เมื่อกลับถึงบ้าน
ซูอวี่ถือขวดแก้วในมือ ภายในมีโลหิตแก่นแท้อยู่ถึงสามหยด
แม้สำหรับยอดฝีมือ โลหิตแก่นแท้ระดับพันชั่งจะไร้ค่าราวกับตด แต่สำหรับซูอวี่ นี่คือความมั่งคั่งมหาศาล เพราะซื้อหยดหนึ่งต้องใช้เงินถึงห้าหมื่น
หากไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน เขาคงตัดใจใช้แต้มผลงานไม่ลง
ไม่ต้องให้ครูเตือน เขาก็รู้ดีว่าแต้มผลงานสำคัญแค่ไหน ของพรรค์นี้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ แต่แน่นอน ถ้ามีคนซื้อในราคาแต้มละเกินกว่าห้าหมื่น ซูอวี่ก็อาจจะลองพิจารณาดู เพราะโลหิตแก่นแท้หยดหนึ่งก็ราคาแค่ห้าหมื่น
'จะว่าไปแล้ว ฉันรวยกว่าพ่อซะอีก ผ่านมาตั้งหลายปี พ่อเก็บเงินได้แค่สามแสนกว่า...'
ซูอวี่หัวเราะออกมาทันที เงินสามแสนกว่านี่ ดีไม่ดีอาจจะมีค่าน้อยกว่าแต้มผลงานสิบแปดแต้มของเขาเสียอีก
แต่ความจริงแล้วพ่อก็มีแต้มผลงานเหมือนกัน สมัยก่อนใช้ไปกับการฝึกฝนบ้างแล้ว ส่วนแต้มผลงานที่เหลือ... พ่อไม่ได้บอก แต่ซูอวี่ก็พอเดาได้ว่ามันหายไปไหน คงยกให้คนอื่นไปแล้วตอนปลดประจำการ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ซูหลงพูด แต่เป็นสิ่งที่ใครหลายคนทำกัน
ทหารผ่านศึกหลายคนในเขตที่พักอาศัย พอถึงเวลาต้องจากไป พวกเขามักจะมอบแต้มผลงานของตัวเองให้กับสหายร่วมรบ เพราะคนที่ยังต้องสู้ต่อไป จำเป็นต้องใช้มันมากกว่า
ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เชื่อใจซึ่งกันและกัน นี่แหละคือนักรบของเผ่ามนุษย์
หากการเรียกตัวทหารผ่านศึกไม่ได้จำกัดอายุไว้ที่ห้าสิบปี เกรงว่ารอบนี้คงมีทหารผ่านศึกต้องจากไปมากกว่าเดิม หลายคนปลดประจำการตอนอายุใกล้ห้าสิบแล้ว หลังจากปลดประจำการ เกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้กลับไปอีก
เลิกคิดเรื่องพวกนี้ ซูอวี่นึกถึงหนังสือภาพในหัวขึ้นมาอีกครั้ง
หน้ากระดาษถูกพลิกไปที่หน้าวิหคปีกเหล็กอย่างรวดเร็ว
'ใช้โลหิตแก่นแท้เบิกทาง... เบิกอะไรดีล่ะ ทักษะหรือเคล็ดวิชา'
ซูอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่า เคล็ดวิชา
เคล็ดรับปราณ!
ทักษะส่วนใหญ่มักเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งในชั่วพริบตา เอาไว้ใช้ตอนระเบิดพลังทักษะ ตอนนี้ยังไม่มีคู่ต่อสู้ ใช้ไปก็ค่อนข้างเสียของ
แน่นอนว่าหากมีโลหิตแก่นแท้มากพอ ก็ลองดูได้ เพราะยังไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง การระเบิดพลังซี้ซั้วอาจถึงตายได้
'ต้องใช้ครั้งละกี่หยด ไม่รู้ว่าหยดเดียวจะพอไหม'
เมื่อคิดในใจ ซูอวี่ก็สั่งการ เบิกเคล็ดวิชา!
โลหิตแก่นแท้หนึ่งหยดถูกกลืนลงท้อง แล้วหายไปในพริบตา
ครั้งนี้ไม่ได้เจ็บปวดเหมือนครั้งก่อนหน้า แทบจะถูกดูดซับไปทันทีที่เข้าปาก
"วูบ!"
หน้ากระดาษสีทองในหัวสั่นไหวเล็กน้อย วินาทีต่อมา ตัวเลือกเบิกเคล็ดวิชาก็เปลี่ยนไป
'เคล็ดปราณพื้นฐาน: รับปราณ (เปิดใช้งานแล้ว คงอยู่หนึ่งชั่วโมง)'
'หนึ่งชั่วโมงเหรอ'
ซูอวี่สบถในใจ เวลานี้เขารู้สึกได้ว่ารูขุมขนทั่วร่างกำลังเปิดกว้างและดูดกลืนพลังปราณรอบตัวอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าทวารทั้งเก้าถูกทะลวงเปิดชั่วคราว
นี่แหละคือผลลัพธ์ของหนังสือภาพ!
เดิมทีระดับเบิกต้นไม่สามารถทำเรื่องพวกนี้ได้ เมื่อทวารทั้งเก้ายังไม่เปิด ก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังปราณ และไม่สามารถดูดซับได้ด้วยตัวเอง
แต่ทว่าตอนนี้ ซูอวี่สัมผัสได้แล้ว เพียงแค่เขาคิด ก็สามารถดูดกลืนพลังปราณรอบตัวได้
พลังปราณในหนานหยวนมีไม่มากพอ แต่นั่นก็เฉพาะกับผู้ฝึกตนระดับหมื่นศิลา หรือระดับพันชั่งขั้นสูงเท่านั้น สำหรับผู้ฝึกตนระดับเบิกต้นอย่างซูอวี่ พลังปราณแค่นี้ถือว่าเหลือเฟือ
"กรอบแกรบ!"
นี่เป็นครั้งแรกที่ร่างกายเริ่มดูดซับพลังปราณ ราวกับหิวโหยมานาน มันสูบฉีดและหล่อหลอมร่างกายอย่างบ้าคลั่ง
ทวารทั้งเก้าเปล่งแสงเรืองรอง พลังปราณจำนวนมหาศาลรวมตัวกันอยู่บริเวณศีรษะ กำลังหล่อหลอมทวารทั้งเก้า
เจ็บ!
ซูอวี่สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ปากและจมูกยังไม่เท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านี้ผ่านการหล่อหลอมมาแล้ว แต่ทวารอื่นยังไม่เคยรับการหล่อหลอมมาก่อน ตอนนี้พลังปราณกำลังชะล้างทวารที่ยังไม่เปิดเหล่านั้น ทำให้เขารู้สึกปวดร้าว
หูสองข้างดังก้องกังวาน น้ำตาไหลพราก
พลังปราณกำลังหล่อหลอมและช่วยเขาเบิกทวาร
'หนึ่งชั่วโมง... นานเกินไปแล้ว!'
ก่อนหน้านี้ซูอวี่ยังบ่นว่าหนึ่งชั่วโมงสั้นเกินไปอยู่เลย แต่ตอนนี้เขากลับคำซะแล้ว มันนานเกินไป ขืนปล่อยไว้หนึ่งชั่วโมง ตัวเขาจะไม่ระเบิดตายเหรอ
การที่ระดับเบิกต้นสามารถดูดซับพลังปราณเพื่อฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง เกรงว่านี่คงเป็นครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้น
อีกอย่าง เคล็ดรับปราณก็เป็นเคล็ดวิชาของเผ่าวิหคปีกเหล็ก ไม่ได้ผ่านการดัดแปลง ความจริงแล้วมันไม่ค่อยเหมาะกับมนุษย์นัก ซูอวี่รู้สึกว่ารูขุมขนตรงแผ่นหลังของเขาเปิดกว้างมากกว่าเดิม ตอนนี้แผ่นหลังก็กำลังดูดซับพลังปราณอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน
'ให้ตายสิ... นี่มันมีไว้หล่อหลอมปีกนี่นา!'
'ฉันคงไม่งอกปีกออกมาหรอกนะ'
ซูอวี่ค่อนข้างจนใจ วิหคปีกเหล็กคือเผ่าพันธุ์นก ปีกคืออาวุธสังหารอันทรงพลัง แน่นอนว่าต้องหล่อหลอมปีกของตัวเองอยู่แล้ว ประเด็นคือเขาไม่ใช่นกน่ะสิ
ตอนนี้เมื่อเบิกเคล็ดรับปราณ เส้นลมปราณในร่างกายก็เริ่มโคจร แม้ว่าหนังสือภาพจะดัดแปลงให้เข้ากับร่างกายมนุษย์แล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเหมาะกับซูอวี่อยู่ดี เขารู้สึกว่าแผ่นหลังดูดซับพลังปราณเข้าไปมากกว่าทวารทั้งเก้าเสียอีก
"ครืนนน!"
ทันใดนั้น หูซ้ายของซูอวี่ก็ดังกึกก้อง
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนจากความตกใจเป็นความดีใจ นี่คือ... ทวารที่สี่กำลังจะเปิดแล้วงั้นเหรอ
สามทวารแรกของทวารทั้งเก้าเปิดได้ง่าย ส่วนทวารที่สี่และห้าคือทวารหูสองข้าง อันนี้เริ่มมีความยากขึ้นมาหน่อย
ทวารที่หกและเจ็ดคือดวงตาสองข้าง อันนี้ยิ่งยากกว่า!
ทวารเสินเชวี่ยและไป่ฮุ่ย สองจุดนี้ทำเอาคนส่วนใหญ่ถึงกับไปไม่เป็น ใครก็ตามที่ไม่ได้เป็นผู้ฝึกตน แทบทุกคนล้วนล้มเหลวที่สองด่านนี้
'ทวารหูซ้ายกำลังจะเปิดแล้ว!'
ซูอวี่ดีใจอย่างล้นเหลือ เสียงดังกึกก้องที่ดังมาจากในหูช่างไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน!
เขาเคยคำนวณเอาไว้ว่า หากคิดจะไปให้ถึงขั้นเบิกต้นระดับสี่ ถ้าไม่มีเวลาสักครึ่งปีขึ้นไปก็คงหมดหวัง ใครจะไปคิดว่าเพียงแค่เบิกเคล็ดรับปราณมาฝึกฝนแค่ครั้งเดียว กลับใกล้จะสำเร็จแล้ว
แน่นอนว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับระดับความแข็งแกร่งของเขาที่อ่อนแอเกินไป
การเปิดทวาร ความยากอยู่ที่ระดับเบิกต้นไม่สามารถดูดซับพลังปราณได้ด้วยตัวเอง ทำได้เพียงรอรับการหล่อหลอมแบบตั้งรับ แต่ทันทีที่สามารถเปลี่ยนจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุก สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว การเบิกต้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ผู้ฝึกตนระดับเบิกต้น ความแข็งแกร่งของตัวเองจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เพียงแต่สภาพร่างกายจะดีขึ้น ประสาทรับรสเฉียบแหลมขึ้น การรับกลิ่น การได้ยิน และการมองเห็นจะเพิ่มพูนขึ้น นี่แหละคือการเบิกต้น
แน่นอนว่าเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ต่อเมื่อถึงระดับเบิกต้นระดับแปด เปิดทวารเสินเชวี่ยได้ เมื่อนั้นผู้ฝึกตนก็สามารถฝึกฝนทักษะยุทธ์ง่ายๆ เพื่อใช้ป้องกันตัว และเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นผู้ฝึกตนอย่างเป็นทางการ
ครืน!
เสียงดังกึกก้องในหูยังคงดังอย่างต่อเนื่อง หูของซูอวี่หดตัวและพองตัวสลับกันไป เยื่อแก้วหูสั่นสะเทือน พลังปราณหมุนวนล้อมรอบ
จะสำเร็จแล้ว!
พลังปราณรอบด้านยังคงไหลบ่าเข้าสู่หูซ้าย ก่อนหน้านี้ซูอวี่มองไม่เห็นพลังปราณ แต่ตอนนี้เขาสามารถมองเห็นสายพลังปราณที่เหมือนกับควันกำลังพวยพุ่ง นี่คือพลังปราณ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพลังปราณอย่างชัดเจน
'ไม่ไหว... ไม่ไหวแล้ว!'
ในหัวของซูอวี่ดังกึกก้อง ไม่ใช่เพราะการเปิดทวารทำให้เขาทนไม่ไหว แต่เป็นเพราะการหล่อหลอมเชิงรุกเป็นครั้งแรก ร่างกายของเขาอ่อนแอเกินไป จึงเริ่มจะรับไม่ไหวแล้ว
"ตู้ม!"
ทันใดนั้น เสียงราวกับฟ้าผ่าก็ดังมาจากหูซ้าย จิตใจของซูอวี่ผ่อนคลายลง สำเร็จแล้ว
เขาล้มเลิกการฝึกฝนเคล็ดรับปราณทันที ไม่สามารถฝืนทนต่อไปได้อีกแล้ว!
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซูอวี่ก็ฟื้นกำลังกลับมาได้
น่าเสียดายเล็กน้อย เขาใช้เวลาฝึกฝนไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ เวลาที่เหลือเสียเปล่าไปหมด เบิกใช้งานหนึ่งชั่วโมง แต่เวลาที่เหลือกลับไม่สะสม พอถึงเวลาก็กลายเป็นศูนย์ น่าเสียดายจริงๆ
'แต่แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ฉันขึ้นสู่ขั้นเบิกต้นระดับสี่ได้แล้ว!'
ซูอวี่ดีใจอยู่ลึกๆ เดิมทีเขาไม่คาดหวังอะไรแล้ว ใครจะไปคิดว่าจะไปถึงขั้นเบิกต้นระดับสี่ก่อนการทดสอบจริงๆ
ทั่วทั้งสถาบันระดับกลางหนานหยวน มีคนอยู่ขั้นเบิกต้นระดับสี่แค่สิบกว่าคนเท่านั้น
ขั้นเบิกต้นระดับสามมีเป็นร้อย เขาอยู่ระดับสามจึงไม่ถือว่าเท่าไหร่ แต่ระดับสี่นี่ถือว่าดีมากแล้ว
หากฟังตามที่ใครหลายคนพูด ตอนนี้ตัวเขาก็นับว่าเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊แล้ว
ล้วนเป็นระดับอัจฉริยะทั้งนั้น!
'นี่คือผลลัพธ์ของหนังสือภาพงั้นเหรอ น่าทึ่งจริงๆ... แต่ว่า...'
ซูอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่คือขั้นเบิกต้น ผลลัพธ์ดูเหมือนจะดีมาก แต่พอถึงขั้นพันชั่งที่สามารถฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง เคล็ดรับปราณก็ไม่ใช่เคล็ดวิชาของเผ่ามนุษย์ ถึงเวลานั้นเกรงว่าประสิทธิภาพคงสู้เคล็ดวิชาของเผ่ามนุษย์เองไม่ได้
'ช่างเถอะ จะโลภมากเกินไปไม่ได้ อีกอย่าง... ถ้ามีเคล็ดวิชาของเทพมารล่ะ...'
แววตาของซูอวี่เป็นประกาย หากวันใดเขาสามารถเปิดหน้ากระดาษของเทพมารได้ล่ะ จะเป็นยังไง
เคล็ดวิชาของเผ่ามนุษย์แข็งแกร่งมาก แต่เคล็ดวิชาของเทพมารนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า เผ่ามนุษย์ยึดเคล็ดวิชามาได้ไม่น้อย แต่ของสองเผ่าเทพมารกลับมีไม่มากนัก แถมส่วนใหญ่ยังเป็นแค่ระดับล่าง ระดับสูงแทบจะไม่มีเลย
มีความหวังที่จะสังหารศัตรู ทว่าโอกาสที่จะสังหารศัตรูไปพร้อมกับยึดเคล็ดวิชามาได้นั้น ช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน
'ในความฝันของฉันมีเทพมารอยู่ด้วยหรือเปล่า'
ความฝันเมื่อก่อนมันเลือนรางเกินไป ประกอบกับตอนนั้นอายุยังน้อย ซูอวี่เลยจำไม่ได้แล้ว
มีหรือไม่มี เขาไม่แน่ใจ
หากมี งั้นเขาก็สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาของเทพมารได้ใช่หรือไม่
'คิดเรื่องพวกนี้ไปก็เร็วเกินไป ตอนนี้เคล็ดรับปราณก็ดีมากแล้ว มันช่วยให้ฉันก้าวข้ามด่านขั้นเบิกต้นไปได้อย่างรวดเร็ว'
ซูอวี่สลัดความคิดทิ้ง ภายในใจเต็มไปด้วยความปีติ
ขั้นเบิกต้นระดับสี่!
ร่างกายไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดนัก แต่การถูกพลังปราณหล่อหลอมร่างกาย ก็ทำให้แข็งแกร่งขึ้นมาบ้าง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ แต่อยู่ที่การได้ยิน
หูซ้ายขยับเขยื้อนเล็กน้อย ไม่นานเสียงกรอบแกรบจากชั้นบนก็ดังเข้าหู
แม้จะไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนมาก
เมื่อก่อนเพราะระบบเก็บเสียงดี เขาแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ถ้าเกิดมีเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ ก็ไม่มีทางได้ยิน แต่ตอนนี้... พลังการได้ยินแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
สำหรับผู้ฝึกตน การหูไวตาไวถือเป็นความสามารถพื้นฐาน
หากขั้นเบิกต้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำเรื่องนี้
'เยี่ยมมาก!'
แม้จะเสียโลหิตแก่นแท้ไปหนึ่งหยด แต่หนึ่งแต้มผลงานสามารถเลื่อนระดับได้หนึ่งขั้น ต่อให้ต้องทำแบบนี้อีกสิบครั้งร้อยครั้ง ซูอวี่ก็ยอม
'ยังเหลืออีกสองหยด หรือว่า... ลองเบิกทักษะดูดี'
แววตาของซูอวี่สั่นไหว เขาอยากรู้ว่าอานุภาพจะเป็นยังไง คงอยู่ได้นานแค่ไหน และจะส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายบ้าง
หากไม่สืบให้แน่ชัด แล้วนำไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้า นั่นถือว่าไม่รับผิดชอบต่อตัวเอง
ทักษะเผ่าพันธุ์ของวิหคปีกเหล็กที่เบิกได้มีอยู่สองชนิด คือฉีกกระชากกับปีกเหล็กฟาดฟัน
ฉีกกระชากเปิดได้ที่ระดับหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าวิหคปีกเหล็กในระดับที่ต่างกันอาจมีทักษะเผ่าพันธุ์ในระดับที่ต่างกัน นี่เป็นเรื่องปกติ
ส่วนปีกเหล็กฟาดฟัน คนไม่มีปีกอย่างซูอวี่ไม่ขอพิจารณา แต่ฉีกกระชากนี่พอลองได้
'ลองดูก็รู้!'
แต่พื้นที่ในบ้านแคบเกินไป คนแถวนี้ก็เยอะ ทั้งชั้นบนชั้นล่างล้วนมีคนแก่อยู่ระดับพันชั่ง ทดลองในบ้านคงไม่สะดวกนัก
ซูอวี่คิดทบทวน แล้วพกโลหิตแก่นแท้เดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
...
สิบกว่านาทีต่อมา ณ โรงฝึกยุทธ์
หลังจากจ่ายเหรียญอันผิงไปหนึ่งร้อยเหรียญ ซูอวี่ก็เช่าห้องฝึกฝนเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง โรงฝึกยุทธ์แบบนี้มีอยู่มากมายในเมือง เพราะผู้ฝึกตนระดับพันชั่งในเมืองก็มีไม่น้อย
'เบิก!'
หลังจากกลืนโลหิตแก่นแท้ลงไป ในหัวก็ปรากฏภาพนับไม่ถ้วนขึ้นมาในพริบตา มันคือภาพวิหคปีกเหล็กใช้กรงเล็บอันแหลมคมฉีกกระชากเหยื่อ
ซูอวี่รู้สึกว่ามือทั้งสองข้างบวมเป่งขึ้นมาทันที!
จากนั้นพลังปราณก็ถูกบีบอัด ในขณะที่มือทั้งสองข้างปวดบวม มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง!
'นี่... นี่คือทักษะฉีกกระชากงั้นเหรอ'
ซูอวี่ตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของตัวเอง แข็งแกร่งมาก แต่แข็งแกร่งขนาดไหนเขาประเมินไม่ได้ เพราะเขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นเบิกต้นระดับสี่
แขนปวดบวมอย่างที่สุด ซูอวี่ไม่กล้าชักช้า รีบโจมตีใส่หุ่นจำลองตรงหน้าทันที
ตู้ม!
มือข้างหนึ่งคว้าลำคอของอีกฝ่าย มือแหลมคมราวกับกรงเล็บอินทรี ซูอวี่จิกนิ้วแน่นจนเกิดเสียงดังสนั่น หุ่นจำลองแบบนี้ถูกสร้างมาเพื่อให้ผู้ฝึกตนใช้ในการฝึกซ้อมต่อสู้จริง วัสดุจึงมีความทนทานมาก ทว่าเมื่อถูกบีบคอแน่นก็ยังเกิดเสียงดังสนั่น
ซูอวี่สลับมือซ้ายขวา ลงมือไม่หยุดหย่อน โจมตีใส่หุ่นจำลองอย่างบ้าคลั่ง การลงมือแต่ละครั้งราวกับแฝงผลลัพธ์ของการฉีกกระชากเอาไว้
ค่อยๆ ปรากฏรอยร้าวเล็กๆ ขึ้นที่ลำคอของหุ่นจำลอง
ต่อเนื่องไปราวห้าหกนาที แววตาของซูอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย พลังที่แขนราวกับกำลังจะมลายหายไป กำลังค่อยๆ อ่อนแรงลง
ปัง!
"ซี้ด!"
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก พลังสูญสลายไปในพริบตา เขาใช้มือคว้าหุ่นจำลองจนเล็บแทบฉีก เจ็บปวดจนหาคำบรรยายไม่ได้
'เชี่ยเอ๊ย'
ซูอวี่สบถเสียงต่ำ นึกจะหายก็หายไปดื้อๆ เขาอยู่แค่ระดับเบิกต้น แต่กลับลงมือโจมตีหุ่นจำลองอย่างสุดกำลัง ไม่เจ็บก็แปลกแล้ว
เขาหยิบอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว แล้วซูอวี่ก็ได้ข้อสรุป
'คงอยู่ได้ห้านาที ใช้โลหิตแก่นแท้ไปหนึ่งหยด ไม่ใช่การโจมตีธรรมดา แต่แฝงผลลัพธ์ของการฉีกกระชาก นี่คงเป็นผลลัพธ์ของทักษะเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่เพียงแค่พลังโจมตีเพียวๆ...'
เมื่อมองไปที่หุ่นจำลอง ซูอวี่ก็เห็นรอยร้าวเล็กๆ เส้นนั้น ซึ่งตอนนี้มันกำลังค่อยๆ สมานตัวเข้าหากัน หุ่นจำลองพวกนี้หากถูกทำลายก็จะสามารถสมานตัวเองได้อย่างช้าๆ นี่คือสาเหตุที่โรงฝึกยุทธ์ใช้วัสดุแบบนี้มาสร้างเป็นหุ่นจำลอง
'การสร้างผลลัพธ์ฉีกกระชากใส่หุ่นจำลอง พ่อที่อยู่ระดับพันชั่งระดับเก้าก็ทำได้ แถมยังทำได้หนักกว่านี้ด้วย แค่ชกออกไปหมัดเดียวด้วยกำลังทั้งหมด ก็เจาะเป็นรูเล็กๆ ได้แล้ว แต่ฉันโจมตีต่อเนื่องตั้งนาน ทำได้แค่รอยร้าวเส้นเดียว...'
'พลังโจมตีน่าจะอยู่ประมาณระดับพันชั่งระดับหกถึงเจ็ด น่าจะราวๆ ระดับเจ็ด เพราะระดับหกแทบไม่สามารถสร้างความเสียหายได้เลย'
'ถ้าพูดอย่างนี้ ก็แปลว่าเกี่ยวข้องกันกับระดับของวิหคปีกเหล็กที่เบิกใช้งาน ภาพในหนังสือภาพก็แสดงให้เห็นว่าเป็นวิหคปีกเหล็กระดับพันชั่งระดับเจ็ด...'
'พลังโจมตีของขั้นพันชั่งระดับเจ็ด โลหิตแก่นแท้หนึ่งหยด คงอยู่ได้ห้านาที...'
แววตาของซูอวี่เป็นประกาย หากเป็นเช่นนั้น ตอนนี้เขาก็มีพลังโจมตีขนาดนี้แล้ว
แน่นอนว่าพลังโจมตีไม่สามารถบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงได้
ผู้ฝึกตนระดับพันชั่งระดับเจ็ดของจริง ร่างกายจะแข็งแกร่ง ความเร็วรวดเร็วว่องไว การเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ประสบการณ์โชกโชน... เอาเป็นว่าเขาเทียบไม่ได้เลยสักอย่าง
หากเป็นการโจมตีใส่สิ่งของนิ่งๆ เขาก็พอฟัดพอเหวี่ยงกับขั้นพันชั่งระดับเจ็ดได้บ้าง
แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับระดับพันชั่งระดับเจ็ดจริงๆ หากอีกฝ่ายเตรียมตัวมาพร้อม ก็สามารถสังหารซูอวี่ได้ในพริบตา เพราะเขาไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งขนาดนั้น มีเพียงแค่สองมือที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเท่านั้น
'อย่าว่าแต่ระดับเจ็ดเลย ต่อให้เป็นระดับสามหรือสี่ ขอแค่อีกฝ่ายเตรียมตัวมา ไม่เข้าใกล้ฉัน ไม่เปิดโอกาสให้ฉัน ถ้าต้องเจอกันฉันก็ต้องตายสถานเดียว สู้เขาไม่ได้เลย วิ่งตามยังตามไม่ทันด้วยซ้ำ'
ซูอวี่ส่ายหน้าเล็กน้อย เมื่อครู่นี้เขารู้สึกเหมือนมีพลังไร้ขีดจำกัด แต่นั่นคือภาพลวงตา ความจริงแล้วความสามารถนี้ค่อนข้างไร้ประโยชน์
ทำได้แค่เก็บไว้ใช้เป็นไม้ตายก้นหีบ หากเผยออกไป ก็คงไม่ได้สร้างความหวาดหวั่นให้ผู้ฝึกตนระดับพันชั่งระดับสามหรือระดับที่อ่อนแอกว่าสักเท่าไหร่ อีกฝ่ายสามารถวิ่งหนีไปก่อน แล้วค่อยกลับมาฆ่าเขาตอนพลังสูญสลายไปก็ได้
'แต่ว่า... ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี แถมข้อดียังยิ่งใหญ่มากด้วย!'
ซูอวี่พลันหัวเราะออกมา คนเราจะโลภมากเกินไปไม่ได้ แค่นี้ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว
เขาคือผู้ฝึกตนระดับเบิกต้น พูดให้ฟังดูแย่หน่อยก็คือคนธรรมดาเดินดิน แต่นึกจะระเบิดพลังโจมตีระดับพันชั่งระดับเจ็ดออกมาห้านาทีก็ทำได้ แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ
'เสียก็ตรงที่ผลข้างเคียงมันหนักไปหน่อย...'
ถึงตอนนี้ ซูอวี่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงผลข้างเคียง มือทั้งสองข้างบวมเป่งไปหมด!
เจ็บปวดจนชาไปหมด เมื่อครู่เขาถึงไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
'ฉีกกระชาก... ทักษะยุทธ์นี้หยาบกระด้างเกินไป ทักษะเผ่าพันธุ์ของวิหคปีกเหล็ก ไม่ค่อยเหมาะกับเผ่ามนุษย์สักเท่าไหร่ ทักษะยุทธ์ที่เผ่ามนุษย์คิดค้นขึ้นมาเองยังแข็งแกร่งกว่านี้อีก แต่ถ้าได้เรียนรู้ทักษะยุทธ์ของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งบ้าง มันก็ยังมีประโยชน์อยู่มาก'
ในดวงตาของซูอวี่เปล่งประกายเจิดจ้า วิหคปีกเหล็กถูกวิจัยจนปรุโปร่งแล้ว ไม่มีอะไรให้น่าค้นหาอีก แต่ถ้าเป็นเผ่าพันธุ์อื่นล่ะ
หากวิจัยทักษะเผ่าพันธุ์ของเผ่าพันธุ์อื่นออกมาได้...
'ทางสถาบันอารยธรรม น่าจะมีรางวัลสำหรับการวิจัยพวกนี้ใช่ไหมนะ'
'ถ้าเกิดวันไหนฉันดันฟลุคสร้างของของสองเผ่าเทพมารขึ้นมาได้ ทั้งเคล็ดวิชา ทักษะยุทธ์ หรือแม้แต่ก็อปปี้ทักษะพรสวรรค์ของพวกมันได้ นั่นถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงเลยไม่ใช่เหรอ'
ซูอวี่กลืนน้ำลายเอื้อก พลันหัวเราะร่วน 'ฉันรู้สึกว่า... สถาบันอารยธรรมเหมือนถูกสร้างมาเพื่อฉันโดยเฉพาะ! ดูเหมือนฉันสามารถไปขายทักษะยุทธ์ที่สถาบันอารยธรรมได้สบายๆ เลยนะ...'
แม้จะคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ซูอวี่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เขาที่เป็นแค่มือใหม่หัดเดิน หากไปถึงสถาบันอารยธรรมแล้วจู่ๆ ก็วิจัยทักษะพรสวรรค์ของเทพมารออกมาได้ นั่นไม่ใช่อัจฉริยะแล้ว แต่เป็นสัตว์ประหลาดต่างหาก
นายเคยเจอเทพมารเหรอ?
นายเคยประมือกับพวกเขาไหม?
นายเคยเรียนรู้เคล็ดวิชาของพวกเขาไหม?
ถ้านายวิจัยออกมาได้ พูดไปใครจะเชื่อ!
ซูอวี่สนุกอยู่กับความคิดของตัวเองพักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอีกครั้ง เขาไม่อยากให้ห้องฝึกฝนเสียเปล่า แม้จะเบิกใช้งานทักษะไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังสามารถฝึกฝนอย่างหนักได้เหมือนกัน อย่าให้เสียของเลย
ผู้ฝึกตนขั้นเบิกต้นระดับแปดเท่านั้นถึงจะฝึกฝนทักษะยุทธ์ เพราะหากยังไม่ถึงระดับแปด ฝึกไปก็ไร้ประโยชน์ แต่ซูอวี่ดันมีทักษะยุทธ์อยู่หลายกระบวนท่า ตอนนี้จึงเริ่มฝึกฝนไปพลางๆ
เมื่อก่อนเขาคิดว่าระดับแปดยังอยู่ห่างไกล แต่ตอนนี้... ยังไกลอยู่อีกเหรอ
เตรียมตัวล่วงหน้าเอาไว้ พอถึงระดับแปดจะได้ไม่ต้องมานั่งงมงาย ถึงตอนนั้นถ้ามีแต่ระดับการฝึกตน แต่ไม่มีความแข็งแกร่งที่คู่ควร ก็เป็นได้แค่ขยะเท่านั้นแหละ







