ไม่มีหนี้บ้านหนี้รถ ตอนเช้าก็นอนจนตื่นเองตามธรรมชาติ
บิดขี้เกียจคราหนึ่ง หลี่อี้รู้สึกว่านี่เป็นอีกหนึ่งวันที่แสนวิเศษ
"นายท่านอรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ" อวี้ล่ายได้ยินความเคลื่อนไหวในห้องของเขา ก็รีบเข้ามาทักทายยามเช้าทันที สาวใช้ซินหลัวผู้นี้สวมเสื้อผ้าให้หลี่อี้ มือไม้ก็ไม่ค่อยจะอยู่สุข หลี่อี้จึงบีบกลับไปสองทีเพื่อตอบโต้ จากนั้นก็จับมือห้ามปรามนางเอาไว้
อวี้ล่ายที่ถูกปฏิเสธขอบตาแดงเรื่อ ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า "นายท่านรังเกียจบ่าวแล้วหรือเจ้าคะ ตั้งแต่กลับมาจากฉางอัน ก็ไม่แตะต้องตัวบ่าวเลย"
"หลายวันนี้ยุ่งทั้งงานนอกงานใน ไม่มีเวลาเลยต่างหากเล่า"
"นายท่านต้องถูกใจจีซื่อแล้วแน่ๆ เจ้าค่ะ"
"ฮ่าๆ ไปเถอะ ไปกินข้าวเช้าที่หัวสะพานกัน" หลี่อี้ขูดจมูกนางเบาๆ สาวใช้ซินหลัวผู้นี้เจ้าเล่ห์แสนกลนัก คาดว่าคงคิดอยากจะรีบตั้งครรภ์มีลูกเร็วๆ ถึงเวลานั้นแม่ก็จะมีหน้ามีตาเพราะลูก อย่างน้อยก็อาจจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นไท ไม่ต้องเป็นทาสรับใช้ผู้ต่ำต้อยอีกต่อไป
แต่หลี่อี้ในตอนนี้ไม่คิดอยากจะแต่งภรรยา และไม่อยากมีลูก ตอนอยู่ฉางอันเขาก็ใช้ดูเร็กซ์ป้องกันเอาไว้แล้ว
พอเดินออกจากห้อง จีซื่อก็รออยู่ตรงนั้นแล้ว "นายท่านอรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"
"อรุณสวัสดิ์"
จีซื่อช่วยซักผ้าเช็ดหน้าและเตรียมผงสีฟันให้ ปรนนิบัติรับใช้อย่างรอบคอบยิ่งนัก พอล้างหน้าเสร็จ ก็ช่วยเขาหวีผมเกล้ามวย สวมผ้าโพกศีรษะและมัดหมวกผ้าฝูโถวให้
ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า
บริเวณหัวสะพานยังคงคึกคักอย่างยิ่ง
ป้าห้าเห็นพวกของหลี่อี้สามคนเดินลงมา ก็รีบเข้ามาทักทายทันที "ท่านเจวี๋ยจะรับอะไรดีเจ้าคะ ซานเหนียงเพิ่งเพิ่มเตาอบขนมปัง ตอนนี้ทำขนมปังแผ่นอบด้วยนะเจ้าคะ แป้งกรอบหอมกลิ่นน้ำมันเชียวล่ะ"
หลัวซานเหนียงบริหารจัดการร้านที่หัวสะพานนี้ได้อย่างมีระดับมาก ตอนนี้ประเภทของอาหารเช้าก็มีมากขึ้น ไม่ได้ขายแค่น้ำเต้าหู้ เต้าฮวย หรือโจ๊กข้าวฟ่างอีกต่อไป แต่เพิ่มบ๊ะจ่าง ขนมเค้กนึ่ง และอื่นๆ ตอนนี้ยังเพิ่มขนมปังแผ่นอบเข้ามาอีก
"มีไส้เจหรือไส้เนื้อล่ะ"
"มีทั้งหมดเจ้าค่ะ" ซานเหนียงเดินเข้ามา "ไส้เนื้อมีไส้เนื้อกบ แล้วก็มีไส้เนื้อกระต่ายหางยาวกับหนูตาโต ส่วนไส้เจเป็นไส้งาและวอลนัตเจ้าค่ะ"
เนื้อกบนั้นรับซื้อมาจากชาวบ้านในหมู่บ้าน ทุกคนไปจับตอนกลางคืนแล้วเอามาขายให้นาง ถือเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง และซานเหนียงรับซื้อก็ไม่ต้องใช้เงินเท่าไหร่นัก กระต่ายหางยาวก็คือหนูพุกท้องขาวในนาข้าว ส่วนหนูตาโตก็คือหนูเหลืองในนาข้าวสาลีบนที่ราบสูง
ซึ่งก็บอกกล่าวรับซื้อจากชาวบ้านเช่นกัน
เมื่อเทียบกับการซื้อเนื้อหมูเนื้อแกะแล้ว นับว่าราคาถูกกว่ามาก
แต่ถ้าจัดการทำความสะอาดได้ดี รสชาติก็ถือว่าไม่เลวเลย ไม่จำเป็นต้องแขวนหัวแกะขายเนื้อหมา บอกลูกค้าไปตามตรงเลย เสียงตอบรับก็ยังดีมาก
"เอาไส้กบมาก่อนสามชิ้น แล้วก็น้ำเต้าหู้อีกสามชาม"
ซานเหนียงพยักหน้า หันกลับไปจัดการ พอมองดูหลี่อี้ที่พาเอาสองสาวใช้คนงามมาด้วย ในใจของนางก็ยังอดรู้สึกขมขื่นนิดๆ ไม่ได้
ขนมปังแผ่นอบไส้กบรสชาติดีมากทีเดียว
เนื้อกบในแผ่นขนมปังทั้งสดและนุ่ม ส่วนแป้งด้านนอกที่อบจนสุกในเตานั้น ก็เหลืองอร่ามส่งกลิ่นหอมและกรอบกรุบ
หากมองในมุมของคนเรื่องมากเรื่องรสชาติอย่างหลี่อี้ เนื้อกบถ้าเติมหัวหอม ยี่หร่า พริกไทยป่นลงไป แล้วก็ใส่น้ำมันเพิ่มอีกหน่อย รสชาติและเนื้อสัมผัสน่าจะดียิ่งกว่านี้
"คราวก่อนตอนอยู่ตลาดตะวันออกของฉางอัน ข้าเคยกินขนมปังแผ่นอบที่คนชื่อโจวลั่วถัวทำ ขนมปังแผ่นอบไส้เนื้อแกะร้านของเขารสชาติอร่อยที่สุด แป้งกรอบเนื้อนุ่ม รสชาติสดใหม่และหอมกลิ่นน้ำมัน"
"เขาต้องเติมไขมันหางแกะลงในเนื้อแกะแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ" ซานเหนียงกล่าว
"อร่อยดี เอามาอีกสามชิ้น" หลี่อี้พอใจมาก สาวใช้ทั้งสองรีบบอกว่าพวกนางอิ่มแล้วไม่เอาแล้ว
ซานเหนียงจึงตักขนมปังแผ่นอบร้อนกรุ่นจากเตาอบมาให้หลี่อี้เพียงชิ้นเดียว "รสชาติของกระต่ายหางยาวกับหนูตาโตก็ไม่เลวนะเจ้าคะ ลูกค้าที่ได้กินต่างก็บอกว่าดีกันทั้งนั้น จะไม่ลองชิมดูหน่อยหรือเจ้าคะ"
หลี่อี้ยิ้มพลางส่ายหน้า พูดตามตรงในใจเขายังรู้สึกต่อต้านเนื้อหนูอยู่นิดหน่อย ถึงแม้ว่าในสายตาของคนชนบท นี่จะเป็นของอร่อยที่หาได้ยากยิ่ง แม้กระทั่งหนูหางเหลืองก็ยังเป็นสิ่งที่พวกเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงโปรดปรานก็ตาม
"ข้าได้ยินพ่อค้าที่มาจากฉางอันบอกว่า ตอนนี้ราคาเสบียงในฉางอันยังคงแพงมาก ไม่ได้ตกลงมาเลย ราชสำนักได้เปิดยุ้งฉางหลวงเพื่อแจกจ่ายเสบียงพยุงราคาแล้ว ก็ทำได้แค่ไม่ให้ราคาเสบียงพุ่งสูงขึ้นไปอีกเท่านั้น" ซานเหนียงบอกกับเขา
"ตอนนี้ราคาเท่าไหร่แล้ว"
"ยังคงเป็นข้าวสารหนึ่งโต่วต่อผ้าไหมสองพับเจ้าค่ะ เทียบเป็นเงินก็เจ็ดพันกว่าอีแปะต่อหนึ่งสือแล้ว"
หลี่อี้ไม่ได้ประหลาดใจกับข่าวนี้ ถึงแม้จะได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ที่ฉางอู่ แต่หลังจากความพ่ายแพ้ที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ยในครั้งนั้น ตอนนี้แนวหน้าก็ตกอยู่ในสถานการณ์คุมเชิงกัน
เซวียจวี่ไม่ได้ถูกตีถอยร่นไป
ราษฎรในฉางอันเองก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลา
ราคาเสบียงคือภาพสะท้อนที่ดีที่สุด
หากไม่ได้ชัยชนะครั้งใหญ่ที่ฉางอู่ ป่านนี้ราคาเสบียงในฉางอันก็คงยังพุ่งสูงขึ้นไปอีก
"ก่อนหน้านี้ท่านขนเสบียงร้อยกว่าสือไปขายที่ฉางอัน ขาดทุนไปหรือเปล่าเจ้าคะ" ซานเหนียงถาม
"ขาดทุนอะไรกัน เสบียงของข้ารับซื้อมาในราคาข้าวหนึ่งโต่วต่อสามร้อยหกสิบอีแปะทั้งนั้น ขนไปขายที่นู่นได้ราคาหนึ่งโต่วต่อห้าร้อยอีแปะ ไปเที่ยวเดียวข้าก็ทำกำไรได้ก้อนโตแล้ว"
"แต่ตอนนี้ขึ้นไปถึงโต่วละเจ็ดร้อยกว่าอีแปะแล้วนะเจ้าคะ ไม่แน่ว่าอาจจะแพงขึ้นอีก"
"ไม่แพงขึ้นอีกแล้วล่ะ เซวียจวี่น่ะ เป็นแค่หางกระต่ายยาวได้ไม่นานหรอก พอเขาพ่ายแพ้ ราคาเสบียงก็จะตกลงมาทันที ข้าวหนึ่งโต่วต่อผ้าไหมหนึ่งพับก็ถือว่าแพงเกินไปแล้ว จะเป็นข้าวหนึ่งโต่วต่อผ้าไหมสองพับไปตลอดได้อย่างไร"
ตอนนี้ในมือของหลี่อี้ไม่มีเสบียงแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาก็คงขนไปฉางอันเพื่อทำกำไรก้อนโตอีกสักรอบ
กำนันหวังกับลี่เจิ้งหวังล้วนมีเสบียงอยู่ไม่น้อย น่าเสียดายที่พอพวกเขาเห็นราคานี้ก็ยิ่งไม่ยอมขาย หลี่อี้เคยตักเตือนพวกเขาไปแล้ว ทว่าน่าเสียดายที่ทำได้เพียงพูดว่าพวกเขาสายตาสั้น จึงไม่อาจหาเงินที่อยู่นอกเหนือความรู้ความเข้าใจของตนเองได้
หลังจากกินข้าวเช้า หลี่อี้ก็ไปที่โรงงานในเรือนตะวันตก
สาวใช้ทั้งสองติดตามไปด้วย ตอนนี้ทั้งสองคนคนหนึ่งเป็นพนักงานบัญชี อีกคนเป็นพนักงานการเงิน เรียนรู้งานได้เร็วมาก โดยพื้นฐานแล้วสามารถจัดการดูแลการเงินของโรงงานได้เป็นอย่างดี
เรือนตะวันตกมีโม่หินขนาดใหญ่สี่ตัว ล่อสี่ตัวกำลังโม่ถั่วเหลืองอยู่
ห้องทำฟองเต้าหู้ที่ทำเงินได้มากที่สุด มีกระทะใบใหญ่สามสิบใบกำลังต้มน้ำเต้าหู้และช้อนฟองเต้าหู้ขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน เตาไฟเรียงรายเป็นแถว ราวตากก็เรียงรายเป็นแถว
ตอนนี้มีสตรีสิบคนกำลังทำฟองเต้าหู้ สองคนทำหน้าที่โม่น้ำเต้าหู้ หกคนต้มน้ำเต้าหู้และช้อนแผ่นเต้าหู้ และอีกสองคนทำหน้าที่ตากแห้ง อบ และบรรจุหีบห่อ
"ตอนนี้กระทะใบหนึ่งใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วยามครึ่งก็ช้อนจนหมดแล้วเจ้าค่ะ หลังจากผ่านการแช่น้ำเต้าหู้ครั้งที่สอง กระทะใบหนึ่งจะได้ฟองเต้าหู้สำเร็จรูปสามชั่งกว่า กระทะแต่ละใบทำได้วันละสี่รอบ จะได้ฟองเต้าหู้สิบห้าชั่งเจ้าค่ะ"
กระทะสามสิบใบ เดินเครื่องเต็มกำลังวันหนึ่งจะผลิตได้สี่ร้อยห้าสิบชั่ง
ปริมาณการผลิตเท่านี้ ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากและมีประสิทธิภาพสูงมากแล้ว
การแปรรูปด้วยกระทะใบใหญ่สิบสองชั่วโมงต่อวัน คนหนึ่งต้องดูแลกระทะถึงห้าใบ นับว่าเหน็ดเหนื่อยเอาเรื่อง โดยเฉพาะในฤดูร้อนเช่นนี้ กระทะตั้งมากมายทำให้อากาศร้อนระอุราวกับลังถึงก็ไม่ปาน
จีซื่อเป็นคนดูแลบัญชี นางบอกกับหลี่อี้ว่าตอนนี้ปริมาณการผลิตฟองเต้าหู้เพิ่มขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังผลิตได้ไม่ค่อยทันยอดขาย ฟองเต้าหู้อู๋จี๋มีชื่อเสียงค่อนข้างดีและเล่าลือกันไปไวมาก
ตอนนี้ทั้งในและนอกเมืองฉางอัน อารามใหญ่เหล่านั้นต่างก็ทยอยกลายมาเป็นลูกค้า ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงอย่างเว่ยตู้แห่งจิงเจ้า ก็มักจะส่งคนมาจัดซื้ออยู่เป็นประจำ
ฟองเต้าหู้ลำธารอวี้ซิ่ว ตอนนี้ถึงกับกลายเป็นของฝากขึ้นชื่อในฉางอันไปแล้ว
แค่รายการฟองเต้าหู้อย่างเดียว ตอนนี้วันหนึ่งก็มีรายรับเข้ามากระเป๋าหลายหมื่นอีแปะ กำไรน่าตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ต้นทุนหลักๆ ก็คือถั่วเหลืองและฟืนผ่า ถั่วเหลืองราคาหนึ่งสือต่อสองพันหกร้อยอีแปะ ฟืนไม้สนหาบละสองร้อยอีแปะ ล้วนถือว่าไม่แพง ค่าแรงก็ถูก พี่สะใภ้ซานเหนียงและคนอื่นๆ มีอาหารเลี้ยงสองมื้อ ได้รับค่าแรงเดือนละข้าวฟ่างเจ็ดโต่วเท่านั้น ถึงแม้ช่วงนี้ราคาเสบียงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก แต่ทางโรงงานได้กักตุนถั่วเหลืองเอาไว้ล่วงหน้าชุดหนึ่งแล้ว ชั่วคราวนี้จึงยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
หลี่อี้พึงพอใจกับสถานการณ์ในปัจจุบันของโรงงานมาก
ไม่จำเป็นต้องออกไปเดินเร่ขายอีกต่อไป อาศัยการบอกปากต่อปาก ลูกค้าก็พากันมาหาถึงที่ ซ้ำยังเป็นเพราะฟองเต้าหู้ เต้าหู้พอง และนัตโตะขายดี จึงพลอยดึงให้ยอดขายของเต้าหู้ แผ่นเต้าหู้ และถั่วงอกดีขึ้นตามไปด้วย อารามหรือตระกูลขุนนางไม่น้อยที่สั่งซื้อพวกฟองเต้าหู้ ก็จะสั่งเต้าหู้และถั่วงอกติดไม้ติดมือไปด้วย
เดิมทีธุรกิจขายเต้าหู้นี้ไม่ได้ทำกำไรสักเท่าไหร่ เมื่อก่อนหลัวเอ้อร์ถึงขั้นทำได้แค่หาเลี้ยงปากท้องไปวันๆ แต่ตอนนี้โรงงานของหลี่อี้มีใบสั่งซื้อเข้ามาเยอะ ถึงขนาดที่เป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าแล้วค่อยทำส่งให้ถึงที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องยอดขาย กำไรที่ได้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ล่อสี่ตัว สตรีสิบแปดคน บวกกับหลัวเอ้อร์ที่เป็นผู้ดูแล โรงงานของหลี่อี้ในยามนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง
ในบัญชีของจีซื่อ มีผ้าไหมและเสบียงอาหารจำนวนมากจนน่าประทับใจแล้ว
หลี่อี้เองก็คิดไม่ถึงเลยว่า ธุรกิจนี้จะทำเงินได้มากมายขนาดนี้ อีกทั้งยังหาเงินได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ด้วย
ฟองเต้าหู้หนึ่งชั่งแลกข้าวได้หนึ่งโต่ว ราคาฟองเต้าหู้นั้นขายแพงพอๆ กับเกลือเลยทีเดียว
ตอนนี้ธุรกิจของโรงงานแห่งนี้มั่นคงมาก วันหนึ่งมีเงินหมุนเวียนถึงหนึ่งแสนอีแปะ ช่างเป็นต้นไม้เขย่าเงินเสียจริงๆ
"ฟองเต้าหู้ผลิตไม่พอขาย จะให้เพิ่มเตาและกำลังคนอีกดีไหมเจ้าคะ"
ฟองเต้าหู้หนึ่งชั่งได้กำไรสุทธิร้อยกว่าอีแปะเชียวนะ เพิ่มกระทะอีกสักใบ วันหนึ่งก็หาเงินได้เพิ่มขึ้นหนึ่งถึงสองพันอีแปะแล้ว
"ชะลอไว้ก่อนเถอะ" หลี่อี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ช่วงเวลานี้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันมาก ข้าเองก็จะไม่วาดฝันหลอกลวงให้ความหวังลมๆ แล้งๆ แก่พวกเจ้า จะให้รางวัลเป็นข้าวฟ่างคนละสองโต่ว ส่วนท่านอาหลัวเอ้อร์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลนั้นเหนื่อยยากอย่างยิ่ง ให้รางวัลห้าโต่ว"
พูดไปพันครั้งหมื่นหน ก็ไม่สู้ให้รางวัลที่จับต้องได้เพื่อกระตุ้นกำลังใจของลูกจ้าง
ค่าแรงพื้นฐานยังคงเดิมไปก่อน แต่ค่าตอบแทนตามผลงานสามารถแจกจ่ายเพิ่มให้ได้
"รางวัลนี้ แจกจ่ายลงไปให้หมดในวันนี้เลย อวี้ล่าย เจ้าไปจัดการให้เรียบร้อยด้วย"
"แล้วก็ ชาวบ้านที่มาช่วยทำงานในนาข้าวและนาข้าวสาลีของที่บ้านเรา พอทำงานเสร็จในวันนั้นก็ให้จ่ายเสบียงที่ตกลงกันไว้ให้ครบถ้วนเสีย"
ข้าวสาลีและข้าวเจ้าจำนวนห้าสิบหมู่ของหลี่อี้นั้น เขาแทบไม่ต้องลงไปจัดการเองเลย เพราะมอบหมายให้สือโก่วคนในหมู่บ้านเป็นคนดูแล สือโก่วเป็นหนึ่งในเป่าจ่างของหมู่บ้าน อายุหกสิบกว่าปีแล้ว ตอนที่เขาเกิดมาในปีนั้น แม่หมาที่บ้านเพิ่งจะคลอดลูกสุนัขออกมาครอกหนึ่ง ครอกหนึ่งมีเก้าตัว เขาเกิดช้ากว่าหน่อยหนึ่ง ที่บ้านก็เลยตั้งชื่อให้เขาว่าสือโก่ว
หลี่อี้มอบหมายที่นาของบ้านให้สือโก่วช่วยดูแล จ่ายค่าแรงให้เดือนละเสบียงสามโต่ว ปกติก็แค่ปล่อยน้ำและเดินตรวจตราที่นา หากต้องใส่ปุ๋ย ถอนวัชพืช หรือมีงานยุ่ง ก็ให้เขาช่วยว่าจ้างชาวบ้านมารับจ้างรายวัน ให้ค่าแรงวันละข้าวฟ่างสองเซิงโดยไม่มีอาหารเลี้ยง
ท่านอาสือโก่วนั้นทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมาก ดูแลพืชผลของบ้านหลี่อี้อย่างใส่ใจยิ่งยวด และเนื่องจากมีปุ๋ยคอกที่ได้จากส้วมในจุดพักรถ พืชผลของบ้านเขาจึงเจริญงอกงามดีกว่าของชาวบ้านคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก
"เมื่อวานไอ้ล้านในหมู่บ้านมาหาอยากจะขอยืมเงิน บอกว่าอยากจะซ่อมแซมถ้ำที่พักสักสองสามแห่งเจ้าค่ะ"
หลี่อี้รู้จักไอ้ล้านคนนี้ดี อายุแค่สี่สิบกว่าปีก็หัวล้านแล้ว ภรรยาของเขาทำงานทำฟองเต้าหู้ในโรงงานของหลี่อี้ เมื่อก่อนเป็นคนที่ผอมมากคนหนึ่ง ตอนนี้ทำงานมาได้เดือนกว่า ได้กินข้าวบ้านหลี่อี้วันละสองมื้อ ก็กินจนอ้วนท้วนขึ้นมาแล้ว ทุกคนจึงเริ่มเรียกนางว่าป้าอ้วน
"หลักการของข้าคือช่วยคนยามฉุกเฉินไม่ช่วยคนยามยากจน ถ้ำที่เขาพักอาศัยอยู่ตอนนี้ก็ยังอยู่ได้ อยากจะอยู่ถ้ำใหม่ก็ต้องค่อยๆ เก็บหอมรอมริบเงินและเสบียงเอาเอง"
หัวล้านคนนี้ค่อนข้างเกียจคร้าน แถมยังชอบตบตีภรรยาและลูก หลี่อี้จึงไม่ค่อยชอบหน้าเขามากนัก
มักจะมีคนมาหาหลี่อี้เพื่อขอยืมเงินและเสบียงอยู่บ่อยๆ หลี่อี้ก็ต้องดูสถานการณ์ก่อนถึงจะให้ยืม หากเป็นพวกที่ไม่มีข้าวกินจนต้องมายืมเสบียง หรือป่วยฉุกเฉินจนต้องใช้เงิน โดยทั่วไปแล้วหลี่อี้ก็จะให้ยืมบ้าง แต่ถ้าเป็นอย่างหัวล้านที่อยากจะซ่อมบ้านหรือเรื่องอื่นๆ ตามปกติแล้วเขาจะไม่ให้ยืม
เขายอมหางานที่สร้างรายได้ให้กับทุกคนเพิ่มขึ้นเสียยังจะดีกว่า
ยามพลบค่ำ
ป้าอ้วนเลิกงาน นางกินข้าวเย็นจนอิ่มหนำใต้ต้นแปะก๊วยในเรือนตะวันตก จากนั้นก็เดินไปล้างชามและตะเกียบที่ริมบ่อน้ำด้วยความพึงพอใจ อาหารเย็นวันนี้มีข้าวฟ่างให้กินจนอิ่ม มะเขือยาวต้มหนึ่งอย่าง ปลาจิปาถะตุ๋นหนึ่งอย่าง แล้วก็ยังมีซุปไข่อีกหนึ่งอย่าง
กับข้าวที่มีทั้งน้ำมันและเกลือช่างเป็นกับข้าวที่กินอร่อยเจริญอาหารยิ่งนัก ป้าอ้วนกินไปตั้งหลายชาม
"แจกเสบียงแล้ว นายท่านบอกว่าช่วงนี้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันมาก ให้รางวัลข้าวฟ่างคนละสองโต่ว ท่านอาหลัวเอ้อร์ได้รางวัลห้าโต่ว มาเข้าแถวรับเสบียงแล้วประทับรอยนิ้วมือทางนี้เลย" จีซื่อถือสมุดบัญชีเดินเข้ามาในลานเรือน ร้องตะโกนบอกทุกคน
ป้าอ้วนยืมกระสอบมาใบหนึ่ง แบกข้าวฟ่างสองโต่วของตนเองกลับบ้านไปด้วยความเบิกบานใจ
เมื่อกลับมาถึงถ้ำดินที่ตีนหน้าผาบ้านของตนเอง
"ตาเฒ่า ผู้ใหญ่บ้านแจกรางวัลให้พวกเราด้วยนะ ให้ข้าวฟ่างคนละสองโต่วเชียว ท่านดูสิ"
พอเดินเข้าประตูไป ป้าอ้วนก็พบว่าในบ้านมีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาสองสามคน







