วันที่ 8 กันยายน เป็นวันที่ฉู่ชิงไปรายงานตัวที่สถาบันการแสดงกลาง
พูดไปก็ตลกดี ช่วงเวลาประมาณนี้ของปีที่แล้ว เหล่าเจี่ยพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ลากยาวมาเป็นปีแล้ว ไม่ใช่ว่าฉู่ชิงจำเป็นต้องมาเรียนที่สถาบันการแสดงกลาง แล้วจะกลายเป็นคนระดับสูงเจ๋งเป้งอะไรหรอก แต่เป็นเพราะเขาอยากเรียนรู้อะไรบางอย่างจริงๆ และเพื่อสนองความรู้สึกอยากอวดเล็กๆ ในใจของคนที่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเลยสักครั้งด้วย
พอคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็คิดถึงหวังถงขึ้นมาอีก
ตั้งแต่ช่วงปีใหม่จนถึงตอนนี้ ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันเลยสักครั้ง แค่คุยโทรศัพท์กันไม่กี่หน อีกฝ่ายก็รู้ว่าตอนนี้เขามีแฟนแล้ว อันที่จริงหวังถงไม่ได้ยุ่งอะไรมาก เขาก็ไม่ได้ยุ่งอะไรมาก แต่ต่างฝ่ายต่างรักษาระยะห่างเพื่อหลีกเลี่ยงความหุนหันพลันแล่นอย่างมีเหตุผลและรู้ใจกันดี
ฉู่ชิงยืนอยู่หน้าประตูสถาบันการแสดงกลาง จ้องมองซุ้มประตูของโรงเรียนแห่งนี้นานพอสมควร ประตูไม้สีน้ำตาลเข้มที่เปิดกว้าง ด้านบนมีชายคาโบราณ สองข้างเป็นเสาทาสี ด้านบนแขวนป้ายไว้ หน้าประตูยังมีสิงโตหินตัวเล็กๆ นั่งยองๆ อยู่สองตัว
หน้าตาสถานที่แบบนี้ คับแคบเหมือนกับตรอกตงเหมียนฮวาเลย ดูจากท่าทางนี้แล้ว เขาถึงกับนึกว่าตัวเองกำลังจะเข้าไปในลานบ้านเศรษฐีที่ดินเสียอีก
มองจากข้างนอกเข้าไปข้างใน เห็นภาพรวมไม่ชัดเจน เหมือนสไตล์การปิดบังซ่อนเร้นของคนโบราณ ดูเหมือนว่าจะแคบมาก ผลปรากฏว่าพอเดินข้ามประตูเข้าไป กวาดสายตามอง กว้างใหญ่...
โอเค แคบมากจริงๆ ด้วย
การรับนักศึกษาใหม่รุ่นปี 98 ก็จัดขึ้นในวันนี้เช่นกัน
จากนอกประตูห้าเมตรลากยาวไปจนถึงจุดสอบถามข้อมูลด้านในยี่สิบเมตร บนเส้นทางสายนี้มีแต่หนุ่มหล่อและน้องสาวหน้าตาสดใสยืนอยู่ สถาบันการแสดงกลางรับคนไม่เยอะในแต่ละปี แค่เติมเต็มบริเวณหน้าประตู ไม่แออัดและไม่เงียบเหงาเกินไป
เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ดูดีพอๆ กับหน้าตา พวกเขาชอบพูดคุย ชอบหัวเราะ ชอบผูกมิตร จับกลุ่มกันสองสามคน ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จัก สนิทหรือไม่สนิท ต่างก็ทนต่อความกระตือรือร้นและการประเมินอย่างละเอียดไม่ได้
หนุ่มสาวเหล่านี้ ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยความมีชีวิตชีวาและความภาคภูมิใจที่ทำให้ฉู่ชิงรู้สึกอิจฉา
วัยหนุ่มสาว เดิมทีก็มีไว้เพื่อกดดันคนอยู่แล้ว
ตอนนี้ฉู่ชิงเริ่มจะถูกพวกเขากดดันจนไม่มีทางให้เดินแล้ว
เขาทำเหมือนกำลังเดินผ่านโอ่งผักดองในโถงทางเดินบ้านตัวเอง แทรกตัวเลาะผ่านกลุ่มวัยหนุ่มสาวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าไป แล้วในที่สุดก็เจอป้ายบอกทางของชั้นเรียนปรับพื้นฐาน
ชั้นเรียนปรับพื้นฐานไม่เหมือนกับการสอบเข้าแบบปกติ จำเป็นต้องลงทะเบียนล่วงหน้าและจ่ายค่าเทอมให้ครบ การจัดการนักศึกษาก็หละหลวม ใครอยากอยู่หอพักก็จ่ายค่าหอแล้วเข้าอยู่ได้เลย ใครไม่อยากอยู่ก็ตามใจ
"ฉันถูกวัยหนุ่มสาวนั้น ชนเข้าที่... เอว"
คำว่า "ที่" ตรงนี้ ต้องดัดจริตยืดเสียงให้ยาวหน่อย ถึงจะดูออกว่าคุณเข้าใจดี
ฉู่ชิงฮัมเพลงแดนซ์ยุคดึกดำบรรพ์ สองมือล้วงกระเป๋า เดินเตร็ดเตร่ตามลูกศรไปจนถึงหน้าตึกเล็กๆ สองชั้นหลังหนึ่ง
ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นตึกเรียน ตั้งตระหง่านอยู่ตรงมุมเงียบๆ ในเขตที่ห่างไกลผู้คนของมหาวิทยาลัย รูปลักษณ์ภายนอกก็ดูเรียบง่ายเหมือนกับตำแหน่งที่ตั้ง ผนังตึกสีเทาหม่น หลุดร่อนกระดำกระด่าง แม้แต่ต้นตีนตุ๊กแกยังขี้เกียจจะเลื้อยขึ้นไป
หน้าตึกมีลานว่างเล็กๆ โต๊ะสองตัวตั้งอยู่ มีอาจารย์นั่งรับผิดชอบลงทะเบียนและต้อนรับอยู่แค่คนเดียว ด้านหลังมีป้ายผ้าความยาวหนึ่งเมตรแขวนไว้อย่างซอมซ่อ: จุดรายงานตัวชั้นเรียนปรับพื้นฐานภาควิชาการแสดง
ตัวหนังสือเล็กจนน่าสงสาร
อาจารย์เป็นผู้หญิง ดูท่าทางน่าจะอายุห้าสิบปีแล้ว แต่หน้าตาดูใจดี
"นักศึกษา เธอมารายงานตัวใช่ไหม?"
ฉู่ชิงตอบ "ครับ ใช่ครับ"
"เธอชื่ออะไร?"
"ฉู่ชิงครับ"
อาจารย์เปิดสมุดรายชื่อ เจอชื่อเขาแล้วก็ดูบัตรประชาชน ก่อนจะถามว่า "เธออยู่หอพักไหม?"
"ไม่อยู่ครับ"
อาจารย์ยื่นหนังสือปกน้ำเงินให้เขาส่งๆ ยิ้มพลางพูดว่า "บ่ายสองโมง ไปรวมตัวกันที่ห้องเรียนชั้นหนึ่งตรงนี้นะ อย่ามาสายล่ะ"
ฉู่ชิงทำหน้างง "แค่นี้เสร็จแล้วเหรอครับ?"
อาจารย์คนนั้นถามยิ้มๆ "แล้วเธอมีธุระอะไรอีกไหมล่ะ?"
"เปล่าครับ" ฉู่ชิงพูด "ผมหมายความว่าไม่ต้องทำเรื่องมอบตัวอะไรพวกนี้เหรอครับ?"
อาจารย์บอกว่า "ไม่ต้อง พวกเธอจ่ายค่าเทอมเสร็จ ทางเราก็ลงชื่อในบัญชีไว้แล้ว วันนี้แค่มายืนยันตัวตนว่าเป็นเจ้าตัวก็พอ"
แล้วยังเสริมอีกว่า "บ่ายสองโมง ห้ามมาสายเด็ดขาดนะ มีเรื่องจะแจ้งให้นักศึกษาทุกคนทราบสักหน่อย"
ฉู่ชิงดูเวลา พอดีมีเวลาพอให้ไปกินข้าว เขาถือสมุดปกน้ำเงินเล่มนั้นวิ่งไปที่ร้านอาหารเล็กๆ นอกมหาวิทยาลัย สั่งบะหมี่ฝานมาหนึ่งชาม ซดฮูรูดฮูรูดกินแก้ขัดไปหนึ่งมื้อ
ว่ากันตามตรง มาตรฐานธุรกิจร้านอาหารแถวนี้แย่กว่าฝั่งสถาบันภาพยนตร์เยอะเลย
เขาเปิดดูสมุดเล่มนั้น ข้างในมีบทพูดรัวลิ้น มีบทพูดที่คัดมา มีความเรียงบรรยายความรู้สึก มีนิทานอีสป... หลายเรื่องหลายตอน ลองอ่านคร่าวๆ ยังเจอชื่อคนต่างชาติไม่น้อย ดูเหมือนจะมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่เจอเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร น่าจะเป็นหนังสืออ่านภายในของโรงเรียน
โอเค เขาไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าหนังสือที่น่าสงสารเล่มนี้จะเป็นตำราเรียน
บ่ายสองโมง ฉู่ชิงไปนั่งอยู่แถวหลังสุดของห้องเรียนเล็กๆ ห้องนั้นตรงเวลา
ที่ประตูมีคนเดินทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ อายุยังไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะยี่สิบกว่าๆ มีส่วนน้อยที่ดูแล้วน่าจะสามสิบ ถึงหน้าตาจะสู้พวกนักศึกษาใหม่ไม่ได้ แต่ก็มีกลิ่นอายความนิ่งสงบแบบผู้ใหญ่
บ่ายสองโมงห้านาที อาจารย์คนนั้นก็เดินเข้ามา ยืนอยู่หน้าโพเดียมแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ
ฉู่ชิงก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เช่นกัน มีคนอยู่แค่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้น
ในยุคเก้าศูนย์ การเรียนการแสดงยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกลับ คนสมัครไม่เยอะ อีกทั้งภาควิชาการแสดงของสถาบันการแสดงกลางแต่ละปีก็รับคนแค่นั้น บางปีมีไม่ถึงยี่สิบคนก็เปิดคลาสแล้ว
ส่วนระดับอนุปริญญาจะมีมากกว่า อาจจะถึงร้อยสองร้อยคน แต่คุณภาพก็ต่างกันมาก หลักๆ คือจิตใจไม่นิ่ง คนพวกนั้นดูเหมือนไม่ได้มาเรียนการแสดง แต่มาอาศัยรัศมีของสถาบันการแสดงกลาง เพื่อชุบตัวให้เส้นทางอนาคตของการนั่งดริ๊งก์หรือเป็นเมียน้อยดูดีขึ้น
เมื่อเทียบกันแล้ว ชั้นเรียนปรับพื้นฐานยังดีกว่า อย่างน้อยก็มาเรียนกันจริงๆ
อาจารย์ท่านนั้นแซ่กู้ ไม่ได้สอนหนังสือ ถือว่าเป็นที่ปรึกษาของชั้นเรียนนี้
เธอเช็คชื่อเสร็จ ก็เริ่มอธิบายกฎเกณฑ์คร่าวๆ อย่างยืดยาว ชั้นเรียนปรับพื้นฐานต้องเรียนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ทุกสัปดาห์ หยุดเสาร์อาทิตย์ ระยะเวลาหนึ่งปี ความแตกต่างกับหลักสูตรปริญญาตรีคือ การเอาแก่นสารสี่ปีของพวกเขามารวมไว้ในปีเดียว สอนการแสดงล้วนๆ ดังนั้นวิชาสายสามัญอย่างภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนก็ไม่ต้องเรียนโดยปริยาย
ฉู่ชิงฟังหูไว้หู พอเอาไปเทียบกับชีวิตมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยความสดใสวัยรุ่นแบบที่เห็นในทีวี จู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความก๊อปปี้เกรดเออย่างรุนแรง น่าขายหน้าชะมัด!
แต่ก็แปลกประหลาดดีเหมือนกัน ตัวเองอายุยี่สิบสองแล้ว จู่ๆ ก็ได้กลับมาเรียนอีกครั้ง คนแปลกหน้าที่นั่งอยู่ในห้องเรียน นับจากวินาทีนี้ไป ก็จะมีคำเรียกขานที่ห่างเหินไปจากเขามากแล้ว นั่นคือคำว่า เพื่อนนักศึกษา
ครูหกูพูดจบ ก็แจกตารางสอนให้พวกเขา ฉู่ชิงมองดู พรุ่งนี้มีเรียนด้วย เป็นวิชาการแสดง ด้านหลังยังมีหมายเหตุบอกไว้ว่า: บทนำองค์ประกอบการแสดง
นี่มันตัวอะไรฟะ?
ตอนเลิกคลาส ไม่มีพวกเศรษฐีหน้าโง่ที่รอให้พระเอกมาทรมานโผล่พรวดออกมา แล้วก็พูดอย่างวางอำนาจว่าจะเลี้ยงข้าวร้องคาราโอเกะเพื่อนร่วมชั้น อย่างน้อยคนพวกนี้ก็คลุกคลีในสังคมมาหลายปีแล้ว ไม่ถึงกับโชว์ความต่ำตมแบบนั้นหรอก
ฉู่ชิงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองที่นี่ สิ่งเดียวที่ต้องเตรียมคือรูปถ่ายขนาดหนึ่งนิ้วสองใบ พรุ่งนี้ต้องส่งเพื่อทำบัตรประจำตัว
…………
ระหว่างทางกลับ เขาแวะไปที่ตลาดแรงงานซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ไปประกาศรับคนงาน แต่ก้มตัวมุดผ่านชายคากระเบื้องเตี้ยๆ วิ่งไปที่ประตูหลังของตลาด ตรงนั้นมีบ้านชั้นเดียวโทรมๆ หลังหนึ่ง ใช้ก้อนอิฐล้อมเป็นลานกว้าง มีขวดกระป๋องและเศษเหล็กสารพัดสีวางกองระเกะระกะเต็มไปหมด
นี่คือร้านรับซื้อของเก่า เถ้าแก่ก็ชื่อเถ้าแก่ เป็นมิตรภาพเชิงปฏิวัติที่ฉู่ชิงสร้างไว้ตอนที่มาเก็บของเก่าขาย เพราะตอนนั้นคนกลุ่มนี้เป็นพวกร่อนเร่ มีแค่ไอ้หมอนี่คนเดียวที่มีฐานที่มั่นแบบนี้ ฉู่ชิงเลยตั้งฉายาให้เขาว่าเถ้าแก่
"โอ้โห! ชิงจื่อ ไม่เจอกันเป็นปีเลยนะเนี่ย"
เถ้าแก่ใส่เสื้อกล้ามสีขาวฉลุลาย ไม่ว่าฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว ใต้เท้าก็ยังคงสวมรองเท้าผ้าพื้นหนาอยู่เสมอ หมอนี่ไม่เคยดึงส้นรองเท้าขึ้นมาใส่ดีๆ เลย จนกระทั่งส้นเท้ากับรองเท้าผ้ากลายเป็นสีเดียวกัน คนอื่นก็เลยนึกว่าเขาใส่รองเท้าหนังหุ้มข้อทรงสูงรุ่นใหม่ล่าสุด
ฉู่ชิงขี้เกียจพูดพล่ามกับเขา เลยถามตรงๆ "มีของใหม่ไหม?"
"มี! คุณดูสิ!"
เถ้าแก่มุดเข้าไปในบ้านสังกะสี หันตัวเข็นจักรยานออกมาสองคัน คันหนึ่งสภาพห้าสิบเปอร์เซ็นต์ อีกคันสภาพแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ด้านหน้ายังมีตะกร้าด้วย
ฉู่ชิงไม่สนหรอกว่ารถของเขาจะขโมยมาหรือขโมยมา เขาชี้ไปที่คันสภาพห้าสิบเปอร์เซ็นต์นั่นแล้วพูดว่า "คันนี้"
"นี่มันแบบมีเกียร์เลยนะ มิตรภาพก็ส่วนมิตรภาพ แต่เรื่องซื้อขายก็ต้องชัดเจน สามร้อย คุณเอาไปเลย!" เถ้าแก่บอก
ฉู่ชิงโยนแบงก์ห้าสิบไปให้ลวกๆ เข็นรถออกมา กระโดดขึ้นคร่อมแล้วเผ่นแน่บไปเลย
ถ้าพี่แยกไม่ออกแม้กระทั่งจักรยานหย่งจิ่วพังๆ กับจักรยานมีเกียร์ จะเอาหน้าไปไว้ไหนล่ะ?
ปั่นมาถึงเขตที่พัก ก็แบกขึ้นตึกอย่างหอบแฮ่กๆ พยายามปีนข้ามโอ่งผักดองอย่างยากลำบาก เอาไปจอดไว้ในโถงทางเดินบ้านตัวเอง จากนั้นก็ลงมาอีก แล้วปีนหอบแฮ่กๆ ไปที่บ้านของคุณหนูฟ่าน
พอถึงหน้าประตูบ้านเธอ ฉู่ชิงก็ได้กลิ่นควันบุหรี่ฉุนกึก มีควันลอยลอดออกมาตามช่องประตูเป็นระยะ
เขารีบควักกุญแจออกมาไขประตู พอเข้าไปก็เห็นควันตลบอบอวลไปทั้งห้อง มืดฟ้ามัวดินไปหมด กำลังจะตะโกนเรียกคน ก็เห็นคนๆ หนึ่งวิ่งออกมาจากห้องครัว สวมผ้ากันเปื้อนผืนใหญ่ แถมยังไอไม่หยุด
ฉู่ชิงถอนหายใจโล่งอก เปิดประตูอ้าซ่า พูดว่า "เธอทำอะไรเนี่ย ฉันนึกว่าไฟไหม้ซะอีก"
"แค่กๆ!" คุณหนูฟ่านโค้งตัวลงจนเงยหน้าไม่ขึ้น แทบจะไอเอาตับไตไส้พุงออกมา พูดว่า "ฉัน แค่กๆๆ ผัดกับข้าว แค่กๆ ผัดกับข้าวอยู่!"
"พี่สาวงั้นเธอก็เปิดหน้าต่างให้หมดสิ!"
ฉู่ชิงทั้งโกรธทั้งขำ ดึงตัวเธอออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกห้องก่อน แล้วตัวเองก็วิ่งเข้าไปปิดเตาแก๊สในห้องครัว จากนั้นก็เปิดหน้าต่างห้องนอนและระเบียงจนหมด ในห้องมีแต่ควัน คนอยู่ไม่ได้ ทั้งคู่เลยต้องยืนคุยกันอยู่ตรงโถงทางเดิน
คุณหนูฟ่านถูกรมควันจนตาแดงก่ำ มีน้ำตาคลอเบ้า พูดว่า "ทำไมฉันทำหมูผัดพริกเสฉวนไม่ได้สักทีนะ? คราวก่อนฉันยังทำออกมาดีอยู่เลย"
ฉู่ชิงประคองใบหน้าเธอ ยิ้มพลางพูดว่า "คราวก่อนฉันเป็นคนทำไปก่อนครึ่งนึง เธอแค่ลงไปผัดสองสามทีก็ได้กินแล้ว ถ้าอยากกินก็รอฉันกลับมาทำให้สิ"
คุณหนูฟ่านทำหน้าหงอย "เค้าอยากจะฉลองให้เธอนี่นา!"
ฉู่ชิงบอกว่า "ถ้าเธออยากทำ เดี๋ยวฉันสอน อย่ามั่วทำเอง เกิดไฟไหม้ขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง?"
ทั้งคู่ยืนคุยกันข้างนอกพักใหญ่ ควันในห้องถึงได้จางหายไป
เขามองของดำๆ ก้อนนั้นในกระทะแล้วก็ตกใจ ไอ้ของพรรค์นี้เอาไปทิ้งชักโครกยังกลัวจะส้วมตัน สุดท้ายก็ต้องเอาถุงพลาสติกซ้อนกันถึงสี่ชั้น มัดให้แน่นแล้วเอาไปทิ้งไว้หน้าประตู
เดิมทีเขาตั้งใจจะทำเอง แต่คุณหนูฟ่านหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม เขาเลยต้องคอยสอนทีละขั้นตอน ตั้งแต่หั่นเนื้อหั่นผัก ไปจนถึงสัดส่วนการผสมซอสโต้วป้านเจี้ยง และลำดับการผัดการใช้ไฟ ในที่สุดก็ทำหมูผัดพริกเสฉวนออกมาได้หนึ่งจานอย่างทุลักทุเล
ยายหนูยังทำซุปไข่ระย้ามาอีกอย่าง ไม่รู้ไปเรียนมาจากไหน ซุปนั่นข้นคลั่กเหมือนไข่คนเลย แล้วก็แอบเสกไวน์แดงออกมาขวดหนึ่งอย่างมีลับลมคมนัย ฉู่ชิงกลัวเธอจะผลาญเงินเล่น เลยดูให้ละเอียดหน่อย ก็ถือว่าโอเค เป็นแบบขวดละสิบหยวนในซูเปอร์มาร์เก็ต...
แต่ดันลืมซื้อที่เปิดขวด ทั้งคู่ปล้ำกับมันอยู่นาน สุดท้ายก็ใช้มีดปอกผลไม้แทงจุกไม้ก๊อกจนแหลกเละ งัดออกมาได้แบบดิบๆ ถึงจะได้ดื่มเข้าปาก
"ดูเธอสิ ฉันแค่ไปเรียน ทำซะเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้" ฉู่ชิงบ่นกระปอดกระแปด
"การเรียนมันก็เป็นเรื่องใหญ่โตอยู่แล้วนี่!" คุณหนูฟ่านหัวเราะคิกคัก
ผู้หญิงต้องการรายละเอียด ผู้ชายต้องการแค่ภาพรวม ถึงฉู่ชิงจะรู้สึกว่ามันวุ่นวายและเกินจำเป็นไปหน่อย แต่ก็ซาบซึ้งใจในความตั้งใจของเธอ
ยายหนูคีบกับข้าวให้เขาพลางถามว่า "วันๆ นึงเธอทำอะไรบ้าง ได้เจอดาราบ้างไหม?"
ฉู่ชิงบอก "ดารามันเจอกันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันก็ไปรายงานตัว แล้วครูประจำชั้นก็เปิดประชุม บอกว่าพรุ่งนี้ก็เริ่มเรียนแล้ว"
"นี่ตารางเรียน เธอดูสิ" พูดพลางหยิบกระดาษแผ่นบางๆ ที่สอดอยู่ในหนังสือปกน้ำเงินออกมา
"เขาเรียกว่าที่ปรึกษา ครูประจำชั้นอะไรกัน!" คุณหนูฟ่านส่งสายตาดูแคลนเขาแวบหนึ่ง รับตารางเรียนมากวาดตามอง แล้วยิ้มพูดว่า "ก็เหมือนตอนที่ฉันเรียนนั่นแหละ แค่ไม่มีวิชาสายสามัญ"
เธอหยิบหนังสือเล่มนั้นมาอีก ถามว่า "นี่อะไรเนี่ย?"
"บอกว่าเป็นตำราเรียน ฉันก็ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร"
คุณหนูฟ่านเปิดดู แล้วบอกว่า "อ้อ นี่เอาไว้ใช้ตอนเรียนวิชาบทพูด ก็คือสอนวิธีพูดบทนั่นแหละ ให้ฝึกตามนี้"
โรงเรียนที่เธอเคยเรียนที่เซี่ยงไฮ้คือโรงเรียนการแสดงเซี่ยจิ้น แม้จะไม่เป็นมืออาชีพเท่าสถาบันการแสดงกลาง แต่ก็รู้เรื่องพวกนี้ดี เธออธิบายส่วนที่เขาไม่เข้าใจให้ฟัง ฉู่ชิงเพิ่งจะเคยรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าการมีแฟนที่เรียนจบโรงเรียนศิลปะมาก็พึ่งพาได้เหมือนกัน
"จริงสิ พี่เหอโทรมาบอกว่ากำหนดเวลาเปิดกล้องแน่นอนแล้วนะ" จู่ๆ คุณหนูฟ่านก็พูดขึ้น
ฉู่ชิงถาม "วันไหนล่ะ?"
"อาทิตย์หน้า อืม วันที่สิบห้า ให้ทุกคนไปรวมตัวกัน"
พูดถึงตรงนี้ คุณหนูฟ่านก็รู้สึกผิดนิดหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเซ้าซี้ให้ฉู่ชิงเล่นองค์หญิงกำมะลอ ภาค 2 เขาก็คงไม่ต้องมาวุ่นวายกับการเรียนไปด้วย ต่อไปก็คงต้องวิ่งรอกระหว่างกองถ่ายกับโรงเรียน คงจะเหนื่อยน่าดู
แต่ฉู่ชิงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ สิ่งที่เขาคิดคือ วันที่สิบห้า... งั้นวันที่สิบหก ก็เป็นวันเกิดของยายหนูนี่นี่เอง







