลายปีแล้ว ครอบครัวชั้นล่างนั้นไม่เพียงไม่เคยมาเอ่ยปากขอ ฟังจากข่าวที่เซี่ยเข่อเข่อนำมาบอก ดูเหมือนทั้งสองคนจะใช้ชีวิตได้ไม่เลวเลย แถมยังพึ่งพาเฉียวอวี้หาเงิน ทำให้ผู้คนอดถอนใจไม่ได้
อย่างไรเสียเฉียวอวี้ก็เป็นเพียงเด็กวัยสิบห้าปี อีกทั้งเป็นคนฉลาด หากเอาใจใส่กับการเรียน สอบติดโรงเรียนชื่อดังได้ บางทีก็อาจจะเจริญก้าวหน้าได้แล้ว
วันนี้ยิ่งฟังย่าของเข่อเข่อเล่าว่า เบียร์แบรนด์ต่างประเทศสองลังที่จู่ๆ ก็โผล่มาในบ้าน ยังเป็นเฉียวอวี้ที่ยกขึ้นมาให้
บอกได้เพียงว่าครอบครัวนี้ช่างมีน้ำใจ ฤดูร้อนกำลังจะมาถึง เหล่าเซี่ยก็ชอบดื่มสักสองขวดตอนกินข้าวอยู่จริงๆ
เมื่อมีความเข้าใจดังข้างต้น จู่ๆ ก็มีข้อมูลที่ว่าเฉียวอวี้สอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นอย่างง่ายดายโผล่มา ย่อมมีความรู้สึกน่าตกตะลึงอยู่บ้าง
คนที่ถึงวัยระดับหนึ่ง ล้วนรู้ถึงหลักการข้อหนึ่ง นั่นคือคนเราโดยทั่วไปยากที่จะเก่งทั้งสองอย่าง
ช่างกะทันหันเสียจริง เด็กน้อยชั้นล่างที่พวกเขาคุ้นเคยอย่างมาก ดันฝ่าฝืนทฤษฎีบทนี้ ทั้งหาเงินได้ แล้วยังคว้าที่หนึ่งของระดับชั้นมาได้อีกหรือ แถมยังเป็นผู้เยาว์ เรื่องนี้ไม่อาจใช้คำว่าฉลาดแต่เล็กมาอธิบายได้แล้ว นี่มันฉลาดล้ำจนเกือบจะเป็นปีศาจอยู่แล้ว!
"รู้สึกเหลือเชื่อใช่ไหมล่ะ ผมก็เหมือนกัน จะว่าไปหน่วยงานของเราก็ไม่มีเด็กที่สอบติดมหาวิทยาลัยชิงหวาหรือมหาวิทยาลัยปักกิ่งมาหลายปีแล้วสินะ" เหล่าเซี่ยถอนใจออกมาหนึ่งประโยค
หลิวลู่ที่อยู่ข้างๆ ไม่ได้ส่งเสียงออกมา เพียงแต่คิดในใจว่าเด็กบ้านตระกูลเฉียวคนนี้ทำไมถึงชอบทำอะไรแหวกแนวอยู่เรื่อย ไม่ขลุกอยู่ในห้องเรียนที่แย่ที่สุด ก็ระเบิดพลังกะทันหัน จู่ๆ ก็คว้าที่หนึ่งของระดับชั้นมาได้ ทำเอาคนตกใจแทบตายเลยเชียว!
"เฮ้อ ช่างเถอะ นอนเถอะ พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อยมาทำอาหารเช้าให้เข่อเข่อ"
"อืม จริงสิ ทำเผื่อเฉียวอวี้ด้วยสักชุด เมื่อวานเขายังยกเหล้าขึ้นมาให้สองลังเลย"
"ต้องให้คุณบอกด้วยหรือ"
……
เฉียวอวี้ไม่เคยพิจารณาเลยว่าการระเบิดพลังกะทันหันของเขา จะทิ้งความรู้สึกแบบไหนไว้ในสายตาเพื่อนบ้าน
อย่างที่เขารู้สึกมาก่อนหน้านี้ การสอบเป็นเรื่องง่ายดายมากสำหรับเขา ความง่าย มักจะหมายความว่าไม่มีความท้าทายอะไร โดยธรรมชาติแล้วย่อมยากที่จะเกิดอารมณ์ประเภทความภาคภูมิใจ
ความฝันอันสูงสุดของเขาคือวันหนึ่งในบัตรธนาคารจะมีตัวเลขเก้าหลัก กลับบ้านเกิดอย่างภาคภูมิใจ แล้วเชิญคนที่เคยช่วยเหลือบ้านของพวกเขาทั้งเขตที่พักอาศัย ไปกินเลี้ยงที่โรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองดาราสักสามวันเต็มๆ
หากในบัตรธนาคารมีเกินสิบหลัก เขาก็จะทุบเขตที่พักอาศัยเก่าทรุดโทรมแห่งนี้ทิ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นอาคารใหม่ที่สามารถต้านทานแผ่นดินไหวระดับสิบได้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องมีลานจอดรถใต้ดินที่กว้างขวางและสว่างไสว ยิ่งไปกว่านั้นต้องมีพื้นที่สีเขียวที่สวยงามและช่องทางดับเพลิงที่กว้างขวาง
ชื่อเขตที่พักอาศัยนั้นเฉียวอวี้คิดเอาไว้แล้ว ใช้ชื่อของคุณตามาตั้งชื่อโดยตรงว่า เมืองการรถไฟเฉียวกั๋วเจิ้ง จากนั้นทำรูปปั้นคุณตาหนึ่งร่างไว้ตรงประตูเขตที่พักอาศัย สลักประวัติและประวัติการทำงานของสหายเฉียวกั๋วเจิ้งไว้บนป้ายศิลาใต้รูปปั้น
เช่นนี้ตราบใดที่เขตที่พักอาศัยยังอยู่ ก็จะไม่มีใครลืมได้ว่าเขามีคุณตาที่ดีคนหนึ่ง
จากนั้นก็ค่อยหาทางตามหาพ่อของเขา เฉียวอวี้ถึงขั้นหวังจากก้นบึ้งของหัวใจว่าพ่อ ปู่ และย่าของเขาจะยังมีสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาว และยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุข หากเป็นเช่นนี้ ก็จะสามารถเชิญครอบครัวมายังเมืองดาราได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เขาถึงกับออกเงินให้พวกเขาก่อนได้ ให้ครอบครัวนี้นั่งพาหนะที่หรูหราและสะดวกสบายที่สุดมายังเมืองดารา
จากนั้นก็ให้พวกเขาได้เห็นรูปปั้นของคุณตาและเขตที่พักอาศัยใหม่ที่สวยงามกับตาตัวเอง แล้วให้เฉียวซีออกหน้า ไล่พวกมันไสหัวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้
เฉียวอวี้เป็นคนมีบุญคุณต้องทดแทนเช่นกัน ตอนที่ครอบครัวนั้นจากไปในปีนั้น อันที่จริงพวกเขาก็ไม่ได้ลืมทิ้งเงินสามพันหยวนไว้ให้แม่ เงินก้อนนี้สามารถนำมาหักล้างตอนที่ครอบครัวนี้ได้รับบิลค่าเดินทางมาเมืองดาราได้ เขาถึงขั้นสามารถคิดดอกเบี้ยให้อีกสองพันหยวนอย่างใจกว้างได้เลย
ไม่ให้หรือ ถ้างั้นก็ยิ่งจัดการง่ายเลย เขายินดีใช้เงินสิบเท่าหรืออาจจะร้อยเท่า จ้างทนายความที่ดีที่สุดในโลกไปค่อยๆ สู้คดีข้ามประเทศ
นี่เป็นฉากที่เฉียวอวี้มักจะฝันถึงบ่อยๆ
สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือ ชั่วคราวนี้ยังพึ่งพาได้แค่การฝันเท่านั้น สำหรับเด็กที่อายุเพียงสิบห้าปีคนหนึ่ง การหาเงินเห็นได้ชัดว่ายากกว่าการเรียนและการสอบมากนัก
ดังนั้นต่อให้คนทั้งตึกสงบลงแล้ว เฉียวอวี้ก็ยังคงนั่งหน้าคอมพิวเตอร์และซึมซับความรู้อย่างเอาเป็นเอาตาย
ตอนนี้หาเงินยากมาก ดังนั้นอะไรก็ตามที่สามารถหาเงินได้เร็ว ล้วนต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่น นี่คือความเข้าใจที่เฉียวอวี้มีต่อโลกใบนี้
เมื่อก่อนรู้สึกว่าการเรียนไม่ใช่ช่องทางการหาเงินที่เร็วที่สุดในระยะนี้ จึงละเลย แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนสถานการณ์ก็เปลี่ยน ในสถานการณ์ตอนนี้ เฉียวอวี้รู้สึกว่าเขาไม่มีสิทธิ์ละเลย
และด้วยเหตุนี้ หลังจากผ่านวันเด็กที่จืดชืดไร้รสชาติไป วันเวลาก็ล่วงเลยมาถึงวันที่เจ็ดเดือนหก
ตอนกลางวัน เขาตั้งใจไปหาครูหานที่เป็นครูประจำชั้นคนใหม่เพื่อขอลาหยุด การเรียนชดเชยในวันเสาร์เขาจะไม่ไปแล้ว ส่วนตอนกลางคืนก็ยิ่งปีนขึ้นเตียงนอนตั้งแต่สี่ทุ่ม และเริ่มหลับ
เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นตอนแปดโมง การแข่งขันรอบคัดเลือกของเสี่ยวหลี่ปาปาจะเปิดม่านขึ้นอย่างเป็นทางการ ลากยาวไปจนถึงแปดโมงเช้าวันจันทร์ รวมเวลาตอบคำถามสี่สิบแปดชั่วโมง และยังเป็นการสอบแบบเปิดตำรา
แต่พูดตามตรง เฉียวอวี้ยังไม่รู้จริงๆ ว่าวิชาคณิตศาสตร์ที่สอบแบบเปิดตำรามันมีความหมายอะไร คงไม่ใช่ว่าให้ค้นสูตรหรอกกระมัง
แน่นอนว่าการบ่นแบบนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย
เจ็ดโมงครึ่งเช้าวันต่อมา เฉียวอวี้ตื่นตรงเวลา ล้างหน้าแปรงฟัน จากนั้นไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ก่อนเวลาสิบนาที เริ่มไถวิดีโอเพื่อนวดสมองก่อนสอบ
สำหรับการแข่งขันคณิตศาสตร์ของเสี่ยวหลี่ปาปา จุดที่เขาตำหนิมากที่สุดคงจะเป็นการที่รอบคัดเลือกไม่ได้ประกาศคะแนนสำหรับเข้ารอบชิงชนะเลิศโดยตรง แต่ต้องกำหนดเกณฑ์คะแนนเข้ารอบชิงชนะเลิศตามผลคะแนนของรอบคัดเลือก
เรื่องนี้สำหรับเฉียวอวี้ที่เผชิญหน้ากับการสอบที่ไม่ค่อยสำคัญ และมักจะชินกับการอยากสอบตามใจตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว นี่ถือว่าเพิ่มความยากให้ชัดๆ ทำได้เพียงเลือกทำให้คะแนนของตัวเองสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้







