การประกอบพิธีและอัญเชิญหนึ่งครั้ง ทำให้ร่างกายของจ้าวฟู่อวิ๋นร้อนผ่าวไปทั่ว
วันนี้เมื่ออัญเชิญเทพเพลิงเข้าสู่ศาลเจ้า เจตจำนงแห่งไฟอันทรงพลานุภาพที่จุติลงมาในความมืดมิดนั้นรุนแรงเป็นพิเศษ เขาไม่ได้ไปเปิดประตูศาลเจ้าในทันที แต่กลับนั่งรวบรวมสมาธิอยู่ที่นั่น
เขารู้ดีว่าในเวลานี้ หากมียาโอสถที่ช่วยบำรุงเลือดหยินในร่างกายและระงับไฟหยางให้กินสักหน่อย ตัวเขาจะรู้สึกสบายขึ้นมาก
หรือไม่อาจจะวาด 'ยันต์วารีเร้นลับ' ที่สอดคล้องกันแล้วละลายน้ำดื่ม ก็ย่อมได้ผลเช่นกัน
แต่จ้าวฟู่อวิ๋นไม่มียาโอสถที่ว่า และไม่ได้วาดยันต์วารีเร้นลับละลายน้ำดื่ม เขาใช้วิธีรวบรวมสมาธิทำจิตใจให้สงบเพื่อสะกดเจตจำนงแห่งไฟอันพลุ่งพล่านในร่างกาย
หัวใจเป็นนายแห่งจิตวิญญาณ เป็นนายแห่งไฟ เป็นอวัยวะแห่งราชาที่ควบคุมทุกสิ่ง ความคิดของเขาจมดิ่งลงสู่หัวใจ รวบรวมสมาธิไว้ที่ใจ ก็เปรียบเสมือนการสวมสายบังเหียนให้กับหัวใจที่กำลังกระสับกระส่ายของตนเอง
ดังคำกล่าวที่ว่าจิตใจนั้นเหมือนลิงที่ไม่เคยสงบนิ่งแม้แต่นาทีเดียว กระบวนการบำเพ็ญเพียรก็คือการปราบลิงในใจให้จงได้
เขาไม่มียาโอสถมาช่วยตนเอง จึงทำได้เพียงพึ่งพาความอุตสาหะในการบำเพ็ญเพียร
หลักการใหญ่โต ผู้คนมากมายล้วนล่วงรู้ มรรคผลอันห่างไกลล้วนตั้งอยู่ตรงนั้น ทว่าผู้คนมากมายกลับมองเห็นเพียงเบื้องหน้า แต่ละเลยหนทางใต้ฝ่าเท้าที่ต้องก้าวเดินไปอย่างมั่นคงทีละก้าว
หลายปีมานี้ จ้าวฟู่อวิ๋นบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเช่นนี้มาโดยตลอด ดังนั้นเขาจึงสามารถตามคนอื่นๆ ที่มีทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรมากมายได้ทัน ในขณะเดียวกันรากฐานของเขากล่าวได้ว่ามั่นคงที่สุด
ทุกครั้งหลังจากทะลวงขีดจำกัดไปได้แล้ว ก็สามารถรวบรวมพลังกลับมาได้อีกครั้ง นี่แหละคือการบำเพ็ญเพียร
หากไม่สะสมก้าวเล็กๆ ก็มิอาจไปถึงพันลี้
ผู้คนมากมายภายนอกเฝ้ามองอยู่ ประตูศาลเจ้ายังคงไม่เปิดออก ผู้คนเดิมทีอยากจะดูสถานการณ์ข้างใน แต่กลับไม่ได้เห็น
กระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ ประตูศาลเจ้าจึงเปิดออก จ้าวฟู่อวิ๋นเดินออกมาจากข้างใน แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมาที่หน้าศาล เขาเดินเข้าไปในแสงตะวัน ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแสงแดด
เมื่อมาถึงหน้าเนินเขา เขามองดูแม่น้ำหมอกเบื้องล่าง เนิ่นนานหลังจากนั้น ในใจของเขาก็คิดถึงที่อาจารย์สวินบอกว่าในแม่น้ำสายนี้มีแดนสวรรค์แห่งหนึ่ง
ในใจของเขามีความสงสัยอยู่บ้าง หลายวันผ่านไปแล้ว อาจารย์สวินบอกว่าจะไปเตรียมตัวสักหน่อย กลับยังไม่กลับมา ไม่รู้เหมือนกันว่านางไปเตรียมตัวที่ไหน
เขาหาได้รู้ไม่ว่า ในเวลานี้สวินหลานอินกำลังอยู่กลางภูเขาเทียนตู เฝ้าสังเกตการณ์ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคดีการตายของศิษย์ภูเขาเทียนตูอยู่
มีคนเห็นว่าการที่ศิษย์อารามล่างของภูเขาเทียนตู สวี่ย่าจวิน สิ้นชีพลงระหว่างทางไปรับตำแหน่ง เป็นไปได้มากว่าจะเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในภูเขาเทียนตู
ดังนั้นอารามบนจึงคัดเลือกคนจากในหมู่ศิษย์ขั้นสร้างรากฐาน ก่อตั้งกลุ่มสืบสวนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เพื่อสืบสวนผู้ที่เคยมีความขัดแย้งกับสวี่ย่าจวิน พอสืบสวนกลับพบว่า ผู้ที่มีความขัดแย้งกับเขานั้นมีไม่น้อยเลย
และในนั้นก็มีความขัดแย้งระหว่างจ้าวฟู่อวิ๋นกับสวี่ย่าจวิน ความขัดแย้งนี้เกิดจากการตายของเหลียงเต้าจื่อ คงเป็นเพราะสวี่ย่าจวินตายไปแล้ว ดังนั้นผู้คนที่อยู่เบื้องหลังเขาจึงไม่สนใจชื่อเสียงที่ว่าสวี่ย่าจวินเคยสังหารศิษย์ร่วมสำนัก
จึงสืบความจริงได้อย่างรวดเร็วว่า เป็นเพราะสวี่ย่าจวินถูกเหลียงเต้าจื่อปฏิเสธที่จะมาเข้าพวกกับตนเอง ในใจจึงเกิดความโกรธแค้น และสังหารเขาในกระท่อมตกปลาของตนเองที่ริมแม่น้ำหยางหลิง
คนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น ก็ยอมรับสารภาพภายใต้การสอบสวนแล้ว ภายใต้การสะกดข่มของตราพยัคฆ์ขุนเขา พวกเขาก็ไม่อาจพูดปดได้เลย
ส่วนคนเหล่านั้นที่คอยวนเวียนอยู่ข้างกายจ้าวฟู่อวิ๋นมาหลายปี คอยติดตามเขาลงเขาไปปราบปรามปีศาจกำจัดมาร ในใจกลับตื่นตระหนกตกใจ
เมื่อพวกเขาได้รู้ว่าสวี่ย่าจวินตายแล้วจริงๆ ในใจก็ตกตะลึงอย่างหาเปรียบมิได้ ก่อนหน้านี้ตอนที่เหลียงเต้าจื่อตาย พวกเขาก็อยากให้ในภูเขาสืบสวน ทว่ากลับเหมือนหินจมลงก้นทะเล ไม่มีใครมาสนใจใยดีเลย แต่ตอนนี้พอสวี่ย่าจวินตาย กลับมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานของอารามบนมาสืบสวนทันที
พวกเขาถูกซักไซ้ไล่เลียงไปมาว่า "จ้าวฟู่อวิ๋นมีความคิดที่จะสังหารสวี่ย่าจวินหรือไม่ เขาเคยพูดอะไรบ้างหรือเปล่า"
แน่นอนว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่เคยพูดอะไรกับพวกเขาเลย
จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจ ว่าใช่จ้าวฟู่อวิ๋นหรือไม่ที่สังหารสวี่ย่าจวิน
อีกทั้ง พวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าจ้าวฟู่อวิ๋นจะสามารถสังหารสวี่ย่าจวินได้หรือไม่
ขณะที่พวกเขาอยู่ภายใต้แสงรัศมีอันเจิดจ้าของตราพยัคฆ์ขุนเขาที่สาดส่องลงมาสะกดข่ม และถูกสอบถามอยู่หลายวันนั้น ประตูก็ถูกเปิดออกกะทันหัน
มีเสียงสตรีอันเย็นชาดังเข้ามา "ในเมื่อสอบถามเสร็จแล้ว ได้คำตอบแล้ว เหตุใดจึงไม่ปล่อยคนออกมา พวกเจ้าอยากได้คำตอบแบบใดกัน"
หัวใจของเซี่ยเจินที่เป็นผู้ควบคุมการสอบสวนในห้องจมดิ่งลง สัญชาตญาณของเขาบอกว่าคนที่สังหารสวี่ย่าจวินต้องเป็นจ้าวฟู่อวิ๋นแน่นอน แต่จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้กลับทำได้อย่างมิดชิดถึงเพียงนี้ คิดจะฆ่าคน กลับไม่เผยให้คนเหล่านี้ที่ติดตามอยู่ข้างกายมาหลายปีได้รับรู้ ซ้ำยังไม่เผยความเคียดแค้นออกมาเลยแม้แต่น้อย
เขาเดินออกจากประตู เห็นว่าภายนอกเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสวมกวานสีแดงผู้หนึ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงเล็กน้อย กล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิงสวิน ท่านมิใช่ว่าออกจากภูเขาไปท่องเที่ยวหรอกหรือขอรับ เหตุใดจึงกลับมาแล้ว"
สวินหลานอินกลับเพียงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า "คนพวกนี้สอบถามเสร็จหรือยัง"
"สอบถามเสร็จแล้วขอรับ" เซี่ยเจินไม่กล้ากล่าวสิ่งใดมาก
"เช่นนั้นพวกเขาเกี่ยวข้องกับการตายของสวี่ย่าจวินหรือไม่" สวินหลานอินถามอีก
เซี่ยเจินมองดูอีกสองคนที่อยู่ในห้อง ตอบว่า "ในตอนนี้ยังไม่มีขอรับ"
"ถามมาหลายวันแล้ว ยังจะมีตอนนี้อะไรอีก" สวินหลานอินกล่าว "หากไม่มีปัญหา เช่นนั้นก็จบได้แล้ว ข้าต้องการเรียกใช้คนพวกนี้"
"ขอรับ" เซี่ยเจินจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร ตอนที่เขาเพิ่งบรรลุขั้นสร้างรากฐานและเข้าสู่อารามบน สวินหลานอินผู้นั้นก็เป็นบุคคลผู้โด่งดังในอารามบนแล้ว วิชารวบรวมวิญญาณและควบคุมวารีของนางนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด ไม่ว่าผู้อื่นจะใช้คาถาอาคมใด นางก็เพียงพึ่งพาวิชานี้เพียงวิชาเดียวก็เพียงพอที่จะรับมือแล้ว
คาถาอาคมของนางแข็งแกร่งดุดัน อีกทั้งหลังจากชนะแล้วก็มักจะเยาะเย้ยถากถางผู้อื่น เป็นคนที่ทุกคนไม่อยากจะล่วงเกิน
มาบัดนี้ตัวเขาเองก็มีสถานะในอารามบนแล้วเช่นกัน ทว่าศิษย์พี่หญิงสวินผู้นี้กลับเข้าสู่ขั้นตำหนักม่วงแล้ว ถือเป็นระดับกลางในภูเขาเทียนตู มีสถานะไม่น้อยเลยทีเดียว เล่าลือกันว่าแม้แต่ประมุขภูเขาก็ยังเคยกล่าวว่า หากภูเขาเทียนตูมีคนเช่นสวินหลานอินอีกสักสองสามคน เช่นนั้นภูเขาเทียนตูจะต้องรุ่งเรืองอย่างแน่นอน
หลังจากนั้น คนที่ถูกขังมาหลายวันก็ถูกปล่อยตัวออกมาทั้งหมด
หมี่ฝู หยางหลิ่วชิง เหวินไป๋ และเหวินสวิน เดินตามหลังสวินหลานอิน มีถ้อยคำเต็มท้องที่อยากจะเอ่ย ทว่ากลับไม่รู้ว่าจะเปิดปากอย่างไรดี
"ช่วงนี้พวกเจ้าอย่าเพิ่งออกจากภูเขา อีกสองสามวันให้ตามข้าไปที่แห่งหนึ่ง มีเรื่องจะให้พวกเจ้าทำ" สวินหลานอินเอ่ยโดยไม่หันหน้ากลับมา
"ขอรับ เจ้าค่ะ อาจารย์สวิน" ทั้งสี่คนขานรับ หลังจากมองดูสวินหลานอินเดินจากไป แต่ละคนก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในดวงตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
แต่ก็ล้วนรู้ดีว่า ในเวลานี้ต่อให้ในใจมีข้อสงสัยมากเพียงใด ก็ไม่อาจนำมาสนทนากันได้
การกลับมายังภูเขาในครั้งนี้ของสวินหลานอิน ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด ก็เพื่อยืมธงค่ายกลชุดหนึ่ง นางรู้สึกว่าหมากศิลาดาราที่ตนใช้สำหรับเล่นและฝึกฝนค่ายกลอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงกลับมาที่ภูเขาเพื่อยืม
สามวันให้หลัง สวินหลานอินพาคนทั้งสี่ออกจากภูเขา ทว่าในครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้โดยสารเมฆาหมอกพลังเวทของสวินหลานอิน แต่กลับนั่งอยู่บนเมฆที่จำแลงมาจากผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังอำเภอบึงหมอกตลอดทาง
ตลอดทาง ในใจของคนทั้งสี่รู้สึกปะปนกันไปหลายอารมณ์ เมื่อพวกเขารู้ว่าสถานที่ที่จะไปคือที่ใด ก็รู้ทันทีว่าอาจารย์สวินจงใจมาช่วยพวกตนออกมาโดยเฉพาะ
เมื่อนึกถึงตอนที่ศิษย์พี่ออกจากภูเขา แล้วพฤติกรรมของพวกตน ในใจก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง
ไม่นานพวกเขากก็มาถึงอำเภอบึงหมอก ก่อนอื่นก็มาถึงสถานที่ที่จ้าวฟู่อวิ๋นเคยพักอยู่ก่อนหน้านี้ ส่วนสวินหลานอินก้าวเดินไปในความว่างเปล่า ทุกก้าวที่เหยียบลงไปล้วนบังเกิดเมฆหมอกขึ้นใต้ฝ่าเท้า ร่างกายของนางราวกับไร้น้ำหนัก ลอยขึ้นตามสายลม เมฆหมอกได้ประคองนางขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วนางก็กล่าวว่า "พวกเจ้าไปตามหาจ้าวฟู่อวิ๋นด้วยตัวเองเถิด"
"เอ๊ะ ทุกท่านคือผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูงจากภูเขาเทียนตูใช่หรือไม่" เสียงหนึ่งเอ่ยถาม
หมี่ฝูมองเห็นว่าเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นแล้ว สวมชุดขุนนาง ข้างกายมีองครักษ์เหน็บดาบไว้ที่เอวติดตามมาด้วยสองสามคน
"พวกข้าคือศิษย์อารามล่างของภูเขาเทียนตู มาที่นี่เพื่อตามหาศิษย์พี่จ้าวฟู่อวิ๋น ไม่ทราบว่าใต้เท้าท่านนี้พอจะรู้หรือไม่ว่าเขาอยู่ที่ใด" หมี่ฝูเอ่ยถาม
จูผูอี้พิจารณาคนทั้งสี่ เพียงรู้สึกว่าทั้งสี่คนล้วนมีสีหน้าท่าทางที่เที่ยงธรรม มีกลิ่นอายเฉพาะตัวอยู่สายหนึ่ง แม้จะเทียบกับจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้ แต่ก็หาได้ยากยิ่ง
"ที่แท้ก็คือผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูงจากภูเขาเทียนตูจริงๆ ข้าน้อยคือนายอำเภอบึงหมอก จูผูอี้ ทุกท่านต้องการตามหาท่านศึกษาธิการใช่หรือไม่ โปรดตามข้าน้อยมาเถิด" จูผูอี้กล่าว
คนทั้งสี่เดินตามหลังจูผูอี้ไป
พวกเขาพบว่าตัวอำเภอแห่งนี้วุ่นวายสับสนมาก ทุกหนทุกแห่งล้วนอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าสายหนึ่ง อีกทั้งยังมีบ้านเรือนที่ดูน่าขนลุกให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่อีกบ้าง พวกเขามั่นใจได้เลยว่า ข้างในนั้นจะต้องมีการเลี้ยงดูภูตผีตัวเล็กๆ หรือไม่ก็แมลงกู่อย่างแน่นอน
หมี่ฝูทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามว่า "นายอำเภอจู ข้าได้ยินมาว่า ในเมืองหนานหลิง มีการเลี้ยงสิ่งอิงหยิน เลี้ยงกู่และซากศพกันมาก บึงหมอกแห่งนี้ยิ่งหนักหนาเสียกว่าใช่หรือไม่"
จูผูอี้ทอดถอนใจกล่าวว่า "เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่คาดว่าต่อไปคงจะดีขึ้นบ้าง"
"อ้อ ศิษย์พี่ของข้าได้ทำอะไรไปหรือ ศิษย์พี่ของข้าอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ทุกอย่างยังคงราบรื่นดีใช่หรือไม่" หมี่ฝูเอ่ยถาม
"ท่านศึกษาธิการมีคาถาอาคมล้ำลึก ย่อมต้องราบรื่นดีทุกอย่าง ทว่า หากทุกท่านมาเร็วกว่านี้สักหลายวัน ท่านศึกษาธิการคงจะต้องสบายขึ้นมากเป็นแน่" จูผูอี้นึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น วันเวลาที่จ้าวฟู่อวิ๋นเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในลานบ้านนั้นทั้งวันโดยไม่ออกมา แม้แต่ข้าวก็ไม่กินสักคำ
พอทั้งสี่ได้ฟังเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก
พวกเขารู้ดีว่า ในครั้งนี้ไม่ว่าสถานที่ใดที่ศิษย์ขั้นแสงเร้นลับลงจากเขาไปเป็นศึกษาธิการและผู้พิทักษ์ ล้วนมีศิษย์ร่วมสำนักแต่เดิมทยอยตามไปช่วยเหลือในภายหลังทั้งสิ้น
พวกเขาก็ชัดเจนดีว่า การไปเยือนถิ่นฐานของผู้อื่น การอยากจะหยั่งรากยืนหยัดอยู่ที่นั่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากมีศิษย์ร่วมสำนักคอยช่วยเหลือ ย่อมจะผ่อนแรงไปได้มาก
"พวกข้ามาสายเกินไป ไม่อาจช่วยเหลือศิษย์พี่ได้ ช่างน่าละอายใจจริงๆ" หมี่ฝูกล่าว
ในเวลานี้ หญิงสาวเพียงคนเดียวในหมู่คนทั้งสี่ก็เปิดปากกล่าวว่า "ใต้เท้านายอำเภอ ท่านพอจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่ศิษย์พี่ของข้ามาถึงที่นี่ได้หรือไม่"
จูผูอี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า "ตอนที่ท่านศึกษาธิการเพิ่งมาถึงแรกๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร แต่หลังจากที่ช่วยข้าน้อยกำจัด 'เทพกู่' ที่สิงสู่ในวิญญาณตับแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะไปยั่วโมโหผู้คนที่นี่เข้า..."
เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางที่ซ่อนอยู่ภายใน รู้เพียงว่า หลังจากที่จ้าวฟู่อวิ๋นช่วยเหลือตนเองแล้ว จู่ๆ ก็ถูกคนของอำเภอบึงหมอกแห่งนี้รุมล้อมโจมตี
"คืนนั้น ผู้คนที่นี่ล้วนมาล้อมอยู่ภายนอกลานบ้านแห่งนี้ ภูตผีหมอบคลานอยู่บนหลังคา มีแมลงกู่นานาชนิด มีหุ่นเชิดซากศพ ว่ากันว่ายังมีปีศาจฝันร้ายคอยล้อมรอบเอาไว้อีกด้วย ตอนนั้นข้าน้อยเฝ้ามองอยู่บนกำแพงบ้านของตัวเอง พูดแล้วก็น่าละอายใจ ตัวข้าน้อยที่เป็นนายอำเภอผู้นี้ ก็ทำได้เพียงยืนดูเท่านั้น
ตอนนั้น ภายในลานบ้านเงียบสงัด ไม่ได้ยินท่านศึกษาธิการพูดอะไรเลย ทว่าผู้คนที่อยู่นอกลานกลับมีจิตสังหารพลุ่งพล่าน เห็นเพียงลิง งู หุ่นเชิดซากศพ และแมลงพุ่งเข้าไปข้างใน อีกทั้งยังมีบางอย่างกดทับจนหลังคาแตกทะลุ
ตอนนั้นข้าน้อยรู้สึกว่า ท่านศึกษาธิการอาจจะจบสิ้นแล้ว แต่หลังจากนั้น ข้าน้อยก็เห็นเปลวเพลิงที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย ส่องสว่างไปครึ่งค่อนคืน สุดท้ายแล้ว คนพวกนั้นที่อยู่ข้างนอกก็ไม่กล้าเข้าไปอีกเลย พวกเขาล้วนถูกท่านศึกษาธิการสังหารจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว!"
"พอถึงวันที่สอง ภายในห้องก็เต็มไปด้วยแมลงและซากศพเกลื่อนกลาด ท่านศึกษาธิการเหนื่อยล้าจนล้มตัวลงนอนหลับไปท่ามกลางซากศพของงู แมลง หนู และแมงป่องพวกนั้นเลย ทว่าภายนอกกลับไม่มีใครกล้าล่วงล้ำเข้ามาในบ้านหลังนี้อีกเลยแม้แต่คนเดียว" จูผูอี้กล่าวด้วยความทอดถอนใจ
แม้เขาจะบำเพ็ญเพียรไม่สำเร็จ ทว่าก็รู้ดีถึงความอันตรายในค่ำคืนนั้น
พอเขากล่าวจบ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนกล่าวปนเสียงสะอื้นว่า "ศิษย์พี่รักความสะอาดถึงเพียงนั้น เกลียดชังพวกงู แมลง และหนูพวกนี้ถึงเพียงนั้น กลับหลับไปท่ามกลางซากศพของพวกมัน ต้องเหนื่อยล้าถึงขีดสุดเป็นแน่ หากเวลานั้นพวกเราอยู่ที่นั่นด้วยก็คงดี"
คนที่พูดก็คือเหวินสวิน นางกับเหวินไป๋เป็นสองพี่น้อง
นางคิดว่า หากพวกตนตามศิษย์พี่มาที่นี่ ก็คงจะไม่ทำให้ศิษย์พี่ต้องอยู่เพียงลำพังโดยไร้ผู้ช่วย
หมี่ฝูก็อดทอดถอนใจไม่ได้ว่า "ศิษย์พี่เป็นคนที่อ่อนโยนถึงเพียงนั้น พวกเขากลับมารุมสังหารศิษย์พี่เช่นนี้ ช่างสมควรตายจริงๆ คนพวกนี้ยังคงอยู่ที่นี่หรือไม่"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ในน้ำเสียงของหมี่ฝูผู้นี้ก็เต็มไปด้วยจิตสังหารเสียแล้ว
แต่จูผูอี้กลับโบกมือซ้ำๆ กล่าวว่า "คนที่กล้าเข้าไปในลานบ้านแห่งนี้ ล้วนถูกท่านศึกษาธิการเผาจนตายไปหมดแล้ว หลายวันมานี้ ท่านศึกษาธิการได้ย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าเทพเพลิงริมแม่น้ำนอกเมืองแล้ว พวกเราใกล้จะถึงแล้วล่ะ"
คนทั้งสี่ตามจูผูอี้มาถึงศาลเจ้าเทพเพลิงริมแม่น้ำ พอขึ้นไปบนเนินเขา มองปราดเดียวก็เห็นจ้าวฟู่อวิ๋นยืนพิจารณาแม่น้ำหมอกเบื้องล่างอยู่ที่นั่น
จ้าวฟู่อวิ๋นสวมชุดคลุมสีฟ้าอ่อนที่พวกเขารู้จักมักคุ้นดี เส้นผมเกล้ามวยไว้บนศีรษะ ปักปิ่นไม้เอาไว้ตามขวาง
รูปร่างสูงโปร่ง ทรวดทรงสง่าผ่าเผย ทอดสายตามองลงไปเบื้องล่าง
คนที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้นั้น ช่างดูโดดเดี่ยวถึงเพียงนี้
"ศิษย์พี่!"
เหวินสวินร้องเรียกขึ้นมาก่อน แล้วรีบก้าวเดิน วิ่งเหยาะๆ มาหยุดอยู่ด้านหลังจ้าวฟู่อวิ๋นสองก้าว
พอจ้าวฟู่อวิ๋นได้ยินเสียง ก็หันหน้ากลับมา บนใบหน้าเริ่มแรกมีความประหลาดใจอยู่บ้าง จากนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เอ่ยว่า "อย่างไร ในสำนักมีภารกิจที่ฝั่งนี้หรือ"
นางพบว่า รอยยิ้มของศิษย์พี่ยังคงเหมือนดั่งเมื่อก่อน ราวกับว่าไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นเลย
นั่นทำให้ในใจของนางยิ่งปวดร้าวมากขึ้นไปอีก จึงกล่าวออกไปทันทีว่า "ศิษย์พี่ ขออภัยด้วย พวกข้าขออภัยท่านด้วย"
เหวินสวินพูดจบ ก็ปิดปากร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาเอ่อคลออยู่ในดวงตา
คนอื่นๆ ก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจ หมี่ฝูหันไปทางจ้าวฟู่อวิ๋นแล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ ท่านด่าทอพวกข้าเถิด"
"ไม่เป็นไรๆ ใต้เท้าจู พอจะให้คนลงไปช่วยข้าซื้อปลาสักสองตัวมาได้หรือไม่ ศิษย์น้องของข้ามากันแล้ว ข้าอยากจะเลี้ยงปลาพวกเขาสักหน่อย"
จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
จูผูอี้รับคำด้วยความยินดี อีกทั้งยังพาคนลงไปซื้อปลาให้จ้าวฟู่อวิ๋นด้วยตัวเอง เขาก็มองออกว่าบรรยากาศแปลกไปสักหน่อย รู้ว่าระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องเหล่านี้ อาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรกัน การที่ตนเองอยู่ที่นี่คงจะไม่ค่อยดีนัก
"ข้าซื้อเครื่องครัวจากคนอื่นมาบ้าง พวกเจ้ามาได้พอดิบพอดี จะได้มาทำอะไรกินด้วยกัน ว่ากันตามตรง ข้ามาอยู่ที่นี่นานปานนี้ ยังไม่เคยกินปลาพวกนี้เลย ได้ยินมาว่าปลาที่นี่อร่อยเป็นพิเศษนัก" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม







