ชายฉกรรจ์เคราครึ้มล้วงเอาสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเปิดออก แสงสีทองก็พลันสาดส่อง
"นี่คือทองใบ หนึ่งเล่มมีสิบสองแผ่น สี่แผ่นหนักหนึ่งตำลึง หนึ่งเล่มก็คือสามตำลึง"
ชายฉกรรจ์หยิบแผ่นทองใบออกมาจากสมุด เมื่อมองดูแผ่นทองที่บางเฉียบและเปล่งประกายสีทองอร่าม ดวงตาของไอ้ล้านก็เบิกโพลง จ้องมองสมุดทองใบนั้นเขม็งไม่วางตา
"เพียงแค่เจ้าตอบตกลงตามเงื่อนไขของพวกข้า สมุดทองใบเล่มนี้ก็จะเป็นของเจ้า"
หัวล้านหายใจหอบถี่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ข้าขอจับดูหน่อยได้หรือไม่ขอรับ"
"ย่อมได้" ชายเคราครึ้มหัวเราะฮ่าๆ
หัวล้านยื่นมือออกไป ป้าอ้วนที่อยู่ด้านข้างร้องเรียกด้วยความกังวลใจ "ท่านพี่..."
แผ่นทองใบบางมาก ทำออกมาเหมือนกับหน้ากระดาษหนังสือ มุมทั้งสี่และตรงกลางของแต่ละแผ่นยังมีรอยประทับตราและมีตัวอักษร
"นี่คืออักษรใดหรือขอรับ"
"อักษรทั้งสี่มุมคือทิศตะวันตกของตรอกตลาดตะวันออก ตรงกลางคือทองคำแท้เฉินเอ้อร์หลาง หมายความว่าทองใบนี้ตีขึ้นโดยร้านทองของเฉินเอ้อร์หลางทางทิศตะวันตกของตรอกตลาดตะวันออกของฉางอัน เป็นทองคำแท้เต็มร้อย"
แต่ละแผ่นหนักสองเฉียนห้าเฟิน ตอนที่ตีขึ้นมาแต่ละแผ่นยังทำรอยพับแบ่งเป็นห้าส่วนเท่าๆ กันเอาไว้ด้วย เช่นนี้เวลาจะใช้งาน แค่พับหักออกมาหนึ่งส่วน ก็จะได้ทองคำห้าเฟิน เทียบเท่ากับเหรียญอู่จูไคหวงสี่ร้อยอีแปะ สะดวกต่อการจับจ่าย
"ทองใบเล่มนี้ สามารถนำไปแลกเป็นเหรียญอู่จูไคหวงเนื้อดีได้สองหมื่นสี่พันเหรียญทุกเมื่อ"
"พวกท่านพูดคำไหนคำนั้นใช่หรือไม่ขอรับ"
"เพียงแค่เจ้าตอบตกลง ทองใบเล่มนี้ก็ตกเป็นของเจ้าเดี๋ยวนี้เลย"
หัวล้านบีบสมุดทองใบไว้แน่นไม่ยอมปล่อยมือ
"ภรรยาของข้าทำงานในโรงงานของหลี่ต้าหลาง ได้ข้าวเจ็ดโต่วทุกเดือนแถมยังมีข้าวให้กินอีกสองมื้อ แล้วยังได้รับรางวัลอยู่บ่อยๆ ท่านดูสิ วันนี้ก็ได้รางวัลเป็นข้าวสารอีกสองโต่ว"
ชายฉกรรจ์เคราครึ้มหัวเราะฮ่าๆ "ผู้จัดการของพวกข้าสั่งการมาแล้ว เพียงแค่ภรรยาของเจ้ายินยอมไปถ่ายทอดสูตรลับฟองเต้าหู้ที่ฝั่งพวกข้า พวกข้าจะให้ข้าวสารสองสือทุกเดือน เจ้าเองก็สามารถไปทำงานได้ ให้เจ้าเดือนละสองสือเช่นกัน ทั้งยังเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี จัดหาที่พักให้ แล้วยังมีชุดฤดูใบไม้ผลิพร้อมรองเท้าและถุงเท้าให้ปีละหนึ่งชุด ชุดฤดูหนาวพร้อมรองเท้าและถุงเท้าสองปีหนึ่งชุด"
"พูดคำไหนคำนั้นแน่หรือขอรับ"
"สามารถทำสัญญาได้"
หัวล้านกัดฟัน เบิกตากว้าง "ข้ายินดีขอรับ"
"ท่านพี่ พวกท่านพูดเรื่องสูตรลับฟองเต้าหู้อันใดกัน" ป้าอ้วนร้อนใจจนเหงื่อแตกเต็มหน้า
หัวล้านบีบแผ่นทองใบไว้ เอ่ยกับภรรยาว่า "พวกเราเจอผู้มีพระคุณแล้ว กำลังจะร่ำรวยแล้ว ท่านผู้นี้นำความมั่งคั่งมามอบให้พวกเรา เจ้าก็เห็นแล้ว เพียงแค่เจ้าสอนพวกเขากวนฟองเต้าหู้ ตอนนี้พวกเขาก็จะมอบทองคำสามตำลึงให้พวกเราแล้ว อีกทั้งต่อไปถ้าพวกเราไปทำงานให้พวกเขา หนึ่งเดือนจะได้ข้าวสารสี่สือ เป็นข้าวสารนะไม่ใช่ข้าวฟ่าง แถมยังมีที่พักและอาหารให้ ทั้งยังให้เสื้อผ้าและรองเท้าอีก"
ป้าอ้วนรีบแย้ง "เช่นนั้นจะทำได้อย่างไร ฟองเต้าหู้เป็นสูตรของผู้ใหญ่บ้านหลี่ ข้าเป็นแค่ลูกจ้าง ต่อให้รู้ว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจนำไปขายให้ผู้อื่นได้"
"เจ้านี่โง่หรือไม่ เจ้าทำงานให้เขา เดือนหนึ่งได้ข้าวฟ่างแค่เจ็ดโต่ว ไปทำงานให้คนอื่นเดือนหนึ่งได้ข้าวสารตั้งสองสือ ข้าเองก็ยังสามารถไปทำงานได้ข้าวสองสือเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีทองคำสามตำลึงวางอยู่ตรงหน้านี้อีกนะ"
"เช่นนี้จะทำได้อย่างไร ผู้ใหญ่บ้านหลี่ดีต่อพวกเราเพียงใด"
"ดีอันใดกัน ข้าขอยืมเงินเขานิดหน่อยมาซ่อมเตายังไม่ยอมให้ยืม หาเงินได้ตั้งมากมาย แต่กลับขี้เหนียวปานนั้น"
ป้าอ้วนโยนถุงเสบียงใส่อกหัวล้าน "เกิดเป็นคนต้องมีมโนธรรม อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีวันทำผิดต่อผู้ใหญ่บ้านหลี่เด็ดขาด นั่นมันคนไร้มโนธรรม จะต้องโดนเวรกรรมตามสนอง"
"ผายลมสิ มีทองแต่ไม่เอาต่างหากที่เรียกว่าโง่"
หัวล้านบันดาลโทสะ กำหมัดแน่นแล้วลงมือทุบตีป้าอ้วนทันที ชายฉกรรจ์เคราครึ้มรีบดึงตัวหัวล้านออกไป "อย่าตบตีกันสิ ค่อยๆ พูดจากันก็ได้"
"พี่สะใภ้ ท่านดูสถานที่ที่ท่านอาศัยอยู่ตอนนี้สิ ทั้งทรุดโทรมทั้งเก่าปานนี้ ได้ยินว่าคราวก่อนหน้าผานี้เคยถล่มลงมาครั้งหนึ่ง ทับคนตายไปตั้งมากมาย ท่านไม่กังวลหรือว่าวันไหนฝนตกแล้วมันจะถล่มลงมาอีก
แล้วดูเด็กๆ ทั้งสามคนในบ้านท่านสิ หน้าเหลืองซูบผอม เห็นแล้วน่าสงสารจริงๆ
ตอนนี้มีโอกาสทองที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตแล้ว ท่านต้องถนอมมันไว้นะ โอกาสเช่นนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ"
"แต่เกิดเป็นคนก็ต้องมีมโนธรรม" มุมปากของป้าอ้วนถูกสามีตีจนแตก แต่ยังคงยืนกรานคำเดิม
"ใช่ ต้องมีมโนธรรม แต่พูดตามตรงนะ ฟองเต้าหู้นี่ก็เป็นแค่ธุรกิจอย่างหนึ่ง ต่อให้ท่านช่วยพวกข้าทำฟองเต้าหู้ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาหรอก"
"จะไม่ส่งผลกระทบได้อย่างไร" ป้าอ้วนไม่เชื่อ
"แผ่นดินออกจะกว้างใหญ่ ต่อให้มีคนทำฟองเต้าหู้เพิ่มขึ้นอีกสักสองสามราย การค้านี้ก็ยังทำได้ไม่หมดหรอก อีกอย่าง ฟองเต้าหู้ของพวกข้าสามารถนำไปขายที่ลั่วหยาง ไท่หยวน นำไปขายที่ซานตง ซานหนาน รับรองว่าจะไม่แย่งการค้ากับผู้ใหญ่บ้านหลี่แน่นอน"
ป้าอ้วนกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
ทว่าหัวล้านกลับร้อนใจจนอยากจะตบตีคนอีก
"ข้าเพิ่มทองคำให้พวกเจ้าอีกสองตำลึงก็แล้วกัน"
พูดพลางชายฉกรรจ์เคราครึ้มก็ดึงทองใบออกมาจากสมุดอีกส่วนหนึ่ง ฉีกออกแปดแผ่น แล้วยื่นไปตรงหน้าป้าอ้วน
ทองใบยี่สิบแผ่น รวมทั้งหมดเป็นทองคำห้าตำลึง
บวกกับคำมั่นสัญญาเรื่องค่าจ้างที่เป็นข้าวสารเดือนละสี่สือสำหรับสองสามีภรรยา ทั้งยังรวมค่าอาหาร ที่พัก เสื้อผ้าและรองเท้าอีก ผลตอบแทนเช่นนี้นับว่าสูงกว่าตอนนี้มากจริงๆ
ป้าอ้วนเผชิญหน้ากับทองคำที่ยื่นมาให้ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ
"สูตรฟองเต้าหู้นั้นไม่ใช่ของข้า ข้าทำเช่นนี้ไม่ได้ เกิดเป็นคนต้องมีมโนธรรม"
หัวล้านสบถด่าเสียงดังแล้วเหวี่ยงหมัดทุบตีป้าอ้วนอย่างแรง ตีจนป้าอ้วนหัวปูดหัวโนไปหมด ทว่าคราวนี้ชายฉกรรจ์เคราครึ้มเพียงแค่ยืนดูอยู่ด้านข้างโดยไม่เข้าไปห้ามปราบอีก
ผ่านไปครู่ใหญ่หัวล้านจึงหยุดมือ
หางตาของป้าอ้วนแตกแล้ว เบ้าตาก็เขียวช้ำ ซ้ำยังมีเลือดกำเดาไหล ผมเผ้ายุ่งเหยิง
"ในบ้านนี้ข้าเป็นใหญ่ นังตัวเหม็นนี่มันวอนโดนตี พวกข้าจะไปกับพวกท่านเดี๋ยวนี้เลย พอถึงที่หมายแล้วตบตีมันอีกสักสองสามครั้งเดี๋ยวมันก็เชื่อฟังเอง" หัวล้านแย่งทองคำอีกสองตำลึงนั้นมาไว้ในมือ
ชายเคราครึ้มพยักหน้า "ดี" เขาจงใจมอบทองใบทั้งห้าตำลึงให้กับหัวล้านอย่างไม่เสียดาย "รีบเก็บข้าวของเสียสิ แล้วตามพวกข้ามา"
เขาไม่ได้กังวลว่าหัวล้านรับเงินไปแล้วจะไม่ยอมทำงานให้ ทองคำของตระกูลเว่ยมิใช่สิ่งที่ชาวบ้านป่าเมืองเถื่อนจะสามารถฮุบเอาไปได้
"พวกท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะ" ป้าอ้วนย่อตัวนั่งลงกับพื้นพลางร้องไห้คร่ำครวญ
หัวล้านปรี่เข้าไปทุบตีนางอย่างหนักหน่วงอีกยก
"ข้าจะทุบเจ้านังหญิงโง่ให้ตายเลย"
······
รัตติกาลมาเยือน
หลี่อี้พาสือโถวและเด็กหนุ่มอีกสองสามคนขึ้นมาจากแม่น้ำฮ่าว การได้อาบน้ำในแม่น้ำสายเล็กๆ นี้นับว่าสุขสบายยิ่งนัก
พอกลับมาถึงเรือน อวี้ซู่ก็เข้ามากระเง้ากระงอดเอาใจอีกครั้ง "ข้าจะเช็ดผมให้นายท่านเจ้าค่ะ"
เช็ดผมจนแห้ง แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า
หมู่บ้านยามค่ำคืนเงียบสงบมาก สถานศึกษาในเรือนตะวันตกมีการเรียนการสอนแค่ช่วงกลางวัน โรงงานเองก็หยุดทำงานเมื่อฟ้ามืด
ทำงานเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น พักผ่อนเมื่อดวงอาทิตย์ตก
ไม่มีกิจกรรมรื่นเริงอันใดให้กล่าวถึง
อวี้ซู่เอาแต่คลอเคลียหลี่อี้ไม่ห่าง หวังเพียงให้เขาโปรดปราน
"ซู่จวิน" หลี่อี้เรียกจีซื่อ ให้เขยิบมาช่วยกันตรวจสอบบัญชีในช่วงนี้
จีซื่อเลิกม่านเดินเข้ามาในห้อง สาวใช้ซินหลัวทำปากยื่นด้วยความไม่พอใจแล้วไปนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง
"อวี้ซู่ เจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะ ข้าจะจัดการบัญชีกับซู่จวิน"
สาวใช้ซินหลัวจากไปอย่างไม่เต็มใจนัก
เมื่อนึกย้อนกลับไปในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลี่อี้ก็เปลี่ยนจากตอนแรกที่ไม่มีสิ่งใดเลยต้องมาขายกระทะ จนตอนนี้มีเรือนหลังใหญ่ถึงสองหลัง อีกทั้งยังมีม้า ล่อ และวัวอีกหลายตัว
หลังจากตรวจสอบบัญชีอย่างละเอียด หลี่อี้ก็รู้สึกพึงพอใจมาก
ตอนแรกเขาขายกระทะยูกิฮิระ ได้ทองคำสิบเอ็ดตำลึง วัวหนึ่งตัว และเสบียงกับผ้าไหมอีกจำนวนหนึ่ง ต่อมาขายแก้วตุ๋น ได้ผ้าไหมหนึ่งร้อยห้าสิบพับ จากนั้นหลี่ซื่อหมิน รัชทายาทเจี้ยนเฉิง และฮ่องเต้หลี่ยวนก็พระราชทานผ้าไหม ม้า ตลอดจนเครื่องทองเครื่องเงินให้เขาอีกจำนวนหนึ่ง
คราวก่อนที่เขาไปขายเสบียงที่ฉางอัน ก็ได้กำไรเป็นผ้าไหมกว่าหกร้อยพับ
ค่าใช้จ่ายหลักๆ ในช่วงนี้คือการซื้อล่อสี่ตัว กระทะก้นแบนสามสิบใบ กระทะใบใหญ่อีกหลายใบ เป็นต้น แล้วก็ยังมีค่าก่อสร้างเรือนสองหลัง
ค่าก่อสร้างบ้านและโรงงานเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่ถือว่ามากมายอันใด
โรงงานทำกำไรได้ดีมาโดยตลอด มีกำไรตั้งแต่เริ่มแรก ทั้งยังเป็นผลกำไรที่ค่อนข้างสูงอีกด้วย
ส่วนทางด้านสถานศึกษานั้นเนื่องจากมีเงินบริจาคจากสมาคมโรงเรียน จึงแยกบัญชีกัน ที่นั่นโดยพื้นฐานแล้วไม่ต้องให้เขาลงเงินเพิ่มอีก ซ้ำยังสามารถซื้อที่นาปล่อยเช่า และปล่อยกู้กินดอกเบี้ยได้ด้วย
"ตอนนี้ในบ้านมีสัตว์ใช้งานขนาดใหญ่คือ ม้าสามตัว ล่อสี่ตัว วัวหนึ่งตัว สาวใช้รุ่นโตสามคน บ่าวรับใช้ตัวน้อยสองคน นาข้าวที่ตำบลอวี้ซิ่วสามสิบหมู่ สวนหม่อนยี่สิบหมู่ ที่นาหย่งเย่พระราชทานที่อำเภอเฉี่ยนสุ่ยห้าร้อยหมู่ ที่นาพระราชทานจากฝ่าบาทที่ซานหยวนหนึ่งร้อยหมู่..."
"ตอนนี้เสบียงในบ้านอย่างถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวฟ่าง ยังมีอยู่อีกหลายสิบสือ ผ้าไหมสามพันหนึ่งร้อยยี่สิบแปดพับ เงินทองแดงแปดหมื่นเจ็ดพันสามร้อยอีแปะ ทองคำสิบเจ็ดตำลึง..."
"ส่วนทางด้านสมาคมโรงเรียน มีที่นาร้อยแปดสิบหมู่ ล้วนปล่อยเช่าไปหมดแล้ว กำหนดค่าเช่าหมู่ละหกโต่ว มีเสบียงร้อยกว่าสือ ผ้าไหมแปดร้อยกว่าพับ..."
หลี่อี้ฟังแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้
หากไม่นับรวมเงิน เสบียง และที่ดินของสมาคมโรงเรียน
แค่ของตัวเขาเอง ลำพังผ้าไหมก็มีมูลค่านับล้านอีแปะแล้ว นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงสองเดือน เขาก็ประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้แล้ว
สมกับที่ว่าทองคำอยู่ที่ใดก็ย่อมเปล่งประกาย ในใจจึงอดที่จะภาคภูมิใจเล็กๆ ไม่ได้
จีซื่อเอ่ยเตือนหลี่อี้ "ที่นาหย่งเย่ห้าร้อยหมู่ที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ย แล้วก็ที่นาหนึ่งร้อยหมู่ที่อำเภอซานหยวนทางเหนือของแม่น้ำเว่ย ต้องรีบไปรับมอบโดยเร็ว ข้าน้อยขอเสนอนายท่านอาศัยจังหวะที่มีผู้คนลี้ภัยจากสงครามเช่นนี้ ไปที่ซานเฉียวในฉางอันเพื่อคัดเลือกผู้ลี้ภัยที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด มารับเป็นบริวาร แล้วจัดสรรให้ไปเพาะปลูกที่นาหกร้อยหมู่นั้นที่เฉี่ยนสุ่ยและซานหยวนเจ้าค่ะ"
"ครอบครัวหนึ่งสามารถทำนาได้หนึ่งร้อยหมู่ เช่นนั้นก็รับผู้ลี้ภัยมาเป็นบริวารสักหกเจ็ดครอบครัว ซื้อวัวไถนา อุปกรณ์การเกษตร สร้างบ้านเรือน หากมองในระยะยาว ย่อมคุ้มค่ากว่าการจ้างแรงงานชั่วคราวหรือแรงงานประจำโดยตรงเจ้าค่ะ เพียงแต่ช่วงแรกต้องใช้เงินมากหน่อย"
"เปรียบกับการปล่อยเช่าโดยตรงก็นับว่าคุ้มค่ากว่าเจ้าค่ะ"
หลี่อี้รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็มีปัญหาหนึ่งที่แก้ไขได้ยาก นั่นคือเขาเป็นคนตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่มีญาติพี่น้องให้เรียกใช้ อำเภอเฉี่ยนสุ่ยอยู่ห่างจากที่นี่ถึงห้าร้อยลี้ ต่อให้อำเภอซานหยวนก็ยังอยู่ห่างออกไปร้อยกว่าลี้
หากรับผู้ลี้ภัยไปปลูกผักทำนาที่นั่น แต่ไม่มีใครคอยควบคุมดูแล ถึงตอนนั้นพวกเขากวาดต้อนวัวและเครื่องมือการเกษตรของเขาหนีไป เขาก็คงไม่มีทางล่วงรู้ได้
"ปล่อยเช่าไปดีกว่า ต่อให้ได้ค่าเช่าน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร ไว้ต่อไปมีความพร้อมค่อยส่งคนไปบริหารจัดการเอง"
จีซื่อจดจำไว้ในใจ
"ตอนนี้นายท่านมีผ้าไหมอยู่ในมือมากมายถึงเพียงนี้ ควรพิจารณาเรื่องซื้อที่ดิน หรือไม่ก็ปล่อยกู้ เพื่อให้เงินต่อเงิน ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ตระกูลใหญ่ ไปจนถึงคหบดีผู้มีอิทธิพล ล้วนทำเช่นนี้กันทั้งนั้นเจ้าค่ะ"
"หน้าประตูบ้านเราก็คือแม่น้ำฮ่าว สามารถพิจารณาสร้างฝายกั้นน้ำเพื่อทำกังหันน้ำ สำหรับสีข้าวและโม่แป้ง ผลกำไรในส่วนนี้ไม่เลวเลยทีเดียวเจ้าค่ะ"
หลี่อี้รู้ดีว่ายุคสมัยนี้ไม่มีธนาคารของรัฐหรือสถาบันการเงิน ทว่าความต้องการกู้ยืมในหมู่ประชาชนกลับมีสูงมากมาโดยตลอด ดังนั้นโรงครัวเซียงจีของวัดวาอาราม เงินกองทุนหลวงของทางการ ล้วนปล่อยกู้ทั้งสิ้น ค่อนข้างวุ่นวาย และดอกเบี้ยก็สูงมาก
อีกทั้งท่าทีของราชสำนัก ก็ปล่อยให้เป็นไปตามสัญญาของเอกชนมาโดยตลอด ทางการไม่เข้าไปก้าวก่าย
เกณฑ์การจำกัดการปล่อยเงินกู้นอกระบบของราชสำนัก ก็เพียงแค่ห้ามเกินหกเฟินต่อเดือน ต่อให้ค้างชำระนานหลายวัน ก็ห้ามเกินหนึ่งเท่าตัว
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ดอกเบี้ยรายเดือนของเงินกองทุนหลวงคือแปดเฟิน ของเอกชนคือสิบเฟิน สิบห้าเฟิน ไปจนถึงยี่สิบเฟินนับเป็นเรื่องปกติทั่วไปมาก ที่เรียกว่าห้ามเกินหนึ่งเท่าตัว จึงเป็นเพียงคำพูดลอยๆ เท่านั้น
หลี่อี้พบว่าตอนนี้การกู้ยืมของชาวบ้านในชนบท โดยทั่วไปจะเป็นวงเงินค่อนข้างน้อย ดอกเบี้ยรายเดือนมักจะอยู่ระหว่างร้อยละสิบถึงยี่สิบ บางรายที่ทบต้นทบดอกเกินสิบเท่าก็ยังมี
สำหรับเรื่องการปล่อยกู้นั้น หลี่อี้รู้ว่าประชาชนมีความต้องการอย่างแท้จริง แต่เขาไม่เต็มใจที่จะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด
เงินกู้นอกระบบมันทำร้ายผู้คนเกินไป
"หากนายท่านไม่เต็มใจปล่อยกู้ด้วยตัวเอง ก็สามารถนำเงินและผ้าไหมไปฝากไว้ที่โรงครัวเซียงจีของวัดได้ โดยทั่วไปจะได้ดอกเบี้ยรายเดือนสามถึงห้าเฟินเจ้าค่ะ"
"นายท่านจะเปิดโรงรับจำนำ ใช้ผ้าไหมเป็นทุนรอน ทำกิจการรับจำนำก็ได้เช่นกันเจ้าค่ะ"
โรงรับจำนำหรือที่เรียกกันว่า จิ้วกุ้ย กิจการนี้ในปัจจุบันผูกขาดโดยวัดวาอารามเป็นหลัก พวกเขาเรียกมันว่า ฉางเซิงขู่ หรือ จื้อขู่ นับเป็นกิจการที่กำไรมหาศาลเช่นกัน โดยทั่วไปจะเป็นการจำนำระยะสั้น หมุนเงินไวและกำไรสูง ไม่เพียงได้กำไรจากดอกเบี้ยรับจำนำ แต่ยังได้กำไรจากสิ่งของที่หลุดจำนำเมื่อผู้คนไม่มีเงินมาไถ่ถอนอีกด้วย
"เรื่องนี้ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง" หลี่อี้ส่ายหน้า
จีซื่อเอ่ยเตือนหลี่อี้ "นายท่านต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ นะเจ้าคะ เงินและผ้าไหมเหล่านี้เก็บไว้ในบ้านนอกจากจะเสียหายเพราะถูกแมลงกัดกินหรือหนูแทะแล้ว ยังไม่สามารถเพิ่มมูลค่าได้อีก หากปล่อยกู้ด้วยตัวเอง ก็จะได้ดอกเบี้ยเท่าตัว ต่อให้ซื้อที่ดินปล่อยเช่า ค่าเช่าก็สูงมาก แม้แต่การนำผ้าไหมไปฝากไว้ที่โรงครัวเซียงจีของวัด ก็ยังได้ดอกเบี้ยถึงสามถึงห้าเฟินเจ้าค่ะ"
หลี่อี้หาวหวอด "รู้แล้วล่ะ ข้าจะนำไปพิจารณาดู"
จีซื่อลุกขึ้นยืน "นายท่านพักผ่อนแต่หัวค่ำเถิด ข้าน้อยขอตัวกลับห้องก่อนเจ้าค่ะ"
"คืนนี้ก็อยู่เสียที่นี่เถิด" หลี่อี้เอ่ยปากร้องขอ
จีซื่อยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างกายแข็งทื่อ ใบหน้าเห่อร้อนจนแดงซ่าน
"ถ้าไม่เต็มใจก็ช่างเถิด"
จีซื่อกัดริมฝีปากยืนนิ่ง ความจริงแล้วตั้งแต่วันที่ออกจากวัง นางก็เตรียมใจไว้แต่แรกแล้ว
ทว่าเมื่อวันนี้มาถึงจริงๆ ก็ยังคงทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
เมื่อเห็นนางยืนนิ่งไม่พูดจาแต่ก็ไม่ยอมจากไป หลี่อี้จึงเป่าตะเกียงน้ำมันจนดับพร้อมกับรอยยิ้ม แล้วรวบตัวนางขึ้นอุ้ม
จีซื่ออุทานเสียงเบา โอบกอดหลี่อี้ไว้แน่น ร่างกายแข็งเกร็งไปทั้งตัว
ราตรีนี้เป็นเช่นไร
ราตรียังไม่สิ้นสุด







