ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ผู้ก่อตั้งสำนักศึกษาอ๋องคืออ๋องอวี้จางผู้โด่งดัง และอาจารย์ใหญ่ผู้ดูแลคือคนของตระกูลหลิวแห่งเหอตง หากเขาออกหน้าแข่งขันจริงๆ จะไม่เป็นการล่วงเกินบุคคลสำคัญเหล่านี้หรือ?
ลำพังแค่เรื่องที่เขาเป็นคนเถื่อนไร้ทะเบียนราษฎร์ แถมยังสวมรอยใช้ฐานะปลอมของคนตระกูลหวังแห่งหลางหยา ก็ไม่ควรทำตัวเป็นจุดสนใจแล้ว
หลิวเจาเห็นหวังหยางมีสีหน้าลำบากใจก็ถอนหายใจกล่าวว่า "ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะอย่างไรเสียท่านอ๋องก็เอนเอียงไปทางสำนักศึกษาอ๋องตั้งแต่แรก ดังนั้นแม้จะสัญญาว่าจะมอบเงินสิบแสนอีแปะเป็นรางวัลแก่ผู้ชนะ แต่ความจริงแล้วก็แค่ " ตอนที่หลิวเจาพูดถึงคำว่า 'สิบแสน' เขาจงใจพูดงึมงำไม่ชัดเจนนัก
"เงินเท่าไหร่นะขอรับ?" หวังหยางหูผึ่งขึ้นมาทันที
"สิบแสน มอบให้ผู้ชนะ หากจือเหยียนคว้าชัย เงินสิบแสนอีแปะนี้ก็จะเป็นของเจ้า!" หลิวเจาพูดหว่านล้อม
หวังหยางรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย
ตัวเองทะลุมิติมา ตัวเปล่าเล่าเปลือยยากจนข้นแค้น! แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังต้องยืมเงินมาซื้อ ตอนนี้รวมแล้วเขาติดหนี้หลิวเจาอยู่ถึงหนึ่งหมื่นหกพันสองร้อยอีแปะ!
ต่อให้หลิวเจาจะไม่รีบร้อนทวงเงิน แต่เขาก็ไม่ควรจะกินอยู่หลับนอนที่บ้านคนอื่นฟรีๆ ไปตลอดหรอกนะ
เมื่อคิดได้ดังนี้จึงเอ่ยถามว่า "ท่านอาจารย์ ที่กล่าวถึงการฝากทะเบียนเมื่อครู่นี้ หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"
หลิวเจาเห็นหวังหยางมีท่าทีสนใจก็รีบอธิบายว่า "ก็คือการขอยืมทะเบียนราษฎร์เดิมของเจ้ามาฝากไว้ที่จิงโจวชั่วคราว จากนั้นจึงจะเข้าสำนักศึกษาประจำจวิ้นได้"
ขณะเดียวกันก็คิดในใจว่า 'จือเหยียนไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องการฝากทะเบียน ดูท่าคงจะก้มหน้าก้มตาศึกษาหาความรู้มาตลอด ไม่ค่อยประสีประสาเรื่องทางโลกสินะ'
หวังหยางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตัดสินใจใช้โอกาสนี้ดูว่าหลิวเจาจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องทะเบียนราษฎร์ให้ได้หรือไม่ เขาไตร่ตรองถ้อยคำก่อนจะถามเสียงเบาว่า "แต่ทว่า... หากข้าไม่มีทะเบียนราษฎร์เล่าขอรับ จะทำเช่นไร?"
หลิวเจาตกใจ "ไม่มีทะเบียนราษฎร์? ไม่มีทะเบียนราษฎร์หมายความว่าอย่างไร? เจ้าไม่ได้อาศัยอยู่ที่อี้ซิงหรือ? หรือว่าไม่ได้ขึ้นทะเบียน?"
หวังหยางทอดถอนใจยาว "ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอกท่านอาจารย์ แต่เรื่องนี้... ยากจะเอ่ยให้คนอื่นฟังจริงๆ ขอรับ"
"ขออภัยๆ เป็นข้าที่เสียมารยาทเอง"
หลิวเจาเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับความลับของตระกูลหวังแห่งหลางหยาและบุญคุณความแค้นของตระกูลใหญ่โดยธรรมชาติ แล้วก็แต่งเรื่องราวละครฉากใหญ่เกี่ยวกับลูกชายนอกสมรสขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ
"ดังนั้นถึงแม้ข้าอยากจะเข้าสำนักศึกษาประจำจวิ้นก็คงไม่มีหนทาง การฝากทะเบียน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีทะเบียนราษฎร์เดิมก่อนไม่ใช่หรือขอรับ" หวังหยางพูดหยั่งเชิง
หลิวเจาเห็นว่ามีหวัง จึงรีบถามขึ้นว่า "หากสามารถแก้ปัญหาเรื่องทะเบียนราษฎร์ได้ เจ้าเต็มใจจะเป็นตัวแทนสำนักศึกษาประจำจวิ้น ไปประลองกับสำนักศึกษาอ๋องหรือไม่?"
หวังหยางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ข้าจะทุ่มเทสุดกำลัง ไม่ให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ!"
หลิวเจาดีใจมาก แต่ไม่นานก็เริ่มกลัดกลุ้มใจ หากเป็นการทำทะเบียนราษฎร์ให้ชาวบ้านไร้สัญชาติทั่วไปย่อมไม่ใช่เรื่องยาก แต่จือเหยียนเป็นถึงชนชั้นสูงตระกูลใหญ่! เช่นนี้จะทำอย่างไรดีเล่า?
หวังหยางเห็นสีหน้าลำบากใจของหลิวเจา จึงถามว่า "ท่านอาจารย์ มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือขอรับ?"
"หากเป็นช่วงก่อนการตรวจสอบสำมะโนประชากรก็จัดการได้ง่ายอยู่หรอก แต่ตอนนี้..." หลิวเจาเกรงว่าหวังหยางจะเปลี่ยนใจ จึงเปลี่ยนเรื่องและแสร้งทำเป็นพูดอย่างสบายๆ "ไม่เป็นไร มอบหมายเรื่องนี้ให้ข้าจัดการเอง แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำทะเบียนราษฎร์ดั้งเดิมโดยตรง แต่ถ้าเป็นการฝากทะเบียนล่ะก็ ขอข้าคิดดูก่อน..."
หวังหยางลุกขึ้นยืน "เช่นนั้นท่านค่อยๆ คิดไปก่อนเถิด ข้าจะออกไปในเมืองสักประเดี๋ยว มื้อเย็นคงไม่กลับมากินแล้วนะขอรับ"
หลิวเจาพูดด้วยความเป็นห่วงว่า "จือเหยียน อีกเจ็ดวันก็จะเป็นวันประลองวิชาแล้ว หลิวถานผู้นั้นมีความรู้ลึกซึ้ง จะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด!"
"วางใจเถิดขอรับ!" หวังหยางประสานมือยิ้มๆ แล้วเดินออกจากห้องไป
ส่วนหลิวเจาก็ได้แต่กลุ้มใจต่อไป เรื่องทะเบียนราษฎร์นี้จะทำอย่างไรดีเล่า!
......
"โห! นี่หรือเมืองจิงโจว! ใหญ่โตจัง! สูงลิบเลย!"
เสี่ยวอาอู่ยืนอยู่ใต้กำแพงเมือง แหงนหน้ามองจนตาค้าง
กำแพงเมืองสูงตระหง่านตัดกับร่างเล็กๆ ของอาอู่อย่างชัดเจน
"ขึ้นไปดูข้างบนได้หรือไม่ขอรับ?" อาอู่ถามอย่างตื่นเต้น
"กำแพงเมืองไม่ให้คนขึ้นไปสุ่มสี่สุ่มห้านะ"
"อ้อ" เสี่ยวอาอู่หดหู่เล็กน้อย ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ "คนทั่วไปไม่ให้ขึ้นไป แต่คนหล่อเหลาเก่งกาจอย่างคุณชาย ต้องมีวิธีขึ้นไปได้อย่างแน่นอนขอรับ!"
"อาอู่เอ๋ย ไม่ใช่ว่าการประจบประแจงจะได้ผลเสมอไปหรอกนะ"
เสี่ยวอาอู่ร้องอ้อคำหนึ่ง แล้วถามว่า "ประจบประแจงหมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"
.......
"คุณชาย หอคือสิ่งใดหรือขอรับ?"
"นี่แหละคือหอ"
"นี่คือหออันใดหรือขอรับ?"
"เอ่อ..."
"คุณชาย 'เอ่อ' หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"
"เวลาที่ไม่รู้หรือตอบลำบาก ก็สามารถพูดว่าเอ่อได้"
......
"คุณชาย ที่นี่มีพงหญ้าหรือไม่ขอรับ?"
"เจ้าหาพงหญ้าไปทำไม?"
"เอ่อ..."
......
ด้วยเหตุนี้ หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กจึงเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเมืองจิงโจว
เสี่ยวอาอู่เข้าเมืองเป็นครั้งแรก ย่อมตื่นเต้นสนใจไปเสียทุกอย่าง ในฐานะ 'น้องใหม่' ที่เพิ่งทะลุมิติมาได้ไม่กี่วัน ความสนใจใคร่รู้ของหวังหยางก็มีไม่น้อยเช่นกัน ทั้งสองคนเดินๆ หยุดๆ ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย จนกระทั่งเดินมาถึงตลาด
ตลาดในสมัยนั้นมีกำแพงล้อมรอบ มีประตูใหญ่ และมีซุ้มศาลาหอสังเกตการณ์สำหรับใช้เป็นที่ทำการของทางการ เป็นสถานที่ซื้อขายที่รวมศูนย์และอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการ
ประตูตลาดมีสี่ทิศ แต่ละทิศมีถนนมุ่งหน้าสู่ใจกลางตลาด ตัดกันเป็นรูปกากบาท
สองข้างทางมีร้านรวงเรียงราย พ่อค้าแม่ค้ารวมตัวกันหนาแน่น ทั้งแผงลอยและร้านค้าตามตรอกซอกซอยต่างส่งเสียงร้องเร่ขายของกันอย่างคึกคักครึกครื้น
หวังหยางพาเสี่ยวอาอู่ที่กำลังประคองถุงกระดาษและเคี้ยว 'ขนมรังไหมขาว' หยับๆ เดินเข้าไปในร้านขายพัดแห่งหนึ่ง
ขนมรังไหมขาวเป็นขนมหวานที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น วิธีทำคร่าวๆ คือนำข้าวเหนียวมาตำให้แหลก กดเป็นแผ่น นำไปตากแห้งแล้วหั่นเป็นเส้น ทอดในน้ำมัน สุดท้ายนำไปคลุกน้ำตาลป่น มีความคล้ายคลึงกับ 'เจียงหมี่เถียว' ในยุคปัจจุบัน
เพียงแต่ขนมรังไหมขาวถุงเล็กๆ ถุงนี้กลับมีราคาตั้งยี่สิบสามอีแปะ! ก่อนหน้านี้หวังหยางเห็นแส้ม้าเก่าๆ อันหนึ่งขายเพียงสิบอีแปะเท่านั้น ทำเอาเขาอดถอนใจไม่ได้ว่า 'เจียงหมี่เถียว' นี่ราคาไม่ถูกเลยจริงๆ!
เจ้าของร้านเห็นหวังหยางมีบุคลิกไม่ธรรมดา แต่งกายราวกับชนชั้นสูงตระกูลใหญ่ ก็กระตือรือร้นแนะนำพัดผ้าไหมอันประณีตงดงามแบบต่างๆ ให้เขา หวังหยางดูมาแล้วหลายร้าน เมื่อมาดูร้านนี้อีกรอบ ท้ายที่สุดก็แน่ใจแล้วว่าในยุคนี้ยังไม่มีการประดิษฐ์พัดพับขึ้นมา เขามีแผนการในใจแล้วจึงเอ่ยถามว่า "ที่นี่รับสั่งทำพัดหรือไม่?"
"ย่อมได้ขอรับ ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการสั่งทำพัดแบบใดหรือ?"
หวังหยางบรรยายลักษณะของพัดพับให้เถ้าแก่ฟังอย่างละเอียด เปลืองน้ำลายไปไม่น้อยกว่าเถ้าแก่จะเข้าใจว่ามันคือสิ่งใด เถ้าแก่รู้สึกฉงนใจเป็นอย่างมาก
"คุณชายจะทำของพรรค์นั้นไปทำไมหรือขอรับ? ที่นี่มีพัดตั้งมากมายที่ทั้งสวยงามและใช้งานสะดวก ไม่ได้ใช้ดีกว่าของสิ่งนั้นหรอกหรือ? เจ้านั่นพัดลมออกมาสู้พัดใบสานไม่ได้ด้วยซ้ำกระมัง! อีกอย่าง ในเมื่อมีไว้สำหรับพัดลม เหตุใดจึงต้องพับมันเก็บได้ด้วยเล่า?"
"เรื่องพวกนี้เถ้าแก่ไม่ต้องสนใจหรอก เจ้าแค่บอกข้ามาว่าสามารถหากระดาษที่ทั้งเหนียวและลื่นพอได้หรือไม่ อย่าให้พับเข้ากางออกไม่กี่ทีก็ฉีกขาดเสียแล้ว"
"บางที... อาจจะได้กระมังขอรับ? เพียงแต่กระดาษแข็งแบบนี้โดยทั่วไปมักจะหยาบและหนาเกินไป ไม่คู่ควรจะวางบนโต๊ะหนังสือของปัญญาชนและบัณฑิตหรอกขอรับ"
"ไม่เป็นไร ขอแค่กระดาษต้องเป็นสีขาว สีสันสว่างสดใส ต้องขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ! ทำพัดแบบนี้สักเล่มต้องใช้เงินเท่าไร?"
"เอ่อ... ร้านเล็กๆ ของข้ายังไม่เคยทำมาก่อน คงต้องทดลองทำดู ค่าวัสดุกับค่าแรงก็คงไม่น้อย..." เถ้าแก่พูดพลางเหลือบมองหวังหยางแวบหนึ่ง ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ "เอาเช่นนี้แล้วกัน ข้าจะไม่เรียกราคาแพงนัก เอาแค่สองร้อยอีแปะก็พอ"
ยังไม่ทันที่หวังหยางจะเอ่ยปาก เสี่ยวอาอู่ก็โพล่งขึ้นมาว่า "คุณชาย ข้าบอกแล้วว่าให้ไปซื้อร้านนั้น ร้านนั้นคิดแค่ห้าสิบอีแปะเองนะขอรับ!"
เถ้าแก่มองดวงตากลมโตที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ของอาอู่โดยไม่คิดสงสัยสิ่งใด สีหน้าของเขาเริ่มดูไม่ได้อยู่บ้าง เอ่ยถามว่า "ร้านไหนหรือขอรับ? ข้าจะบอกท่านให้นะ โรงงานเล็กๆ หลายแห่งมักจะทำงานลวกๆ เห็นว่าราคาถูก ความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้ตั้งใจทำอย่างประณีตหรอกนะขอรับ"
หวังหยางยกนิ้วโป้งให้เสี่ยวอาอู่เงียบๆ ในใจ เขาตบหัวอาอู่เบาๆ แล้วรับมุกอย่างเป็นธรรมชาติว่า "แต่ร้านนั้นใช้เวลาตั้งสองวัน ข้าอยากได้ภายในวันพรุ่งนี้เลยน่ะสิ"
คู่หูนักต่อราคาสร้างเรื่องโกหกหน้าตายโดยไม่หน้าแดงสักนิด เรียกได้ว่าเข้าขากันได้อย่างไร้ที่ติ
เถ้าแก่รีบกล่าวว่า "ก่อนเที่ยงพรุ่งนี้ก็ทำเสร็จแล้วขอรับ!"
"เช่นนั้นข้าจะสั่งทำที่ร้านเจ้า ให้เจ้าสี่สิบอีแปะ..."
"ท่าน " เถ้าแก่กำลังจะบันดาลโทสะ
ก็ได้ยินหวังหยางกล่าวต่อว่า "พัดแต่ละเล่มสี่สิบอีแปะ หากทำออกมาได้ดี พัดทั้งหมดสามสิบเล่ม ข้าจะสั่งทำที่ร้านเจ้าทั้งหมด ต้องทำให้เสร็จภายในเจ็ดวัน เจ้าทำได้หรือไม่เล่า?"







