หลายวันต่อจากนั้น ทุกอย่างสงบราบรื่นไร้เหตุการณ์
ซูอวี่ทะลวงขึ้นสู่ขั้นเปิดธาตุระดับสี่ แต่ไม่ได้บอกใคร เขายังคงฝึกเคล็ดเปิดธาตุอย่างหนักเพื่อทำให้ระดับพลังมั่นคง
การกินโลหิตแก่นแท้ทิ้งผลข้างเคียงไว้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ถูกตำราภาพดูดซับไป หลังจากผ่านไปสองสามวัน ร่างกายของซูอวี่ก็กลับมาเป็นปกติ อาการปวดบวมไม่หลงเหลืออีก
โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กเหลือเพียง 1 หยด ซูอวี่จึงไม่คิดใช้ต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงทะลวงระดับเร็วเกินไป
ใครจะรู้ว่าครั้งหน้าที่ฝึกเคล็ดรับปราณ เขาอาจทะลวงเข้าสู่ขั้นเปิดธาตุระดับห้าโดยตรงก็ได้ แบบนั้นออกจะเกินมนุษย์ไปหน่อย
อย่างน้อย...ก็ควรรออีกสักครึ่งเดือนกระมัง
ซูอวี่ไม่รีบร้อนอยู่แล้ว การสอบเข้าสถาบันระดับสูงยังเหลือเวลาอีกกว่าสองเดือน หากทะลวงได้หนึ่งระดับทุกครึ่งเดือน ตอนเข้าสอบเขาอาจไปถึงขั้นเปิดธาตุระดับเก้าแล้วก็ได้
...
"อาอวี่ วันนี้ยังไม่ไปสถาบันอีกเหรอ"
"ไปสิ!"
"นายไม่ต้องไปเรียนนี่สบายจริงๆ ช่วยลางานให้ฉันบ้างไม่ได้หรือไง..."
เฉินฮ่าวพูดออกไปโดยไม่ทันคิด ก่อนจะชะงักแล้วถามอย่างประหลาดใจว่า "นายจะไปเรียนเหรอ"
หมอนี่ไม่ไปเรียนมาหลายวันแล้ว ต่อให้ไปก็อยู่ไม่นานก็กลับ ทำเอาเฉินฮ่าวอิจฉาแทบแย่ แล้วทำไมวันนี้ถึงจะไปสถาบันอีกล่ะ
ซูอวี่ขี้เกียจสนใจเขา เดินไปพลางพูดไปพลางว่า "เหลือเวลากว่าสองเดือนก่อนสอบ ฉันจะไปหาอาจารย์ ดูว่าจะเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์เพิ่มได้อีกสักสองสามภาษาหรือเปล่า"
"ยังจะเรียนเพิ่มอีกเหรอ"
เฉินฮ่าวถึงกับอ้าปากค้าง เก่งเกินมนุษย์จริงๆ
แต่ไม่นานเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงพูดยิ้มๆ ว่า "อาอวี่ เมื่อก่อนฉันคิดว่านายเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ได้ 18 ภาษานี่เก่งมากแล้ว แต่ตอนนี้เพิ่งรู้ว่าในสถาบันเรามีคนเก่งกว่านายอีก!"
"หลิวเยวี่ยจากห้องหนึ่ง นายรู้จักไหม ฉันได้ยินมาว่ายัยนั่นเก่งเกินมนุษย์ยิ่งกว่านายอีก เมื่อวานเพิ่งไปสอบใบรับรองภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ภาษาที่ 20 สุดยอดไปเลย!"
ซูอวี่เลิกคิ้ว "หลิวเยวี่ย? 20 ภาษา?"
แน่นอนว่าเขารู้จักหลิวเยวี่ย ทั้งคู่พบกันในห้องสมุดอยู่บ่อยครั้ง คราวก่อนก็เป็นหลิวเยวี่ยที่แนะนำให้เขาไปอ่านวิธีเร่งการเปิดธาตุ แม้มันจะไม่ค่อยมีประโยชน์ก็ตาม
เขารู้ว่าหลิวเยวี่ยเชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์หลายภาษา อีกทั้งนางยังขยันจริงจังกว่าซูอวี่เสียอีก ส่วนใหญ่เวลาเขาไปห้องสมุดก็มักจะพบนาง
แต่ 20 ภาษา...
ถึงซูอวี่จะพูดว่าไม่ค่อยใส่ใจหากมีคนเก่งกว่าตน แต่ในใจก็อดรู้สึกขุ่นมัวเล็กน้อยไม่ได้
ก่อนหน้านี้ แม้ในสถาบันจะมีหลายคนเชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์จำนวนมาก แต่อย่างมากก็น่าจะพอๆ กับเขาไม่ใช่หรือ
แต่ก่อนไม่เคยได้ยินว่าหลิวเยวี่ยเชี่ยวชาญมากถึงเพียงนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไม่ใช่ลูกศิษย์ของหลิวเหวินเยี่ยนด้วย
ต้องรู้ว่าคนในสถาบันที่เรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์และเชี่ยวชาญหลายภาษา แทบทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์ที่หลิวเหวินเยี่ยนสอน แล้วหลิวเยวี่ยเรียนมาจากใครกัน
...
ซูอวี่ไม่ได้ถามต่อ ทั้งสองยังคงเดินไปสถาบันด้วยกัน
แม้บนถนนจะมีรถและรถโดยสารก็ราคาไม่แพง แต่นอกจากบ้านจะอยู่ไกลเกินไป นักเรียนส่วนใหญ่ล้วนเลือกเดิน ถือเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่งเช่นกัน
ระหว่างทางพบเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรในเครื่องแบบอยู่เป็นระยะ
เมื่อเห็นเครื่องแบบอันคุ้นเคย ซูอวี่ก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมา
พ่อจากไปห้าวันแล้ว ไม่รู้ว่าที่สนามรบพหุภพเป็นอย่างไรบ้าง
นอกจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรในเครื่องแบบสีเขียวแล้ว ระหว่างทางพวกเขายังพบหน่วยลาดตระเวนของหอจับลมในเครื่องแบบสีดำถึงสองครั้ง
หอจับลมมีหน้าที่หลักในการพิทักษ์ความปลอดภัยภายในเขตปกครอง
"ฮ่าวจื่อ ช่วงหลายวันนี้หอจับลมออกลาดตระเวนไปทั่วเลยเหรอ"
"อืม"
เมื่อได้ยินซูอวี่ถาม เฉินฮ่าวซึ่งกำลังเหลียวซ้ายแลขวาก็ตอบทันทีว่า "ไม่ได้ยินหรือไงว่าลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเขตปกครองต้าเซี่ย ช่วงหลายวันนี้หอจับลมเลยเพิ่มกำลังลาดตระเวน"
"ฮี่ๆ อาอวี่ หลายวันนี้นายได้ดูโทรทัศน์ไหม เจ้าเขตปกครองส่งองครักษ์หลงอู่ออกลาดตระเวนทุกพื้นที่ จับพวกสารเลวจากลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ได้ตั้งเยอะ ทุกวันมีแต่ตัดหัว รวมแล้วหลายร้อยคนเชียวนะ!"
แน่นอนว่าซูอวี่ได้ดู เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "แปลกจริง!"
"มีอะไรแปลก"
เฉินฮ่าวพูดยิ้มๆ ว่า "การตัดหัวก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นเสียหน่อย"
"ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น"
ซูอวี่ขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า "พวกเดรัจฉานจากลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์จะไม่ลงมือหากไม่ได้ผลประโยชน์ ทุกครั้งที่เคลื่อนไหวก็เพราะต้องการสร้างความวุ่นวาย แต่ครั้งนี้พวกมันมาเขตปกครองต้าเซี่ย นายได้ยินว่ามีความวุ่นวายเกิดขึ้นบ้างไหม มีแต่ถูกตัดหัว หรือพวกมันมาที่นี่เพื่อรนหาที่ตายกันแน่"
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลายวันที่ผ่านมาข่าวในโทรทัศน์รายงานแต่เรื่องการประหาร ทว่าลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กลับดูเหมือนจะยังไม่ได้ก่อความวุ่นวายใดๆ
หรือว่าองครักษ์หลงอู่เก่งกาจเกินไป จึงสืบพบความเคลื่อนไหวล่วงหน้าได้ทุกครั้ง
เรื่องนี้ก็เป็นไปได้ ซูอวี่ส่ายหน้าเล็กน้อย เรื่องเหล่านี้ยังไม่ใช่หน้าที่ที่เขาต้องเข้าไปยุ่ง
แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็คงไม่มีเวลามาคิดลอบสังหารอาจารย์หลิว
ทั้งสองเดินคุยกันไป ไม่นานก็มาถึงสถาบันระดับกลางหนานหยวน
...
ในเวลาเดียวกัน
ด้านนอกสถาบันระดับกลางหนานหยวน
บนชั้นสูงสุดของตึกสูงแห่งหนึ่ง ชายวัยกลางคนละสายตากลับมา ไม่จับจ้องสถาบันระดับกลางหนานหยวนอีก
เขาหันกลับไปมองหญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังทำอาหารอยู่ ริมฝีปากขยับแผ่วเบา "สถาบันระดับกลางหนานหยวนมีนักเรียนทั้งหมด 3,200 คน อาจารย์ผู้สอน 210 คน นักเรียนล้วนอยู่ในขั้นเปิดธาตุ ส่วนอาจารย์อยู่ในขั้นพันจวิน หวังซู่อธิการสถาบันอยู่ขั้นว่านสือระดับสอง"
"ฝ่ายรักษาความปลอดภัยมี 50 คน ในจำนวนนี้มีขั้นพันจวินระดับเก้า 1 คน ระดับเจ็ดขึ้นไป 6 คน ส่วนอาจารย์ผู้สอนที่อยู่ระดับเจ็ดขึ้นไปมี 28 คน รวมผู้ฝึกตนขั้นพันจวินระดับสูงทั้งหมด 35 คน"
"นอกจากนี้ ตอนนี้หอจับลมส่งหน่วยย่อย 30 คนมาแฝงตัวคุ้มกันอยู่ภายในสถาบัน หัวหน้าหน่วย 1 คนอยู่ขั้นว่านสือ ที่เหลือล้วนเป็นขั้นพันจวินระดับสูง"
"รวมแล้วมีขั้นพันจวินระดับสูง 64 คน และขั้นว่านสือ 2 คน"
"จวนเจ้าเมืองอยู่ห่างจากสถาบันระดับกลางหนานหยวน 7,000 เมตร ด้วยพลังขั้นเหินเวหาระดับสองของอู๋เหวินไห่เจ้าเมือง เขาต้องใช้เวลากว่าสองนาทีจึงจะมาถึง"
ชายวัยกลางคนรายงานสถานการณ์อย่างรวบรัด ภายในครัว หญิงที่กำลังทำอาหารอาศัยเสียงผัดกับข้าวกลบเสียงพูด ริมฝีปากขยับขณะกล่าวว่า "สถาบันระดับกลางหนานหยวนคือสถาบันระดับกลางที่ดีที่สุดในเมืองหนานหยวน และยังเป็นแหล่งกำลังสำรองของสถาบันระดับสูงทุกแห่ง..."
"ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้มีแค่พวกเราที่ลงมือ แต่จะลงมือพร้อมกันใน 6 เมือง โดยมีสถาบันระดับกลางประจำเมืองเป็นเป้าหมาย"
"เซี่ยหลงอู่...หึๆ!"
สีหน้าของหญิงผู้นั้นเย็นเยียบ "เซี่ยหลงอู่เย่อหยิ่งทะนงตน ทำลายฐานทั่วไปไปได้ไม่กี่แห่งก็คิดว่าพวกเราอ่อนแอไร้ฝีมือ! คราวนี้จะทำให้เซี่ยหลงอู่พลาดท่าอย่างหนัก เขตปกครองต้าเซี่ย...ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร!"
ชายวัยกลางคนไม่ต่อความเรื่องนี้ แต่กล่าวอีกครั้งว่า "ในเมืองหนานหยวนยังมีองครักษ์หลงอู่ประจำการอยู่อีกหนึ่งหน่วย รวม 10 คน ในจำนวนนี้ 9 คนอยู่ระหว่างขั้นว่านสือระดับสี่ถึงระดับเก้า ส่วนเซี่ยปิงหัวหน้าสิบคนอยู่ขั้นเหินเวหาระดับสอง ตอนนี้ยังสืบไม่พบฐานที่ตั้งแน่ชัด ต้องป้องกันไม่ให้พวกเขาปรากฏตัวกะทันหันด้วย!"
"องครักษ์หลงอู่!"
คราวนี้หญิงผู้นั้นไม่ได้หัวเราะเยาะอีก สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา "สืบต่อไป ต้องหาฐานที่ตั้งของพวกมันให้เจอ!"
"แต่พวกมันมีคนน้อยเกินไป เราจึงสืบหาเบาะแสได้ยาก..."
"ถ้าอย่างนั้นก็สร้างความวุ่นวาย ล่อให้พวกมันปรากฏตัว"
หญิงผู้นั้นกล่าวอย่างเย็นชาว่า "ส่งคนออกไปนอกเมือง ฆ่าล้างหมู่บ้านเล็กๆ สักสองสามแห่ง เมื่อเกิดคดีนองเลือดครั้งใหญ่ องครักษ์หลงอู่ต้องลงมือแน่นอน"
ชายวัยกลางคนลังเลอยู่บ้าง "ช่วงนี้คนของเราตายไปไม่น้อย คนเบื้องล่างเริ่มหวั่นไหวกันแล้ว หากยังส่งพวกเขาไปตายอีก..."
"พวกมันไม่รู้อยู่แล้วว่าต้องเผชิญหน้ากับองครักษ์หลงอู่ ให้คนจากพรรคเพลิงโลหิตไป พวกนั้นสติไม่ค่อยดีและชื่นชอบการเข่นฆ่าที่สุด ให้พวกมันไปหยั่งเชิง!"
เมื่อพูดจบ หญิงผู้นั้นก็กล่าวต่อว่า "รองให้องครักษ์หลงอู่ถูกล่อออกไปแล้วค่อยลงมือ! ระดมกำลัง โจมตีครั้งเดียวให้สำเร็จ ฆ่าล้างสถาบันระดับกลางหนานหยวนแล้วถอนตัวทันที!"
"ครั้งนี้...ฆ่าพวกมันให้หมด!"
สีหน้าของหญิงผู้นั้นโหดเหี้ยม "ฆ่าครูและนักเรียนของสถาบันระดับกลางทั้ง 6 แห่งให้หมด ปีนี้ทั้ง 6 เมืองก็จะเหลือคนที่เข้าสถาบันระดับสูงได้ไม่มาก ต่อจากนี้เซี่ยหลงอู่ก็เตรียมกระอักเลือดได้เลย! เขาคิดว่าพวกเราก่อเรื่องเพียงเล็กน้อย...แต่หารู้ไม่ว่า...เป้าหมายของพวกเราจะเป็นเพียงอาจารย์ไม่กี่คนได้อย่างไร!"
หญิงผู้นั้นมีสีหน้าเย็นชา ปกป้องหลิวเหวินเยี่ยนอย่างนั้นหรือ
เป้าหมายของพวกเราไม่ใช่หลิวเหวินเยี่ยนเสียหน่อย!
ฆ่าหลิวเหวินเยี่ยนเพียงคนเดียวจะนับเป็นอะไรได้
หากฆ่าล้างสถาบันระดับกลางหนานหยวนได้ ต่อให้เขตปกครองต้าเซี่ยมีกำลังแข็งแกร่งเพียงใด เมื่อสถาบันระดับกลาง 6 แห่งถูกฆ่าล้าง พวกเขาก็ต้องบอบช้ำถึงรากฐาน ตอนนี้อาจยังมองไม่เห็น แต่ผ่านไปอีกไม่กี่ปีก็จะเห็นผลเอง
ชายวัยกลางคนผ่อนลมหายใจเบาๆ แล้วกล่าวอย่างกังวลว่า "ทั้งคุณและผมล้วนอยู่ขั้นเหินเวหา รับมืออู๋เหวินไห่เจ้าเมืองย่อมเพียงพอ แต่หากเซี่ยปิงมาถึง พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแน่"
องครักษ์หลงอู่คือกองกำลังชั้นยอดที่สุดของเขตปกครองต้าเซี่ย แม้แต่หัวหน้าสิบคนก็ยังแข็งแกร่งมาก ต่อให้พวกเขาอยู่ในระดับเดียวกับอีกฝ่าย เก้าในสิบส่วนก็ไม่ใช่คู่มืออยู่ดี
"ไม่เป็นไร!"
หญิงผู้นั้นแค่นหัวเราะ "หากพวกมันปรากฏตัวจริง ย่อมมีคนจัดการเอง!"
"เบื้องบนส่งคนมาแล้วหรือ"
"เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม!"
หญิงผู้นั้นขัดคำพูดของเขาแล้วผัดอาหารต่อ นางซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานถึงหกปี หลังปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จ ก็ถึงเวลาที่นางจะต้องจากไป ไม่รู้ว่าเมื่อกลับถึงกองบัญชาการใหญ่แล้วจะมีโอกาสก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นหรือไม่
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกัน เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งเดินงัวเงียออกจากห้อง "แม่คะ หนูได้กลิ่นหอมๆ เช้านี้เรากินอะไรกันเหรอคะ"
"ลูกคนเก่งอย่าเพิ่งรีบ อีกเดี๋ยวก็ได้กินแล้ว"
น้ำเสียงของหญิงผู้นั้นสดใสและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม แต่แววตากลับเย็นเยียบประหนึ่งน้ำแข็ง
มองไม่เห็นความรู้สึกใดๆ อยู่ในนั้นเลย ลูกสาวที่เรียกขานอยู่นี้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับปกปิดตัวตนเท่านั้น
ชายคนนั้นเองก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม แต่แววตากลับเหมือนหญิงผู้นั้นไม่มีผิด
เด็กหญิงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ นางเดินยิ้มร่าเข้าไปในห้องน้ำ ทันทีที่เด็กหญิงจากไป ทั้งห้องรับแขกและห้องครัวก็พลันตกอยู่ในความเงียบ
ครู่หนึ่งต่อมา ชายคนนั้นจึงถามว่า "แล้วจะจัดการกับเด็กนั่นอย่างไร"
"ฆ่าทิ้ง!"
หญิงผู้นั้นตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "แต่ยังฆ่าตอนนี้ไม่ได้ ค่อยฆ่าก่อนออกเดินทาง แล้วเผาทำลายเลือดเสีย เพื่อป้องกันผู้แข็งแกร่งใช้สายเลือดติดตามหาพวกเรา อย่างไรเสียนั่นก็เป็นสายเลือดที่พวกเราทิ้งไว้"
ใช่แล้ว เด็กคนนั้นเป็นลูกแท้ๆ ของพวกเขา
แต่เหตุผลที่ให้กำเนิดเด็กคนนี้ในตอนนั้นก็เพื่อปกปิดตัวตน บัดนี้กำลังจะถอนตัว ย่อมไม่จำเป็นต้องเก็บภาระและภัยแฝงนี้ไว้อีก
ตลอดหกปีที่ผ่านมา ทั้งสองปกปิดตัวตนได้อย่างแนบเนียน ไม่เคยมีใครสงสัยพวกเขา
พวกเขาตั้งรกรากอยู่ที่นี่นานหกปีและยังให้กำเนิดลูกสาวหนึ่งคน ไม่มีใครคาดคิดว่าสามีภรรยาที่ซื่อสัตย์ขยันขันแข็งคู่นี้จะเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นเหินเวหา ทั้งยังเป็นสาวกของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์
"คืนนี้คุณติดต่อคนอื่นให้เตรียมลงมือ จำไว้ ต้องฆ่าทุกคนให้หมด แล้วถอนตัวภายในสามนาที!"
"ตกลง!"
ชายวัยกลางคนขานรับเบาจนแทบไม่ได้ยิน เขาหันไปมองนอกหน้าต่าง จ้องสถาบันระดับกลางหนานหยวนที่อยู่ไม่ไกล พลางเผยรอยยิ้มออกมา
อีกไม่กี่วัน สถาบันระดับกลางหนานหยวนก็จะหายไปจากสายตาแล้ว
น่าเสียดายจริงๆ คนหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเหล่านั้น
บางทีในอีกหลายปีข้างหน้า อาจมีบุคคลยิ่งใหญ่ถือกำเนิดจากที่นี่สักหลายคน แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาไม่มีโอกาสแล้ว
"เซี่ยหลงอู่...เขตปกครองต้าเซี่ยสงบสุขมานานหลายปี เกรงว่านายเองก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกันสินะ"
เมื่อนึกถึงปฏิบัติการใหญ่ของลัทธิในครั้งนี้ ชายผู้นั้นก็อดตื่นเต้นไม่ได้ หลังผ่านมาหลายปี ในที่สุดพวกเขาก็เลือกเขตปกครองต้าเซี่ยเป็นเป้าหมาย เซี่ยหลงอู่ยังคิดว่าลัทธิเพียงก่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หารู้ไม่ว่ากำลังหลักของลัทธิได้ย้ายมาทางนี้หมดแล้ว







