ซูอวี่หอบหายใจ หมวกเกราะของกองกำลังรักษาเมืองปกปิดใบหน้าไว้ จึงไม่มีใครจำเขาได้
เมื่อสัมผัสได้ว่ามีสายตาจับจ้องมา ซูอวี่ก็เงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นชายชราผู้นั้น ซูอวี่ก็รีบลุกขึ้นและค้อมตัวเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ
ยอดฝีมือ!
ยอดฝีมือที่แท้จริง!
ยอดฝีมือของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ที่ไล่ฆ่าจนเซี่ยปิงทำได้เพียงตั้งรับไม่อาจตอบโต้ และทำให้เซี่ยปิงบาดเจ็บไม่เบา กลับถูกอีกฝ่ายโจมตีปลิดชีพจากระยะไกล
อีกฝ่ายอย่างน้อยต้องอยู่ขั้นหลิงอวิ๋น!
แน่นอน อาจจะเป็นขั้นเถิงคงระดับสูงสุดก็ได้ เรื่องนี้ซูอวี่แยกแยะไม่ออก เขาไม่เคยเห็นยอดฝีมือระดับนี้ลงมือมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร ระเบิดแสงสีทองออกมากวาดล้างสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์หลายสิบคนในคราวเดียว เรื่องนี้นักรบในระดับเดียวกันคงทำไม่ได้ น่าจะเป็นผู้ใช้อารยธรรม
ชายชราเห็นเขามองมาเช่นกันก็ยิ้มและพยักหน้าให้เล็กน้อย
จากนั้นก็ไม่ได้มองซูอวี่อีก หันไปมองนักเรียนคนอื่นๆ ที่กำลังร้องไห้โฮ
ชายชรามองอยู่ครู่หนึ่ง น้ำเสียงไม่ดังนักแต่กลับดังก้องไปทั่วทิศ:
"นี่คือสิ่งที่พวกเธอต้องเผชิญไม่ช้าก็เร็ว!"
"แม้จะเร็วไปสักหน่อย แต่พวกเธอที่ก้าวสู่เส้นทางของสถาบันระดับสูงแล้ว นี่คือภาพที่พวกเธอจะต้องพบเจออย่างแน่นอน และมันอาจจะโหดร้ายยิ่งกว่านี้!"
"เพื่อนนักเรียน อาจารย์ สหายร่วมรบ เพื่อน คนรัก... วันหนึ่งพวกเขาอาจจะสละชีวิตต่อหน้าพวกเธอ!"
ชายชรากล่าวช้าๆ "เส้นทางของผู้แข็งแกร่งนั้นโดดเดี่ยวและน่าเศร้ามาก!"
"หากรับไม่ไหวก็จงยอมแพ้ซะ"
"จากนี้ไปความตายจะอยู่เคียงข้างพวกเธอ ไปสนามรบพหุภพก็อาจตาย ปฏิบัติภารกิจก็อาจตาย ฝึกฝนก็อาจตาย จากอ่อนแอเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่ง ทีละก้าว ความตายจะอยู่เป็นเพื่อนพวกเธอเสมอ..."
"วันนี้เป็นแค่ออเดิร์ฟ"
ชายชราพูดเสียงเบา "ร้องไห้ไปก็ไร้ประโยชน์ อ่อนแอไปก็ไร้ประโยชน์! ถ้ายอมแพ้ ตอนนี้ก็ยอมแพ้ได้เลย ถ้าไม่อยากยอมแพ้ ก็จงเข้มแข็งขึ้น!"
ทางด้านนั้น เซี่ยปิงกำลังเก็บกวาดสนามรบ
ในตอนนี้ บาดแผลบนร่างเขายังคงมีเลือดไหลไม่หยุด
เมื่อได้ยินชายชราพูดจบ เซี่ยปิงก็เงยหน้าขึ้นมองฝูงชนแล้วพูดเสียงเย็น "วินาทีที่เดินออกจากหนานหยวน พวกแกก็คือนักรบ! อย่ามาบอกว่าไม่ได้ให้เวลาเตรียมตัว ไม่ได้ให้เวลาปรับตัว! ห้าปีในสถาบันระดับกลาง นั่นแหละคือช่วงเวลาปรับตัวของพวกแก!"
"การไปเขตปกครองต้าเซี่ยครั้งนี้ ก็คือบทเรียนภาคปฏิบัติของพวกแก!"
"คำสั่งทหารเด็ดขาด สถาบันไม่ได้สอนพวกแกหรือไง!"
"ให้พวกแกรออยู่กับที่ ทำไมถึงขัดคำสั่ง!"
"ถ้ากลัวขนาดนี้ หวาดผวาขนาดนี้ ก็อย่าออกจากหนานหยวน ใช้ชีวิตในหนานหยวนต่อไปสิ จะก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกตนทำไม?"
"พวกแกคิดว่าไปเขตปกครองต้าเซี่ยเพื่อไปเสวยสุขงั้นเหรอ? หรือไปเก็บเงิน เอาทรัพยากรมาฟรีๆ?"
เซี่ยปิงพูดเสียงเย็นชา "ปรับตัวไม่ได้ก็ต้องถูกคัดออก! คนขี้ขลาดไม่คู่ควรได้รับการปลุกปั้น! นักรบนับไม่ถ้วนที่แนวหน้ายังได้ทรัพยากรไม่เท่าพวกแก พวกแกมีพรสวรรค์ มีพรสวรรค์แล้วมันมีประโยชน์บ้าอะไร!"
"มีพรสวรรค์ แต่ไม่มีสภาพจิตใจ ไม่มีความอดทน ไม่มีความกล้าหาญ ก็ไม่อาจเป็นผู้แข็งแกร่งได้อยู่ดี! เปลืองทรัพยากร สู้ส่งไปแนวหน้ามอบให้นักรบที่ต้องการยังดีกว่า!"
"พวกแกอยู่แนวหลัง ทำภารกิจเหมือนกัน แต่ได้รางวัลเป็นสองเท่าของแนวหน้า อาศัยอะไรล่ะ? เพราะพวกแกมีพรสวรรค์ มีความหวังที่จะเป็นผู้แข็งแกร่ง ถ้าพวกแกทิ้งความหวังนี้ไป... ขอโทษด้วย ไม่มีที่ไหนเลี้ยงคนไร้ค่าหรอก!"
เซี่ยปิงพูดตรงมาก หนำซ้ำยังชี้ไปที่ร่างของกองกำลังรักษาเมืองหลายนายที่นอนอยู่บนพื้นอย่างแทงใจดำ ตวาดลั่น "ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนในพวกแกไม่ฟังคำสั่งทหาร วิ่งพล่านไปทั่วจนค่ายกลรวน สหายร่วมรบเหล่านี้คงไม่ต้องพลีชีพที่นี่!"
"ชีวิตของพวกเขา พวกแกเป็นคนทิ้งมันไป!"
"พวกเขาก็เป็นคน ยังหนุ่มแน่นเหมือนกัน ทำไมต้องมาเอาชีวิตมาทิ้งเพื่อพวกแก! เพราะพวกเขาเป็นทหาร พวกเขารู้ว่าหน้าที่คืออะไร แล้วพวกแกรู้ไหม?"
ท่ามกลางฝูงชน มีคนสะอื้นไห้
นักเรียนหลายคนที่วิ่งหนีกระเจิงจนค่ายกลรวนก่อนหน้านี้ร้องไห้โฮ พวกเขารอดชีวิตมาได้ แต่ผลลัพธ์คือคนอื่นต้องใช้ชีวิตเพื่อแลกกับการช่วยพวกเขา
กองกำลังรักษาเมืองและองครักษ์หลงอู่เก็บกวาดสนามรบเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไร
บรรยากาศเย็นยะเยือกมาก
นี่คือบทเรียนแรกที่สอนนักเรียนสถาบันระดับสูงเหล่านี้ เป็นบทเรียนภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง
วันนี้มีกองกำลังรักษาเมืองและองครักษ์หลงอู่คอยปกป้องพวกเขาด้วยชีวิต แต่โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีเสมอไป นักเรียนที่รับไม่ไหว สู้ไม่ไปสถาบันยังดีกว่า
ขณะที่บรรยากาศกำลังเย็นชา ท่ามกลางฝูงชนก็มีคนร้องตะโกนขึ้นมาทันที!
"อาอวี่ นายอยู่ไหนน่ะ?"
"อาอวี่... โฮ... จบกัน..."
เสียงของเฉินฮ่าวดังขึ้น หมอนี่เพิ่งจะตามหาซูอวี่แต่หาไม่เจอ พอเห็นศพเกลื่อนกลาด เฉินฮ่าวก็ร้อนใจ ตายไปแล้วเหรอ?
เดิมทีเซี่ยปิงตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนนักเรียนเหล่านี้ พอได้ยินก็หน้ากระตุก
ไอ้งั่งนี่!
ทางด้านนั้น ซูอวี่ก็ถือโอกาสถอดเสื้อผ้า เดินออกมาจากท้ายรถ แล้วสบถเบาๆ "หุบปาก!"
เมื่อเฉินฮ่าวเห็นซูอวี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบเดินเข้ามา จากนั้นก็ทำหน้าประหลาดใจ กระซิบว่า "อาอวี่ นายกลัวจนฉี่ราดกางเกงเลยเหรอ?"
ทั่วร่างของซูอวี่เต็มไปด้วยน้ำ อันที่จริงมันคือเหงื่อ เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด
ใบหน้าซีดเซียว ตอนนี้ยังมีหยาดเหงื่อหยดลงมา
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินฮ่าว ซูอวี่ก็อยากจะซัดเขาให้ตายจริงๆ
เขาถลึงตาใส่เฉินฮ่าว ซูอวี่ตวาดเสียงต่ำ "หุบปาก ถ้าพูดไม่เป็นก็พูดให้น้อยลงหน่อย!"
เฉินฮ่าวหน้าเจื่อนเล็กน้อย จากนั้นก็กระซิบอีกครั้ง "นายฆ่าคนเหรอ?"
ครั้งที่แล้วเขาก็ตามซูอวี่ไป แล้วจัดการขั้นเชียนจวินไปสองคน
ตอนนี้เห็นซูอวี่เพิ่งโผล่มา เขาคิดว่าซูอวี่ต้องไม่ได้ซ่อนตัวแน่ บางทีเมื่อกี้อาจจะจัดการสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ไปอีกแล้วก็ได้
ซูอวี่มีความกล้าบ้าบิ่นมาก!
พูดจบเขาก็มมองไปที่ดาบของซูอวี่ แล้วก็เห็นรอยเลือดที่ยังเช็ดไม่สะอาดจริงๆ ในใจพลันสั่นไหว บ่นอุบอิบว่า "เมื่อกี้หน้าน่าจะเรียกฉันด้วย ฉันจะช่วยล่อคนมาให้..."
"ไสหัวไป!"
ซูอวี่ขี้เกียจสนใจเขา เมื่อกี้คนเต็มไปหมด ยังต้องให้นายมาล่ออีกเหรอ
นายเนี่ย อย่าล่อมาทีเดียวหลายสิบคนก็พอ ฉันคงไม่มีที่ให้ร้องไห้หรอก
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ชายชราก็เอ่ยขึ้น "รีบเก็บกวาดสนามรบ ส่งศพทหารและนักเรียนกลับเมืองเทียนสุ่ย จากนั้นให้เมืองเทียนสุ่ยคุ้มกันศพกลับหนานหยวน!"
"พวกเราต้องรีบไปเมืองเทียนสุ่ย ไปสมทบกับกองกำลังเมืองเทียนสุ่ย ระวังพวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์จะกลับมาอีก!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยปิงก็ตวาด "นักเรียนขึ้นรถ ทิ้งรถที่พัง องครักษ์หลงอู่ทิ้งรถแล้วเดินเท้า กองกำลังรักษาเมืองตามมา!"
"รับทราบ!"
ทหารรับคำสั่งแล้วจากไป จัดรถว่างสองสามคันให้นักเรียนที่รถพังแล้ว
มีนักเรียนบางคนรู้สึกเกรงใจอยากจะปฏิเสธ เซี่ยปิงก็ตวาดเสียงเย็น "ในสนามรบ คำสั่งทหารศักดิ์สิทธิ์ดุจขุนเขา! ถ้ามีความตั้งใจนั้น วันหลังก็ฆ่าศัตรูให้มากขึ้น ดีกว่ามาทำตัวเรื่องมากตอนนี้ ให้พวกแกที่อยู่แค่ขั้นไคหยวนเดินเท้า พวกแกจะเดินไหวเหรอ? มีแต่จะเป็นตัวถ่วง!"
"ถ้าไปถึงสนามรบจริงๆ อย่าคิดหวังจะไปช่วยผู้แข็งแกร่งฆ่าศัตรู ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี นั่นแหละคือการทำประโยชน์ให้ผู้แข็งแกร่งที่สุดแล้ว!"
"สั่งให้ถอยก็ถอย สั่งให้ทำอะไรก็ทำ อย่าทำอะไรตามใจตัวเอง!"
"อย่ามาเล่นบทโศกเศร้าในสนามรบให้ฉันเห็น คนรักตายก็รีบถอยทันที หาวิธีแก้แค้น ไม่ใช่ทำตัวโง่เง่า รอให้คนมาฆ่าอยู่ตรงนั้น เพิ่มศพเข้าไปอีกศพ!"
เซี่ยปิงพูดเสียงเย็นชามาก ตวาดลั่น "พวกแกคือนักเรียนอัจฉริยะ พรสวรรค์น่ะดีจริง แต่พอลงสนามรบจริงๆ ทุกปีมีทหารไม่น้อยต้องตายเพราะความเอาแต่ใจของพวกแก!"
"บางคนก็ดื้อรั้น บางคนก็ทำอะไรตามใจชอบ บางคนก็หลงตัวเอง พอขึ้นสนามรบก็ทำอะไรตามอำเภอใจ มักจะต้องให้กองทัพไปช่วยเหลือพวกแก ไปๆ มาๆ แต่ละปีทหารต้องบาดเจ็บล้มตายเพราะนักเรียนอัจฉริยะเป็นพันคน!"
"คนอย่างพวกแก ควรจะให้กินความลำบากให้มากๆ!"
"หัวหน้าสิบคนเซี่ย..."
ทางด้านนั้น ชายชรากระแอมเบาๆ พอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว ถ้าขืนด่าต่อไป นักเรียนพวกนี้คงถูกบั่นทอนกำลังใจจนหมดอาลัยตายอยากกันพอดี
เซี่ยปิงไม่ได้ใส่ใจ ยังคงสั่งการให้ขบวนรถมุ่งหน้าต่อไป
...
ครู่ต่อมา ขบวนรถก็ออกเดินทางต่อ
พวกเขาไม่ได้ทำงานค้นหา เดี๋ยวทหารรักษาเมืองของเมืองเทียนสุ่ยจะมาจัดการ ภารกิจของพวกเขาคือปกป้องนักเรียน ไม่ใช่กวาดล้างสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์
มีชายชราคอยปกป้อง เห็นได้ชัดว่าหลังจากนี้จะปลอดภัยไปตลอดทาง
ด้านหลังขบวนรถ
พวกเซี่ยปิงเดินเท้า ความเร็วรถไม่เร็วนัก พวกเขาจึงเดินตามไปเรื่อยๆ
ชายชราก็ปะปนอยู่ในกลุ่มคนที่เดินเท้าด้วย เดินตามไปพลางกระซิบถาม "เมื่อกี้คือซูอวี่ใช่ไหม?"
"ใช่ครับ"
"สรุปรายงานการรบหรือยัง?"
เซี่ยปิงเหลือบมองเขา แววตาเรียบเฉย "รายงานการรบของกองทัพ จำเป็นต้องรายงานให้ท่านทราบด้วยหรือ?"
"เซี่ยปิง ฉันก็แค่ถามดู เรื่องก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่อยากให้เกิด" ชายชราพูดอย่างจนใจ "ภารกิจของเราคือเฝ้าระวังว่าจะมีสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กลุ่มใหญ่เคลื่อนไหวหรือไม่ อีกฝ่ายคนไม่มาก ฝีมือก็ไม่ได้แข็งแกร่งนัก แถมยังสร้างความวุ่นวายเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ..."
เซี่ยปิงพูดเสียงหนัก "ผมไม่มีสิทธิ์ไปกล่าวโทษพวกท่าน! เรื่องที่ถูกโจมตีก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับความบกพร่องต่อหน้าที่ของผม แต่ในเมื่อมีผู้คุ้มกันสองคน ทำไมอีกคนถึงปลีกตัวออกไป เมืองเทียนสุ่ยไม่ใช่ไม่มีกองกำลังคุ้มกัน นี่คือการละทิ้งหน้าที่ของพวกท่าน!"
"ผมจะรายงานเรื่องนี้ขึ้นไป อีกคนนั้นต้องรับผิดชอบ! หากอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติกับคนในเมืองเทียนสุ่ย ละทิ้งหน้าที่ในยามสงคราม ปลีกตัวออกจากทีมเพื่อเครือญาติ ผมก็อยากจะดูเหมือนกันว่าสถาบันอารยธรรมของพวกท่านจะชี้แจงอย่างไร!"
ชายชราปวดหัว รู้สึกจนใจอยู่บ้าง
เซี่ยปิงพูดถูกเผง!
เพื่อนร่วมงานคนนั้น... มีความเกี่ยวข้องกับเมืองเทียนสุ่ยจริงๆ ครั้งนี้หลานชายของอีกฝ่ายอยู่ในขบวนของเมืองเทียนสุ่ย พอได้ยินว่าทางนั้นมีปัญหาก็รีบรุดไปทันที
ครั้งนี้ เกรงว่าคงจะเป็นปัญหาใหญ่
ชายชราทำได้เพียงเห็นใจหมอนั่น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเองมากนัก จึงพูดต่อ "เรื่องนั้นเขาจะรับผิดชอบเอง ไม่ต้องให้นายมาเตือน เรื่องของซูอวี่ นายเล่าให้ฉันฟังหน่อย นายต้องรู้ว่า ยิ่งมีคนสนใจเพิ่มขึ้นอีกคน เขาก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง ไม่ใช่หรือ?"
เซี่ยปิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก "ผมลองสอบถามดูแล้ว ศัตรูที่เกิดอาการสับสนแล้วถูกฆ่าตายมีประมาณยี่สิบคน ตอนนี้ระบุจำนวนแน่ชัดไม่ได้ ส่วนสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ที่เขาลงมือสังหารเอง ผมไปดูศพมาแล้ว น่าจะ 4 คน"
ฆ่าศัตรูมีความดีความชอบ ทหารย่อมไม่ปฏิเสธความชอบ แต่ก็จะไม่แอบอ้างความชอบของผู้อื่น
ผลงานสังหาร 4 คนที่ไม่มีใครออกมายอมรับ เซี่ยปิงไปตรวจสอบมาแล้ว น่าจะเป็นฝีมือของซูอวี่ มีกลิ่นอายสายฟ้าหลงเหลืออยู่ น่าจะถูกฟันด้วยดาบปราณอัสนี
"สังหาร 4 คน... ก่อกวนยี่สิบคน"
ชายชราพึมพำ "เขาเพิ่งอยู่ขั้นไคหยวนระดับเก้า ต่อให้ใช้อักษรเทวะก่อกวน แต่สามารถลงมือสังหารศัตรูได้ถึง 4 คน ก็เหนือความคาดหมายของฉันแล้ว! ฉันเคยดูประวัติของเขา ไม่น่าจะแข็งแกร่งขนาดนี้..."
เซี่ยปิงอึกอัก ความจริงเขาก็มองเห็นเบาะแสบางอย่าง
พลังระเบิดของซูอวี่เหนือกว่าขั้นไคหยวน!
ฆ่า 4 คน เด็ดขาดและรวดเร็วมาก!
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ขั้นไคหยวนจะทำได้!
แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ไม่ได้พูดออกมา นี่อาจจะเป็นไม้ตายของซูอวี่ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยไม้ตายของคนอื่น
มีความสามารถไว้ป้องกันตัวบ้างก็ดีเหมือนกัน
ใครจะกล้ายืนยันว่า ชายชราตรงหน้าไม่ใช่คนเลว
"อักษรเทวะที่เขาวาดคือคำว่า 'เลือด' กับ 'สายฟ้า' ภาพลวงตาก่อกวนนี้ เป็นผลพิเศษของอักษรเทวะคำว่า 'เลือด' หรือ 'สายฟ้า' กันแน่?"
เซี่ยปิงขมวดคิ้ว "ผมจะไปรู้ได้ยังไง ผมไม่ได้เป็นผู้ใช้อารยธรรมสักหน่อย"
"อักษรเทวะสองตัว..." ชายชราไม่ใส่ใจ พูดเสียงเบา "ภาพลวงตาก่อกวนไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไร อักษรเทวะจำนวนมากก็มี แต่ในระดับไคหยวน พลังเจตจำนงยังไม่ถึงขั้นบ่มเพาะจิต กลับสามารถใช้งานได้ แถมยังใช้งานหลายครั้ง นี่แสดงว่าอักษรเทวะของเขากินพลังเจตจำนงต่ำมาก..."
"อักษรเทวะตัวนี้แข็งแกร่งมากในระดับปัจจุบัน!"
ชายชราทำได้เพียงพูดเช่นนี้ ส่วนเมื่อถึงขั้นเถิงคงหรือระดับที่สูงกว่านั้นจะแข็งแกร่งหรือไม่ ก็พูดยาก
แต่อย่างน้อยตอนนี้ อักษรเทวะของซูอวี่ก็แข็งแกร่งมาก
อย่างน้อยสำหรับพวกขั้นเชียนจวิน หากถูกก่อกวนระหว่างการต่อสู้ พวกเขาแทบจะไม่มีวิธีขจัดสิ่งรบกวนเลย เมื่อถึงขั้นว่านสือหรือเถิงคง พลังก่อกวนของซูอวี่ก็คงไม่แข็งแกร่งแล้ว
อีกอย่าง ของสิ่งนี้เหมาะสำหรับศัตรูที่ไม่รู้ตัวเท่านั้น หากเป็นศัตรูที่รู้ตัว พอรู้คุณสมบัตินี้ ผลลัพธ์ก็จะลดลงอย่างมาก
"เขาพลังไม่แข็งแกร่ง แต่วาดอักษรเทวะได้สองตัว..."
ชายชราตกอยู่ในภวังค์ความคิด ทันใดนั้นก็พูดขึ้น "เขาเป็นนักเรียนของหลิวเหวินเยี่ยน?"
เซี่ยปิงพยักหน้า
"เช่นนั้นก็เป็นไปได้ หลิวเหวินเยี่ยนเมื่อปีก่อนๆ มุ่งเน้นวิถีอักษรเทวะ เป็นอัจฉริยะผู้ใช้อักษรเทวะในวิถีอักษรเทวะ..."
เซี่ยปิงเผยสีหน้าสงสัย "อาจารย์หลิวเมื่อปีก่อนๆ ไม่ใช่ผู้ใช้อารยธรรมนี่ครับ"
คำว่าผู้ใช้อักษรเทวะ ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกกันมั่วๆ ได้
หลิวเหวินเยี่ยนเพิ่งทะลวงสู่ขั้นเถิงคงได้ไม่นาน สมัยก่อนไม่นับว่าเป็นอัจฉริยะผู้ใช้อักษรเทวะได้เลย
ชายชรายิ้ม "นายไม่เข้าใจ หมอนั่น... เฮ้อ!"
ชายชราถอนหายใจแล้วพูดเสียงเบา "เขามีศิษย์น้องคนหนึ่ง นายรู้ใช่ไหม?"
"รู้ครับ ปรมาจารย์หงถาน"
"ในเมื่อนายรู้ว่าอาจารย์หงเป็นศิษย์น้องของเขา แล้วไม่แปลกใจเหรอว่าทำไมเขาถึงตกต่ำมาอยู่ในสภาพนี้?"
เซี่ยปิงพูดเสียงอู้อี้ "ไม่สนใจครับ รู้มากไปก็ไม่มีประโยชน์!"
"พวกนายนี่น้า!"
ชายชราอดหัวเราะไม่ได้ "องครักษ์หลงอู่ก็เป็นพวกท่อนไม้กันซะหมด! หลิวเหวินเยี่ยนไม่เคยปรากฏสัญลักษณ์มาก่อนจริงๆ แต่เมื่อหลายปีก่อน เขาก็บรรลุถึงขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว แถมยังเป็นระดับสูงสุดด้วย ห้าสิบปีก่อน เขาวาดอักษรเทวะได้เกิน 20 ตัว ในตอนนั้น เขาคือยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่มีความหวังมากที่สุดในสายผู้ใช้อักษรเทวะที่จะก้าวข้ามขั้นซานไห่!"
เซี่ยปิงเงี่ยหูฟัง
จู่ๆ ชายชราก็ไม่พูดแล้ว!
เซี่ยปิงอึดอัด แต่ก็ไม่ถาม
ชายชรากลับทนไม่ไหว รู้สึกขบขัน "ไม่แปลกใจเลยหรือ?"
"ถ้าท่านเต็มใจจะเล่า ก็เล่ามาเถอะ!"
"อันที่จริงหลิวเหวินเยี่ยนมีเบื้องหลังนะ เขาเป็นศิษย์ของอธิการคนก่อน... ห้าสิบปีก่อนตอนที่อธิการสิ้นใจ ก่อนจากไปได้ถ่ายทอดอักษรเทวะเอาไว้ตัวหนึ่ง..."
"หุบปาก!"
เซี่ยปิงพลันแค่นเสียงเบาๆ แล้วกล่าวเสียงต่ำ "เรื่องนี้ผมเคยได้ยินมาบ้าง ไม่ต้องพูดแล้ว! ถ้าพูดต่อไป ผมเกรงว่าจะหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ!"
เขาก็พอจะเข้าใจอยู่ลางๆ
ทว่าไม่ปรารถนาจะซักไซ้ต่อ
เมื่อห้าสิบปีก่อน สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยเกือบเกิดศึกสายเลือด สุดท้ายจบลงด้วยการที่ว่านเทียนเซิ่งขับไล่คนกลุ่มหนึ่งออกไป
และคนกลุ่มนั้น ล้วนเป็นอัจฉริยะ
หลายคนมีความเกี่ยวข้องกับอธิการรุ่นที่ห้า!
เหตุการณ์ครั้งนั้น ถูกคนมองว่าเป็นการกวาดล้างสถาบันอารยธรรมของว่านเทียนเซิ่ง เป็นการลบร่องรอยของอธิการรุ่นที่ห้าทิ้ง
เดิมทีเขาคิดว่าหลิวเหวินเยี่ยนเป็นแค่หนึ่งในคนกลุ่มนั้นเมื่อตอนนั้น ไม่คาดคิดเลยว่า จะเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตี เป็นลูกศิษย์ของอธิการรุ่นก่อน
เรื่องนี้ เขาไม่รู้จริงๆ
หงถานเป็นลูกศิษย์ของใคร ตอนนี้ไม่มีใครถามแล้ว ทั้งยังไม่มีใครป่าวประกาศ แทบไม่มีใครล่วงรู้
ตอนนี้เขาถึงเพิ่งรู้ ที่แท้หงถานกับหลิวเหวินเยี่ยนล้วนเป็นลูกศิษย์ของอธิการรุ่นที่ห้า
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การที่หลิวเหวินเยี่ยนถูกขับไล่ และเพิ่งจะรวมสภาวะสำเร็จจนถึงตอนนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการต่อสู้แย่งชิงของระดับสูงในหมู่นักวิจัยอารยธรรม ถึงขั้นพัวพันกับบุคคลระดับว่านเทียนเซิ่ง ไม่ใช่สิ่งที่เซี่ยปิงอย่างเขาจะเข้าไปสอดมือได้
"อธิการว่าน... อาจารย์หลิว... นักวิจัยหง..."
เซี่ยปิงทอดสายตาไปยังรถคันหน้า ซูอวี่เป็นลูกศิษย์ของหลิวเหวินเยี่ยน คงจะไม่โดนร่างแหไปด้วยหรอกมั้ง?
ว่านเทียนเซิ่งขับไล่หลิวเหวินเยี่ยนไปในปีนั้น ตอนนี้หากซูอวี่ไม่มีพรสวรรค์ก็แล้วไปเถอะ แต่พรสวรรค์ดันสูงส่งขนาดนี้ จะได้รับผลกระทบหรือไม่?
ชายชราก็กำลังมองรถคันนั้นเช่นกัน พลางหัวเราะกล่าว "วางใจเถอะ ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรหรอก! การกระทำของอธิการว่านในปีนั้นก็เป็นเรื่องที่จนใจ หากไม่ลงมือ สถาบันอารยธรรมคงเกิดเรื่องใหญ่ เรื่องนี้ผ่านไปหลายปีแล้ว ไม่อย่างนั้นคนอย่างไป๋เฟิง จะไปได้สวยในสถาบันได้อย่างไร"
เซี่ยปิงไม่ได้ต่อบทสนทนา แต่ถามกลับ "ที่คุณถามเรื่องของซูอวี่ คืออยากจะเข้าไปสอดมือเหรอ?"
"ขอดูสถานการณ์ก่อน ช่วงนี้ทางฝั่งไป๋เฟิงใช้ชีวิตไม่ค่อยราบรื่นนัก เรี่ยวแรงก็ไม่ได้ทุ่มมาที่เรื่องนี้ ฉันเห็นว่าซูอวี่คนนี้พรสวรรค์ไม่เลว อย่าปล่อยให้เสียของเลย"
ชายชราหรี่ตาหัวเราะ "ยังไงฉันก็เป็นถึงนักวิจัยระดับกลาง ไม่พึ่งพาได้มากกว่าไป๋เฟิงตั้งเยอะหรือ?"
เซี่ยปิงขี้เกียจจะเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ จึงกล่าวส่งๆ "นั่นไม่เกี่ยวกับผม ภารกิจของผมคือคุ้มกันพวกเขาให้ถึงสถาบันอารยธรรมอย่างปลอดภัย!"
ชายชราพยักหน้า หัวเราะออกมา แล้วเอ่ย "งั้นรบกวนหัวหน้าสิบคนเซี่ยช่วยจัดการสักหน่อย ขอพื้นที่ให้พวกเราได้คุยกันสักนิดเป็นไง?"
"ถึงเมืองเทียนสุ่ยแล้วพวกคุณตามสบาย แต่ตอนนี้ไม่ได้!"
เซี่ยปิงไม่ได้เกรงใจจนเกินไป นักวิจัยระดับกลาง อ่อนแอที่สุดก็คือขั้นหลิงอวิ๋นแล้ว
ขั้นทะยานฟ้าสามารถเป็นผู้ช่วยนักวิจัยได้ และยังมีความหวังที่จะได้บรรจุเป็นนักวิจัยระดับต้น ทว่านักวิจัยระดับกลาง ในสถานการณ์ปกติล้วนให้ขั้นหลิงอวิ๋นดำรงตำแหน่ง ในบางกรณี ขั้นซานไห่บางคนก็อาจเป็นนักวิจัยระดับกลางได้เช่นกัน
ชายชราผู้นี้ อ่อนแอที่สุดก็ต้องเป็นขั้นหลิงอวิ๋น
...
กว่าครึ่งชั่วโมงต่อมา
ก็มาถึงเมืองเทียนสุ่ย
ขบวนรถไม่ได้เข้าเมือง ทว่าพักผ่อนจัดขบวนอยู่ที่จุดรับรองแห่งหนึ่งนอกเมือง
ทางฝั่งเมืองเทียนสุ่ยก็ส่งคนมาเพื่อทำการส่งมอบกับเซี่ยปิง
การถูกสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ซุ่มโจมตี นี่เป็นเรื่องใหญ่ ทางเมืองเทียนสุ่ยเองก็ให้ความสำคัญมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดขึ้นในอาณาเขตของพวกเขา ทางฝั่งหมู่บ้านหยวนสุ่ยก็เกิดเรื่อง เมืองเทียนสุ่ยได้จัดเตรียมกองกำลังรักษาเมืองไปตรวจค้นและปราบปรามแล้ว
...
เรื่องราวเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับพวกซูอวี่
เนื่องจากถูกลอบโจมตี พวกเขาจึงถูกจัดให้มาอยู่ที่จุดรับรอง วันนี้จะไม่มีการเดินทางต่อ พักผ่อนหนึ่งคืนเพื่อปรับตัว พรุ่งนี้ถึงจะเดินทางต่อไป
ภายในห้อง
ซูอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมืองเทียนสุ่ยจัดการได้ไม่เลว สองคนต่อหนึ่งห้อง เขากับเฉินฮ่าวถูกจัดให้อยู่ห้องเดียวกัน
วันนี้จู่ๆ ก็ถูกซุ่มโจมตี ซูอวี่ตื่นเต้นในขณะเดียวกันก็เบาใจลงไปมาก
ความรู้สึกแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา อันที่จริงทำให้คนกังวลมาก
ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้ว และผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัย กลับทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
ขณะที่กำลังเช็ดคราบเหงื่อบนตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หัวหน้าหม่าแห่งกองกำลังรักษาเมืองกำลังใช้ผ้าคล้องแขนเอาไว้ รอยแผลบนแก้มยังมีเลือดซึมออกมา พอเฉินฮ่าวเปิดประตู หัวหน้าหม่าก็หัวเราะฮ่าๆ กล่าว "ซูอวี่ น้องชายคนดี วันนี้ยุ่งมากเลย ยังไม่มีเวลาได้ขอบใจนาย ออกมาคุยกันหน่อย!"
ซูอวี่เดินออกมาจากห้องน้ำ พอเห็นหัวหน้าหม่า ก็ถามด้วยความเป็นห่วง "พี่หม่าไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?"
"แผลเล็กน้อย!"
หัวหน้าหม่าไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ จากนั้นถึงเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ หันไปกล่าว "นี่คือท่านนักวิจัยอารยธรรมจากเขตปกครองต้าเซี่ย เดี๋ยวมีเรื่องจะคุยกับนาย พวกเราคุยเรื่องของพวกเราไปก่อน"
พูดจบ ก็ส่งสัญญาณให้ซูอวี่นั่งลง แล้วกล่าวอย่างจริงจัง "เรื่องที่สร้างผลงานทางฝั่งหอจับลมคราวก่อน พวกเราก็พอจะได้ยินมาบ้าง ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะได้เป็นประจักษ์พยานด้วยตาตัวเอง! คราวก่อนฉันยังแอบสงสัยอยู่บ้าง ครั้งนี้นี่นับถือจากใจจริงเลย!"
"ถ้าไม่ได้น้องชายอย่างนาย วันนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีพี่น้องตายเพิ่มอีกสิบกว่าคน!"
"นักวิจัยอารยธรรมนี่เก่งจริงๆ ขั้นไคหยวนยังใช้งานได้ดีกว่าขั้นว่านสือซะอีก..."
ด้านหลัง ชายชรามีรอยยิ้มประดับใบหน้า เขาชอบให้คนอื่นชมว่านักวิจัยอารยธรรมเก่งกว่าพวกนักรบ โดยเฉพาะเมื่อนักรบเป็นคนพูดเอง ยิ่งทำให้คนรู้สึกดีใจ
"ฉันเคยบอกผู้บัญชาการร้อยคนตั้งนานแล้ว ว่าซุ่มโจมตีจะมีประโยชน์บ้าอะไร ลุยซึ่งๆ หน้า ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ยังจะกล้าเป็นศัตรูกับพวกเราอีกเหรอ? วันนี้ถ้าไม่ได้น้องชายช่วยไว้ แค่หวังพึ่งพวกที่ซุ่มอยู่... พวกเรายังไม่รู้เลยว่าจะตายไปอีกกี่คน!"
สีหน้าของชายชราแข็งค้างไปเล็กน้อย ทางฝั่งหนานหยวนนี่... พูดจาไม่เป็นเอาซะเลย
คิดดูสิ เขาเป็นถึงนักวิจัยระดับกลางผู้สง่าผ่าเผย อยู่ที่นี่ยังโดนคนเหน็บแนมไปตั้งไม่รู้กี่ครั้ง
หัวหน้าหม่าก็แค่พูดไปอย่างนั้น ไม่นานก็หัวเราะกล่าว "ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว แม่ทัพยังหลีกเลี่ยงการตายในสนามรบไม่ได้ กินข้าวหม้อนี้แล้ว การบาดเจ็บล้มตายย่อมเลี่ยงไม่พ้น! ที่ฉันมาคราวนี้ก็มีภารกิจเหมือนกัน คือมานับแต้มผลงานให้นาย!"
"ซูอวี่ ฟังคำสั่ง!"
"ครับ!"
ซูอวี่รีบลุกขึ้นยืน หัวหน้าหม่ากล่าวอย่างเคร่งขรึม "ฉันถาม นายตอบ!"
"ครับ!"
"วันนี้นายได้สังหารโจรลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ด้วยมือตัวเองไป 4 คนใช่หรือไม่?"
"ใช่ครับ!"
"ได้ใช้อักษรเทวะก่อกวนสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ไปหลายคนใช่หรือไม่?"
"ใช่ครับ!"
"สถิติคือ 7 ครั้ง มีอะไรผิดพลาดหรือไม่? ในจำนวนนี้ รบกวนคนไปทั้งหมด 21 คน ชัดเจนหรือไม่?"
ซูอวี่คิดทบทวน แล้วกล่าวว่า "น่าจะ 8 ครั้งนะครับ รวมทั้งหมด 23 คน..."
ซูอวี่เล่าสถานการณ์การก่อกวนในแต่ละครั้งอย่างคร่าวๆ หัวหน้าหม่าใช้มือขวาที่ยังใช้งานได้ดีจดบันทึกไว้ แล้วกล่าว "ครั้งที่แปดนี้ ฉันจะรายงานขึ้นไป ตอนนี้ที่นับได้มีแค่ 7 ครั้ง"
สอบถามตามระเบียบเสร็จสิ้น หัวหน้าหม่าก็ไม่ทำหน้าเคร่งเครียดอีก หัวเราะฮ่าๆ กล่าว "ทำได้สวย! ถ้านักวิจัยอารยธรรมเป็นอย่างนายกันหมด พวกเราก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว!"
"ผมก็แค่รบกวนนิดหน่อย คนที่สังหารศัตรูจริงๆ ยังคงเป็นความดีความชอบของพวกนักรบ..."
"วางใจเถอะ ความดีความชอบเป็นของใครก็ต้องเป็นของคนนั้น!"
หัวหน้าหม่าพูดจบ ก็หันหลังเตรียมจะจากไป ซูอวี่อดรนทนไม่ไหว กระซิบถามเสียงเบา "พี่หม่า ครั้งนี้ถือว่าผมสร้างผลงานไหมครับ?"
"แน่นอน!"
"งั้น... จะได้แต้มผลงานสักเท่าไหร่ครับ?"
หัวหน้าหม่าชะงักไปเล็กน้อย เกาหัวแล้วตอบ "เรื่องนี้เดี๋ยวจะรวบรวมตัวเลขออกมา แล้วค่อยแจ้งนายอีกที แต่ถ้านายรีบ... ฉันจะให้คนเร่งจัดการให้ ก็จริงนะ ยังไงนายก็จะเข้าสถาบันแล้วนี่นา"
พูดพลางก็หัวเราะฮ่าๆ "ไม่น้อยหรอก ก่อกวนศัตรูไปยี่สิบกว่าคน ถึงแม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเอง แต่ก็น่าจะได้คนละหนึ่งแต้มผลงาน นี่เป็นช่วงสงคราม แต้มผลงานจะเยอะหน่อย แค่นี้ก็ยี่สิบกว่าแต้มแล้ว บวกกับที่สังหารเองอีกสี่คน ระดับกลางสามคน แล้วก็มีขั้นเชียนจวินระดับเจ็ดอีกหนึ่งคน นั่นก็ 9 แต้มผลงานแล้ว!"
"ครั้งนี้จะถือว่านายช่วยเหลือในการทำภารกิจสำเร็จ ยังไงซะตอนนั้นสถานการณ์ก็ฉุกเฉิน ยังมีรางวัลพิเศษอีกบางส่วน รวมไปถึงของที่ยึดมาได้จากศัตรู... แต่ก็น้อยมาก พวกมันมีแต่พวกยาจกทั้งนั้น รวมๆ กันแล้ว นายคงได้แต้มผลงานราวๆ 40 แต้มนั่นแหละ"
ซูอวี่ดีใจในใจ คุ้มแล้ว!
ครั้งนี้เขาผลาญโลหิตแก่นแท้ไปทั้งหมดสองหยด ตอนนี้บนตัวเหลือโลหิตแก่นแท้แค่ 1 หยดเท่านั้น เขายังรู้สึกร้อนใจอยู่เลย
คราวนี้ดีเลย จู่ๆ ก็ได้กำไรมาตั้งเยอะ
ช่วงสงคราม แต้มผลงานของกองทัพจ่ายให้ป๋ามาก ก่อกวนหนึ่งคนให้หนึ่งแต้ม ในเวลาปกติแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
"งั้น... ประมาณเมื่อไหร่ถึงจะได้เหรอครับ?"
"เร็วมากแหละ มาถึงฝั่งเมืองเทียนสุ่ย พวกเราก็รายงานขึ้นไป พอนายถึงสถาบัน ก็สามารถไปเบิกจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยได้เลย"
ซูอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีจัง ตอนนี้ตัวเองไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว กำลังกังวลอยู่พอดี คราวนี้ในที่สุดก็ไม่ต้องห่วงเรื่องกินเรื่องนอนแล้ว
หัวหน้าหม่าพูดจบ ก็หัวเราะกล่าว "นายคุยกับนักวิจัยอารยธรรมท่านนี้ไปเถอะ ฉันขอตัวก่อน พักผ่อนแต่หัวค่ำล่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางต่อ!"
"รับทราบครับ ขอบคุณพี่หม่า!"
ซูอวี่กล่าวขอบคุณ ส่งหัวหน้าหม่าจากไป จากนั้นถึงได้มองไปที่ชายชรา แล้วกล่าวอย่างนอบน้อม "เมื่อครู่เสียมารยาทกับท่านแล้วครับ"
"ไม่ต้องเรียกท่านหรอก เรียกอาจารย์ เรียกครู หรือเรียกผู้อาวุโสก็ได้..."
ชายชราเกรงใจเป็นอย่างมาก เพียงแต่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ไม่ใช่เพราะซูอวี่ แต่เป็นเพราะ... เฉินฮ่าว!
ไอ้เด็กโง่นี่ มองตัวเองตาแป๋ว ไม่กะพริบตาเลย หมายความว่าไงเนี่ย!
เฉินฮ่าวจ้องเขาอยู่ตลอด แววตาดูผิดปกติ มีความตื่นเต้น มีความปิติยินดีปะปนอยู่
วันนี้เขาเห็นกับตาเลยว่าชายคนนี้ลงมือฆ่าคน แข็งแกร่งเกินไป เฉียบขาดเกินไป เขานับถือคนเก่งอยู่แล้ว คนเก่งระดับนี้จู่ๆ มาอยู่ตรงหน้า จะไม่ให้เขาจ้องมองได้อย่างไร?
แทบจะจ้องชายชราจนทะลุเป็นรูแล้ว!
ชายชรารู้สึกเหนื่อยใจนิดๆ ไอ้เด็กโง่นี่... ถ้าอยู่ในสถาบันอารยธรรม แล้วมาจ้องตัวเองแบบนี้ตลอด เขาคงสั่งลงโทษขังเดี่ยวไปแล้ว!
แต่อยู่ที่นี่ กลับไม่มีเหตุผลที่จะทำแบบนั้น
สุดท้ายเป็นซูอวี่ที่สังเกตเห็นความผิดปกติ เขากระแอมเบาๆ แล้วดุว่า "ฮ่าวจื่อ ไปอยู่เงียบๆ ในห้องน้ำไป!"
"หา?"
"ไปสิ!"
"ก็ได้..."
เฉินฮ่าวจนใจมาก อันที่จริงเขาอยากจะอยู่ฟังต่อ น่าเสียดายที่โดนไล่ซะแล้ว
"ผู้อาวุโส หมอนี่นิสัยซื่อบื้อนิดหน่อย ท่านอย่าถือสาเลยนะครับ"
"ไม่เป็นไร"
ชายชราหัวเราะกล่าว "ฉันขอแนะนำตัวหน่อย ฉันมาจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย นักวิจัยระดับกลาง จ้าวลี่ ขั้นหลิงอวิ๋นระดับเจ็ด อีกไม่กี่ปีถ้าสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นซานไห่ได้ ก็จะได้เป็นนักวิจัยระดับสูง เหมือนกับอาจารย์ของไป๋เฟิง..."
ซูอวี่ตกใจในใจ นักวิจัยอารยธรรมขั้นหลิงอวิ๋นระดับเจ็ด!
แข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก!
"หลายปีมานี้ ฉันรับนักศึกษามาไม่น้อย ทว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ ฉันไม่ได้ฝึกสอนนักศึกษาเลย นักศึกษาที่โดดเด่นที่สุดในหลายปีมานี้ ตอนนี้ก็เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นหลิงอวิ๋น ดำรงตำแหน่งนักวิจัยระดับต้นในสถาบัน"
จ้าวลี่หัวเราะกล่าว "วันนี้เธอใช้อักษรเทวะก่อกวนคู่ต่อสู้ สังหารศัตรูด้วยมือเปล่า พูดตามตรง ฉันชื่นชมมาก! พรสวรรค์ของเธอ นิสัยเด็ดขาดแบบนี้ ถ้าไปที่สถาบันอารยธรรม จะมีนักวิจัยระดับสูงรับเธอเข้าศึกษา... แต่ฉันขอบอกความจริงกับเธอ นักวิจัยระดับสูงน่ะ เห็นหัวไม่เห็นหาง ตลอดทั้งปีใช่ว่าจะอยู่ในสถาบัน"
"ก็แค่มีชื่อแขวนไว้เท่านั้น ในความเป็นจริงยังต้องพึ่งพาตัวพวกเธอเอง"
"ผู้ช่วยนักวิจัยกับนักวิจัยระดับต้นนั้นอ่อนแอเกินไป ในบรรดานักวิจัยระดับกลาง ที่ตอนนี้ไม่ได้รับนักศึกษาเหมือนฉันก็มีไม่กี่คน เธอต้องเข้าใจนะว่า นักวิจัยตำแหน่งเดียวกัน คนหนึ่งดูแลนักศึกษาหลายสิบคน กับอีกคนดูแลแค่นักศึกษาคนเดียว สองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!"
"ระดับพลังในวิถีนักรบของเธอก็ไม่เบา ฉันขอพูดตรงๆ ฉันไม่ถนัดวิถีแห่งอักษรเทวะ ฉันถนัดวิถีแห่งอาวุธมากกว่า มีชื่อเสียงในด้านการหลอมสร้างอาวุธเทวะ วันนี้เธอก็เห็นแล้ว ที่ฉันสังหารขั้นทะยานฟ้าระดับหกคนนั้น ก็ใช้อาวุธที่ฉันหลอมสร้างขึ้นเอง กล่องร้อยกระบี่"
พูดจบ ในมือเขาก็ปรากฏกล่องสีทองอ่อนๆ ใบหนึ่งขึ้นมา "นี่คือกล่องร้อยกระบี่ อาวุธอักษรระดับเสวียนขั้นสูงสุด! อาวุธแบ่งออกเป็นอักษรและยุทธ์ อาวุธยุทธ์ความยากในการสร้างไม่สูง แต่อาวุธอักษรความยากสูงมาก อาวุธอักษรระดับเสวียนขั้นสูงสุด ในเขตปกครองต้าเซี่ยมีนักวิจัยอารยธรรมที่หลอมสร้างได้ไม่เกิน 5 คน!"
จ้าวลี่กล่าวอย่างจริงจัง "เธอตามฉันมา จะไม่ขาดแคลนอาวุธ และจะไม่ขาดแคลนอักษรเจตจำนง มีคนมากมายยอมเอาอักษรเจตจำนงมาแลกอาวุธกับฉัน! และนักหลอมอาวุธ ก็มีข้อเรียกร้องต่อวิถีนักรบในระดับหนึ่งด้วย จึงเหมาะกับเธอที่จะเดินทั้งวิถีนักรบและอารยธรรมควบคู่กันไป"
ซูอวี่รู้สึกตกใจระคนดีใจ กล่าวว่า "ผู้อาวุโส เรื่องนี้... ผม..."
"เธอค่อยๆ เก็บไปคิดเถอะ ไม่ต้องรีบร้อน"
จ้าวลี่หัวเราะกล่าว "ส่วนทางฝั่งไป๋เฟิง ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจมากนัก เขาเป็นแค่ผู้ช่วยสอน ยังจะกล้ามาเอาจริงเอาจังกับฉันอีกหรือ?"
ซูอวี่รู้สึกลำบากใจนิดหน่อย จึงไม่ได้ต่อความ
จ้องมองกล่องกระบี่สีทองอ่อนในมือของชายชราด้วยความสงสัย เมื่อจ้าวลี่เห็นดังนั้นจึงหัวเราะกล่าว "อาวุธอักษรระดับเสวียนขั้นสูงสุด มูลค่ามากกว่าอาวุธยุทธ์ถึงห้าเท่า! อาวุธยุทธ์ ระดับเสวียนขั้นสูงสุดมีมูลค่ามากกว่า 300 แต้มผลงาน ของดีก็จะแพงขึ้นมาหน่อย ส่วนอาวุธอักษร อย่างเช่นกล่องร้อยกระบี่นี้ มีมูลค่ามากกว่า 2,000 แต้มผลงาน!"
ซูอวี่ตาโตเป็นประกาย แพงขนาดนี้เลย!
2,000 แต้ม... นี่มันแนวคิดแบบไหนกัน?
"นี่ยังแค่ระดับเสวียนนะ อาวุธอักษรระดับตี้เริ่มต้นที่ 5,000 แต้ม แม้ฉันจะยังไม่มีความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะหลอมสร้างสำเร็จ แต่ก็เคยมีประวัติการหลอมสร้างสำเร็จอยู่ นักวิจัยอารยธรรมที่สามารถหลอมสร้างอาวุธอักษรระดับตี้ได้ ในเขตปกครองต้าเซี่ยมีเพียงคนเดียว!"
ซูอวี่มองจ้าวลี่ด้วยความประหลาดใจ ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธที่เก่งกาจที่สุดในเขตปกครองต้าเซี่ย?
จ้าวลี่ยิ้มแต่ไม่พูด มีเพียงคนเดียว... อะแฮ่ม ไม่ใช่เขาสักหน่อย
เขาก็แค่หลอมสร้างสำเร็จไปเล่มเดียวด้วยความบังเอิญเท่านั้น ไม่นับว่าสามารถหลอมสร้างอาวุธอักษรระดับตี้ได้จริงๆ หรอก เรื่องโชคเนี่ย... พึ่งพาไม่ได้ที่สุดแล้ว
แต่ฉันก็ไม่ได้บอกนี่ว่าเป็นตัวเอง!
จากที่เด็กนี่คุยกับหัวหน้าหม่าเมื่อครู่ ก็พอมองออกแล้วว่า เด็กนี่... ขัดสนเงินทองสินะ!
เป็นเรื่องปกติมาก มาจากหนานหยวน ไม่ขัดสนเงินสิถึงจะแปลก
จ้าวลี่หัวเราะกล่าวต่อ "หลอมสร้างอาวุธอักษรระดับตี้ เล่มนึงก็หลายพันแต้มผลงานแล้ว ฆ่าขั้นทะยานฟ้าคนนึงได้กี่แต้มกัน? ฆ่าขั้นหลิงอวิ๋นได้เท่าไหร่? ฆ่าขั้นหลิงอวิ๋น 10 คน อาจจะพอแลกอาวุธอักษรระดับตี้ได้แค่เล่มเดียว..."
จ้าวลี่ทอดถอนใจ พลางหัวเราะกล่าว "งั้นฉันไปก่อนนะ วิถีแห่งนักวิจัยอารยธรรมนี้ ผู้ใช้อักษรเทวะก็ใช่ว่าจะเอาชนะนักหลอมอาวุธได้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรามีเงิน มีเงินแล้วยังมีฝีมือแข็งแกร่ง ต่อให้อาจารย์ของไป๋เฟิงมา ฉันก็ไม่กลัวเขาหรอก นับประสาอะไรกับไป๋เฟิง ไม่ต้องไปใส่ใจเขาหรอก!"
ซูอวี่ยิ้มแหย มองส่งจ้าวลี่จากไป
พอเขาเดินไปแล้ว ซูอวี่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ จ้าวลี่ขี้โม้!
ตอนสุดท้ายที่พูดถึงอาจารย์ของไป๋เฟิง เห็นได้ชัดว่าแอบหวั่นใจ น้ำเสียงฟังดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
"นักหลอมอาวุธ... อาวุธอักษร อาวุธยุทธ์..."
ซูอวี่พึมพำ รู้สึกว่าตัวเองได้เปิดหูเปิดตาแล้ว เรื่องนี้เขาไม่รู้มาก่อนจริงๆ
แถมยังแพงขนาดนั้น... เขาฟังแล้วยังใจสั่น รู้สึกว่าแต้มผลงานที่ตัวเองได้รับเป็นรางวัลในครั้งนี้ ดูไม่สลักสำคัญอะไรไปเลย
ดูสิ อาวุธที่คนอื่นเขาหยิบออกมาสุ่มสี่สุ่มห้า ยังตั้งหลายพันแต้มผลงาน!
จ้าวลี่ที่เดินออกมา ก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ล้อเล่นหรือไง อะไรคือหยิบออกมาสุ่มสี่สุ่มห้า นี่มันของล้ำค่าก้นหีบเลยนะ!
อาวุธอักษรระดับตี้ที่ตัวเองหลอมสร้างนั้น ไม่ได้เสร็จสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ ใช้งานไม่ได้ การสร้างกล่องร้อยกระบี่ขึ้นมาใบเดียวก็แทบจะผลาญสมบัติเขี้ยวเล็บของเขาไปจนหมดแล้ว พอบวกรวมกับอาวุธอักษรระดับตี้เล่มนั้นเข้าไป ตอนนี้เขาจนมากนะ!
ไร้สาระ ถ้าไม่จนเขาจะมารับภารกิจเล็กๆ แบบนี้ไปทำไม!
ก็เพื่อหาแต้มผลงานนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่หรือไง!







