ทั้งห้าคนตกลงกันเป็นเสียงเดียวกัน เวลามีคนถามก็บอกว่าไปเจอกอสมุนไพรระดับห้าของเถ้าแก่เหยี่ย แล้วก็แบ่งกันได้มาคนละประมาณห้าร้อยหยวน
พอเทียบกับตัวอย่างของกองที่หนึ่งและกองที่สามที่เคยขึ้นเขาไปหาของป่า คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
แม้จะมีคนรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นริษยาแบบที่ทำให้เกิดการกลั่นแกล้งลับหลังเหมือนกับบ้านใหญ่
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของพวกสวี่ซื่อเยี่ยนจึงไม่ได้ถูกรบกวนมากนัก ยังคงใช้ชีวิตทำหน้าที่ของตัวเองตามปกติ
พืชผลในนาก็เข้าสู่ช่วงสุกงอมแล้ว ช่วงนี้ไม่ต้องถอนหญ้าหรือพรวนดิน แค่รอเก็บเกี่ยวช่วงกลางถึงปลายเดือนกันยายนเท่านั้น
ในแปลงโสมก็ไม่ค่อยมีงานต้องทำ หลังเข้าฤดูใบไม้ร่วง พวกโสมที่ปลูกไว้สำหรับการค้าจะต้องเปิดผ้าคลุมให้ฝนตกลงมาชะโสมให้ชุ่มก่อนเก็บเกี่ยวและชั่งน้ำหนักขายในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
แต่ช่วงนี้ดันเป็นช่วงฟ้าใสแดดออก ต้องรอดูว่าเมื่อไหร่ฝนจะตก
ทางฝั่งแม่น้ำเสี่ยวเฮยกลับเป็นพื้นที่ที่ต้องรีบทำการไถพรวน หากปล่อยให้ฝนตกลงมา ก็จะต้องหยุดงานไปอีกหลายวัน
ดินที่แปลงปลูกโสมตากแดดมาหลายวันแล้ว รากหญ้าก็แห้งตาย ดินก็ร่วนขึ้นเยอะ ต้องรีบใช้ช่วงอากาศดีทำงานให้เสร็จ
แปลงโสมฝั่งแม่น้ำเสี่ยวเฮยมักจะเป็นความรับผิดชอบของสวี่ซื่อเยี่ยน การไถพรวนดินก็ต้องให้เขานำคนไปทำ
การไถพรวนดินต้องใช้คราดสามง่ามงัดดินที่ขุดไว้ขึ้นมา แล้วเหวี่ยงไปข้างหน้าในระยะประมาณหนึ่งเมตร
ใช้เท้าเตะ ใช้คราดตี ซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าดินจะละเอียด และรากหญ้าจะหลุดออกหมด
เมื่อไถพรวนดินเสร็จแล้ว ต้องรีบเก็บเศษรากไม้ รากหญ้า กวาดไปไว้สองข้างของแถวโสม แล้วตากแดดอีกสองสามวันก่อนนำไปเผาทิ้ง
ดินจะต้องพรวนให้ร่วนละเอียด ห้ามมีเป็นก้อน
บางจุดที่มีดินดำมากไป ยังต้องไปเอาดินเหลืองจากบนเนินเขามาผสมให้ได้สัดส่วนที่พอเหมาะ
จากนั้นใช้จอบผสมดินให้เข้ากัน เรียกว่าการ “พลิกดิน”
ต้องผสมดินให้ละเอียดและสม่ำเสมอ แล้วพับเป็นร่องดินที่แหลมปลาย
ร่องดินต้องตรง ปริมาณดินต้องพอเพียง หนา-บางเท่ากัน
เมื่อจัดการดินทั้งหมดจนกลายเป็นร่องเรียบร้อย ก็ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอน รอปลายฤดูใบไม้ร่วงจึงจะเริ่มปลูกโสม
พูดได้เลยว่างานในแปลงโสมนั้นไม่มีอะไรที่ง่ายเลย ทำไปทำมาเลอะเทอะเปื้อนดินทั้งตัว
เพื่อให้ทันกับสภาพอากาศ พวกเขาจึงต้องพักค้างบนเขาเพื่อทำงาน จะได้ไม่เสียเวลาเดินทางไปกลับ
พอพวกสวี่ซื่อเยี่ยนทำแปลงโสมเสร็จลงจากเขามา ตัวแต่ละคนก็เลอะเป็นเหมือนลิงโคลนไม่มีผิด
เดือนกันยายน สวี่ซื่อเสียงแบกกระเป๋าเดินทางไปเรียนต่อที่เมืองทงฮวา
ช่วงนั้นในบ้านกำลังยุ่งอยู่กับฤดูเก็บเกี่ยว ไม่มีใครมีเวลาว่างไปส่งเขา
ยังไงก็อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ขึ้นรถไฟแป๊บเดียวก็ถึง หนุ่มวัยยี่สิบกว่าเดินทางแค่นี้ไม่ต้องมีใครไปส่งหรอก
สมัยนี้เรียนมหาวิทยาลัยไม่ต้องเสียเงิน แถมยังมีเบี้ยเลี้ยงให้เดือนละสิบกว่าหยวน กินอยู่คนเดียวก็พอ ถ้าประหยัดหน่อยยังพอมีเงินเหลือด้วยซ้ำ
โจวกุ้ยหลานแม่ของเขาให้เงินติดตัวไปจำนวนหนึ่ง พี่ชายแต่ละคนก็ช่วยกันให้เงินกันคนละเล็กละน้อย สวี่ซื่อเสียงจึงมีเงินติดตัวพอใช้ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย
แม้คนอื่นในบ้านจะไม่ได้ไปส่ง แต่คู่หมั้นของเขาก็ไปส่งถึงทงฮวา
เธออยู่ที่ทงฮวาสองสามวันจนเห็นเขาจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยถึงค่อยกลับบ้าน
ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่ยุ่งที่สุด ผู้ชายต้องออกไปทำงานกับกองเก็บเกี่ยวข้าวโพดและถั่ว ตอนเช้ากับตอนเย็นก็ยังต้องทำไร่เล็กไร่น้อยของตัวเองอีก
ผู้หญิงก็ไม่ว่างเหมือนกัน ต้องเก็บผักจากสวนครัวมาจัดการให้เรียบร้อย
ไม่อย่างนั้นถ้ามีวันไหนเกิดน้ำค้างแข็งตกลงมา ผักทั้งหมดจะเสียหายหมด แล้วจะเอาอะไรกินล่ะ?
เพราะฉะนั้นต้องรีบเก็บเกี่ยว ผักแก่เก็บไว้ในห้องเก็บของที่อากาศเย็น ยังสามารถเก็บไว้กินได้อีกสักพัก
ส่วนผักอ่อน ๆ ก็ต้องหาวิธีหมักเก็บไว้กินหน้าหนาว
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงเวลาที่มีผักสดกินไม่ได้ยาวนานนัก พอมีน้ำค้างแข็งตกลงมาแล้ว ก็จะเหลือแค่กะหล่ำปลี หัวไชเท้า มันฝรั่ง เท่านั้น
เพราะฉะนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่จึงต้องรีบตากผักแห้ง หมักผักเค็มไว้
ผักทุกชนิดในสวนสามารถนำมาหมักไว้กินได้นาน
มะเขืออ่อน เอาไปนึ่งให้พอสุก พอเย็นแล้วผ่าออกตรงกลาง ใส่กระเทียมบดผสมเกลือและผักชีหั่นละเอียดลงไป
ใส่ในโอ่งแล้วปิดให้สนิท หมักไว้ไม่กี่วัน มะเขือหมักกระเทียมก็พร้อมกินได้
ถั่วฝักอ่อน พริกอ่อน หรือแม้แต่ใบพริกก็สามารถลวกน้ำร้อน โรยเกลือ แล้วหมักเก็บไว้ได้ทั้งนั้น
ถ้ามีเครื่องปรุงพอ ก็อาจใส่ต้นหอม กระเทียมหั่นบาง ๆ ลงไปด้วย จะยิ่งเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น
รากขึ้นฉ่ายกับรากผักชี ถูกขุดขึ้นมาจากดิน ล้างให้สะอาดแล้วลวกด้วยน้ำร้อน จากนั้นก็โรยเกลือลงไปขยำให้ทั่ว แล้วใส่ลงในโอ่ง
เวลาจะกินก็ค่อยเอาออกมา หั่นรากขึ้นฉ่ายเป็นแว่น กินตอนเช้าคู่กับข้าวต้ม เคี้ยวแล้วยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม
ยังไงเสีย ผู้หญิงที่ขยันขันแข็ง ก็สามารถแปรรูปทุกอย่างที่กินได้ให้กลายเป็นผักดองหรือผักแห้ง เก็บไว้กินตอนที่ไม่มีผักสด
นี่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เพราะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ฤดูหนาวมันยาวนานเกินไป
ไม่เหมือนภาคใต้ ที่มีผักสดให้กินตลอดทั้งปี
ฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง เป็นช่วงที่วุ่นวายที่สุดในรอบปี แต่ก็เป็นช่วงที่ชื่นใจที่สุดเหมือนกัน
แต่ละวันทำงานเหนื่อยจนแทบจะยืดหลังไม่ขึ้น แต่พอกลับถึงบ้าน เห็นพวงข้าวฟ่าง มัดข้าว ข้าวฟ่างพันธุ์ลูกผสมแขวนไว้บนรั้วสวน
ไม้ค้ำในสวนที่แขวนใบยาสูบสีเหลืองเรียงเป็นแนว พริกแดงเป็นพวงๆ กระเทียมถักเป็นเปียแขวนอยู่ตามผนังบ้าน ในโรงเก็บของเต็มไปด้วยฟักทอง มันเทศ มันมือเสือ มันฝรั่ง
แล้วพอเห็นหน้าภรรยาที่มีความสุข ลูกชายอวบอ้วนหน้าตาน่ารัก ต่อให้ลำบากเหนื่อยแค่ไหน ก็รู้สึกว่าคุ้มแล้ว
“มา ลูกชายคนโต มาหาพ่อสิ”
สวี่ซื่อเยี่ยนที่ทำงานมาทั้งวันกลับบ้าน ไม่สนใจความเหนื่อยบนตัว รีบยื่นมือไปอุ้มลูกชายขึ้นมา วางไว้บนคอ
เด็กตัวแค่หกเดือนแต่แข็งแรงแล้ว นั่งได้แล้ว
ตั้งแต่วันนั้นที่สวี่ซื่อเยี่ยนเล่นกับลูก เอาลูกวางไว้บนคอ เจ้าเด็กนี่ก็ติดใจ
ทุกครั้งที่เห็นสวี่ซื่อเยี่ยน ก็จะร้องอ้อแอ้แล้วยื่นมือมาให้อุ้ม ถ้าอุ้มเฉยๆ ก็ยังไม่พอใจ ต้องให้ขึ้นไปนั่งบนคอถึงจะยิ้ม
สวี่ซื่อเยี่ยนแบกลูกเดินทั่วบ้าน เจ้าหนูก็ไม่รู้จักกลัว ดีใจจนโบกไม้โบกมือร้องเสียงดัง
พ่อลูกสองคนเล่นกันคึกคักมาก จนซูอันอิงมองแล้วใจหายใจคว่ำ
“ระวังหน่อยสิ อย่าให้ลูกตกนะ มันสูงนะ ถ้าตกลงมาจะทำยังไง?”
ซูอันอิงยื่นมือจะรับลูก แต่เสี่ยวไห่หยวนไม่สนใจแม่เลย เล่นกับพ่ออย่างสนุกสนาน
“ภรรยา ไม่เป็นไรหรอก สบายใจได้ เดี๋ยวฉันเล่นกับลูกเอง เธอไปทำอาหารเถอะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนจับเอวลูกไว้แน่น จะปล่อยให้ตกได้ยังไง?
ก็เลยแบกลูกวิ่งจากในบ้านออกไปลานบ้าน แล้วก็เดินวนไปทั่วลาน
“มา ดูหมาของเรา”
เดินมาถึงข้างๆ ที่นอนหมา สวี่ซื่อเยี่ยนก็วางลูกลง ให้ยื่นมือไปแตะลูกหมา
ลูกหมาทั้งสี่ตัวอายุเกือบสองเดือนแล้ว เพิ่งหย่านมเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้เริ่มกินอาหารปกติได้แล้ว
ด้วยการดูแลอย่างใส่ใจของซูอันอิง ลูกหมาทั้งสี่ตัวโตสมบูรณ์ แข็งแรง เล่นซนกันทั้งวัน บางทีก็ตีกันเอง
สวี่ไห่หยวนต้องออกมาดูลูกหมาทุกวัน ชอบมาก ยื่นมือน้อยๆ ไปลูบตัวโน้นที ตัวนี้ที
เด็กน้อยไม่มีแรงควบคุมมือ อยู่ๆ ก็จับหลังคอลูกหมาตัวดำไว้แน่น
โชคดีที่เขายังไม่มีแรงมาก จับได้แค่ทีเดียว ก็ไม่ได้ยกหมาขึ้น
ลูกหมาตัวดำร้องแง๊วขึ้นมา สวี่ซื่อเยี่ยนรีบอุ้มลูกกลับมานั่งบนตัก
เด็กน้อยเอื้อมไม่ถึงลูกหมาแล้ว ก็เริ่มแกว่งขาเล็กๆ ดูท่าเหมือนจะเตะด้วย
“ไอ้ตัวแสบ พ่อว่าลูกโตขึ้นต้องเป็นพวกที่ชอบแหย่แมวแกล้งหมาแน่ๆ ตัวซนเลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนจับเท้าอวบๆ ของลูกไว้ ไม่ให้ดิ้นไปมา
“ฟังพ่อนะ นี่คือหมาของเรา ห้ามรังแกมันเด็ดขาด” สวี่ซื่อเยี่ยนพูดกับลูกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เสี่ยวไห่หยวนยังฟังไม่เข้าใจหรอก แค่หันไปมองพ่อด้วยความสงสัย “ป๊ะ ป๊ะ?”







