"สามสิบเล่มภายในเจ็ดวันหรือ? เวลากระชั้นเกินไป ราคาก็กดเสียต่ำ ต่อให้ทำออกมาได้ คุณภาพก็คงไม่ดี..." เจ้าของร้านบ่นอย่างหมดอารมณ์ไม่หยุด
หวังหยางยิ้มสบาย ๆ "แล้วหากข้าบอกว่า อีกเจ็ดวันพัดทุกเล่มจะทำให้ท่านได้กำไรหนึ่งพันอีแปะเล่า ท่านจะว่าอย่างไร?"
"เท่าไรนะ?!" เจ้าของร้านเบิกตากว้าง สงสัยว่าหูตนเองมีปัญหา
"คุณชายบอกว่าหนึ่งพันอีแปะ!" เสี่ยวอาอู่ชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
หวังหยางเพียงยิ้ม ไม่เอ่ยวาจา
"คุณชายมาล้อข้าเล่นหรือ?" สีหน้าเจ้าของร้านพลันเคร่งขรึม
"ข้าผู้เป็นคุณชายจะมีเวลาว่างเช่นนั้นได้อย่างไร? พัดสามสิบเล่มนี้ให้ทำด้ามดำสิบเล่ม อีกยี่สิบเล่มใช้ด้ามสีไม้เดิม
อีกเจ็ดวัน ท่านนำพัดด้ามดำออกขายก่อน ตั้งราคาเล่มละหนึ่งหมื่นอีแปะ
ส่วนพัดด้ามสีไม้เดิมอีกยี่สิบเล่ม รอจนพัดด้ามดำขายหมดแล้วจึงค่อยนำออกมา แต่ละเล่มขายแปดพันอีแปะ ห้ามลดราคา
ข้ามีวิธีทำให้พัดพับทั้งสามสิบเล่มนี้ขายหมดเกลี้ยง!
พัดด้ามดำขายได้หนึ่งเล่ม เงินหนึ่งหมื่นอีแปะนั้นแบ่งให้ท่านหนึ่งพันอีแปะ ส่วนพัดด้ามสีไม้เดิมขายได้หนึ่งเล่ม ข้าจะแบ่งให้ท่านแปดร้อยอีแปะ
ว่าอย่างไร เงินก้อนนี้ท่านจะหาใส่กระเป๋าหรือไม่?"
เจ้าของร้านฟังจนตะลึงงัน หากมิใช่เพราะเห็นว่าหวังหยางแต่งกายคล้ายคนจากตระกูลผู้ดี เขาคงคิดไปแล้วว่าอีกฝ่ายเสียสติ! พัดกระดาษผุ ๆ ที่แทบไม่มีประโยชน์เช่นนั้นกลับคิดขายถึงหนึ่งหมื่นอีแปะ! จะไปหาคนโง่มากมายเพียงนั้นจากที่ใด?!
แต่เมื่อลองคิดอีกที คุณชายน้อยผู้นี้อยากคลุ้มคลั่งก็ปล่อยให้คลุ้มคลั่งไป อย่างไรเสียต่อให้ขายไม่ออก ตนก็ไม่ได้สูญเสียสิ่งใด เขาจึงเปลี่ยนเป็นสีหน้ายิ้มแย้มแล้วกล่าวว่า
"เช่นนั้นก็ขอบคุณคุณชายมากขอรับ เพียงแต่ร้านข้าเป็นกิจการเล็ก ๆ พัดสามสิบเล่มรวมเป็นเงินหนึ่งพันสองร้อยอีแปะ คุณชายจะจ่ายเงินสด หรือว่า "
หวังหยางหยิบเงินหนึ่งร้อยอีแปะออกมาวางอย่างไม่ใส่ใจ
"ไม่ต้องทอน ท่านทำออกมาให้ข้าดูก่อนหนึ่งเล่ม แล้วนำไปส่งที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นบนถนนซือหม่าก่อนค่ำวันพรุ่งนี้ บอกว่ามาพบคุณชายหวัง จำไว้ เงินไม่ใช่ปัญหา คุณภาพต้องมาก่อน หากทำได้ดี ข้าจะสั่งพัดสามสิบเล่มจากร้านท่านต่อ แต่หากทำได้ไม่ดี การค้านี้ก็เป็นอันยกเลิก"
เมื่อเห็นหวังหยางมือเติบ เจ้าของร้านก็ยิ้มหน้าบาน รีบกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่คาดคิดเลยว่าคุณชายตระกูลผู้ดีผู้นี้ ในยามนี้กลับไม่มีปัญญาจ่ายค่าพัดด้วยซ้ำ
หวังหยางกำชับรายละเอียดอีกครู่ใหญ่ อธิบายว่าพัดพับต้องทำออกมาเช่นไร เจ้าของร้านก็พยักหน้าจดจำไว้ทั้งหมด
หลังออกจากร้าน เสี่ยวอาอู่ก็ถามอย่างไม่เข้าใจว่า "ทั้งที่สี่สิบอีแปะก็ซื้อได้ เหตุใดคุณชายจึงให้เขามากถึงเพียงนั้นเจ้าคะ?"
"เงินที่ควรประหยัดก็ต้องประหยัด แต่เมื่อถึงเวลาควรจ่ายก็ห้ามตระหนี่ มิฉะนั้นอาจทำให้เสียการได้ อย่างพัดพับนี้ เมื่อก่อนไม่เคยมีผู้ใดทำ ทั้งยังไม่มีผู้ใดทำเป็น หากเจ้าของร้านไม่เต็มอกเต็มใจ แล้วจะทุ่มเทแรงกายแรงใจได้อย่างไร? เพราะฉะนั้นจึงต้องให้ผลประโยชน์เขาบ้าง ทำให้เขาทั้งยินดีและรู้สึกว่าอนาคตยังมีความหวัง เช่นนี้จึงจะเกิดแรงกระตุ้น"
เสี่ยวอาอู่ครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "เช่นนั้นอาอู่ก็ทำผิดแล้ว ไม่ควรบอกว่าสี่สิบอีแปะ"
"เจ้าไม่ได้ทำผิด ราคานี้จำต้องกดไว้ มิฉะนั้นเจ้าของร้านจะคิดว่าพวกเราเป็นคนโง่ที่ยอมจ่ายแพง ยกตัวอย่างเช่น หากเริ่มต้นก็เสนอหนึ่งร้อยอีแปะ ต่อให้ตกลงซื้อขายกัน เขาก็อาจยังไม่พอใจ ทั้งยังอาจรู้สึกว่าตนเรียกน้อยเกินไปด้วยซ้ำ แต่เมื่อตกลงกันที่สี่สิบอีแปะก่อน แล้วค่อยให้เขาหนึ่งร้อยอีแปะ เขาย่อมยินดีจนเหนือความคาดหมาย จ่ายหนึ่งร้อยอีแปะเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง"
"เหมือนจะเข้าใจอยู่บ้าง แต่เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เจ้าคะ?"
"ธรรมชาติของมนุษย์เป็นเช่นนี้ เจ้าเคยฟังเรื่อง 'เช้าสามเย็นสี่' หรือไม่?"
อาอู่ส่ายหน้า
"กาลก่อนมีคนผู้หนึ่งเลี้ยงลิง เขาบอกเหล่าลิงว่า ต่อไปลิงแต่ละตัวจะได้รับเกาลัดยามเช้าสามเม็ด ยามเย็นสี่เม็ด เหล่าลิงไม่พอใจอย่างยิ่ง คนผู้นั้นจึงรีบเปลี่ยนคำพูดว่า เอาเถิด เช่นนั้นต่อไปยามเช้ารับสี่เม็ด ยามเย็นรับสามเม็ด เหล่าลิงก็พากันดีอกดีใจ อาอู่คิดว่าเรื่องนี้สอนหลักอะไรแก่เรา?" หวังหยางถามพลางค่อย ๆ ชี้แนะ
"เอ่อ...คุณชาย ซื้อเกาลัดสักถุง...ได้หรือไม่เจ้าคะ..."
หวังหยาง: -_-||
...
"นี่มันยังไม่ถึงหนึ่งถุงเลย! ตกลงกันแล้วมิใช่หรือว่าหนึ่งถุง!"
"ยังไม่เต็ม! ช่วยใส่ให้เต็มกว่านี้ด้วย!"
"ใส่อีกหน่อย!"
เสี่ยวอาอู่จ้องทุกการเคลื่อนไหวของพ่อค้าเขม็ง พลางเร่งย้ำทุกคำ
วิชามือสั่นชั้นเลิศของพ่อค้าไม่มีช่องให้ใช้ต่อหน้าอาอู่อย่างแท้จริง เกาลัดถูกใส่จนพูนแน่น กระทั่งเกาลัดสองสามเม็ดที่อยู่บนสุดกลิ้งตกลงพื้น
อาอู่รีบวิ่งไปเก็บเกาลัด
พ่อค้ากล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า "เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าใส่ไม่ลง!"
หวังหยางยิ้มพลางกล่าวว่า "อาอู่ กลับมา เท่านี้ก็พอแล้ว"
"หลบไป!"
ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดดังขึ้น!
เสียงกีบม้าควบกระชั้น!
คนผู้หนึ่งควบม้าเร็วยิ่ง พุ่งทะยานเข้ามา!!!
อาอู่เพิ่งเก็บเกาลัดขึ้นมาได้สองเม็ด ก็สัมผัสได้ถึงลมแรงพัดวูบจากด้านหลังศีรษะ พอหันกลับไปมองก็เห็นกีบม้าใหญ่แข็งแรงสองข้างกำลังเหยียบลงมาหานาง!
"อาอู่!"
หวังหยางตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ แต่ไม่มีเวลาเข้าไปช่วยนางแม้แต่น้อย!
ทุกคนล้วนคิดว่าอีกชั่วพริบตา เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้จะต้องตายอย่างน่าเวทนาใต้กีบม้า
ผู้ใดจะคาดคิดว่าจู่ ๆ เงาร่างสีเขียวจะพุ่งออกมาจากข้างทางรวดเร็วดุจสายลมและสายฟ้า คว้าตัวอาอู่แล้วกลิ้งหลบไปกับพื้น!
ในเสี้ยวพริบตาที่คับขันถึงที่สุด เงาร่างสีเขียวม้วนหน้าหนึ่งตลบ ก่อนวางฝักกระบี่สีดำขวางตรงเอว ฟาดกีบม้าจนเกิดเสียงเพียะดังคมชัด!
ม้าชูกีบหน้าขึ้นสูง ส่งเสียงร้องแหลมก้องฟ้า!
ชายบนหลังม้ารีบกระชากบังเหียนรั้งคอม้า แต่ม้าตกใจจนพุ่งหัวชนกำแพงหินของร้านค้าฝั่งตรงข้าม
อีกด้านหนึ่ง คนชุดเขียวกอดอาอู่กลิ้งไปถึงข้างทาง ก่อนใช้มือยันพื้นหยุดร่างไว้
เดิมทีคนผู้นั้นสวมงอบอยู่บนศีรษะ แต่เมื่อต้องกลิ้งเช่นนั้น งอบจึงหลุดตก เผยเรือนผมดำขลับยาวสยายดุจม่านน้ำตก ปลิวไหวไปตามสายลม
ที่แท้กลับเป็นหญิงสาวงดงามผู้หนึ่ง!
สตรีงามถึงเพียงนี้ กลับมีฝีมือคล่องแคล่วเด็ดขาดเช่นนี้เชียวหรือ?!
ผู้คนข้างทางต่างพากันปรบมือ
"อาอู่! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บตรงใดหรือไม่?"
หวังหยางรีบพุ่งเข้าไป รับอาอู่มาจากมือหญิงสาว แล้วสำรวจร่างนางทั้งหน้าและหลัง
เสี่ยวอาอู่เองก็ตกใจจนตะลึง นางโผเข้ากอดหวังหยาง แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์จึงกลั้นน้ำตาไม่ยอมร้องไห้
หวังหยางลูบศีรษะเสี่ยวอาอู่ พลางปลอบโยนนางไม่หยุด
หญิงสาวชุดเขียวลุกขึ้นยืน หวังหยางก็รีบลุกตาม ประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า "ขอบคุณแม่นางที่ยื่นมือช่วยเหลืออย่างกล้าหาญ! ข้าน้อยซาบซึ้งใจยิ่งนัก!"
หญิงสาวพยักหน้า "ไม่เป็นไร"
น้ำเสียงของนางเย็นใส แฝงความรู้สึกผลักไสผู้คนให้อยู่ห่างออกไปนับพันลี้อย่างไร้รูปร่าง
นางแต่งกายเป็นบุรุษ รูปร่างสูงโปร่งปราดเปรียว เรียวขายาวงดงามดุจหยก ทั้งยังไม่มีท่าทีเหนียมอายอย่างสตรีทั่วไปเฉกเช่นเดียวกับเซี่ยซิงหาน
เพียงแต่สิ่งที่เซี่ยซิงหานแสดงออกมา คือความสุขุมผ่อนคลายซึ่งผสานจากความเฉลียวฉลาดเจนโลกและการอบรมอันสมบูรณ์แบบ นิ่งสงบแต่ไม่สูญเสียความมีชีวิตชีวา
ส่วนหญิงสาวผู้นี้กลับเย็นชาเดียวดายและเคร่งขรึม สันจมูกโด่งงามกับแนวคิ้วคมเย็นยิ่งเสริมให้ความเย็นชานั้นเจือด้วยความดื้อรั้นแหลมคม รวมถึงความห่างเหินไม่แยแสอีกหลายส่วน
ราวกับไม่ว่าความวุ่นวายหรือเหตุไม่คาดฝันใดก็ไม่อาจรบกวนนางได้ แม้แต่เหตุการณ์อันตรายเมื่อครู่ สำหรับนางก็ดูจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง จนดวงตาและคิ้วอันงามสงบเย็นเยียบปราศจากระลอกอารมณ์ใด ๆ
"ไอ้ตัวไม่ดูตาม้าตาเรือตัวใดบังอาจทำม้าของข้าบาดเจ็บ?!"
"แยกออกไป! แยกออกไปให้หมด!"
ชายหนุ่มผู้มีไรเคราเขียวคล้ำตามแนวคางแหวกฝูงชนอย่างเกรี้ยวกราดแล้วเดินเข้ามา เขาสวมชุดคู่เจ๋อสีฟ้าอ่อน บนเสื้อไม่มีเกราะ แต่ตรงข้อมือกลับมีปลอกแขนหนัง
"ชุดคู่เจ๋อ" เรียกอีกอย่างว่า "ชุดขว่าเจ๋อ" เป็นเครื่องแต่งกายที่นิยมในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ รูปแบบประกอบด้วยเสื้อตัวสั้นด้านบนกับกางเกงขายาวด้านล่าง เพราะคล่องตัวและเรียบง่าย จึงกลายเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับการรบที่นิยมสวมใส่ในกองทัพเวลานั้น ไม่แบ่งแยกว่าเป็นแม่ทัพหรือพลทหาร สูงศักดิ์หรือต่ำต้อย
เมื่อชายผู้นั้นเห็นใบหน้างดงามของหญิงสาวชุดเขียว ความโกรธเกรี้ยวเต็มใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเอาอกเอาใจในทันที "แม่นางเป็นอย่างไรบ้าง? ได้รับบาดเจ็บหรือไม่?"
หญิงสาวไร้สีหน้า เดินตรงไปข้างหน้า ชายผู้นั้นยิ้มพลางประสานหมัดเข้าขวาง ยังคงตีสนิทต่อไปว่า "ข้าคือ "
ทว่าในสายตาหญิงสาว ราวกับไม่มีคนผู้นี้อยู่เลย นางเดินเฉียดไหล่เขาผ่านไป
รอยยิ้มของชายผู้นั้นแข็งค้าง ก่อนอธิบายว่า "แม่นาง ข้าเพียงเป็นห่วงว่าเจ้าจะบาดเจ็บ มิได้มีเจตนาอื่น"
หญิงสาวเดินไปกลางถนนตามลำพัง ก่อนก้มลงเก็บงอบ
ผู้คนรอบข้างเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของชายผู้นั้น ต่างลอบหัวเราะอยู่ในใจ
รอยยิ้มของชายผู้นั้นค่อย ๆ เลือนหาย "ข้ากำลังพูดกับเจ้า ไม่ได้ยินหรือ?"
หญิงสาวปัดฝุ่นบนงอบ โดยไม่ชายตามองเขาแม้แต่น้อย
ชายผู้นั้นเพิ่มเสียงสูงขึ้นเรื่อย ๆ "หูหนวกหรือว่าพูดไม่เป็นกันแน่?"
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดขึ้นทุกขณะ จู่ ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งเอ่ยว่า
"เจ้าพูดเป็นอยู่หรอก น่าเสียดายที่พูดภาษาคนไม่เป็น"







