พี่น้องตระกูลสวี่ สวี่ซื่อเซียนและสวี่ซื่ออัน มากินข้าวเย็นที่บ้านของสวี่ซื่อเยี่ยน พอตกบ่ายทั้งสามก็ช่วยกันแบ่งของที่เอากลับมาจากเขา
ถุงน้ำดีหมี หนังสัตว์ต่าง ๆ ถูกฝากไว้ที่บ้านของสวี่ซื่อเยี่ยนก่อน อีกไม่กี่วันทั้งสามจะไปขายที่อำเภอแล้วแบ่งเงินกัน
ส่วนเนื้อสัตว์ก็แบ่งกันไม่น้อย พอดีแต่ละคนมีเลื่อนหิมะคนละคัน เอากลับไปที่แม่น้ำซงเจียงได้สะดวก
สองพี่น้องขึ้นเขาไปอยู่ร่วมเดือนถึงได้กลับบ้าน สองพี่น้องอาศัยอยู่บนภูเขาประมาณหนึ่งเดือนโดยไม่กลับบ้าน อยู่กับภรรยาไม่มีความสุข พวกเธอคอยจู้จี้พวกเขาตลอดเวลา
แต่พอเห็นสามีแบกของกลับมามากมาย แถมยังได้แบ่งเงินอีก พวกเธอก็เลิกบ่นทันที ยิ้มแย้มแจ่มใส รีบทำกับข้าวต้อนรับ
ต้องรู้เอาไว้ว่า... เป็นผู้ชายไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ต้องหาเงินให้ได้
ทางด้านสวี่ซื่อเยี่ยน หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่ได้พักใหญ่ ตอนสี่โมงกว่า ๆ สวี่เฉิงโฮ่วและภรรยาก็เก็บของกลับบ้าน
ตอนนี้สองตายายย้ายไปอยู่บ้านใหม่แล้ว ส่วนสวี่ซื่อฉินก็ไม่อาจอยู่บ้านพี่ชายได้อีก จึงไปอยู่ด้วยกันที่นั่น
สวี่ซื่อเยี่ยนไปส่งพ่อแม่ และเดินดูรอบบ้านใหม่ด้วย
ตอนสร้างบ้านใหม่ ตอนนั้นออกแบบแปลนไว้เหมือนกันทั้งสองหลัง
แต่ถ้าเทียบกับบ้านของสวี่ซื่อเยี่ยน บ้านหลังนี้สวนจะเล็กกว่าเล็กน้อย ตรงด้านตะวันตกของตัวบ้านยังมีที่กว้างมากพอที่จะสร้างโรงเก็บของหนึ่งหลัง
ของในบ้านก็พอ ๆ กัน แต่ที่นี่มีเฟอร์นิเจอร์มากกว่า เช่น ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้ห้าลิ้นชัก ฯลฯ ดูแล้วหรูหรากว่าบ้านเขาหน่อย
“ของฝั่งแกน่ะ พ่อทำเฟอร์นิเจอร์ให้อยู่ กำลังทำเลย อย่าได้ไปซื้อพวกของหยางปังข้างนอกล่ะ อยู่บ้านใช้แค่พออยู่พอกินก็พอแล้ว
ถ้ารอให้เจ้าหยวนแต่งภรรยาเมื่อไหร่ แกอยากซื้อเฟอร์นิเจอร์ยังไง พ่อไม่ว่าแล้วล่ะ”
คำว่า “หยางปัง” ในภาษาท้องถิ่น ก็คล้ายกับคำว่า “อวดรวย” พอออกจากปากของสวี่เฉิงโฮ่ว ก็เหมือนจะสื่อว่า “มีเงินเหลือใช้”
“พ่อ ผมก็แค่กลัวพ่อจะเหนื่อยเกินไป”
สวี่ซื่อเยี่ยนจะพูดอะไรได้อีกล่ะ? จะให้พูดว่ารังเกียจเฟอร์นิเจอร์ของพ่อดูเชยเหรอ?
ในใจลึก ๆ ก็ยอมรับว่า ฝีมือพ่อดีจริง แต่ว่าสไตล์มันล้าสมัยไปนิด
บ้านใหม่สวยขนาดนี้ แต่ถ้าเอาเฟอร์นิเจอร์แบบโบราณมาวางก็ดูขัด ๆ อยู่บ้าง
แต่พ่อพูดออกมาแบบนี้ เขาจะกล้าขัดได้ยังไง? จะกล้าบอกว่าไม่เอา จะไปซื้อข้างนอกแทนเหรอ? เขาไม่กล้าทำให้พ่อเสียใจหรอก
เอาเถอะ แค่เฟอร์นิเจอร์น่ะ ขอแค่ใช้ได้ก็พอ
พ่อแม่ก็หวังดีกลัวเขาใช้เงินไม่รู้จักเก็บ พ่ออายุตั้งเท่านี้แล้วยังทำเฟอร์นิเจอร์ให้ลูกชาย ใช่สิ เขาควรจะต้องพอใจแล้ว
หลังจากพูดคุยกันอีกนิดหน่อย สวี่ซื่อเยี่ยนก็กลับบ้าน
พวกเขากินมื้อเย็นไปแล้ว คืนนี้ไม่มีเรื่องที่ต้องทำอีก สวี่ซื่อเยี่ยนก็เลยอยู่เล่นกับลูกชาย จนแทบไม่ได้พัก
สุดท้ายไม่ใช่สวี่ไห่หยวนลูกชายที่เพลีย แต่กลับเป็นเขาเองที่เหงื่อแตกเต็มตัว
“พอแล้ว กลับไปนอนกับแม่ไป พ่อมีธุระต้องทำ”
เขายื่นลูกชายให้ภรรยา แล้วหยิบกระดาษปากกาออกมาเริ่มเขียนจดหมาย
จดหมายนั้น แน่นอนว่าเป็นจดหมายถึง “ท่านอาจารย์ฉู่” เนื้อหาเกี่ยวกับมุมมองต่อการพัฒนาการแพทย์แผนจีนในระยะยาว
ก่อนหน้านี้เขาเคยให้สวี่ซื่อเซียนช่วยเขียนบทความฉบับหนึ่ง ซึ่งแก้ไปแก้มาอยู่หลายรอบ ก่อนลงจากเขาเพิ่งจะได้ฉบับสมบูรณ์
ในจดหมาย สวี่ซื่อเยี่ยนได้กล่าวถึงแนวคิดของตัวเองอย่างง่าย ๆ พร้อมทั้งขอให้ท่านอาจารย์ฉู่ช่วยตรวจบทความที่พี่ชายเขาเขียน
หากเห็นว่ามีประโยชน์ ก็ขอความกรุณาช่วยส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือร่วมสนับสนุนในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ
เขามั่นใจในทักษะการเขียนของพี่ชาย และก็รู้ดีถึงอิทธิพลของท่านฉู่ในวงการแพทย์
ยิ่งไปกว่านั้น เดือนมีนาคมปีหน้า ปี 1980 เขตอนุรักษ์ธรรมชาติฉางไป๋ซานจะได้รับการยกฐานะเป็นพื้นที่ป่าสงวนของโลก
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดว่า ถ้าในช่วงเวลานี้ได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์หายากในพื้นที่ฉางไป๋ซาน รวมทั้งเรื่องการใช้สัตว์เพื่อการแพทย์อย่างยั่งยืน ก็น่าจะได้รับความสนใจไม่น้อย
แต่เจ้าลูกชายสวี่ไห่หยวนยังไม่สนุกพอ แล้วเขาจะยอมเข้านอนได้อย่างไร ต้องให้พ่อเกลี้ยกล่อมเท่านั้น
แม้จะถูกลูกขัดจังหวะหลายครั้ง แต่สวี่ซื่อเยี่ยนก็เขียนจดหมายจนเสร็จ
เขาจัดการใส่บทความกับจดหมายลงในซองจดหมายขนาดใหญ่ วางไว้บนเปียโนไม้ที่ปลายเตียง
ถ้าวางต่ำไป เจ้าลูกชายตัวแสบอาจคว้าไปฉีกทิ้งได้ แบบนั้นก็เปลืองแรงพี่ชายที่อดหลับอดนอนเขียนบทความนี้ขึ้นมา
หลังเขียนเสร็จ เจ้าลูกชายก็เริ่มง่วงแล้ว ส่วนทางด้านภรรยาก็กำลังให้นมลูกสาวคนเล็ก
สุดท้าย สามีภรรยาต่างคนต่างกอดลูกคนละคนเข้านอน
แม้เขาจะไม่ได้กลับบ้านมาร่วมเดือนแล้ว แต่สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่กล้าหาเรื่องสนิทสนมอะไรกับภรรยาอีก
เช้าวันที่ 31 เขาตื่นมารีบทานอาหารง่าย ๆ แล้วแบกตะกร้าใบใหญ่ ออกเดินทางจากบ้าน
ไปหาสวี่ซื่อเซียนก่อน แล้วสองพี่น้องก็พากันไปที่ที่ทำการไปรษณีย์ ส่งจดหมายออกไป
จากนั้นก็ไปรอพี่ชายอีกคนสวี่ซื่ออัน ที่สถานีรถโดยสารของสำนักงานป่าไม้
พอพี่ชายมาถึง ทั้งสามก็ขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังเมืองฝูซง แล้วขายน้ำดีหมีกับหนังสัตว์ต่าง ๆ ที่นั่น
ราคาของดีหมีและหนังสัตว์เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย พอรวม ๆ ขายได้ราวๆ หนึ่งพันห้าร้อยกว่าหยวน
พี่น้องทั้งสามคนก็แบ่งเงินกันคนละประมาณห้าร้อยหยวน ต่างก็ยิ้มแย้มดีใจกันถ้วนหน้าแล้วพากันกลับบ้าน
ตอนนี้ทั้งสวี่ซื่อเซียนและสวี่ซื่ออัน ทั้งคู่ยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านของคนอื่นอยู่เลย
พอได้เงินมา ภรรยาในบ้านทั้งสองคือ เสวี่ยซิ่วหลินกับเว่ยหมิงหรงก็เริ่มคิดหาบ้านใหม่กัน ต่างก็ออกเดินหาข่าว หาโอกาสว่าจะซื้อบ้านหรือขอที่ดินเพื่อปลูกบ้านได้จากที่ไหนบ้าง
ท้ายที่สุด เสวี่ยซิ่วหลินก็เล็งเห็นบ้านหลังหนึ่งที่ถนนไป่ซาน เป็นบ้านพักสวัสดิการของพนักงานเดิมของกรมป่าไม้ที่เคยแอบสร้างขึ้นเอง
ตอนปี 1975 มีคำสั่งห้ามไม่ให้พนักงานสร้างบ้านเอง บ้านจึงถูกยึดคืนเป็นของรัฐ
แต่ต้นปี 1979 รัฐบาลก็ออกนโยบายใหม่ คืนบ้านทั้งหมดให้เจ้าของเดิม และยังออกโฉนดกรรมสิทธิ์ให้ถูกต้องอีกด้วย
แต่เจ้าของเดิมย้ายไปแล้ว บ้านจึงฝากขายไว้กับคนรู้จัก เสวี่ยซิ่วหลินก็ได้ข่าวเลยตัดสินใจซื้อ
ที่ตรงนั้นไม่ได้ใหญ่มาก เป็นบ้านสามห้อง ไม่มีลานบ้านใหญ่ และไม่มีแปลงผัก
บ้านในตัวเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ ยกเว้นจะอยู่ชานเมืองจึงจะมีพื้นที่มากกว่านี้ แต่ถนนไป่ซานนั้นใกล้กับอาคารใหญ่ของกรมป่าไม้ มีผู้คนอาศัยอยู่มาก แค่มีบ้านสามห้องก็ถือว่าดีมากแล้ว
ที่สำคัญคือ อยู่ใกล้กับโรงงานแปรรูปไม้ที่เสวี่ยซิ่วหลินทำงานอยู่ เดินทางไปทำงานสะดวก
ราคาบ้านก็ไม่แพง แค่สามร้อยหยวน
เสวี่ยซิ่วหลินมีเงินเก็บอยู่แล้ว จึงตัดสินใจซื้อทันที
แล้วก็ให้สวี่ซื่อเซียนไปจัดการขนของ ซ่อมแซมบ้านใหม่ จัดเตรียมเตียงคัง ฯลฯ แล้วทั้งครอบครัวก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่
ช่วงที่สวี่ซื่อเซียนมัวแต่ยุ่งกับการจัดบ้าน ก็ไม่มีเวลาออกไปรับจ้างทำงานอื่น ๆ เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแบกไม้
ส่วนทางสวี่ซื่ออัน ไม่มีโอกาสได้ซื้อบ้านสำเร็จรูปแบบนั้น แต่ไปขอที่ดินปลูกบ้านที่เขตป่าไม้แทน
บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ชานเมือง ไม่ค่อยมีคนอาศัยอยู่ ด้านหลังก็เป็นป่า จึงสามารถเลือกที่ดินกว้าง ๆ ได้อย่างอิสระ
สวี่ซื่ออันเองก็มีความทะเยอทะยาน อยากได้พื้นที่เยอะ ๆ จะไว้ปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์ในอนาคตก็ดีทั้งนั้น
ต้นเดือนมกราคม ทางคอมมูนตงกังก็เริ่มสรุปบัญชีแบ่งผลตอบแทน
ปีนี้สวี่ซื่อเยี่ยนทำงานหนักไม่น้อย ทั้งดูแลไร่โสม ทั้งพาคนไปทำงาน จึงได้คะแนนแรงงานเยอะ หักส่วนแบ่งอาหารแล้ว ยังได้เงินอยู่สี่ร้อยกว่าหยวน
พ่อของเขา สวี่เฉิงโฮ่ว ได้คะแนนแรงงานน้อยกว่า แต่ก็ยังเกือบสามร้อย
นั่นเพราะเป็นหมู่บ้านที่สองที่มีไร่โสมเยอะ ค่าคะแนนแรงงานสูง ถ้าเป็นบ้านใหญ่ละก็ คงได้ไม่เยอะเท่านี้
ปีนี้มีเดือนหกสองครั้ง ทำให้ตรุษจีนเลื่อนไปเป็นวันที่สิบห้ากุมภาพันธ์
เพราะช่วงก่อนตรุษจีนยังมีเวลาอีกเยอะ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ลงจากเขา
โจวกุ้ยหลานจึงปรึกษากับซูอันอิง ว่าจะช่วยกันทำขนมเหนียวทอด และแป้งจี่แบนเก็บไว้ก่อน
ช่วงก่อนปีใหม่ก็พยายามทำอาหารเก็บไว้ให้มากหน่อย เผื่อหลังปีใหม่ยุ่งจนไม่มีเวลาทำ
ทั้งคู่ก็แช่ข้าว โม่ข้าว ทำแป้ง แล้วช่วยกันทำขนมกับแป้งจี่
ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนก็ช่วยพ่อทำงานไม้
ครอบครัวหนึ่งก็เลยยุ่งวุ่นวายกันไป แต่ก็เต็มไปด้วยความคึกคักอบอุ่นดี







