บนพื้นที่รกร้าง ถนนคดเคี้ยวสายหนึ่งทอดยาวออกไป
ขบวนรถแล่นไปข้างหน้าอย่างโคลงเคลง
ถนนของเขตปกครองต้าเซี่ยถูกสร้างไว้ค่อนข้างดี แต่ถนนในพื้นที่รกร้างมักจะเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง ตรงนี้ขาดหายไปบ้าง ตรงนั้นแตกร้าวไปบ้าง
บางแห่งเกิดจากฝีมือมนุษย์ บางแห่งก็เกิดจากสัตว์ประหลาด
บนรถ เหล่านักเรียนต่างรู้สึกอ่อนล้าจากการกระแทกกระทั้น
ความอ่อนล้าไม่ใช่เรื่องหลัก รถแล่นมาเกือบ 3 ชั่วโมงแล้ว คนเราย่อมมีเรื่องปวดหนักปวดเบาเป็นธรรมดา ตอนนี้นักเรียนบางคนเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
ในรถแต่ละคัน ล้วนได้ยินเสียงนักเรียนตะโกนให้หยุดรถ
พวกเขาอยากเข้าห้องน้ำ
...
ด้านหลังขบวนรถ
เซี่ยปิงขมวดคิ้วเล็กน้อย การหยุดขบวนรถในพื้นที่รกร้าง ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
หากขบวนรถแล่นไปข้างหน้าตลอดเวลา ต่อให้ศัตรูซุ่มโจมตี ขบวนรถก็สามารถหลบหนีออกจากสนามรบได้อย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อหยุดลง หากพบเจออันตรายก็ค่อนข้างยุ่งยากแล้ว
แต่นักเรียนหลายร้อยคน จะให้ทุกคนกลั้นไว้ตลอดห้าชั่วโมงก็คงเป็นไปไม่ได้
"หยุดรถ พักสิบนาที!"
เซี่ยปิงออกคำสั่งให้พักสักครู่
จุดจอดรถที่เลือกเป็นบริเวณที่ราบ ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงการซุ่มโจมตีของศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
...
ซูอวี่ก็ลงจากรถเช่นกัน
อยู่บนรถมาหลายชั่วโมง โคลงเคลงไปมา เขายังถือว่าไม่เป็นไร แต่นักเรียนคนอื่นบางคนอาเจียนอย่างหนัก ทำเอาซูอวี่เองก็ชักจะอยากอาเจียนตามไปด้วยแล้ว
เฉินฮ่าวก่นด่าอย่างหัวเสีย เขามองไปรอบๆ แล้วพูดอย่างหงุดหงิด "แล้วแบบนี้จะฉี่ยังไงเนี่ย มีแต่คนเต็มไปหมดเลย!"
บริเวณนี้เป็นที่ราบ กองกำลังรักษาเมืองยืนล้อมอยู่รอบนอก ไม่อนุญาตให้นักเรียนวิ่งเพ่นพ่านโดยเด็ดขาด
การเข้าห้องน้ำ... จึงไม่ได้สะดวกสบายนัด
ผู้ชายยังพอทนได้ แต่ผู้หญิงบางคนหน้าเขียวไปหมดแล้ว โชคดีที่ตอนนั้นเซี่ยปิงตะโกนเสียงดัง "ผู้ชายไปทางซ้ายของขบวนรถ ผู้หญิงไปทางขวา! จัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อย ถ้าไม่อยากจัดการก็ฉี่รดกางเกงไปซะ! ออกจากเมืองก็คือสนามรบ ถ้าเรื่องแค่นี้ยังเอาชนะไม่ได้ ก็กลับบ้านไปให้หมด!"
แม้บางคนจะยังไม่ค่อยเต็มใจ แต่มาถึงขั้นนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้เพียงกระจายตัวไปอยู่สองข้างของขบวนรถ โดยอาศัยรถบรรทุกเป็นที่กำบัง
ซูอวี่ไม่ค่อยรีบเท่าไหร่ จึงไม่ได้ตามพวกเฉินฮ่าวไปทำธุระ
เขามองไปรอบๆ บริเวณนั้นเงียบสงบและรกร้างมาก
ขณะกำลังมองดูสภาพแวดล้อม เซี่ยปิงก็ก้าวเดินมาหาพร้อมกับกวักมือเรียกซูอวี่
ซูอวี่รีบเดินเข้าไปหา พอไปถึง เซี่ยปิงก็พูดว่า "เดี๋ยวเธอไม่ต้องขึ้นรถคันที่ 1 แล้วนะ ไปอยู่บนรถคันหลังนู่น..."
พูดจบ เขาก็ลดเสียงลง "พอขึ้นรถแล้ว ก็เปลี่ยนไปใส่ชุดกองกำลังรักษาเมืองซะ"
แววตาของซูอวี่วูบไหวเล็กน้อย เขาพยักหน้า
เขาไม่ได้พูดอะไรกับพวกเฉินฮ่าวมากนัก เพียงแค่บอกสั้นๆ ว่าตัวเองจะเปลี่ยนรถ จากนั้นซูอวี่ก็เดินไปที่รถบรรทุกของกองกำลังรักษาเมืองซึ่งอยู่ด้านหลัง
พอขึ้นรถ ซูอวี่ก็เปลี่ยนไปใส่เครื่องแบบกองกำลังรักษาเมือง ปะปนเข้าไปอยู่ในหมู่กองกำลังรักษาเมือง
เซี่ยปิงเดินตามมา เขาถอนหายใจเบาๆ "นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง แล้วก็เพื่อความปลอดภัยของคนอื่นๆ ด้วย ถ้าเธออยู่บนรถคันที่ 1 พวกเพื่อนๆ ของเธอจะไม่ปลอดภัยแทน"
"ผมทราบครับ"
ซูอวี่พยักหน้า ก่อนจะกระซิบ "ใต้เท้าเซี่ยครับ อีกไม่ไกลก็น่าจะถึงเมืองเทียนสุ่ยแล้ว ผมดูแผนที่มา แถวนี้เหมือนจะไม่มีจุดซุ่มโจมตีที่เหมาะสมเลย ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์คงไม่โผล่มาหรอกมั้งครับ?"
"พูดยาก"
เซี่ยปิงส่ายหน้า ซูอวี่จึงพูดต่อ "เรื่องขบวนรถถูกโจมตี ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ทุกปีช่วงเวลานี้มักจะเกิดเรื่องขึ้นแทบทุกครั้ง ทางเขตปกครองต้าเซี่ยทำได้แค่รับมือแบบตั้งรับอย่างนั้นเหรอครับ?"
เซี่ยปิงยิ้ม ส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น
ถึงกับรับมือแบบตั้งรับก็คงไม่เชิง ทุกปีเขตปกครองต้าเซี่ยเองก็จงใจตั้งเป้าล่อไว้บางส่วน เพื่อดึงดูดให้ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เข้ามาโจมตี
แต่นี่เป็นความลับว่าขบวนไหนเป็นเป้าล่อ ขบวนไหนที่ไม่มีคนคอยคุ้มกันแบบลับๆ จริงๆ เรื่องนี้แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจ
...
ในขณะเดียวกับที่ขบวนรถหยุดลง
ห่างจากขบวนรถไปหลายพันเมตร คนกลุ่มหนึ่งกำลังหมอบซุ่มอยู่ในหลุมยุบ
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมองดูขบวนรถที่หยุดนิ่งอยู่ไกลๆ พลางเอ่ยถามชายชราข้างกายเสียงเบา "เจ้าสำนัก ขบวนรถของหนานหยวนหยุดแล้ว ลงมือตอนนี้เลยไหมครับ?"
"ไม่!"
เจ้าสำนักเทียนสุ่ยปฏิเสธข้อเสนอของเขา ที่นี่เปิดโล่งเกินไป ยังไม่ทันที่พวกตนจะพุ่งเข้าไปฆ่าฟัน อีกฝ่ายก็คงวิ่งหนีไปแล้ว ต่อให้ไม่หนี พวกตนก็ต้องสูญเสียอย่างหนักแน่
กองกำลังรักษาเมืองมีหน้าไม้ติดตัวมาด้วย ระยะห่างขนาดนี้ พวกเขาก็คือเป้านิ่งดีๆ นี่เอง
"เจ้าสำนัก ถ้างั้นข้างหน้าก็ไม่มีโอกาสให้ลงมือแล้วนะครับ..."
ชายชรากล่าวเสียงเรียบ "ไม่มีโอกาสก็ไม่ต้องลงมือ ไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าอะไรนักหนา มีโอกาสก็เข้าไปกัดสักคำ ไม่มีโอกาสก็ล้มเลิกซะ!"
"แต่แบบนั้นจะอธิบายกับท่านจระเข้โลหิตยากนะครับ"
"มันก็เป็นแค่เจ้าสำนัก ข้าเองก็เป็นเจ้าสำนัก มีอะไรให้อธิบายยากกัน แค่ให้ความร่วมมือในการเคลื่อนไหวก็พอ ไม่ได้บอกให้พวกเราไปรนหาที่ตายเสียหน่อย"
ชายชราไม่ใส่ใจ จระเข้โลหิตก็เป็นเจ้าสำนักเช่นกัน เพียงแต่อีกฝ่ายมีสถานะสูงกว่าเขา ทั้งยังเป็นยอดฝีมือขั้นหลิงอวิ๋น ดังนั้นเมื่อคราวนี้มีคำสั่งส่งมา เขาก็ต้องฟัง
เขากับจระเข้โลหิตไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ ถึงแม้จะมาตามคำสั่ง แต่เขาก็ไม่อยากโง่ไปรนหาที่ตาย
หลังจากสังเกตการณ์อีกสักพัก ชายชราก็สามารถประเมินขุมกำลังของหนานหยวนได้
มีผู้ฝึกตนขั้นเถิงคงเพียงคนเดียวจริงๆ ขั้นว่านสือมีอยู่ไม่กี่คน ส่วนที่เหลือล้วนเป็นกองกำลังรักษาเมืองระดับทั่วไปที่อยู่ในขั้นเชียนจวิน
"ไป ไปข้างหน้า ไปรอที่แถวหมู่บ้านหยวนสุ่ย!"
"หมู่บ้านหยวนสุ่ยเหรอครับ?"
ชายวัยกลางคนได้ยินคำพูดนี้ก็เอ่ยด้วยความตกใจ "เจ้าสำนัก นั่นมันเขตแดนของเมืองเทียนสุ่ยแล้วนะครับ อยู่ตรงชานเมือง ห่างจากเมืองหลักไม่ถึง 30 ลี้..."
"จะลงมือ ต้องที่นั่นเท่านั้น!"
ชายชรากล่าวเสียงเย็น "ที่นั่นใกล้กับเมืองเทียนสุ่ย ขบวนรถของหนานหยวนพอไปถึงที่นั่นก็จะลดความระแวดระวังลง สองข้างทางมีเขตที่อยู่อาศัยไม่น้อย มีบ้านเรือนมากมาย สามารถปกปิดร่องรอยของพวกเราได้ ขอเพียงลงมือให้เร็ว รีบล่าถอยก่อนที่กองหนุนของเมืองเทียนสุ่ยจะมาถึง กลับจะปลอดภัยกว่าที่นี่ตั้งเยอะ"
"เลิกพูดมาก รีบไปเตรียมการได้แล้ว จะได้ไม่ตามหลังพวกมัน!"
พูดจบ ชายชราก็โค้งตัวถอยหลัง ผ่านไปครู่หนึ่ง คนกลุ่มนั้นก็ออกจากหลุมยุบอย่างรวดเร็ว อาศัยทางลัดมุ่งหน้าไปที่ชานเมืองเทียนสุ่ย
คนเหล่านี้ฝีมือไม่ธรรมดา ความเร็วว่องไวมาก พวกเขาก้มตัววิ่งฝ่าไปในพื้นที่รกร้าง
...
จังหวะที่พวกเขาล่าถอย เซี่ยปิงก็หันไปมองทางนั้น แววตาขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขารู้สึกแปลกๆ เหมือนเมื่อครู่มีบางอย่างจ้องมองมาทางนี้
เป็นคน หรือสัตว์ประหลาด หรือว่าแค่สัตว์ป่าธรรมดาไม่กี่ตัวกันแน่?
"รีบขึ้นรถ เดินทางต่อ อีกสองชั่วโมงก็จะเข้าสู่เมืองเทียนสุ่ยแล้ว!"
เซี่ยปิงตะโกนสั่งเบาๆ ขบวนรถที่พักผ่อนครู่หนึ่งก็ออกเดินทางอีกครั้ง
บนรถ ซูอวี่ถือดาบไว้ไม่ห่างมือ และยังคงระแวดระวังตัว
เมื่อขบวนรถแล่นต่อไปโดยไม่มีเรื่องไม่คาดคิด ซูอวี่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย ถึงแม้เขาจะไม่เคยมีประสบการณ์เจอกับอันตรายในป่า แต่ขนาดเซี่ยปิงยังตึงเครียดขนาดนี้ เขาเองก็ไม่กล้าประมาทเช่นกัน
รถบรรทุกสิบกว่าคัน เริ่มเคลื่อนตัวต่อไป
โคลงเคลง สั่นคลอน เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เชื่องช้า
ข้างกายซูอวี่ หัวหน้าสิบคนของกองกำลังรักษาเมืองนายหนึ่งหัวเราะ "อย่าเกร็งนักเลย เครียดเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี นักเรียนซูวางใจเถอะ ขอแค่ไปถึงเมืองเทียนสุ่ย การเดินทางหลังจากนั้นก็จะปลอดภัยขึ้นมาก"
ซูอวี่พยักหน้า เอ่ยถามเสียงเบา "พี่หม่าครับ ปกติกกองกำลังรักษาเมืองจะออกไปกวาดล้างสัตว์ประหลาดป่ากับพวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์นอกเมืองบ้างไหมครับ?"
"บางครั้งก็มีครับ"
หัวหน้าสิบคนยิ้ม "พวกตัวการของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ที่แฝงตัวอยู่ในเมืองมีแค่ส่วนน้อย ส่วนใหญ่ยังอยู่ข้างนอก พื้นที่รกร้างก็คือฐานที่มั่นของพวกมัน พวกเราก็มักจะส่งคนไปสำรวจอยู่บ่อยๆ พอเจอฐานที่มั่นของพวกมันเมื่อไหร่ ก็จะส่งกำลังไปกวาดล้างทันที"
ซูอวี่เข้าใจกระจ่าง จึงถามต่อ "พี่หม่า ความจริงผมสงสัยมากเลย พวกสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ในเขตปกครองต้าเซี่ยถูกฆ่าตัดหัวไปก็ตั้งเยอะแยะ ทำไมถึงยังมีคนอีกมากมายยอมไปเข้าร่วมกับลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์อีกล่ะครับ?"
"เหตุผลมีหลายอย่างครับ" หัวหน้าสิบคนท่านนี้ก็เคยผ่านสงครามมาก่อน เขาถอนหายใจ "สมาชิกของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มาจากหลายทาง ประเภทแรกคือ พวกทหารหนีทัพ!"
ม่านตาของซูอวี่หดเกร็ง เรื่องนี้เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริงๆ
"บนสนามรบพหุภพ สงครามปะทุขึ้นไม่หยุดหย่อน คนตายคนเจ็บนับไม่ถ้วน ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะครับที่จะไม่กลัวตาย บางคนหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ก็เลยกลายเป็นทหารหนีทัพ โชคดีที่รอดชีวิตลงมาจากสนามรบพหุภพได้ หลังจากนั้นก็หนีทัพออกจากกองทหาร คนพวกนี้ต้องโทษประหารตัดหัว ดังนั้นพวกมันก็เลยมีแต่ต้องไปเข้าร่วมกับลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์"
"ประเภทที่สอง พวกนักโทษหลบหนี!"
"ผู้ฝึกตนบางคน ก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ ตัวเองไม่หาวิธีสร้างผลงานบนสนามรบ แต่กลับคิดจะฆ่าคนชิงทรัพย์แทน พอถูกตรวจสอบพบ ก็เลยกลายเป็นนักโทษหลบหนี หรือบางคนก็แค่อยากได้อะไรมาแบบไม่ต้องลงแรง หวังรวยทางลัดด้วยการฆ่าชิงทรัพย์ ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร แน่นอนว่าย่อมเหมาะกับพวกมันมากกว่ากองทหารต่างๆ ในแดนมนุษย์..."
"ประเภทที่สาม พวกคลั่งศรัทธา นี่คือสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ที่รับมือยากที่สุด พวกมันศรัทธาในพวกเทพมารจริงๆ คิดว่าพวกนั้นทำได้ทุกอย่าง เป็นอมตะ คนพวกนี้หวังว่าวันหนึ่งจะได้เข้าสู่แดนเทพแดนมาร ดังนั้นต่อคำสั่งของเผ่าพันธุ์อื่นๆ พวกมันจึงปฏิบัติราวกับเป็นโองการสวรรค์"
"ประเภทที่สี่ พวกสิบแปดมงกุฎ"
ซูอวี่ชะงักไป สิบแปดมงกุฎเนี่ยนะ?
หัวหน้าสิบคนกระซิบ "ก็พวกนักต้มตุ๋นนั่นแหละครับ บางคนสร้างกลุ่มขึ้นมา อ้างว่าศรัทธาในเผ่าพันธุ์นั้นเผ่าพันธุ์นี้ แล้วก็หลอกให้เผ่าพันธุ์นั้นทุ่มเททรัพยากรให้พวกมัน ทรัพยากร วิชาบ่มเพาะ ของวิเศษ มีให้หมดทุกอย่าง"
หัวหน้าสิบคนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาพูดอย่างจนใจ "พวกมันพบว่าการหลอกเอาของจากเผ่าพันธุ์เล็กๆ นั้นง่ายดายมาก ดังนั้นคนพวกนี้ก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ แถมยังมีไม่น้อยด้วย พวกนิกายเล็กๆ หลายแห่งก็ตั้งขึ้นมาโดยคนพวกนี้แหละครับ รวบรวมคนสักร้อยแปดสิบคน ถ้าเส้นสายดีพอ ได้ไปเข้าร่วมกับเผ่าพันธุ์ไหนสักเผ่า ก็จะสามารถหลอกลวงเอาทรัพยากรมาได้มหาศาล แบบนี้มันง่ายกว่าไปหาเองเยอะเลย..."
"ในเผ่าพันธุ์ทั้งหมื่น มีเผ่าพันธุ์ที่โง่ขนาดนี้ด้วยเหรอครับ?"
ซูอวี่แทบไม่อยากเชื่อ แต่พอลองคิดดู ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
หัวหน้าสิบคนหัวเราะเสียงเบา "เผ่าพันธุ์เหล่านั้นไม่ได้อยู่ในแดนมนุษย์สักหน่อย พวกเขาจะไปรู้อะไร ส่วนใหญ่ก็คงคิดว่าคนพวกนี้ยอมช่วยพวกเขาสืบทอดเชื้อสาย เผยแพร่ความศรัทธา หรือให้ข้อมูลนิดๆ หน่อยๆ แค่นั้นก็พอแล้ว ความจริงบางเผ่าก็รู้นะครับ แต่พวกเขาก็ต้องการข้อมูลพื้นฐานบางอย่างอยู่ดี"
"คนพวกนั้นถึงจะเป็นสิบแปดมงกุฎ แต่ยังไงก็เป็นเผ่ามนุษย์ อาศัยอยู่ในแดนมนุษย์ บางครั้งการให้ข้อมูลบางส่วนไป ก็สามารถทำให้เผ่าพันธุ์เหล่านั้นเข้าใจเผ่ามนุษย์มากขึ้นได้"
พูดพลางหัวหน้าสิบคนก็ถอนหายใจ "คนพวกนี้พูดไปแล้วเหมือนจะไม่ค่อยน่ารังเกียจเท่าไหร่ แต่ความจริง... ก็สมควรตายอยู่ดี! ข้อมูลบางอย่างที่พวกมันคิดว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับเผ่าพันธุ์เหล่านั้น บางทีก็สำคัญมาก ยกตัวอย่างเช่นเมื่อหลายปีก่อน มีนิกายเล็กๆ แห่งหนึ่งให้ข้อมูลไปว่าญาติของตัวเองคนนึง รับราชการทหารอยู่ในกองทหารแห่งหนึ่ง แล้วก็กลับมาเยี่ยมบ้าน..."
"ปรากฏว่าเผ่าพันธุ์นั้นตรวจสอบจากข้อมูลจนพบว่า กองทหารแห่งนั้นกำลังอยู่ในช่วงปรับกำลังพล ทหารจำนวนมากอยู่ในช่วงลากลับบ้าน เดิมทีก็เป็นแค่การพักร้อนธรรมดา แต่ดันถูกจับจุดอ่อนได้ กองทหารนั้นจึงถูกโจมตีสายฟ้าแลบ... เกิดความสูญเสียอย่างหนักเลยล่ะครับ!"
ซูอวี่ถอนหายใจ ไม่ได้ถามอะไรต่อ
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ระยะทางเริ่มใกล้เมืองเทียนสุ่ยเข้ามาทุกที ตอนนี้เอง กองกำลังรักษาเมืองกลับเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมา ทุกคนล้วนเป็นทหารผ่านศึก ต่างก็เข้าใจดีว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันมักจะเกิดขึ้นในเวลาแบบนี้นี่แหละ
ด้านหน้า เซี่ยปิงลอยตัวขึ้นไปสำรวจอยู่หลายครั้งแล้ว
มีคนรายงานข่าวสารอยู่ข้างๆ "อีกไม่กี่สิบลี้ ก็จะเข้าเขตเมืองเทียนสุ่ยแล้วครับ ข้างหน้าคือหมู่บ้านหยวนสุ่ย เลยหมู่บ้านหยวนสุ่ยไป ครึ่งชั่วโมงก็ถึงเมืองเทียนสุ่ยแล้ว!"
ที่นี่ นับว่าเป็นเขตแดนของเมืองเทียนสุ่ยแล้ว
เมืองเทียนสุ่ยแข็งแกร่งกว่าหนานหยวนมาก กองกำลังรักษาเมืองมีมากกว่าห้าพันนาย มียอดฝีมือขั้นเถิงคงอยู่ไม่น้อย แถมยังมีขั้นหลิงอวิ๋นดำรงอยู่ด้วย พอไปถึงเทียนสุ่ย ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ไม่กล้ามารนหาที่ตายแล้ว
สองข้างทาง ตอนนี้เริ่มมีบ้านเรือนประปรายให้เห็นแล้ว
ชาวบ้านตามชานเมืองบางคน ถึงขั้นออกมายืนดูขบวนรถอยู่ที่ทางแยกด้วยซ้ำ
ยังมีเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ริมทาง
ขบวนรถชะลอความเร็วลง สถานที่แห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่ ผู้คนพลุกพล่าน หากขับเร็วเกินไปอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
กองกำลังรักษาเมืองหลายคน ตอนนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้นแล้ว
มาถึงเขตที่อยู่อาศัยที่มีผู้คนพลุกพล่าน มาถึงเขตแดนนี้ โดยทั่วไปก็หมายความว่าปลอดภัยจริงๆ แล้ว
การเดินทางถือว่าราบรื่นดี ไม่เจอสัตว์ประหลาดดักโจมตีเลย
...
บ้านเรือนที่กระจัดกระจาย ตั้งอยู่สองข้างทาง
ตรงด้านหน้าพวกซูอวี่ ภายในลานเล็กๆ ริมถนนที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก เจ้าสำนักเทียนสุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยเสียงต่ำ "มีขั้นเถิงคงอยู่ ข้าจะเป็นคนแรกที่เข้าไปรับมือกับมัน จำไว้ เป้าหมายของพวกเจ้าไม่ใช่กองกำลังรักษาเมือง แต่เป็นพวกนักเรียน!"
"อย่าฆ่าทั้งหมด ฆ่าแค่ส่วนหนึ่ง เก็บส่วนหนึ่งไว้ถ่วงวิธีกองกำลังรักษาเมือง!"
"ทำให้บาดเจ็บสาหัสส่วนหนึ่ง บาดเจ็บเล็กน้อยส่วนหนึ่ง จากนั้นก็ล่าถอย ทำให้กองกำลังรักษาเมืองกับองครักษ์หลงอู่ไม่มีแก่ใจจะตามล่าพวกเรา แล้วก็รีบหนีซะ!"
ชายชราออกคำสั่ง ถ้าฆ่าจนหมด นั่นก็เท่ากับต้องสู้กันจนตัวตายไปข้างหนึ่ง
แต่ถ้าไม่ฆ่าให้หมด เหลือคนเจ็บเอาไว้ กองกำลังรักษาเมืองกับองครักษ์หลงอู่กลับจะต้องพะวักพะวนแทน
กองกำลังรักษาเมืองต้องคอยดูแลคนเจ็บ ต้องอยู่คุ้มกัน องครักษ์หลงอู่ที่มีคนแค่นั้นก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามตามล่ามา ชายชราไม่ใช่เพิ่งเคยทำเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก เขามีประสบการณ์โชกโชน
พวกที่ไม่มีสมองบางคน พอเข้าไปก็เอาแต่ฆ่าลูกเดียว ผลคือนักเรียนถูกฆ่าตายหมด กองกำลังรักษาเมืองกับองครักษ์หลงอู่ไม่ต้องพะวักพะวนอีก กลับกลายเป็นการกระตุ้นความกระหายเลือด ตามล่าสังหารจนสุดขอบหล้า ไม่ตายไม่เลิกรา สุดท้ายก็มักจะจบลงด้วยการบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย
"ฆ่าแค่ส่วนหนึ่งก็พอแล้ว อันตรายไม่มาก ผลงานก็ไม่น้อย หลังจากนั้นก็รีบออกไปจากเขตเมืองเทียนสุ่ย ได้ยินไหม?"
"รับคำสั่ง!"
หัวหน้าหลายคนในบ้านรีบรับคำ
เจ้าสำนักเทียนสุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึก พลังเจตจำนงแผ่ซ่านครอบคลุมลานเล็กๆ แห่งนั้นไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ฝึกตนขั้นเถิงคงสัมผัสได้
ถึงแม้นักรบจะไม่ได้ฝึกฝนพลังเจตจำนง แต่พอถึงขั้นเถิงคง พลังเจตจำนงก็จะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ อาจจะเทียบผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมไม่ได้ แต่ก็เพียงพอจะปกปิดร่องรอยได้แล้ว
'จระเข้โลหิต...'
ชายชรารำพึงในใจ เจ้านั่นไม่ถูกกับตน ให้ตนลงมือกับหนานหยวน แต่ตัวเองกลับไม่โผล่มา
'นี่กะจะให้ข้าเป็นเหยื่อล่ออย่างนั้นเหรอ?'
ชายชรารู้สึกไม่สบายใจนัก ทว่าจระเข้โลหิตอยู่ขั้นหลิงอวิ๋น เขาจึงต้องเชื่อฟังคำสั่ง
แต่เขาก็สังเกตการณ์มานานแล้ว ใกล้ๆ หนานหยวนไม่เห็นวี่แววว่าจะมีคนซุ่มอยู่เลย
'โจมตีครั้งเดียวแล้วหนีเลย!'
ชายชราตัดสินใจได้แล้ว คำสั่งของจระเข้โลหิตเขาจำเป็นต้องฟัง แต่ขอเพียงได้ลงมือ ก็ถือว่าภารกิจลุล่วง จากนั้นก็รีบล่าถอย ตัวเขาอยู่ขั้นเถิงคงระดับหก ขอเพียงไม่มีความคิดที่จะต้องฆ่ายอดฝีมือขั้นเถิงคงขององครักษ์หลงอู่คนนั้นให้ตาย การจะล่าถอยก็ง่ายนิดเดียว
'จระเข้โลหิต แกคิดจะให้ข้าดึงดูดความสนใจ แล้วตัวแกกอบโกยผลประโยชน์เองใช่ไหม?'
ชายชราคาดเดาแผนการขั้นต่อไปของจระเข้โลหิต ไม่นานเขาก็เลิกคิดฟุ้งซ่าน ขบวนรถของหนานหยวนใกล้เข้ามาแล้ว
...
"ใกล้ถึงเทียนสุ่ยแล้วล่ะครับ"
รถขับผ่านหมู่บ้านหยวนสุ่ยไปอย่างช้าๆ ข้างกายซูอวี่ หัวหน้าหม่าถอนหายใจอย่างโล่งอก "อีกครึ่งชั่วโมงก็จะถึงเมืองเทียนสุ่ยแล้ว การเดินทางรอบนี้ถือว่าราบรื่นทีเดียว..."
ข้างหน้า เหลือบ้านอีกเพียงไม่กี่หลัง
ไกลออกไปอีก สามารถมองเห็นเงาลางๆ ของเมืองใหญ่ได้ แน่นอนว่ามันเลือนรางมาก ห่างจากที่นี่ไปอีกประมาณ 30 ลี้ ทุกคนแค่รู้สึกไปเอง ความจริงแล้วอยู่ตรงนี้มองไม่เห็นตัวเมืองหรอก
ทันใดนั้น รถบรรทุกคันหน้าสุดก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น
วินาทีต่อมา มีคนตะโกนบอก "ยางแตก!"
ตอนแรกทุกคนตกใจ จากนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก ซูอวี่ได้ยินคนในกองกำลังรักษาเมืองตะโกนถาม "ยังฝืนขับไปได้ไหม? ค่อยไปเปลี่ยนที่เมืองเทียนสุ่ยทีเดียวเลย!"
ขบวนรถค่อยๆ จอดลง
รถคันหน้ายางแตก รถคันหลังก็ไปต่อไม่ได้
"ขับต่อไม่ไหวแล้วล่ะ ต้องเปลี่ยนยาง แป๊บเดียวนะ..."
ด้านหน้า เซี่ยปิงมองไปรอบๆ ด้านข้างมีองครักษ์หลงอู่นายหนึ่งมองไปรอบๆ เช่นกัน แถวนี้ยังมีคนอาศัยอยู่บ้าง เสียงยางแตกเมื่อครู่ดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจของใครหลายคน ชาวบ้านบางคนเดินออกมาจากบ้าน หรือชะโงกหน้ามองมาทางนี้
"หัวหน้าสิบคน..." องครักษ์หลงอู่คนนี้มองอยู่พักหนึ่ง จู่ๆ ก็พูดขึ้น "รู้สึกแปลกๆ แฮะ"
"หืม?"
เซี่ยปิงตื่นตัวขึ้นมาทันที "เกิดอะไรขึ้น?"
เขายังไม่พบความผิดปกติอะไร ประกอบกับใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว ตอนนี้เขาแม้จะยังระแวดระวังอยู่ แต่ความจริงก็ผ่อนคลายลงมากแล้ว
"มีผู้ชายเยอะเกินไป... ไม่มีเด็กเลย!"
สีหน้าขององครักษ์หลงอู่ข้างกายเปลี่ยนไปเล็กน้อย สถานที่แห่งนี้มีทั้งชายหญิง ทุกคนล้วนสวมชุดชาวบ้านทั่วไป แต่ที่นี่มีความแตกต่างกับพื้นที่ข้างหน้าเล็กน้อย แถวนี้มีบ้านอยู่ประมาณสิบกว่าหลัง แต่กลับไม่ได้ยินเสียงเด็กเลย!
ในขณะที่ถนนช่วงก่อนหน้านี้ ยังมีเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่บนถนน แต่ที่นี่กลับเงียบสงัดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากชาวบ้านพวกนั้นแล้ว... เหมือนจะไม่มีแม้แต่สัตว์เลี้ยงด้วยซ้ำ
สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มีทั้งชายและหญิง แต่ตอนที่ลงมือปฏิบัติการ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะมีเด็กอยู่ด้วย
วินาทีต่อมา เซี่ยปิงก็รู้ตัวในทันที เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง ตัวเองนึกไม่ถึงจุดนี้เลยจริงๆ
ไม่มีเวลาให้หงุดหงิดแล้ว เซี่ยปิงตวาดเสียงดัง "ศัตรูโจมตี จัดกระบวนทัพ!"
สิ้นเสียงตวาด ชาวบ้านที่เพิ่งจะมุงดูเมื่อครู่ ก็พากันปะทุพลังขึ้นมาในพริบตา!
ตูม!
รถบรรทุกคันหนึ่งที่อยู่ใกล้ถนน ถูกคนใช้ดาบฟันจนเกิดรอยร้าว พร้อมกับเสียงกรีดร้องดังลั่น!
เซี่ยปิงกำลังจะเข้าไปช่วย ทว่าวินาทีต่อมา เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกาย พุ่งเข้ามาโจมตีเขาทันที!
ปัง! ดาบยาวปะทะกับกระบี่เหล็ก รถบรรทุกที่เซี่ยปิงอยู่แหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ
องครักษ์หลงอู่คนอื่นๆ ก็ถูกพวกระดับหัวหน้าที่โผล่มาโจมตีกะทันหันพัวพันไว้อย่างรวดเร็ว เซี่ยปิงถอยหลังร่นไปหลายก้าว เขาคำรามลั่น พุ่งเข้าใส่เงาร่างกลางอากาศอีกครั้ง
ถูกลอบโจมตีเข้าแล้ว!
จนถึงตอนนี้ ทุกคนถึงเพิ่งได้สติ ต่างก็ไม่อยากเชื่อสายตา ว่าอีกฝ่ายจะกล้าบุกโจมตีพวกตนในระยะแค่นี้
...
ในวินาทีที่พวกเซี่ยปิงถูกลอบโจมตี รถของซูอวี่ก็ถูกจู่โจมเช่นกัน
ผู้ฝึกตนขั้นว่านสือหนึ่งคนพร้อมกับขั้นเชียนจวินอีกหลายคนพุ่งเข้ามาทันที หัวหน้าสิบคนของกองกำลังรักษาเมืองคำรามลั่น รีบกระโดดลงจากรถพร้อมกับคนอื่นๆ ทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าห้ำหั่นกัน
"คุ้มกันขบวนรถ!"
"นักเรียนอย่าวิ่งเพ่นพ่าน แบ่งคนไปคุ้มกันรถคันที่ 3 เร็ว!"
"หน่วยเจ็ด คุ้มกันรถคันที่ 7!"
เสียงคำรามของผู้บัญชาการร้อยคนของกองกำลังรักษาเมืองดังขึ้น อีกฝ่ายมากันไม่เยอะ จุดสำคัญคือหลังจากถูกโจมตี นักเรียนบางคนพากันวิ่งเตลิดเปิดเปิง หากวิ่งออกไปนอกวงคุ้มกันเมื่อไหร่ นักเรียนขั้นไคเอวี๋ยนพวกนี้แทบจะตายในดาบเดียว
ซูอวี่ไม่ได้เข้าร่วมวงต่อสู้ พอเห็นว่าทางนี้ยังรับมือไหว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งตรงไปที่รถคันที่ 1 ทันที
เจ้าเฉินฮ่าวยังอยู่ตรงนั้น!
เขาสวมเครื่องแบบกองกำลังรักษาเมือง จึงไม่ใช่เป้าหมายหลักในการโจมตีของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ระหว่างทางมียอดฝีมือขั้นเชียนจวินคนหนึ่งเห็นซูอวี่วิ่งมา กำลังจะลงมือขัดขวาง ภาพตรงหน้ากลับพลันพร่าเลือน มืดมิดไปในทันที!
นี่ก็คือภาพลวงตาที่ซูอวี่เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานนี้ มืดมน!
อีกฝ่ายหน้ามืดตามัว ยังไม่ทันตั้งตัว ซูอวี่ก็ตวัดดาบฟันออกไป ฉัวะ ร่างของอีกฝ่ายขาดสะบั้น!
ซูอวี่กลืนโลหิตแก่นแท้ลงไปแล้ว!
มาถึงขั้นนี้ เขาจะกล้าปิดบังอะไรได้อีก
ผนวกกับอักษรเทวะ พลังโจมตีระดับขั้นเชียนจวินระดับเจ็ด แถมดาบอัสนีต้นกำเนิดก็ยังเป็นทักษะยุทธ์ระดับเซวียน การฆ่าพวกขั้นเชียนจวินจึงง่ายดายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ฆ่ายอดฝีมือขั้นเชียนจวินไปหนึ่งคน ซูอวี่ก็ไม่รอช้า รีบวิ่งตรงไปที่รถคันที่ 1
ระยะห่างระหว่างรถแต่ละคันไม่ไกลนัก
กองกำลังรักษาเมืองกับองครักษ์หลงอู่กำลังรับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่ง พวกสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ที่พุ่งมาสังหารนักเรียนมีฝีมือไม่เท่าไหร่นัก ขั้นว่านสือส่วนใหญ่รับมือกับกองกำลังรักษาเมืองและองครักษ์หลงอู่ ส่วนขั้นเชียนจวินก็เหลือเฟือพอที่จะฆ่านักเรียนแล้ว
ไม่นาน ซูอวี่ก็มองเห็นรถคันที่ 1
เวลานี้ พวกเฉินฮ่าวล้วนถืออาวุธไว้ในมือ บางคนหวาดกลัว บางคนอกสั่นขวัญแขวน แต่แทบจะไม่มีเสียงกรีดร้องเลย
ไม่มากก็น้อยพวกเขาก็นับว่าเป็นนักเรียนหัวกะทิ ย่อมสามารถควบคุมสติได้ดีกว่านักเรียนทั่วไป
วงนอก กองกำลังรักษาเมืองยังคงต้านทานไว้ได้ ไม่ได้เป็นรอง จึงพอจะทำให้พวกเขารักษาความเยือกเย็นไว้ได้บ้าง
ซูอวี่ยังไม่ทันไปถึง ก็ได้ยินเสียงเฉินฮ่าวคำราม "กลัวอะไรกัน กล้ามาก็กล้าฆ่า! ฉันเองก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยฆ่าไอ้พวกเดรัจฉานหมื่นเผ่าพันธุ์ซะหน่อย!"
ซูอวี่เห็นว่าพวกเขายังปลอดภัยดี ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาไม่ได้ถอดชุดกองกำลังรักษาเมืองออก การที่ทหารกองกำลังรักษาเมืองจะฆ่าสาวกของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ได้สองสามคนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่หากเขาในฐานะนักเรียนกลับฆ่าสาวกได้ในตอนนี้ ย่อมกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนในทันที
คนโง่ยังรู้เลยว่าเขาเป็นนักเรียนอัจฉริยะ!
แม้การใช้สถานะนักเรียนจะมีประโยชน์ แต่ซูอวี่รู้สึกว่าการปลอมตัวเป็นกองกำลังรักษาเมืองในตอนนี้ปลอดภัยกว่ามาก
เมื่อเห็นว่าพวกเฉินฮ่าวไม่เป็นอะไร ซูอวี่ก็ไม่เข้าไปใกล้ เขาหันหลังวิ่งกลับไปยังกลุ่มต่อสู้วงนอก
ตอนนี้ กองกำลังรักษาเมืองหลายนายที่อยู่ตรงหน้าเขากำลังต่อสู้พัวพันกับสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์หลายคน
ซูอวี่ไม่ได้ปริปากพูด ภาพลวงตาปรากฏขึ้นอีกครั้ง
สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์หลายคนที่กำลังต่อสู้อยู่ ล้วนรู้สึกว่าเบื้องหน้ามืดมิดลงอย่างกะทันหัน
ระหว่างที่กำลังต่อสู้ จู่ๆ เบื้องหน้าก็มืดสนิท คนพวกนี้พากันตื่นตระหนกในทันที ท่ามกลางความตื่นตระหนก ชั่วพริบตาเดียวก็ถูกกองกำลังรักษาเมืองพลิกกลับมาสังหารไปได้หลายคน
สองสามคนที่เหลือตกเป็นรองในพริบตา ดูท่าอีกไม่นานก็คงจะถูกกวาดล้างจนหมด
หน้าผากของซูอวี่ก็มีเหงื่อเย็นผุดพราย ภาพลวงตาเองก็กินพลังเจตจำนงมากทีเดียว
ตอนนี้เขากำลังอยู่บริเวณใกล้ๆ กับรถคันที่ 3 นักเรียนในรถคันนี้กรีดร้องไม่หยุด เพราะมีคนบุกเข้าไปได้แล้ว
ซูอวี่กวาดสายตามอง นอกรถมีทหารกองกำลังรักษาเมืองคอยคุ้มกันอยู่แค่สองนาย แต่สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ที่บุกเข้าไปกลับมีถึง 5 คน
ซูอวี่ไม่รอช้า พุ่งตัวกลับไปโจมตีทันที สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์คนหนึ่งรีบหันขวับกลับมาฟันเขา ทว่าอีกฝ่ายกลับต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน เบื้องหน้ามืดมิด ด้วยความตื่นตระหนกจึงฟันดาบสะเปะสะปะ ซูอวี่หลบดาบมั่วซั่วของมันได้ แล้วเอี้ยวตัวตวัดดาบออกไป ฉัวะ ตัดหัวของอีกฝ่ายกระเด็นหลุดจากบ่า
"ฆ่ามัน!"
อีกหลายคนที่เหลือตกใจ มีอีกสองคนพุ่งเข้ามาหมายจะสังหารซูอวี่
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก รีบกลืนโลหิตแก่นแท้อีกหยดลงไป ดาบยาวในมือพลันเปล่งประกายสายฟ้า เจตจำนงจากอักษรเทวะ 'อัสนี' หลอมรวมเข้าไป!
"อัสนีเคลื่อน!"
ซูอวี่ตะโกนก้องในใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ใช้วิชาดาบอัสนีหยวนกระบวนท่าที่สองอย่างแท้จริง
ความเร็วของดาบพุ่งถึงขีดสุด!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาด
สองคนนั้นตอนนี้เบื้องหน้าก็มืดมิดเช่นกัน พอได้ยินเสียงฟ้าร้องก็ตกใจสุดขีด ต่างพากันถอยหลบไปด้านข้าง
คนหนึ่งหนีรอดไปได้ แต่อีกคนกลับถูกซูอวี่ฟันขาดเป็นสองท่อนในดาบเดียว
ร่างของซูอวี่เซถลา เกือบจะล้มลงไป
อาศัยจังหวะที่อีกคนล้มลงกับพื้น ซูอวี่ก็ขว้างดาบยาวออกไป เสียงดังฉึก ร่างของอีกฝ่ายถูกตอกตรึงไว้กับพื้น
ชั่วพริบตา สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์สามคนก็ตกตาย!
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ทหารกองกำลังรักษาเมืองอีกสองนายเห็นเพื่อนทหารห้าวหาญเช่นนี้ ก็พากันคำรามลั่น ไล่ฟันอีกสองคนที่เหลือจนต้องถอยร่นไม่เป็นท่า
บริเวณใกล้ๆ ขบวนรถทั้งหมด กลายเป็นสนามรบเลือดเดือดไปในชั่วพริบตา
ส่วนบนกลางอากาศ การต่อสู้ของยอดฝีมือขั้นเถิงคง เซี่ยปิงกลับอยู่ในสภาพอนาถสุดขีด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ตอนนี้หยาดเลือดหยดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า
ไม่มีใครสนใจการต่อสู้ระดับเถิงคงทางนั้นเลย ซูอวี่ฟื้นฟูพลังขึ้นมาได้เล็กน้อย จึงใช้ภาพลวงตาต่อไป ครั้งนี้เขาไม่ลงมืออีกแล้ว แต่เลือกที่จะซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง คอยรบกวนพวกสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ที่อยู่ข้างหน้าแทน
ฆ่าคนด้วยมือตัวเองมันก็สะใจอยู่หรอก แต่เผาผลาญพลังปราณมากเกินไป ร่างกายถูกสูบจนหมดแรง สู้เป็นสายสนับสนุนยังให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอีก
เดิมทีอีกฝ่ายก็มีคนไม่เยอะอยู่แล้ว พอถูกซูอวี่ก่อกวนไปเรื่อยๆ เพียงไม่นาน สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ตายไปกว่ายี่สิบคน
กลางอากาศ เจ้าสำนักเทียนสุ่ยรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
ความต่างของพลังไม่น่าจะห่างกันขนาดนี้นี่!
เป็นไปได้อย่างไรที่จู่ๆ จะล้มตายไปเยอะขนาดนี้!
สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เพียงแค่เข้าไปถ่วงเวลาอีกฝ่ายไว้ ไม่ได้จะสู้ตายเสียหน่อย ทำไมจู่ๆ ถึงถูกฆ่าไปเป็นสิบคนได้
"ไม่ถูกต้อง..."
เมื่อเห็นสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์อีกคนถูกกองกำลังรักษาเมืองฟันตายอย่างรวดเร็ว เขาก็พบต้นตอของปัญหา จึงคำรามลั่น "ถอย มีผู้เชี่ยวชาญอารยธรรม!"
ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมโผล่มาแล้ว!
นี่คือการใช้พลังเจตจำนงรบกวนของผู้เชี่ยวชาญอารยธรรม หรือไม่ก็ลูกไม้อื่นๆ แต่ยังไงซะก็ไม่ใช่วิธีการปกติแน่ เจ้านั่นที่ถูกฟันตาย เมื่อกี้จู่ๆ ก็มีสีหน้าแตกตื่นตกใจ นี่มันไม่ปกติแล้ว!
มีผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมเพิ่มมาอีกหนึ่งคน นั่นก็เท่ากับมียอดฝีมือขั้นเถิงคงเพิ่มขึ้นมาอีกคน แม้แต่ตัวเขาเองก็ตกอยู่ในอันตรายแล้ว!
"ถอย!"
สิ้นเสียงตวาดก้อง สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ต่างก็พากันล่าถอย
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ลำแสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งวาบมาจากแดนไกล เสียงดังฉึก เจ้าสำนักเทียนสุ่ยผู้บรรลุขั้นเถิงคงผู้นี้ก็ถูกยิงทะลุหัวโดยตรง!
วินาทีต่อมา ลำแสงสีทองอีกหลายสายก็พุ่งออกมา!
บนพื้น สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์หลายสิบคนถูกสังหารเรียบในชั่วพริบตา
เพียงชั่วอึดใจ ชายชราผู้หนึ่งก็ร่อนลงพื้น เขากวาดสายตามองรอบด้านพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย "ขออภัยด้วย เมื่อกี้ชายชราอย่างข้าออกไปสำรวจทางข้างหน้า นึกว่าพวกมันจะลงมือในป่า ครั้งนี้ข้าพลาดเอง"
ชายชราเอ่ยขึ้น เห็นได้ชัดว่านี่คือยอดฝีมือที่คอยคุ้มกันขบวนรถของหนานหยวนอยู่ลับๆ
ทว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ไปยังสถานที่อื่นเพื่อสำรวจดูลาดเลา จึงมองข้ามหมู่บ้านหยวนสุ่ยไปโดยไม่รู้ตัว
บนท้องฟ้า เซี่ยปิงที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือดร่อนลงสู่พื้น เขามองไปยังชายชราพลางเอ่ยเสียงขรึม "มาคนเดียวหรือ?"
มาแค่คนเดียว จะรับมือไหวก็แปลกแล้ว!
ชายชราพยักหน้า "ข้าคนเดียว เดิมทีมาสองคน แต่อีกคนพอได้ยินว่าทางเทียนสุ่ยเหมือนจะมีความเคลื่อนไหว ก็เลยล่วงหน้าไปรอพวกเราที่เมืองเทียนสุ่ยก่อนแล้ว..."
"ทำเสียแผนหมด!"
เซี่ยปิงสบถเสียงอู้อี้ ไม่สนใจชายชราอีก ต่อให้ชายชราคนนี้สามารถสังหารยอดฝีมือขั้นเถิงคงระดับหกได้ในพริบตา เขาก็ไม่สน
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ครั้นเห็นแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเล็กน้อย
โชคดีที่ความสูญเสียไม่มากนัก
ตายไปเจ็ดแปดคน นักเรียนที่วิ่งเตลิดถูกฆ่าตายไปสองสามคนอย่างโชคร้าย ส่วนคนที่เหลือส่วนใหญ่ก็แค่บาดเจ็บเล็กน้อย กองกำลังรักษาเมืองตายไปไม่กี่คน
พวกที่วิ่งเตลิดเปิดเปิง เซี่ยปิงไม่รู้สึกสงสารเลยสักนิด
บอกแล้วว่าอย่าวิ่งเพ่นพ่าน ก็ยังจะดึงดันวิ่งหนี ทหารกองกำลังรักษาเมืองวงนอกกำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้อง แต่พวกนี้กลับวิ่งหนีกันวุ่นวาย ซ้ำยังทำให้กระบวนทัพของกองกำลังรักษาเมืองรวนไปหมด ตายไปก็สมควรแล้ว
วินาทีต่อมา หางตาของเซี่ยปิงก็เหลือบไปมองซูอวี่ แววตาของเขาดูพิลึกพิลั่น
คนอื่นอาจจะจำซูอวี่ไม่ได้ แต่เขาย่อมรู้อยู่แล้ว
เมื่อกี้ที่เจ้านั่นตะโกนว่าผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมปรากฏตัว ไม่ได้หมายถึงชายชรา แต่หมายถึงซูอวี่ต่างหาก!
เจ้านี่... พลังเจตจำนงอ่อนด้อยขนาดนั้น แต่กลับมีบทบาทสำคัญได้ถึงเพียงนี้!
เขาทำได้อย่างไร?
เขารู้ดีว่าคราวก่อนซูอวี่ช่วยเหลือหอจับลมสังหารยอดฝีมือขั้นว่านสือไปคนหนึ่ง แต่ครั้งนั้นกับครั้งนี้มันต่างกัน ครั้งก่อนอีกฝ่ายถูกล้อมกรอบ ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่
ไม่ใช่แค่เขาที่มองไปทางซูอวี่ ชายชราคนนั้นเองก็หันไปมองซูอวี่เช่นกัน
แม้เขาจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่เขาก็ยังดูออกว่าซูอวี่มีท่าทีเหมือนใช้พลังเจตจำนงไปจนหมดเกลี้ยง ทั้งยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอักษรเทวะด้วย
"กองกำลังรักษาเมืองรึ?"
ชายชราเผยสีหน้าสงสัย ในหมู่กองกำลังรักษาเมืองมีคนที่ควบแน่นอักษรเทวะได้ด้วยงั้นรึ?
ไม่สิ ไม่นานเขาก็จำอีกฝ่ายได้ ซูอวี่นี่เอง!
อัจฉริยะระดับสูงขั้นสูงสุดของหนานหยวนในครั้งนี้!
"ถึงกับใช้พลังจากอักษรเทวะได้แล้วรึ แถมยัง..."
ชายชราหันไปมองซากศพของสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์พวกนั้นอีกครั้ง ก่อนจะหันมามองซูอวี่ด้วยแววตาแปลกประหลาด ไอ้หนูนี่ใช้อักษรเทวะไปอย่างน้อยๆ ก็เจ็ดแปดครั้ง เป็นไปไม่ได้!







