การที่มีกวางชะมดหอมสามตัวเข้ามา ทำให้สวี่ซื่อเยี่ยนต้องมีภาระเพิ่มขึ้นอีก เขาต้องหาอาหารมาเลี้ยงพวกมันด้วย
กวางชะมดหอมชอบแทะมอส ไลเคน กิ่งอ่อนและใบของต้นสนกับเฟอร์
หน้าหนาวแบบนี้ หามอสกับไลเคนยาก แต่ต้นสนยังพอมีอยู่ในป่าใกล้ๆ ก็แค่ไปตัดเอามาโยนใส่คอกไว้ให้มันกิน
ถ้าหาใบสนไม่ได้ ก็เสริมด้วยใบกะหล่ำปลีบ้าง ก็เลี้ยงให้รอดได้แล้ว
มองดูตอนนี้ ขอบเขตการเลี้ยงสัตว์ของสวี่ซื่อเยี่ยนก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
พี่ใหญ่กับพี่รองของเขาก็เริ่มหนักใจ
“เจ้าสาม แกเลี้ยงสัตว์ไว้ตั้งเยอะ ปีใหม่ต้องลงจากเขา แล้วจะเอายังไง?”
“ถ้าไม่มีใครอยู่เฝ้า สัตว์อย่างพวกเพียงพอนหรือนาก มันจะไม่โดนสัตว์ร้ายมากินเหรอ?
ถ้าแบกลงไปที่บ้าน จะมีอาหารพอให้มันกินเหรอ? มันไม่ง่ายเลยนะเว้ย”
สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็เคยคิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มีทางออกที่ดีนัก
“อืม ก็ลำบากจริงๆ เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยดูอีกที
ตอนนี้ยังเลี้ยงไม่เยอะ ถ้าไม่ไหวก็ขนลงไปพร้อมกันตอนลงจากเขาก็ได้”
เขาเองก็แค่ทดลองเลี้ยงเล็กๆ ไปก่อน รอดูสถานการณ์หลังจบฤดูกาลนี้อีกที
ตอนนั้นก็ใกล้จะถึงเวลา “แบ่งที่ดินให้แต่ละบ้าน” แล้ว
ถ้าทางทีมงานยังให้เขาเฝ้าสมุนไพรต่อ ก็จะเปิดฟาร์มเลี้ยงสัตว์แถวนั้นไปเลย แล้วจ้างพวกคนไร้งานมาช่วย
แต่ถ้าไม่ต้องดูแลสมุนไพรแล้ว เขาก็จะลงจากเขา แล้วใช้เนินเขาหลังบ้านของตัวเองเปิดฟาร์มแทน พื้นที่ตรงนั้นก็พอใช้ได้อยู่
พี่ทั้งสองเองก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรที่ดีกว่านี้ เพราะฟาร์มของน้องมันเล็กเกินไป ถ้าจะทำก็ไม่คุ้มค่าที่จะให้ทั้งสามคนมาร่วมมือกัน
แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังไม่กล้าขยายให้ใหญ่เกินไป เพราะไม่แน่ว่าถ้าทำใหญ่มากขึ้น ฟาร์มนั้นอาจจะไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป
“อืม ฉันขอเตือนอย่างหนึ่ง อย่าทำให้มันใหญ่จนเกินไป เดี๋ยวคนอื่นจะอิจฉา
บทเรียนที่เราเจอมาก่อนหน้านี้อย่าลืม ระวังไว้ก่อนดีกว่า
ฉันดูแล้วนะ นโยบายอาจจะเปลี่ยนอีก รอดูไปก่อน ถ้ามีโอกาสดีๆ จริงๆ ค่อยร่วมมือกันพี่สามน้องทำอะไรสักอย่างก็ยังทัน”
พี่รอง สวี่ซืออัน ก็อดไม่ได้ที่จะเตือนน้องชายไว้
คำเตือนของพี่ชายทั้งสองนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็เข้าใจดี เขาเองก็ไม่ได้คิดจะขยายอะไรตอนนี้ แค่ดูแลของที่มีอยู่ให้รอดก่อน
ช่วงที่อยู่บนเขา พี่น้องสามคนก็ช่วยกันออกหาอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเก็บสน หาเนื้อหมูป่า ล่าหมี หรือขุดแบดเจอร์
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รวย แต่ก็ยังพอได้ของกินอยู่เสมอ
จะว่าไปก็ไม่แปลกใจที่สองพี่ไม่อยากกลับบ้าน
ก็ภรรยาของทั้งสองทำงานหาเงินนอกบ้าน ส่วนตัวเองอยู่บ้านเฉยๆ ก็โดนบ่นว่าทำตัวไร้ประโยชน์
แล้วช่วงหน้าหนาว ทีมงานก็ไม่มีงานอะไรให้ทำ ถ้าอยู่บ้านก็กลายเป็นว่างงานเปล่าๆ
อยู่บนเขายังพอมีอะไรให้ทำ ได้ของกินอีกต่างหาก
พี่น้องสามคนก็เลยอยู่บนเขายาวถึงปลายเดือนธันวาคม แถมยังตุนของไว้ได้เยอะพอตัวเลยด้วย
วันที่ 30 ธันวาคม สวี่ซื่อเยี่ยนก็ลงจากเขา
เขายืมเลื่อนหิมะสองคันจากทีมงาน เอาของทั้งหมดลงมาทีเดียว
เลื่อนคันแรก บรรทุกกวางชะมดหอม เพียงพอน นาก ทั้งหมดใส่กรงเอาไว้
คันที่สอง บรรทุกของกิน ทั้งสน วอลนัต ลูกโอ๊ก เนื้อหมูป่า เนื้อหมี ฯลฯ
สุดท้ายคือเลื่อนที่ลากโดยหมาสี่ตัว บรรทุกอาหารของเพียงพอนกับนาก
พ่อแม่ของสวี่ซื่อเยี่ยน ตอนนี้ก็ย้ายไปอยู่บ้านใหม่แล้ว แต่ตอนกลางวันก็มาช่วยดูหลานอยู่ฝั่งบ้านเก่า
พ่อก็อยู่ในห้องตะวันออก ตอกไม้ทำเฟอร์นิเจอร์ให้ลูกชาย ส่วนแม่ก็คอยดูหลานชาย “สวี่ไห่หยวน” ที่ซนมาก
เพราะซูอันอิงต้องดูแลลูกสาวด้วย เลยไม่มีเวลามาดูเจ้าตัวแสบ
ถ้าแม่สามีไม่มาช่วย ก็คงยุ่งจนไม่มีเวลาทำกับข้าวกินแน่ๆ
พี่น้องกลับมาพร้อมกัน พ่อแม่ก็ยิ่งดีใจใหญ่
แต่พอเห็นสัตว์ที่ขนกลับมา ก็เริ่มเครียด “จะเลี้ยงยังไงดีล่ะ?”
“ไม่เป็นไร เอาไปไว้ในห้องสามห้องฝั่งตะวันออกก่อน
หลังปีใหม่ ฉันจะกลับขึ้นเขาอยู่ดี ก็เอามันกลับขึ้นไปพร้อมกันนั่นแหละ”
เรื่องนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว
ห้องสามห้องฝั่งตะวันออกไม่มีใครอยู่ ว่างเปล่าเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ เอามาใช้เลี้ยงสัตว์ไปก่อนก็แล้วกัน
จะสกปรกหน่อยก็ช่างมัน ยังไงก็ไม่มีคนอยู่แล้ว อีกไม่กี่ปีก็รื้อทิ้งทำใหม่อยู่ดี
การเอาบ้านที่อยู่คนไปให้สัตว์อยู่ ทำเอาพ่อแม่ของสวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับไม่เข้าใจนัก
แต่ก็ช่วยไม่ได้ จะโทษใครได้เล่า ในเมื่อสวี่ซื่อเยี่ยนเลี้ยงสัตว์เอาไว้ตั้งมากมายขนาดนั้น?
“เฮ้อ แม่ไม่รู้จะพูดยังไงกับแกดี อยู่ดีๆ ก็เฝ้าสมุนไพร ล่าล่าสัตว์ไม่ดีกว่ารึ? แล้วนี่มัวแต่เลี้ยงสัตว์ทำไมกัน?
ใครๆ เขาก็ว่า ถึงจะมีทรัพย์สินมากแค่ไหน ถ้าเป็นพวกที่มีขนล่ะก็ นับไม่ได้หรอกนะ
เลี้ยงอะไรพวกนี้ แกจะหาเงินได้เหรอ? อย่าให้เหนื่อยเปล่าแล้วไม่ได้เงินก็แล้วกันนะ”
โจวกุ้ยหลานเอ่ยด้วยความกังวล กลัวว่าลูกชายจะทำเหนื่อยเปล่าแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย
“แม่ครับ ถ้าผมบอกว่าต้องได้เงินแน่ๆ แม่ก็คงไม่เชื่อหรอก
ยังไงตอนนี้ก็แค่เหนื่อยนิดหน่อย ไม่ได้ลงทุนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เลี้ยงไว้ก่อนเถอะ
ถ้าต่อยอดได้จริงๆ อนาคตก็ต้องได้เงินแน่นอน แค่ตอนนี้ยังไม่เห็นผลแค่นั้นเองครับ”
สวี่ซื่อเยี่ยนหัวเราะเบาๆ ไม่ได้เถียงอะไรกับแม่ เพราะไม่ใช่ความผิดของผู้ใหญ่ แค่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ความคิดก็ย่อมต่างกัน
การพัฒนาในด้านปศุสัตว์มันยากจริงๆ ถ้าเลี้ยงไม่ได้เป็นระบบเป็นกลุ่ม ก็แทบจะไม่เห็นรายได้
ต้องขยายให้มีขนาด ต้องมีการหมุนเวียนต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น ถึงจะเห็นกำไร
เขาไม่รีบหรอก เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะ เป็นเพียงการเริ่มต้นเล็กๆ เพื่อปูทางและจับจังหวะในอนาคตเท่านั้น
แล้วก็เป็นอย่างนี้แหละ นากกับเซเบิ้ลใส่กรง วางซ้อนกันไว้ในห้องตะวันออกของบ้านดิน
ส่วนกวางชะมดหอมสามตัว ปล่อยออกจากกรงขังแล้วไปไว้ในห้องตะวันตก
อย่างน้อยๆ มันก็เป็นบ้าน เป็นที่กันลมกันหิมะ ดีกว่าคอกชั่วคราวข้างนอกแน่ๆ
พอจัดแจงที่อยู่ให้สัตว์เสร็จ เรียงของให้เรียบร้อยแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนกับสวี่ซื่อเซียน ก็พากันขับเลื่อนหิมะกลับไปคืนให้กับกองกลางของหมู่บ้าน
แล้วค่อยกลับบ้านอีกทีคราวนี้ทั้งบ้านก็รวมตัวกันพูดคุยกันอย่างคึกคัก
สวี่ซื่อเยี่ยนขึ้นเขาไปกว่าหนึ่งเดือน เพิ่งได้กลับบ้านมาเจอภรรยาลูก เขาก็ดีใจสุดๆ
เขาอุ้มสวี่ไห่หยวนขึ้นมาโยนเล่นไปสองสามที เจ้าเด็กน้อยหัวเราะคิกคักทันที
“ลูกพ่อ ตัวหนักขึ้นอีกแล้วนะ พ่อจะอุ้มไม่ไหวแล้วนะนี่”
เจ้าสวี่ไห่หยวนตั้งแต่หย่านมมาก็กินเก่งขึ้นเยอะ แถมได้แม่กับยายเลี้ยงอย่างดี ไม่เพียงไม่ผอมลง แต่กลับโตไวจนตัวแน่นเลยทีเดียว
สวี่ซื่อเยี่ยนพอโยนลูกไปได้ไม่กี่ที แขนก็ล้าแล้ว กลัวว่าจะพลาดก็เลยรีบวางลูกลง
แต่เจ้าเด็กน้อยไม่ยอมสิ!
ที่บ้านไม่มีใครเล่นสนุกแบบนี้กับเขาหรอก เจ้าลูกลิงชอบของแปลกใหม่อย่ามาก
เลยส่งเสียงอ้อนให้พ่อเล่นอีก
สวี่ซื่อเยี่ยนเลยต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ให้ลูกเหยียบเท้าแล้วเล่นชิงช้าขา
เขานั่งอยู่ขอบเตียง ดึงลูกไว้ให้ยืนบนเท้าตัวเอง แล้วค่อยๆ แกว่งเท้าให้เหมือนชิงช้า
สวี่ไห่หยวนไม่เคยเล่นอะไรแบบนี้มาก่อน ก็เลยชอบใจสุดๆ เล่นอยู่กับพ่ออยู่นานเลยกว่าจะยอมลง
พอเล่นกับลูกชายเสร็จ พอดีลูกสาวก็ตื่นพอดี ซูอันอิงให้นมลูก เปลี่ยนผ้าอ้อมเสร็จ
ก็ส่งลูกสาวให้สวี่ซื่อเยี่ยนอุ้ม แล้วเธอไปเตรียมกับข้าว
ตอนนี้เจ้าตัวน้อยอายุจะสองเดือนแล้ว หน้าตาก็ดูดีขึ้นเยอะ
หน้าเล็กๆ ขาวอมชมพู นุ่มนิ่มน่าฟัด ดวงตาดำขลับแวววาวสดใสราวกับอัญมณี
เด็กแค่นี้ แต่มีขนตางอนยาวซะด้วย น่ารักจนคนทั้งบ้านหลงหัวปักหัวปำ
สวี่ซื่อเยี่ยนอุ้มลูกสาว ดูยังไงก็ไม่เบื่อ
“ลูกสาว พอโตหน่อยนะ พ่อจะซื้อกระโปรงสวยๆ ให้หนูเยอะๆ เลย จะต้องแต่งให้หนูเป็นคุณหนูที่น่ารักที่สุดในโลกเลย!”







