ภายในห้องครัวด้านหลังศาลเจ้าเทพเพลิง ผู้คนต่างพากันล้อมวงอยู่รอบเตาไฟ
ในกระทะเหล็กบนเตากำลังต้มปลา ด้านข้างยังมีเต้าหู้และผักใบเขียว ซึ่งล้วนแต่ซื้อหามาจากชาวบ้านในละแวกนี้
บนพื้นด้านข้างวางสุราเอาไว้ สุรานี้หยางหลิ่วชิงเป็นคนนำมา ที่บ้านของเขาประกอบอาชีพหมักสุราโดยเฉพาะ
หมี่ฝูประคองชามขึ้นมากล่าวว่า "ศิษย์พี่ ข้าขอคารวะท่าน ทุกสิ่งล้วนเป็นความผิดของพวกเรา"
คนอื่นๆ ก็ประคองชามขึ้นมาเช่นกัน
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับลอบถอนหายใจอยู่ในใจ เรื่องบางเรื่องเขาไม่อาจพูดออกไปได้อย่างเด็ดขาด แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังพูดไม่ได้ ก่อนที่ตนเองจะมีพลังฝีมือมากพอที่จะไม่เกรงกลัวสิ่งใด เรื่องบางเรื่องก็จำต้องปล่อยให้เน่าเปื่อยอยู่แต่ในท้องเท่านั้น
และคนทั้งสี่ที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็เห็นได้ชัดว่าทราบดี จึงปิดปากเงียบไม่ถามว่าสวี่ย่าจวินถูกเขาฆ่าตายใช่หรือไม่
แน่นอนว่าเรื่องบางเรื่องเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็เปรียบเสมือนรอยร้าวที่จะยังคงอยู่ตลอดไป
"พวกเจ้ามาได้ ข้าก็ดีใจมากแล้ว ทุกสิ่งล้วนผ่านพ้นไปแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกเราแม้อายุขัยยืนยาว แต่เคราะห์กรรมก็มากตามไปด้วย ทุกคนตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี ถึงจะสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้เมื่อยามเกิดเรื่องราว มิเช่นนั้นแล้ว ท้ายที่สุดย่อมต้องแยกย้ายห่างไกลกันไป"
"มาเถิด สุราชามนี้ ขอให้พวกเราบนเส้นทางการบำเพ็ญเพียร ไม่ละทิ้งปณิธานอันสูงส่ง ไม่ปล่อยให้วันวัยอันงดงามต้องสูญเปล่า" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวเสียงดัง
ทุกคนต่างพากันยกชามขึ้นมาชน แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
จากยามอาทิตย์อัสดงล่วงเลยจนถึงยามวิกาล หลังจากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายไปหาห้องพักผ่อน
จ้าวฟู่อวิ๋นนั่งดูดซับน้ำค้างหยินบำเพ็ญเพียรอยู่ในลานบ้าน ทว่ากลับมีกลุ่มเมฆหมอกสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
สายตาของนางกวาดมองไปตามห้องพักต่างๆ ในลานบ้านรอบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า "พวกเจ้าพร่ำรำพันความในใจกันเสร็จแล้วหรือ"
จ้าวฟู่อวิ๋นลุกขึ้นยืนพลางกล่าวเจือรอยยิ้มว่า "อาจารย์สวินพูดล้อเล่นแล้ว พวกเราเพียงแค่ไม่ได้พบหน้ากันมาระยะหนึ่งก็เท่านั้น"
"หึหึ" อาจารย์สวินแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันแล้วกล่าวว่า "เจ้านี่ช่างปิดปากเงียบดีนัก รู้ว่าสิ่งใดควรพูดและสิ่งใดไม่ควรพูด จุดนี้ถือว่าดีมาก ผู้บำเพ็ญเพียรนั้น นอกจากการควบคุมความคิดและจิตใจแล้ว ยังต้องรู้จักควบคุมปากของตนเองให้ได้ด้วย"
จ้าวฟู่อวิ๋นเม้มปากเล็กน้อย ลอบคิดในใจว่า 'ก็ไม่เห็นว่าท่านจะควบคุมปากของตนเองแม้แต่น้อยเลยนี่นา'
"เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่"
นัยน์ตาหงส์ที่แฝงไปด้วยไอสังหารอยู่หลายส่วนของสวินหลานอินหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องไปยังจ้าวฟู่อวิ๋น
จ้าวฟู่อวิ๋นพลันนึกถึงข่าวลือประการหนึ่งที่กล่าวกันว่า ในบรรดายันต์ที่สวินหลานอินควบแน่นขึ้นมานั้น ไม่เพียงแต่จะมียันต์พลังหยินเร้นลับ ทว่ายังมียันต์อักขระดูดซับอยู่ด้วย ซึ่งมีความล้ำเลิศในการสะกดวิญญาณแย่งชิงความคิด
นั่นก็คือความคิดบางอย่างที่ผู้อื่นคิดอยู่ในใจ หากหลุดรอดออกไป เมื่ออยู่ต่อหน้านางก็ล้วนถูกนางจับสัมผัสได้ทั้งสิ้น
จ้าวฟู่อวิ๋นรีบเก็บงำความคิดในทันที แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ศิษย์กำลังคิดว่า ครั้งนี้ต้องขอบคุณอาจารย์สวินที่พาพวกเขากลับมา เพื่อให้พวกเขาสามารถหลุดพ้นจากการพัวพันเช่นนั้นได้ขอรับ"
"ฮึ ตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดีเถิด ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ระดับพลังฝีมือต่างหากที่เป็นรากฐาน" สวินหลานอินกล่าว เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็เปลี่ยนเรื่องพูดว่า "ครั้งนี้ข้าได้ไปยังภูเขาลูกนั้นอีกหน และได้คัดลอกแผนผังค่ายกลบนเตียงหยกมา เจ้าลองมาดูสิ"
กล่าวจบ สวินหลานอินก็หยิบม้วนผ้าไหมออกมาจากแขนเสื้อ แล้วสะบัดไปกลางอากาศ ผ้าไหมก็กางออก
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูวิชาควบคุมสิ่งของอันละเอียดลออเช่นนี้ของนาง ในใจก็พลันสั่นไหวเล็กน้อย เพราะตัวเขาเองยากที่จะทำได้ ผ้าไหมผืนนั้นคล้ายกับมีมือที่มองไม่เห็นคู่หนึ่งจับเอาไว้ แล้วกางออกกลางอากาศ
จากนั้นเขาก็มองเห็นว่าบนนั้นคือภาพวาดภาพหนึ่ง เมื่อมองแวบแรก ภาพวาดนั้นดูคล้ายกับกิ่งดอกเหมย ดอกตูมเจ็ดดอกเจริญงอกงามอยู่บนกิ่งก้านเดียวกัน โดยมีดอกหนึ่งยื่นเข้าไปในกลุ่มหมอกนั้น
นี่คือค่ายกลงั้นหรือ
นี่คือกุญแจค่ายกลสำหรับเปิดถ้ำสวรรค์ที่มีอยู่จริงหรือไม่ก็ไม่รู้นั่นงั้นหรือ
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูภาพวาดนี้ ความคิดเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างอดไม่ได้
เมื่อเขาได้สติกลับมาว่าไม่ควรคิดเช่นนี้ สวินหลานอินที่อยู่ด้านข้างก็กำลังมองพิจารณาตนเองอยู่แล้ว
"เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร" สวินหลานอินเอ่ยถาม
จ้าวฟู่อวิ๋นเก็บงำความคิดที่ล่องลอย ทว่าในส่วนลึกของจิตใจกลับกำลังขบคิด เขาเพ่งมองดูอีกหลายรอบ หากนำกลุ่มหมอกนั้นมาแทนแม่น้ำหมอก และนำก้านของกิ่งไม้มาแทนหุบเขาสายหนึ่งแล้วล่ะก็ เช่นนั้นแล้ว นี่ก็ดูเหมือนว่าจะยังพอมีเหตุผลรับฟังได้
"อาจารย์สวินช่างมีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก ทั้งยังมีความคิดที่แยบคาย ถึงกับสามารถมองค่ายกลออกจากภาพวาดนี้ได้ ศิษย์มิอาจเทียบเคียงได้เลยขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
สวินหลานอินได้ยินดังนั้นก็ตวัดมือม้วนผ้าไหมผืนนั้นเก็บไป ก่อนจะกล่าวว่า "เจ้าคิดว่าค่ายกลกิ่งดอกไม้นี้ควรจะอยู่ที่ใด"
"บรรดาลำน้ำสาขาและหุบเขาที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำหมอกเหล่านั้น ศิษย์รู้สึกว่าล้วนมีความเป็นไปได้ขอรับ ทว่า หลายปีมานี้กลับไม่มีผู้ใดเคยค้นพบมาก่อน เช่นนั้นย่อมต้องอยู่ในสถานที่ที่ทุกคนคาดไม่ถึงเป็นแน่ขอรับ"
"ภาพวาดบนเตียงหยกนั้น จะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเห็น และจะต้องมีคนที่เคยคิดไปในทางค่ายกล แต่กลับไม่มีใครหาถ้ำสวรรค์แห่งนั้นพบเลย แสดงให้เห็นว่าจะต้องไม่ใช่สถานที่ที่พวกเราคิดออกได้ในทันทีเหล่านั้นเป็นแน่"
"แล้วจะไม่มีความเป็นไปได้เลยหรือว่า เป็นเพราะพวกเขาไม่แตกฉานในค่ายกล จึงหาไม่พบ" สวินหลานอินกล่าว
"ย่อมมีความเป็นไปได้นี้อยู่แล้วขอรับ บนโลกนี้จะมีผู้ใดที่แตกฉานในค่ายกลเช่นอาจารย์สวินกันเล่า" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
สวินหลานอินเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้า ดวงจันทร์อันเลือนรางบนฟากฟ้า แขวนอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ณ ที่แห่งนั้น ไร้ซึ่งดวงดาราเคียงคู่
"เริ่มจากวันพรุ่งนี้ พวกเราจะวาดสภาพภูมิประเทศในแถบนี้ออกมา หมู่เขาใช้ตำแหน่งดวงดาวเป็นสัญลักษณ์ หุบเขาและแม่น้ำล้วนวาดเป็นเส้นสาย หลายปีมานี้ หมู่เขาอาจจะมีการเคลื่อนตัว ทางน้ำก็ย่อมต้องมีการขาดสะบั้นและแปรเปลี่ยนไป เมื่อวาดลงบนกระดาษ ถึงเวลานั้นก็จะสามารถรับรู้ภาพรวมได้มากยิ่งขึ้น ลองดูว่าจะสามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้หรือไม่"
สิ่งที่สวินหลานอินกล่าวนั้น แท้จริงแล้วล้วนเคยสอนมาหมดแล้ว มันคือวิชาสำรวจภูมิศาสตร์ ซึ่งจำเป็นต้องวาดลงบนกระดาษ ถึงจะสามารถพิจารณาใคร่ครวญอย่างละเอียดได้
คนอื่นๆ อีกสี่คนได้ยินความเคลื่อนไหวก็พากันเดินออกมาแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าสวินหลานอิน พวกเขาก็มิกล้าเอ่ยสิ่งใดมากนัก
เมื่อถึงวันที่สอง สวินหลานอินได้พาพวกเขาออกไป ทุกคนพกกระดาษและพู่กันออกไป เพื่อจะวาดแผนที่ภูมิประเทศภูเขาและแม่น้ำกลับมา
หากจะวาดภูเขาในแถบนี้ให้แล้วเสร็จโดยยึดเอาแม่น้ำหมอกช่วงนี้เป็นศูนย์กลาง ภายในระยะเวลาสั้นๆ ย่อมไม่อาจทำสำเร็จได้ ดังนั้นสวินหลานอินจึงไปรับพวกเขามาทั้งสี่คน
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้ถูกมอบหมายหน้าที่ เพียงแต่เมื่อพวกสวินหลานอินเพิ่งจะจากไป จูผูอี้ก็พาคนหลายคนมาเยือนถึงหน้าประตูแล้ว
คนเหล่านี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ที่เลี้ยงภูตผีหรือกู่เอาไว้มาก
คนผู้หนึ่งมีกลิ่นอายหยินเย็นยะเยือก ส่วนอีกคนหนึ่งบนร่างกายกลับมีกลิ่นอายความดุร้ายอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจางๆ
แมลงกู่ดุร้ายอำมหิต ผู้คนมากมายเมื่อเลี้ยงไว้เป็นเวลานาน อุปนิสัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
"เมื่อวานใต้เท้าก็มาแล้ว วันนี้ยังมาอีก หรือว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
"มีเรื่องอยู่บ้าง ศึกษาธิการ ข้าขอแนะนำสักหน่อย สองท่านนี้คือผู้นำตระกูลของตระกูลหลีและตระกูลโหยวในอำเภอ" จูผูอี้กล่าว
"ตระกูลของหลีซีอวี๋และแม่เฒ่าโหยวใช่หรือไม่" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ใช่แล้ว" จูผูอี้กล่าว
สองคนนั้นเคยเข้าไปสำรวจถ้ำแห่งนั้นกับจ้าวฟู่อวิ๋นแล้วกลับมา ทุกคนต่างก็รับรู้
"เช่นนั้นมีเรื่องอันใดหรือ" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม "ยายงูกับแม่เฒ่าโหยวทั้งสองคนเล่า เหตุใดจึงไม่เห็นพวกนางมา"
"พวกนางทั้งสองล้วนได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง กล่าวกันว่าภายในถ้ำแห่งนั้น จู่ๆ ก็มีคนสองคนปรากฏตัวขึ้น หากมิใช่นักพรตสวินลงมือ เกรงว่าพวกนางคงต้องตกตายอยู่ภายในนั้นแล้วขอรับ" ชายชราคนหนึ่งกล่าว
"อ้อ เรื่องนี้ข้ากลับไม่เคยได้ยินอาจารย์สวินกล่าวถึงมาก่อนเลย" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว "เช่นนั้นมีเรื่องอันใดงั้นหรือ"
"เป็นเช่นนี้ขอรับ เนื่องจากยายงูกำลังพักรักษาตัวอยู่ และแมลงในหลุมแมลงของตระกูลพวกเราก็ขาดการสะกดข่ม จนเริ่มมีวี่แววว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้นมาแล้ว ดังนั้นจึงอยากมาสอบถามว่า ศึกษาธิการท่านพอจะมีวิธีแก้ไขอันใดหรือไม่ขอรับ"
"อ้อ ความวุ่นวายงั้นหรือ ลองกล่าวมาให้ละเอียดหน่อยสิ" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
"เนื่องจากแมลงกู่ของพวกเรา ก่อนที่จะกลายเป็นกู่ ล้วนถูกนำมาเลี้ยงดูรวมกัน จากนั้นเมื่อใกล้จะเติบโตเต็มที่ ก็จะถูกแจกจ่ายให้กับคนในตระกูลที่มีความจำเป็นต้องใช้ ในระหว่างกระบวนการเลี้ยงดูนี้ เมื่อผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็จำเป็นต้องจัดพิธีเซ่นไหว้กู่ขึ้น พิธีเซ่นไหว้กู่นั้นจำเป็นต้องสื่อสารกับ 'เทพกู่' ทว่าก่อนหน้านี้..."
จ้าวฟู่อวิ๋นได้ยินมาถึงตรงนี้ ในใจก็พลันกระจ่างแจ้งแล้ว
"อ้อ หมายความว่า ผู้ที่คอยเป็นประธานในพิธีเซ่นไหว้กู่ก่อนหน้านี้ล้วนตายไปหมดแล้วสินะ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ไม่เพียงแค่พิธีเซ่นไหว้กู่เท่านั้นขอรับ ผู้ที่เป็นประธานในพิธีเซ่นไหว้หยินก็ถูกศึกษาธิการเผาจนตายไปแล้วเช่นกัน"
"เอ่อ ทว่าข้าก็ทำพิธีเซ่นไหว้กู่ไม่เป็นหรอกนะ!" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
พอเขากล่าวจบ จูผูอี้ก็ร้อนรนขึ้นมาทันทีแล้วกล่าวว่า "ศึกษาธิการ ท่านอาจจะไม่ทราบ แมลงกู่และภูตผีที่ถูกแจกจ่ายไปให้แต่ละบ้านเลี้ยงดูไว้นั้น ในทุกๆ เดือนจำเป็นต้องนำพาไปยัง 'ศาลเจ้ามืด' ของพวกเขาเพื่อทำการปลอบประโลม มิเช่นนั้นแล้ว ก็จะสูญเสียการควบคุมเช่นเดียวกัน ถึงเวลานั้น เกรงว่าทั่วทั้งบึงหมอกคงได้มีภูตผีเดินเพ่นพ่านไปทั่วเป็นแน่ขอรับ"
จ้าวฟู่อวิ๋นประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขามองดูบุคคลทั้งสองที่มีฐานะค่อนข้างสูงส่งในตระกูลของพวกเขา ก่อนจะกล่าวว่า "ดูเหมือนว่า พวกเจ้าจะมีวิธีการในการควบคุมผู้คนอยู่ชุดหนึ่งเลยสินะ"
"มิใช่พวกเราจงใจทำเช่นนี้ แต่เป็นวิชาอาคมที่สืบทอดกันมาล้วนเป็นเช่นนี้ต่างหากเล่าขอรับ" ชายชราคนหนึ่งก้มหน้ากล่าว







