เฉียวอวี้กลับมาที่ห้อง เริ่มคิดว่าจะไปเซียวโจวสักรอบดีไหม
เดิมทีคิดว่ามีคนออกค่าเดินทางและค่าที่พักให้ฟรี เขาจะได้พาเฉียวซีไปเที่ยวเซียวโจวด้วยกันสักรอบ ทว่าหลายปีมานี้เพื่อดูแลเขา เฉียวซีไม่เคยออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนเลย ใครจะไปคิดว่าจะถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เฉียวอวี้ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าการไม่ไปเซียวโจวคือความคิดที่แท้จริงของเฉียวซีหรือเปล่า สองแม่ลูกจัดอยู่ในคนประเภทเดียวกัน คือเป็นพวกคิดมากกันทั้งคู่
อย่างเช่นเพื่อไม่ให้ลูกชายสุดที่รักรู้สึกผิด ก็เลยยอมทิ้งโอกาสออกไปเที่ยวฟรีเสียเอง
คนทั่วไปอาจจะนึกไม่ถึง แต่เฉียวอวี้คิดว่ามีความเป็นไปได้แบบนั้น
แม้ว่าเฉียวซีจะมักแสดงท่าทีไม่สนใจไยดีต่อเฉียวอวี้อยู่เสมอ แต่เฉียวอวี้รู้ดีว่า หากเขาเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาจริงๆ โอกาสที่แม่ของเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปตามลำพังนั้นมีน้อยมาก
ไม่ใช่การคาดเดาขึ้นมาลอยๆ แต่มาจากรายละเอียดมากมายในชีวิต
เวลาที่เขาสบายดี ที่บ้านก็ดีไปหมดทุกอย่าง แต่เมื่อไหร่ที่เขาเกิดปวดหัวตัวร้อนขึ้นมา ที่บ้านจะต้องวุ่นวายจนแทบพลิกแผ่นดิน
ผู้หญิงที่ให้กำเนิดเขาคนนั้นจะเฝ้าอยู่ข้างเตียงของเขาตลอดทั้งคืนจริงๆ เพียงแค่รู้สึกผิดปกตินิดหน่อย ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าโรคกลัวสังคมและดูบอบบางคนนี้จะเรียกรถโดยไม่ลังเล จากนั้นก็แบกเขาลงชั้นล่างแล้วรีบไปโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในเมืองดารา
ต่อให้ในตอนนั้นเธอเองก็จะปวดหัวแทบระเบิดก็ตาม
ใช่แล้ว ทุกครั้งที่เฉียวอวี้ป่วย อาการปวดหัวของเฉียวซีก็จะกำเริบขึ้นพร้อมกันจริงๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ต่อให้เธอจะปวดจนต้องแอบเอาหัวโขกกำแพงลับหลัง เธอก็จะพยายามกลั้นความรู้สึกที่อยากจะดื่มเหล้าเพื่อบรรเทาอาการเอาไว้ แล้วคอยดูแลอยู่ข้างกายเฉียวอวี้อย่างเอาใจใส่
ดังนั้นเมื่อโตขึ้น เฉียวอวี้จึงฝึกฝนความอดทนมาอย่างแข็งแกร่ง เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เขาจะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว
เด็กป.หกคนอื่นไข้ขึ้น 39 องศา สภาพก็คงดูไม่ได้แล้ว แต่เฉียวอวี้กลับแกล้งทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แอบลงไปที่โรงพยาบาลชุมชนชั้นล่างเอง จ่ายเงินเอง ตรวจเช็กร่างกายสารพัด ฉีดยา แล้วยังต้องกำชับคุณลุงหมอที่รู้จักเขาเป็นนักหนาว่า ห้ามบอกแม่ของเขาเด็ดขาด
น่าเสียดายที่มักจะไม่เป็นไปตามที่เขาหวังไว้
หมอบ้าคนนั้น ถ้าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาก็แล้วไป แต่เมื่อไหร่ที่มีอะไรไม่แน่ใจ หรือผลตรวจออกมาว่าติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสอะไรทำนองนั้น ต่อหน้าเขาก็รับปากซะดิบดี แต่พอลับหลังก็ยังคงแจ้งเฉียวซีทันทีอยู่ดี
โชคดีที่เฉียวอวี้ไม่เคยป่วยเป็นโรคอะไรที่ร้ายแรงเป็นพิเศษ หลายปีมานี้ก็เลยผ่านมันมาได้แบบนี้
เฉียวอวี้ก็ชินแล้วกับวิธีการแสดงความรักของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ตอนนี้ถึงขั้นเข้าใจคุณหมอชั้นล่างคนนั้นแล้วด้วย กฎของสังคมก็หมุนไปแบบนี้แหละ นอกเสียจากว่าเขาจะสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ ไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่คุณหมอต้องเผชิญหน้ากับผู้เยาว์อย่างเขา ก็ต้องหาวิธีปกป้องตัวเองอยู่ดี
ก็เหมือนเมื่อกี้ ถึงปากเฉียวซีจะบอกว่าอายุสิบห้าแล้วยังไม่กล้าออกไปไหนอีก ช่างไม่ได้เรื่องเอาซะเลย แต่เธอก็ยังลากเอาคนดีศรีสังคมออกมาจนได้
คุณแม่ไอคิวสูงที่ปากแข็งใจอ่อน แถมพูดไม่ตรงกับใจนี่ ทำเอาคนเป็นลูกชายปวดหัวจริงๆ
ในตอนที่เฉียวอวี้กำลังพิจารณาว่าจะไปเซียวโจวรอบนี้ดีไหม โทรศัพท์ก็ดังขึ้น คนดีศรีสังคมโทรมา
มันบังเอิญเกินไปจนเฉียวอวี้รู้สึกเหมือนเป็นโชคชะตา
"ฮัลโหล อาจารย์หลาน สวัสดีครับ"
"เฉียวอวี้ พวกเราเพิ่งประชุมกันเสร็จ ประเด็นสำคัญของที่ประชุมก็คือเรื่องของเธอ"
"นี่... เว่อร์ไปไหมครับ"
เฉียวอวี้ไม่เข้าใจ
"ไม่เว่อร์หรอก ครูใหญ่จางกลัวว่าเธอจะถูกโรงเรียนอื่นดึงตัวไปจริงๆ ก็เลยตกลงกันไว้เป็นเสียงเดียวเลยว่า ก่อนที่จะหมดเขตยื่นความจำนง ถ้ามีคนถามถึงเธอ ก็ให้บอกไปก่อนว่าเธอเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ของโรงเรียน แล้วก็จะไม่โปรโมตอะไรใหญ่โต เธอคงเข้าใจใช่ไหม"
"หา จะโปรโมตหรือไม่ผมก็ไม่ซีเรียสหรอกครับ แต่ผมจะเป็นนักเรียนหรือครู สืบดูก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอครับ อีกอย่างสัญญาเราก็เซ็นกันแล้ว..."
"อิทธิพลของการแข่งขันคณิตศาสตร์มันจำกัดอยู่แค่ในแวดวงคณิตศาสตร์ ข่าวคงไม่แพร่กระจายเร็วขนาดนั้นหรอก ช่วงนี้ทุกคนต่างก็ยุ่งกันหมด คงไม่มีใครเจาะจงไปสืบเรื่องนี้หรอก ส่วนเรื่องสัญญา เธอก็บอกเองว่ามันไม่ได้มีผลผูกมัดอะไร ครูใหญ่จางย่อมต้องไม่สบายใจเป็นธรรมดา นี่ไง ถึงได้เจาะจงให้ครูโทรมาคุยกับเธอดีๆ เนี่ยแหละ"
"ไม่เป็นไรครับ ผมเป็นคนรักษาสัจจะมาก"
"งั้นถ้าตอนนี้มีโรงเรียนที่ขอแค่เธอยอมไป ไม่เพียงแต่จะยกเว้นค่าเทอมให้ทั้งหมด แต่ยังแอบให้เงินเธอไปเลยหนึ่งแสนหยวน ส่วนรางวัลจากการเข้าร่วม IMO ก็เท่ากับโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งเป๊ะๆ เธอจะยังรักษาสัจจะอยู่ไหม"
เฉียวอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดูสิ คนดีศรีสังคมก็เป็นซะแบบนี้ ตรงไปตรงมาเกินไป แต่แน่นอนว่าคำตอบก็ยังคงรัดกุมไม่มีช่องโหว่
"ถึงคุณจะเป็นครู แต่ผมก็ต้องขอวิจารณ์คุณหน่อย คนปกติเขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่าไม่ควรเอาสันดานดิบของมนุษย์มาทดสอบเล่นๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่ได้ทั้งนั้น! แต่ในเมื่อคุณถามมาแล้ว... อืม...
ผมคิดอย่างนี้นะครับ ถ้าเกิดมีโรงเรียนอยากจะดึงตัวผมไปแถมยังยอมจ่ายเงินให้ผมจริงๆ ผมจะต้องรายงานให้คุณทราบก่อนแน่นอน ยังไงซะคุณก็อยู่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งนี่ครับ ขอแค่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งยอมจ่ายให้หนึ่งแสนหยวนเหมือนกัน ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นโรงเรียนดังอย่างฉางจวิน หรือโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยครูก็ตาม ผมก็จะยืนกรานอยู่ที่นี่ต่อครับ"
เฉียวอวี้ตอบอย่างหนักแน่น
พอได้ฟังคำพูดนี้ของเฉียวอวี้ หลานเจี๋ยก็รู้สึกปลาบปลื้มใจขึ้นมา อย่างน้อยหน้าตาของเขาก็ยังมีค่ามากกว่าโรงเรียนดังล่ะนะ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบกลับ เฉียวอวี้ก็พูดขึ้นมาอีกว่า "เอาเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะครับอาจารย์หลาน เมื่อกี้นี้ทางคณะกรรมการจัดงานแข่งขันคณิตศาสตร์เสี่ยวหลี่ปาปาส่งอีเมลมาหาผม บอกว่าอยากจะเชิญผมกับผู้ปกครองไปร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่สำนักงานใหญ่เสี่ยวหลี่ปาปาในเซียวโจวน่ะครับ
แต่แม่ผมบอกว่าเธอไม่อยากไปเซียวโจว ผมจะปฏิเสธพวกเขาไปตรงๆ แล้วแข่งรอบชิงชนะเลิศอยู่บ้านก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ"
"หืม คณะกรรมการจัดงานติดต่อเธอมาโดยตรงเลยเหรอ ถ้าเป็นกรณีนี้ ครูแนะนำให้เธอลองไปดูนะ การไปแข่งรอบชิงชนะเลิศที่สำนักงานใหญ่มหาวิทยาลัยเซียวหู เธอจะมีโอกาสได้เจอผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการวิชาการมากมาย ซึ่งพวกเขาจะช่วยเหลือเรื่องการพัฒนาในอนาคตของเธอได้มากเลยล่ะ
ถ้ามีโอกาสถูกตาต้องใจใครสักคนในกลุ่มนั้นเข้า แล้วได้กลายเป็นลูกศิษย์ของพวกเขาในอนาคต ชีวิตนี้ของเธอก็มั่นคงแล้วล่ะ"
เสียงของหลานเจี๋ยตื่นเต้นมาก
"ช่วยได้มากขนาดไหนเหรอครับ" เฉียวอวี้ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
"นักวิชาการเถียน ศาสตราจารย์เถียนเหยียนเจินน่ะ เธอรู้จักไหม เฮ้อ ไม่รู้จักล่ะสิ เดี๋ยวเธอลองไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตดูนะ เขาเป็นนักวิชาการสองสถาบัน ทั้งของสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา ตอนนี้เป็นศาสตราจารย์บรรยายพิเศษของมหาวิทยาลัยเยียนเป่ย ส่วนตำแหน่งอื่นๆ เธอไปดูเอาเอง เขาคือหนึ่งในคณะกรรมการจัดงานแข่งขันครั้งนี้ล่ะ
อ้อ จริงสิ เธอไม่ได้ชอบเงินหรอกเหรอ ศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์นานาชาติเยียนเป่ยเขาก็เป็นคนริเริ่มก่อตั้งขึ้นมา อาศัยแค่หน้าตาของเขาก็ระดมทุนได้ตั้ง 300 กว่าล้าน สร้างศูนย์วิจัยแห่งนี้ขึ้นมาในมหาวิทยาลัยเยียนเป่ย เธอคิดว่าถ้ามีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบนี้จริงๆ ในอนาคตจะขาดโอกาสในการทำเงินอีกไหมล่ะ
นอกจากนักวิชาการเถียนแล้ว ก็ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่อีกมากมาย พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือในวงการวิชาการทั้งนั้น คนอื่นทำวิจัยต้องดิ้นรนหาวิธีหาเงิน แต่พวกเขาทำวิจัยเงินก็วิ่งเข้าหาเอง! โอกาสดีๆ แบบนี้เธอจะไม่ไปงั้นเหรอ
พูดเรื่องการเลื่อนขั้นในวงการวิชาการไป เธอคงไม่เข้าใจหรอก ครูจะบอกเธอแค่นี้นะ ไอ้เงินแสนสองแสนที่เธอสนใจน่ะ ในสายตาคนอื่นมันไม่นับว่าเป็นอะไรเลย หลายคนยอมจ่ายมากกว่านั้นตั้งเยอะเพื่อให้ผู้หลักผู้ใหญ่พวกนี้เขียนจดหมายแนะนำให้
แถมครูมั่นใจเลยว่า เขาไม่ได้เชิญเธอไปที่สำนักงานใหญ่แค่คนเดียวแน่ โอกาสแบบนี้เธอจะไม่ไปแย่งชิง แต่จะยอมยกให้คนอื่นง่ายๆ งั้นเหรอ"
เมื่อได้ฟังคำพูดที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนของคนดีศรีสังคมจากในโทรศัพท์ เฉียวอวี้ก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ
"งั้นผมไปเองเหรอครับ"
"เอาอย่างนี้ไหม ถ้าแม่เธอไม่มีเวลา ให้ครูไปเป็นเพื่อนสักรอบดีไหม"
เฉียวอวี้พอใจทีเดียว คนที่ตั้งใจจะไปเป็นเพื่อนจริงๆ แม้แต่จะเดินทางเมื่อไหร่ก็ยังไม่ถามสักคำ







