“อาจารย์ ท่านผู้อำนวยการ”
เมื่อเข้าไปในสำนักงานอาจารย์ ซูอวี่เห็นว่าหลิวเหวินเยี่ยนกับผู้อำนวยการอยู่ด้วยกัน จึงรีบทักทาย
“ซูอวี่มาแล้ว”
หลิวเหวินเยี่ยนมีรอยยิ้มบนใบหน้า ดูเป็นกันเองกว่าตอนที่ปฏิบัติกับผู้อำนวยการเมื่อครู่นี้มาก เขาพูดด้วยรอยยิ้มเต็มหน้าว่า “พ่อของเธอไปที่สนามรบพหุภพแล้ว ช่วงนี้เรื่องความเป็นอยู่มีอะไรไม่สะดวกไหม”
“ไม่มีครับ ทุกอย่างราบรื่นดี”
ซูอวี่กล่าวขอบคุณ จากนั้นก็พูดด้วยความกังวลเล็กน้อยว่า “อาจารย์ครับ ได้ยินมาว่าช่วงนี้คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์อาจจะมาที่หนานหยวน...”
“ไม่เป็นไรหรอก!”
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ใส่ใจนักและยิ้มบางๆ “อย่าเพิ่งพูดเลยว่าพวกเขาอาจจะไม่มา ต่อให้มาจริงๆ แล้วจะทำไมล่ะ ถ้าพวกเขากล้าลงมือกับฉัน ก็ต้องเตรียมใจรับความสูญเสียครั้งใหญ่ไว้เลย เอาชีวิตคนกลุ่มใหญ่มาแลกกับชีวิตคนแก่ๆ อย่างฉัน ใครกำไรใครขาดทุนก็พูดยากนะ”
หลิวเหวินเยี่ยนลุกขึ้นยืน มองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ “เมื่อเผชิญเรื่องใหญ่ต้องตั้งสติ ใจต้องไม่ว้าวุ่น! ซูอวี่ ช่วงหลายปีมานี้สิ่งที่ฉันชื่นชมในตัวเธอมากที่สุดก็คือการที่เธอสามารถสงบสติอารมณ์ได้ เมื่อเจอเรื่องราวก็ไม่ตื่นตระหนก นี่แหละคือรากฐานที่ทำให้เธอแข็งแกร่งกว่าคนอื่น”
“อย่าให้ความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ มาทำให้จิตใจไขว้เขวเลย”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดจบสองสามประโยค ก็หันไปมองผู้อำนวยการอย่างรวดเร็วและพูดว่า “คุณออกไปก่อนเถอะ ผมมีเรื่องจะคุยกับซูอวี่”
ผู้อำนวยการยิ้ม ครั้งนี้ไม่ได้ดึงดันอะไรและออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว
...
เมื่อผู้อำนวยการจากไป หลิวเหวินเยี่ยนก็หุบยิ้มลง
เขากดมือลงเพื่อเป็นสัญญาณให้ซูอวี่นั่งลง ซูอวี่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก และนั่งลงตรงข้ามกับหลิวเหวินเยี่ยน
“ซูอวี่ ฉันได้ยินมาว่าเธอสมัครสอบเข้าสถาบันสงครามงั้นเหรอ”
“ครับ”
“เธออยากไปเรียนที่สถาบันสงครามใช่ไหม”
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายว่า “เปล่าครับ ก็แค่เตรียมตัวเผื่อไว้...”
“อย่ามาหลอกฉันเลย อาจารย์ของเธอไม่ได้โง่ขนาดนั้น เป็นเพราะพ่อของเธอไปที่สนามรบพหุภพ เธอถึงอยากไปที่นั่นใช่ไหมล่ะ”
ซูอวี่นิ่งเงียบ
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้มบางๆ “เจ้าเด็กโง่! ต่อให้เธอไปเรียนที่สถาบันสงครามแล้วฝึกฝนจนไปถึงระดับที่สามารถปกป้องพ่อของเธอได้ มันต้องใช้เวลานานแค่ไหนกัน”
“...”
ซูอวี่เงียบงัน เขาเคยคิดถึงคำถามนี้ แต่ก็ไม่อยากคิดถึงมัน ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ในหัวของเขามีหนังสือเพิ่มมาอีกหนึ่งเล่ม ทุกอย่างก็ยากที่จะบอกได้
“เธอรู้ไหมว่าเผ่ามนุษย์มียอดฝีมือระดับสูงคนไหนบ้าง”
“อ๋องต้าเซี่ย อ๋องต้าโจว อ๋องต้าหมิง...”
หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะรีบถามต่อว่า “แล้วเธอรู้ไหมว่า หลังจากศักราชอันผิงเป็นต้นมา มียอดฝีมือคนไหนโผล่มาบ้าง”
ไม่รอให้ซูอวี่เอ่ยปาก หลิวเหวินเยี่ยนก็พูดยิ้มๆ ว่า “กลุ่มที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเจ้าสำนักของแต่ละสถาบัน และแม่ทัพของกองทัพสงครามใหญ่ๆ ต่างๆ”
“แล้วเธอรู้ไหมว่า ร้อยละสามสิบของคนเหล่านี้มาจากสถาบันอารยธรรม!”
ซูอวี่อึ้งไปครู่หนึ่ง ร้อยละสามสิบมาจากสถาบันอารยธรรมงั้นเหรอ
สถาบันอารยธรรมไม่ได้มีไว้บ่มเพาะ...
ราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ หลิวเหวินเยี่ยนก็หัวเราะเบาๆ “เธอคิดว่าคนของสถาบันอารยธรรมควรจะเป็นเหมือนอาจารย์อย่างงั้นเหรอ ที่รู้แค่ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์บางส่วน พลังต่อสู้อ่อนด้อย ลมพัดมาก็ล้มแล้วงั้นสิ”
“คิดผิดแล้วล่ะ!”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ที่เมื่อก่อนอาจารย์ไม่ได้บอกเธอ นั่นเป็นเพราะเธอยังไม่ถึงจุดนั้น!”
“อันที่จริงแล้ว ยอดฝีมือมากมายในสถาบันอารยธรรม หรือแม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงบางคนก็แข็งแกร่งกว่าพวกในสถาบันสงครามเสียอีก!”
“พวกเราที่มุ่งมั่นศึกษาอารยธรรมพหุภพ จะอ่อนแอขนาดนั้นเชียวหรือ หากเป็นเช่นนั้น แล้วจะทำความเข้าใจเคล็ดวิชาในดินแดนลับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้อย่างไร”
แววตาของหลิวเหวินเยี่ยนเป็นประกายเจิดจ้า “ฉันเป็นแค่นักเรียนที่ล้มเหลวและไร้ค่าคนหนึ่งของสถาบันอารยธรรม แต่เธอคิดว่าอาจารย์อ่อนแอจนลมพัดก็ปลิวจริงๆ งั้นเหรอ”
“เอ๊ะ?”
ซูอวี่อ้าปาก คล้ายอยากจะพูดแต่ก็หยุดไป อาจารย์ครับ เลิกทำเป็นเก่งสักทีได้ไหม
ตัวท่านเองก็เพิ่งจะอยู่ระดับเชียนจวินขั้นเจ็ดเองนะ นี่มันอ่อนแอเกินไปแล้ว
“เธออยากจะบอกว่า ฉันเพิ่งจะอยู่ระดับเชียนจวินขั้นเจ็ด อ่อนแอเกินไปใช่ไหมล่ะ”
“...”
ซูอวี่กะพริบตา เขารู้สึกเหมือนถูกอาจารย์มองทะลุปรุโปร่งไปหมด
“ใช่แล้วล่ะ เธอคิดอะไรอยู่ ฉันมองออกบ้างแหละ”
ซูอวี่ได้ยินคำพูดนี้ก็สะดุ้งโหยงทันที!
“ตกใจล่ะสิ”
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะ “เธอยังอ่อนแอเกินไป เพราะงั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าฉัน เธอแทบจะไม่มีการป้องกันอะไรเลย วันหลังก็ระวังตัวหน่อย เก็บซ่อนความคิดของตัวเองไว้บ้าง”
“ที่อาจารย์พูดเรื่องพวกนี้กับเธอ ก็แค่หวังว่าเธอจะไม่ทิ้งจุดเด่นไปหาจุดด้อย ยอมแพ้สถาบันอารยธรรม แล้วไปเลือกสถาบันสงครามแทน”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เดิมทีเรื่องพวกนี้อาจารย์อยากรอให้เธอเข้าไปในสถาบันอารยธรรมก่อน แล้วเดี๋ยวเธอก็จะรู้เอง แต่ตอนนี้ฉันต้องบอกเธอไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เธอหลงผิดเดินผิดทาง”
“หนทางในใต้หล้ามีเป็นพันเป็นหมื่น แต่ละเผ่าพันธุ์ก็มีวิถีทางที่แตกต่างกัน แต่หากสืบสาวไปถึงรากเหง้าแล้ว ก็ไม่พ้นการดูดซับและพ่นปราณแท้ ขัดเกลาร่างกายตนเอง และทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น!”
“การทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือร่างกาย ส่วนอีกด้านหนึ่งคือเจตจำนง หรือจะเรียกว่าจิตวิญญาณก็ได้!”
“เจตจำนงนั้นเลื่อนลอย การจะทำให้แข็งแกร่งเป็นเรื่องยาก ดังนั้นคนทั่วไปจึงเริ่มจากการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกาย เมื่อแข็งแกร่งแล้วถึงค่อยไปสัมผัสกับเจตจำนง!”
“แต่พวกเราแตกต่างกัน...”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม “พวกเราได้สัมผัสกับอารยธรรมหมื่นเผ่าพันธุ์มามากมาย มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เจตจำนงกล้าแข็ง ดังนั้นพวกเราจึงทำในทางตรงกันข้าม โดยจะเสริมสร้างเจตจำนงให้แข็งแกร่งก่อน แล้วค่อยไปเสริมสร้างร่างกาย”
“เมื่อเจตจำนงของเธอแข็งแกร่งแล้ว การเสริมสร้างร่างกายกลับจะง่ายขึ้นมาก”
“แน่นอนว่ามันยากมาก!”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดเสียงต่ำ “เมื่อเจตจำนงแข็งแกร่งจนถึงจุดที่สามารถทำให้ร่างกายคงที่ สามารถดูดซับปราณแท้ได้มากขึ้นโดยที่ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บ เรื่องนี้ต้องใช้เวลาและต้องอาศัยรากฐานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปรมาจารย์ด้านอารยธรรมบางคนในสถาบันอารยธรรม เมื่อเจตจำนงของพวกเขาแข็งแกร่งประดุจดวงตะวันที่สาดส่อง ภายในวันเดียวก็สามารถก้าวข้ามจากระดับเชียนจวินไปสู่ระดับเถิงคง หรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นได้เลย!”
“หนทางต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน ปลายทางสุดท้ายของสถาบันอารยธรรมและสถาบันสงคราม ล้วนแต่เป็นการทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ทำให้เผ่ามนุษย์ทั้งหมดแข็งแกร่งขึ้น!”
“ร่างกายฝึกฝนง่าย แต่เจตจำนงนั้นไขว่คว้าได้ยาก!”
“การที่สถาบันอารยธรรมจะไปถึงขั้นนั้นได้มันยากกว่าอยู่บ้าง ดังนั้นจึงแทบจะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ นั่นก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนที่ประเมินตัวเองสูงเกินไปเดินผิดทาง”
หลิวเหวินเยี่ยนมองซูอวี่ที่กำลังอึ้งงันและหัวเราะออกมา “แปลกใจมากล่ะสิ ความจริงแล้วไม่มีอะไรน่าแปลกใจหรอก เธอเคยศึกษาเรื่องเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในพหุภพมาบ้างแล้ว แม้จะไม่มากแต่ก็น่าจะรู้อะไรบ้าง ตัวอย่างเช่นเผ่าฝันร้ายที่เธอเชี่ยวชาญภาษาของพวกมัน พวกมันมีความว่างเปล่าเลื่อนลอย ร่างที่แท้จริงแทบจะมองไม่เห็น”
“พวกมันสามารถแทรกซึมเข้าไปในความฝันของเธอได้ตามใจชอบ ความจริงแล้วนั่นไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเพราะเจตจำนงของพวกมันสร้างโลกใบหนึ่งขึ้นมา แล้วทำให้เจตจำนงของเธอจมดิ่งลงไปในนั้นต่างหาก”
“นี่แหละคือรากฐานความแข็งแกร่งของพวกมัน ถ้าจะพูดกันตามตรง การฝึกฝนของปรมาจารย์ด้านอารยธรรมก็คล้ายกับพวกมันอยู่บ้าง”
ซูอวี่รู้สึกคอแห้งผาก เขาพูดเสียงเบาว่า “อาจารย์ครับ สิ่งที่ท่านหมายถึงคือ วิถีแห่งอารยธรรมก็สามารถแข็งแกร่งมากได้เช่นกัน...”
“ไม่ใช่แค่สามารถแข็งแกร่งได้ แต่ยังเร็วกว่าด้วย!”
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะ “ขัดเกลาเจตจำนงก่อน แล้วค่อยขัดเกลาร่างกาย อัจฉริยะบางคนในสถาบันอารยธรรมใช้เวลาเพียงสามถึงห้าปีก็สามารถบรรลุเจตจำนงก่อรูป ทำให้ร่างกายคงที่ ภายในหนึ่งวันก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเถิงคงได้! เส้นทางการฝึกฝนต่อจากนี้ ก็ก้าวหน้าไปได้เร็วกว่าวิถีแห่งร่างกายมากนัก!”
“แล้วสถาบันสงครามล่ะ การจะฝึกฝนไปจนถึงระดับเถิงคงต้องใช้เวลาเท่าไร”
“ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ยังต้องใช้เวลาขัดเกลาเป็นปีๆ ถึงจะทำได้!”
“แน่นอนว่า การเริ่มต้นของเรานั้นยากกว่าและมีคนน้อยกว่า แต่ถึงอย่างนั้น ยอดฝีมือระดับสูงของเผ่ามนุษย์ถึงสามในสิบส่วนก็ยังมาจากสถาบันอารยธรรม แค่นี้ก็พอจะเห็นภาพแล้ว!”
ซูอวี่กำลังซึมซับและย่อยข้อมูลข่าวสารนี้ ก่อนจะรีบถามว่า “เจตจำนงนี่สามารถฝึกฝนได้ด้วยเหรอครับ”
“ได้สิ”
“คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้เหรอครับ”
“ใช่แล้ว มันมีเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่ เป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าวิถีแห่งร่างกาย เจตจำนงและจิตวิญญาณนั้นเท่าเทียมกัน ในระยะแรกนั้นมองไม่เห็นและไม่อาจคาดเดาได้ การที่เธอเชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์มากน้อยแค่ไหน ความจริงแล้วก็ถือเป็นการประเมินอย่างหนึ่ง...”
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะ “หลายครั้งที่บางคนไม่ใช่ว่าไม่พยายาม แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีพลังงานเพียงพอ ไม่มีเจตจำนงที่แข็งแกร่งพอจะซึมซับและย่อยความรู้เหล่านั้น ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ 18 ภาษา เธอสามารถเชี่ยวชาญได้ แต่ทำไมคนอื่นถึงทำไม่ได้ล่ะ”
“พวกเขาไม่พยายามงั้นเหรอ ผิดแล้ว อันที่จริงบางคนพยายามมาก ถึงขั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลย แต่พวกเขาก็ยังเรียนรู้ไม่ได้ พอคิดมากไปก็อาจจะเจ็บปวดจนเหมือนสมองจะระเบิด นั่นเป็นเพราะรากฐานเจตจำนงของพวกเขาแข็งแกร่งไม่พอ”
“ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมีทางเลือกเดียวคือต้องขัดเกลาร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองก่อน แล้วถึงจะสามารถเสริมสร้างเจตจำนงของตัวเองได้”
ซูอวี่พ่นลมหายใจยาว “ถ้าอย่างนั้น พรสวรรค์ของผมก็ไม่ได้อยู่ที่วิถีแห่งร่างกาย แต่อยู่ที่วิถีแห่งเจตจำนงเหรอครับ”
“จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดกลั้วหัวเราะ “ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่หมื่นเผ่าพันธุ์เกรงกลัวปรมาจารย์ด้านอารยธรรม และเป็นเหตุผลว่าทำไมลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ถึงต้องลอบสังหารปรมาจารย์ด้านอารยธรรมบางคนด้วย ในตอนที่เจตจำนงของเธอยังไม่มากพอที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกาย ความแข็งแกร่งของเธอก็ยังถือว่าอ่อนแอมากอยู่ ช่วงเวลานี้แหละที่ลงมือฆ่าได้ง่ายที่สุด”
ซูอวี่ยอมรับไม่ค่อยได้ เขาเพิ่งจะเคยรู้เป็นครั้งแรกว่าปรมาจารย์ด้านอารยธรรมก็เป็นวิถีการฝึกฝนรูปแบบหนึ่งด้วย
“วันนี้ถ้าเธอไม่มาหาฉัน ฉันก็จะไปหาเธอ เธออยากไปที่สนามรบพหุภพเพื่อตามหาพ่อของเธอ ฉันจะไม่ห้ามเธอ แต่กลับดีใจแทนเธอด้วยซ้ำ นี่แหละคือความเป็นมนุษย์ นี่แหละคือจิตใจของมนุษย์ และนี่ก็คือรากฐานที่ทำให้เผ่ามนุษย์ไม่มีวันพ่ายแพ้!”
“แต่เธอจะทำตัวมืดบอดไม่ได้ ต้องใจเย็นๆ”
“นักเรียนที่สถาบันอารยธรรมคัดเลือกในแต่ละปีมีน้อยกว่าสถาบันสงครามเสียอีก ดูเหมือนจะไม่มีเงื่อนไขอะไร แต่ความจริงแล้วเงื่อนไขกลับสูงกว่ามาก ลึกๆ แล้วยากกว่าการเข้าสถาบันสงครามด้วยซ้ำ หรือจะเป็นแค่แหล่งรวมตัวของพวกหนอนหนังสือจริงๆ”
หลิวเหวินเยี่ยนไม่สามารถปิดบังรอยยิ้มไว้ได้อีก “ผิดแล้ว นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้ทำได้แค่ค้นคว้าหาความรู้อยู่แนวหลังเท่านั้น แต่ยังสามารถออกไปรบแนวหน้าเพื่อสังหารศัตรูได้อีกด้วย และคนที่สามารถไปอยู่แนวหน้าได้ อย่างต่ำที่สุดก็ต้องอยู่ในระดับเถิงคง! ส่วนพวกระดับเชียนจวิน ระดับวั่นสืออะไรนั่น ก็แค่การใช้ปราณแท้ขัดเกลาร่างกายง่ายๆ เท่านั้นแหละ แค่วันเดียวก็สำเร็จแล้ว!”
“...”
ใบหน้าของซูอวี่แข็งทื่อ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ ท่านก็อยู่ระดับเถิงคงเหรอครับ”
“ไม่ใช่”
หลิวเหวินเยี่ยนมีสีหน้าเรียบเฉย
“หรือว่าท่านจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น”
“ก็ไม่ใช่อีก!”
หลิวเหวินเยี่ยนยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม
ซูอวี่อึ้งไป หมายความว่ายังไงกัน
“ฉันบอกแล้วไง ว่าเมื่อเจตจำนงก่อรูปเท่านั้นถึงจะสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้ และฉันก็ยังทำไม่ถึงขั้นเจตจำนงก่อรูปเลย”
สิ่งที่หลิวเหวินเยี่ยนพูดนั้นราวกับว่าเรื่องที่พูดมาทั้งหมดก่อนหน้านี้เป็นแค่การโม้โอ้อวด!
เขา... ไม่บรรลุเจตจำนงก่อรูป ดังนั้นเขาจึงยังอยู่ระดับเชียนจวินจริงๆ
ซูอวี่เงยหน้ามองอาจารย์ด้วยใบหน้าเหม่อลอย ชายชราอย่างท่านทำหน้าตานิ่งเฉยขนาดนี้ได้ยังไงกัน
อายุตั้งเจ็ดสิบแล้ว ท่านยังทำไม่ถึงขั้นเจตจำนงก่อรูปเลย เมื่อกี้ท่านยังเพิ่งจะบอกผมอยู่แหม็บๆ ว่าใช้เวลาแค่สามถึงห้าปีก็พอแล้ว
เขาไม่คุยโวกันแบบนี้นะ!
“อย่ามองฉันแบบนั้นสิ!”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เมื่อก่อนฉันก็เป็นแค่นักเรียนที่ล้มเหลวที่สุดของสถาบันอารยธรรม ไม่ใช่อัจฉริยะสักหน่อย หลังจากเรียนจบก็ใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมายมานานหลายปี การที่ยังทำไม่ถึงขั้นเจตจำนงก่อรูปก็ถือเป็นเรื่องปกติ ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ยอดฝีมือระดับสูงของเผ่ามนุษย์ก็คงไม่ได้มาจากสถาบันอารยธรรมแค่สามในสิบส่วนหรอก แต่น่าจะเป็นเก้าในสิบส่วนต่างหาก”
“วิถีแห่งการฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหนก็ไม่ง่ายทั้งนั้น แต่ถ้าเทียบกับวิถีแห่งร่างกายแล้ว ฉันรู้สึกว่าเส้นทางนี้เร็วกว่าและมีความหวังมากกว่า”
“ถ้าเธออยากแข็งแกร่งขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ก็มีแต่ต้องเดินบนเส้นทางนี้เท่านั้น วิถีแห่งเจตจำนง!”
ซูอวี่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพูดขึ้นว่า “อาจารย์ครับ แล้ววิถีแห่งเจตจำนงมีเคล็ดวิชาฝึกฝนไหมครับ”
“มีสิ...”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่กำลังจะพูดต่อ เขาก็ไอเบาๆ อย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “ที่หนานหยวนน่ะไม่มีหรอก ไปที่สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยเดี๋ยวเธอก็รู้เอง!”
แน่นอนว่า ข้อกำหนดเบื้องต้นก็คือต้องบรรลุเจตจำนงก่อรูปเสียก่อน
เขาไม่ได้พูดออกไป ถ้าขืนพูดออกไปซูอวี่คงได้ด่ากราดแน่
“ความจริงแล้ว กระบวนการเรียนรู้ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ รวมถึงกระบวนการวิเคราะห์เคล็ดวิชาในดินแดนลับ ล้วนแต่เป็นการฝึกฝนเจตจำนง โดยเฉพาะต้นฉบับดั้งเดิม...”
ครั้งนี้หลิวเหวินเยี่ยนทำหน้าจริงจังขึ้นมาก “เธอก็รู้ สิ่งที่เราสัมผัสบางอย่างความจริงแล้วไม่ใช่ต้นฉบับดั้งเดิม ต้นฉบับดั้งเดิมเหล่านั้นล้วนแฝงไปด้วยพลังของหมื่นเผ่าพันธุ์ หรือแม้แต่จิตวิญญาณและเจตจำนงอยู่ในนั้น หลังจากเจาะทะลวงและถอดรหัสได้แล้ว ก็จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล”
“แน่นอนว่ามันก็มีความอันตรายอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นอาการทางจิตผิดปกติ ทุกปีในสถาบันอารยธรรมจะมีบางคนที่พยายามถอดรหัสต้นฉบับเหล่านี้จนจิตใจผิดปกติ วันข้างหน้าเวลาเธอจะสัมผัสกับมันก็ต้องระวังตัวด้วย ยิ่งเป็นเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่ง ยิ่งเป็นเอกสารที่สำคัญ เจตจำนงที่แฝงอยู่ก็ยิ่งทรงพลัง และยิ่งทำให้เธอเกิดอาการทางจิตผิดปกติได้ง่าย”
“ดังนั้นงานแยกแยะความสำคัญของเอกสารของหมื่นเผ่าพันธุ์จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก ถ้ามีเจตจำนงที่แข็งแกร่งแฝงอยู่ นั่นก็ต้องเป็นของสำคัญอย่างแน่นอน!”
“เธอสามารถลองไปที่ห้างการค้าสกุลเซี่ยเพื่อดูเคล็ดวิชาที่ไม่รู้จักเหล่านั้นได้ อันไหนที่ดูผิวเผินแล้วเรียบง่ายธรรมดา ล้วนเป็นของขยะทั้งนั้น อันที่จริงของพวกนี้ถูกคัดเลือกไปตั้งนานแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ล้วนเป็นของที่ปลอดภัย ไม่มีอันตราย... แล้วก็เป็นขยะ!”
ซูอวี่ยิ้มเจื่อน ผมรู้อยู่แล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคงโดนคนอื่นแย่งไปตั้งนานแล้ว
หลิวเหวินเยี่ยนเห็นดังนั้นจึงหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง “แล้วตกลง เธอจะยังสอบเข้าสถาบันสงครามอยู่ไหม”
“ในสถาบันอารยธรรม เธอก็สามารถฝึกฝนวิถีแห่งร่างกายได้เหมือนกัน แต่พอไปอยู่สถาบันสงคราม เธออาจจะไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนวิถีแห่งเจตจำนง อย่างน้อยๆ เอกสารต้นฉบับดั้งเดิมที่ทรงพลังของหมื่นเผ่าพันธุ์เหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถาบันอารยธรรมแทบทั้งนั้น”
“แค่เธอมีความแข็งแกร่งมากพอและก้าวเข้าสู่ระดับเถิงคงได้ เธอก็จะสามารถไปยังสนามรบพหุภพได้ตลอดเวลาไม่ใช่เหรอ”
“ขืนดึงดันจะไประดับเชียนจวิน ระดับวั่นสือเพื่อไปยังสนามรบพหุภพ ไปถึงก็เป็นได้แค่เป้านิ่งให้เขาซ้อมยิง มันจะมีประโยชน์อะไร”
“เว้นเสียแต่ว่า... ตัวเธอเองจะไม่มีความมั่นใจมากพอ หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้เธอไปที่ไหนมันก็เหมือนกันหมดแหละ เพราะว่าเธอไม่มีทางแข็งแกร่งขึ้นมาได้หรอก!”
...
คำพูดของหลิวเหวินเยี่ยน ทำให้ความคิดที่เดิมทีก็ไม่ค่อยจะแน่วแน่เท่าไรของซูอวี่เริ่มสั่นคลอน
ยังจะสอบเข้าสถาบันสงครามอยู่อีกไหม
เหมือนจะ... ไม่ต้องแล้วกระมัง
ที่แท้สถาบันอารยธรรมก็สามารถทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นได้เหมือนกัน!
“สถาบันอารยธรรม... เอกสารต้นฉบับดั้งเดิมของหมื่นเผ่าพันธุ์... เจตจำนงแห่งจิตวิญญาณ...”
เมื่อเดินออกมาจากสำนักงานอาจารย์ ซูอวี่กำขวดในมือแน่น กลับไปต้องลองดูหน่อยแล้ว ทำให้เจตจำนงแข็งแกร่งไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกาย แบบนี้มันไม่ดีกว่าเหรอ
หากเปิดใช้เคล็ดวิชาน่าหยวน บางทีการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายตัวเองก็อาจจะเร็วขึ้นได้เหมือนกัน
“สถาบันอารยธรรม...”
ในวินาทีนี้ ซูอวี่ก็ตัดสินใจได้แล้ว บางทีตัวเองน่าจะไปที่สถาบันอารยธรรม ซึ่งนี่ก็เป็นเป้าหมายของเขามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
...
เมื่อซูอวี่จากไป ผู้อำนวยการก็เดินเข้ามาในห้อง เขาส่ายหน้าและพูดว่า “ตาเฒ่า หลอกคนอื่นอีกแล้วนะ!”
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
หลิวเหวินเยี่ยนไม่พอใจ!
“เจตจำนงก่อรูป... คุณฝึกมาห้าสิบปีแล้ว บรรลุการก่อรูปหรือยังล่ะ”
“ใกล้แล้ว!”
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยความนิ่งเฉย “ถ้าฉันก่อรูปได้เมื่อไร ฉันก็จะก้าวเข้าสู่ระดับเถิงคง ถึงเวลานั้นคนที่เพิ่งจะเข้าสู่ระดับวั่นสืออย่างคุณก็ยังถือว่าอ่อนหัดไปเลยล่ะ!”
“คุณนี่นะ!”
ผู้อำนวยการทั้งขำทั้งโมโห เอาเถอะ ปล่อยเขาไปก็แล้วกัน ส่วนซูอวี่ การไปเรียนที่สถาบันอารยธรรมก็ถือว่าดีกว่าจริงๆ นั่นแหละ สถาบันสงครามยังอันตรายเกินไป
แต่ตาเฒ่าคนนี้ก็ใช้คำพูดแบบนี้มาหลอกนักเรียนไปตั้งเท่าไรแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีนักเรียนจิตใจสั่นคลอน ก็จะถูกคำพูดเหล่านี้หลอกล่อจนต้องยอมเข้าไปเรียนในสถาบันอารยธรรมในที่สุด
“สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยน่าจะมอบรางวัลให้คุณนะ ไม่อย่างนั้นในแต่ละปีพวกเขาคงต้องเสียนักเรียนไปหลายคนแน่ๆ...”
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ใส่ใจนัก “ถึงจะไม่มีรางวัล แต่ทุกปีสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยก็ให้เงินโบนัสฉันตั้งสองแสน แค่นี้ก็พอใช้แล้วล่ะ”
“...”
ผู้อำนวยการถึงกับพูดไม่ออก อดไม่ได้ที่จะแอบด่าในใจ “คุณมันสายลับของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยชัดๆ!”
“พูดแบบนี้ได้ไงกัน ความจริงแล้วฉันก็ถือว่าเป็นพนักงานคนหนึ่งของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยอยู่แล้ว จะมาเรียกว่าเป็นสายลับได้ยังไง”
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้ม ผู้อำนวยการได้แต่เงียบงัน ใช่แล้ว อาจารย์สอนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์เหล่านี้ เกือบทั้งหมดล้วนถูกส่งมาจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ต่อให้จะไม่ใช่ แต่เดี๋ยวอีกไม่นานก็คงใช่ จุดประสงค์หลักก็เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนแห่กันไปสมัครเข้าสถาบันสงครามจนหมด
ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานวิจัยจะไปน่าตื่นเต้นเท่ากับการฝึกฝนได้อย่างไร คนหนุ่มสาวมักจะชอบอะไรที่มันเลือดลมสูบฉีด ถ้าไม่จับตาดูเอาไว้คงไม่ได้การแน่







