เด็กน้อยอายุหกเดือนเริ่มสามารถออกเสียงพยางค์ต่าง ๆ ได้โดยไม่รู้ตัวแล้ว
ช่วงนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนตั้งใจฝึกลูกชายให้เรียกเขาว่า "พ่อ"
ตอนนี้ได้ยินลูกชายพูดเสียงคล้าย ๆ คำนั้นเข้า ก็ทำให้สวี่ซื่อเยี่ยนดีใจแทบบ้า
“ภรรยา ภรรยา ลูกเรียกพ่อได้แล้ว!” สวี่ซื่อเยี่ยนอุ้มลูกชายเข้าบ้าน โอ้อวดกับซูอันอิงอย่างภูมิใจ
ซูอันอิงได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา บางคนเป็นพ่อคนแล้วนะ ก็ยังไม่เห็นจะสุขุมขึ้นเลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งเหมือนเด็กเข้าไปทุกที
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่
“เด็กนิดเดียว จะไปรู้อะไร ก็แค่พูดตามใจปากนั่นแหละ
เมื่อสองสามวันก่อนยังพูดว่า ‘แม่’ อยู่เลย ไหนลองให้เขาพูดอีกทีซิ? เด็กอ้อแอ้แค่นี้จะคุ้มค่ากับที่เธอร้องเอะอะขนาดนั้นเหรอ?”
ซูอันอิงเคยดูแลน้องสาวมาก่อน จึงรู้เรื่องพวกนี้ดี
เด็กน้อยจะเริ่มเรียกคนจริง ๆ ได้ ก็ต้องประมาณสิบเดือนขึ้นไป พอหนึ่งขวบถึงจะพูดชัดหน่อย
บางคนพูดไม่ชัดก็ช้ากว่านั้นอีก หวังว่าเด็กหกเดือนจะเรียกพ่อได้ชัด ๆ น่ะ คิดมากเกินไปแล้ว
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ยอมเชื่อ อุ้มลูกกลับไปห้อง เล่นด้วยซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังให้เจ้าตัวน้อยพูดคำว่า "พ่อ" อีกครั้ง
แต่สวี่ไห่หยวนยังเล่นไม่พอ เอาแต่หันหน้าออกนอกหน้าต่างแล้วร้องเสียงอ้อแอ้ ไม่ยอมฟังคำพ่อ ไม่พูดคำว่า “พ่อ” อีกเลย
พ่อลูกคุยกันเหมือนไก่กับเป็ดอยู่นาน สุดท้ายสวี่ซื่อเยี่ยนก็ต้องยอมแพ้ อุ้มลูกกลับออกไปเล่นข้างนอก
ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์เจ้าตัวเล็กดีขึ้น หรือว่าเกิดไอเดียอะไรขึ้นมา จู่ ๆ ก็พูดเสียง “ป๊ะป๋า” ขึ้นมาอีก
เท่านี้ก็ทำเอาสวี่ซื่อเยี่ยนดีใจจนแทบบ้า
“เจ้าเด็กแสบ ต้องให้พ่อเป็นม้าให้ขี่ก่อน ถึงจะยอมเรียกพ่อใช่ไหมเนี่ย”
สวี่ซื่อเยี่ยนตีเบา ๆ ที่ก้นลูก แสดงความโกรธแบบขำ ๆ
เจ้าตัวเล็กไม่สนใจเลย หัวเราะคิกคักออกมา ฟังจากเสียงหัวเราะก็รู้ว่าเขามีความสุขมากขนาดไหน
“พอแล้ว พ่อกับลูกอย่าบ้าบอกันอยู่แถวนี้ รีบวางลงได้แล้ว ไปให้ฉี่ก่อน เดี๋ยวฉี่ใส่คอเข้าให้”
ซูอันอิงทำกับข้าวเสร็จ ถือทัพพีเดินออกมาจากครัว แล้วตะโกนบอกให้สวี่ซื่อเยี่ยนรีบพาลูกไปให้ฉี่
สวี่ซื่อเยี่ยนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาเล่นกับลูกมานานแล้ว
ถ้าเจ้าลูกชายฉี่ออกมาตอนนี้ สงสัยต้องอาบน้ำอุ่นให้แน่ ๆ
รีบวางลูกลง อุ้มไปให้ฉี่
แต่เจ้าตัวเล็กยังเล่นไม่พอ ไม่ยอมเลย เริ่มดิ้นรนไปมา
ซูอันอิงทนดูไม่ไหว อุ้มลูกออกไปที่สวนล่อให้สงบลง ไม่นานก็ได้ผล เด็กน้อยฉี่ออกมา
พอดีกับเวลาที่สวี่ซือฉินกลับจากที่ทำงาน เลยรีบล้างมือมากินข้าว
ครอบครัวหนึ่งนั่งกินข้าวด้วยกันอย่างอบอุ่น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงจากลำโพงประกาศว่า พรุ่งนี้ให้ไปเริ่มงานที่สะพานหมายเลขสอง คนที่ถูกเรียกชื่อให้เตรียมอุปกรณ์และมารวมตัวที่ที่ทำการทีม
ชื่อของสวี่ซื่อเยี่ยนอยู่ลำดับแรก แน่นอนว่าเขาเป็นหัวหน้าทีม
“พี่สาม ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ตงกัง พี่ก็เป็นตัวเด่นไปทุกงานเลยนะ เปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
สวี่ซือฉินฟังเสียงจากลำโพงแล้วก็รู้สึกประทับใจ
ตอนอยู่ที่บ้านหลังเก่า งานที่ได้แต้มแรงงานเยอะ ๆ มักจะไม่ได้ถึงตาสวี่ซื่อเยี่ยน
แต่มาดูตอนนี้ ทำงานน้อย แต่ได้แต้มมาก
ปีนี้ซูอันอิงคลอดลูก ต้องอยู่ไฟ เลี้ยงลูก ไม่มีโอกาสออกไปทำงานรับแต้มแรงงาน แต่แต้มที่บ้านปีนี้น่าจะยังมากกว่าปีที่แล้วอีก นี่แหละคือความเปลี่ยนแปลง
“จะต่างกันตรงไหน ก็ใช้ชีวิตเหมือนกันนั่นแหละ”
สวี่ซื่อเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ ตักไข่ตุ๋นป้อนลูกชาย
“ไม่ว่าอยู่ที่ไหน แค่ขยันทำงาน ใช้ชีวิตให้ดี ก็พอแล้ว
พี่สามคนนี้มีภรรยา มีลูก แค่นี้ก็พอใจมากแล้ว”
มีภรรยามีลูก มีบ้านเป็นของตัวเอง มีเงินเก็บ เท่านี้ก็ดีแล้ว
ในอนาคต พวกเขาจะมีบ้านที่ใหญ่กว่า มีเงินมากกว่า แล้วก็มีลูกสาวอีกสองคน เต็มบ้านไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เท่านี้ในชีวิตก็เพียงพอแล้ว
“จริงสิ ฉีหยุนเซิงส่งจดหมายมาว่า เจออาจารย์ฉู่แล้ว”
เฒ่าฉู่อยู่ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ไป่ชิวเอิน รับตำแหน่งรองอธิการบดีและยังเป็นศาสตราจารย์อะไรสักอย่าง ตอนนี้ฉันเขียนจดหมายตอบกลับไปแล้ว มอบหมายให้ฉีหยุนเซิงช่วยขอข้อมูลติดต่อของเฒ่าฉู่ให้หน่อย
พอฉันติดต่อเฒ่าฉู่ได้แล้ว ก็จะถามเลยว่าเขามีวิธีดี ๆ ที่จะรักษาอาการป่วยของเธอบ้างไหม
สวี่ซื่อเยี่ยนนึกขึ้นได้เรื่องนี้ รีบเล่าให้น้องสาวฟัง
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้แค่ชื่อเฒ่าฉู่เท่านั้น เรื่องอื่นของเฒ่าฉู่เขาไม่รู้อะไรเลย
ฉีหยุนเซิงก็เหนื่อยไม่น้อยกับการสืบหาข่าว แต่ในที่สุดเมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวดี รีบเขียนจดหมายมาแจ้งสวี่ซื่อเยี่ยน
ในจดหมายนั้น ฉีหยุนเซิงยังบอกด้วยว่า เขาจะค่อย ๆ สืบข่าวเรื่องเฒ่าฉู่เพิ่มเติม แล้วจะเขียนจดหมายมาแจ้งสวี่ซื่อเยี่ยนอีกที
สวี่ซื่อฉินได้ยินแล้วก็ชะงักไปนิด “พี่...มันจะได้ผลเหรอ?”
สวี่ซื่อฉินไม่กล้าหวังมาก กลัวว่าถ้าหวังไว้สูง จะผิดหวังมากเช่นกัน
“ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผล พวกเราก็ต้องลอง ลองแล้วถึงจะไม่สำเร็จก็ไม่เสียใจ
ตอนนี้เธอยังอายุน้อย ถ้ามีทางไหนที่ช่วยรักษาได้ ก็ต้องลองทุกทาง
ต่อให้รักษาไม่หายขาด แต่อย่างน้อยให้ดีขึ้นหน่อยก็ยังคุ้ม”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดอย่างหนักแน่น ไม่ว่ายากแค่ไหน เสียเงินเท่าไหร่ก็จะทำ
พี่ชายคิดถึงเธอขนาดนี้ สวี่ซื่อฉินจะพูดอะไรได้อีก?
“อื้ม ฉันเชื่อพี่ พี่บอกให้รักษา ฉันก็จะไปรักษาแน่นอน”
ความจริงในใจของสวี่ซื่อฉิน เธอก็หวังเหมือนกันว่าอยากจะยืดตัวตรง ๆ เหมือนคนทั่วไป
ตอนนี้พอมีความหวังบ้างแล้ว เธอก็หวังว่าจะได้ข่าวดีเร็ว ๆ นี้
“จริงสิ พี่สาม พอพี่ขึ้นเขาคราวหน้า ช่วยขุดดินปลูกดอกไม้มาให้หน่อยได้ไหม?
อาจารย์ฉันเลี้ยงกล้วยไม้จีนไว้หลายต้น สวยมากเลย ฉันชอบมาก
อาจารย์บอกว่าจะให้ต้นอ่อนฉันมาสองสามต้น ให้ฉันเอากลับมาเลี้ยงเอง
แต่ดินในแปลงผักที่บ้านเราไม่ดี ต้องเป็นดินดำจากภูเขาถึงจะเหมาะ”
สวี่ซื่อฉินนึกขึ้นมาได้ เธออยากปลูกดอกไม้สักหน่อย แต่ไม่มีดินดี ๆ ใช้
ชั้นดินดำหลังป่าหลังบ้านชั้นบางเกินไป ความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่เพียงพอ คงต้องใช้ดินจากที่ปลูกโสมมาก่อนถึงจะดี
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินก็เหมือนมีอะไรบางอย่างแวบขึ้นในหัว แต่ก็จับไม่ได้ว่าอะไร
คิดอยู่ตั้งนานก็ยังคิดไม่ออก เลยตัดใจไม่คิดแล้ว
“ได้สิ เรื่องง่าย เดี๋ยวสองสามวันนี้ฉันต้องขึ้นเขาไปดูโสม ตอนพักเที่ยงจะแอบเข้าไปในป่าขุดดินมาให้”
ดินที่เคยปลูกโสมมาแล้วใช้ไม่ได้ เพราะโสมดูดสารอาหารไปหมดแล้ว
ต้องขุดดินจากในป่า เอากลับมาผึ่งแดดก่อนถึงจะใช้ปลูกดอกไม้ได้
หลังอาหารเย็น ฟ้าก็เริ่มมืดลง
สมัยนั้นไม่มีทีวี ไม่มีอะไรให้ทำมาก ถึงหมู่บ้านตะวันออกจะมีไฟฟ้าแล้ว แต่คนก็เสียดายค่าไฟ เลยเข้านอนกันเร็ว
สวี่ไห่หยวนคงจะนอนกลางวันไปเยอะ ตอนกลางคืนเลยคึก ไม่ยอมนอน
นอนบนฟูกก็ไม่อยู่ นอนบ่นอุบอิบจ้องหน้าพ่อ เหมือนจะบอกให้พ่ออุ้มไปเล่น
สวี่ซื่อเยี่ยนจนปัญญา เลยต้องอุ้มลูกชายขึ้นมา โยนขึ้นฟ้าเบา ๆ แล้วรับไว้
สวี่ไห่หยวนเป็นเด็กใจกล้า ไม่กลัวเลย กลับยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข
ส่วนสวี่ซื่อฉินกับซูอันอิงที่ดูอยู่ถึงกับใจหายใจคว่ำ อยากจะเข้าไปแย่งลูกมาเลย
พี่สะใภ้กับน้องสาวจ้องมือตลอดเวลา กลัวสวี่ซื่อเยี่ยนจะพลาดรับไม่ทัน
สวี่ไห่หยวนเกิดมาก็อ้วน คงเพราะซูอันอิงมีน้ำนมดี เลี้ยงลูกชายจนตัวกลม ๆ เนื้อแน่น ๆ ตอนหกเดือนก็เกือบสิบกิโลแล้ว
สวี่ซื่อเยี่ยนโยนอยู่สิบรอบได้ ก็เริ่มเหนื่อย เลยเอาลูกคืนให้ซูอันอิง
“จริงสิ ที่บ้านยังมีคูปองซื้อวิทยุอยู่ใช่ไหม?
เดี๋ยวรอช่วงนี้ยุ่ง ๆ ผ่านไปก่อน ค่อยไปที่ซงเจียงเหอหรือที่อำเภอหาซื้อวิทยุสักเครื่องกลับมาเถอะ”
ไม่มีทีวีก็ไม่เป็นไร มีวิทยุก็พอแล้ว ตอนกลางคืนไม่มีอะไรเลย มันเงียบเหงาเกินไป







