"ก็นับว่าใช่กระมัง แต่การที่ข้าจะมองเขาด้วยความชื่นชมนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ และคำพูดประโยคนั้นของท่านพ่อข้าก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงคำพูดตามมารยาท สกุลสวี่จงใจป่าวประกาศเรื่องนี้ออกมา ประการแรกเพื่อยกระดับฐานะของสวี่ควง ประการที่สองคือเพื่อบีบบังคับให้ข้ายอมจำนน"
เซี่ยซิงหานพูดอย่างโกรธเคือง "สกุลสวี่ถึงกับต่ำช้าเช่นนี้เชียวหรือ!"
เซียวเป่าเยวี่ยม้วนปลายผมอย่างไม่ใส่ใจ "จะนับว่าต่ำช้าก็คงไม่ได้ เพียงแต่วิธีการออกจะไม่ค่อยฉลาดนักก็เท่านั้น"
"ท่านไม่โกรธหรือเจ้าคะ"
ดวงตาทั้งคู่ของเซียวเป่าเยวี่ยเย็นชา
"ไม่มีอันใดน่าโกรธเคืองหรอก ตั้งแต่กั๋วกงผู้เฒ่าหลิวสละตำแหน่งซ่างซูลิ่งเป็นต้นมา ตำแหน่งนี้ก็ถูกควบโดยอ๋องจิ้งหลิง
สวี่เสี้ยวซื่อเป็นอู่ปิงซ่างซู นับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอ๋องจิ้งหลิงพอดี ทำงานร่วมกับอ๋องจิ้งหลิงเช้าค่ำ ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้นยิ่งนัก
แต่คนผู้นี้กะล่อนเป็นที่สุด ไม่ยอมผูกมัดตัวเองเข้ากับอ๋องจิ้งหลิงเพียงเท่านี้ ดังนั้นจึงต้องการเกี่ยวดองกับจวนของข้า เพื่อผูกมิตรกับองค์รัชทายาท
ในเวลาเช่นนี้ ท่านพ่อของข้าย่อมไม่ผลักไสสวี่เสี้ยวซื่อออกไป และองค์รัชทายาทเองก็มีเจตนาจะดึงตัวสวี่เสี้ยวซื่อมาเป็นพวก ดังนั้นเรื่องราวทั้งปวงจึงมาตกอยู่ที่ตัวข้า
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นแค่การหลอกใช้ซึ่งกันและกันเท่านั้น"
เซียวหลวน ซีชางโหวซึ่งเป็นบิดาของเซียวเป่าเยวี่ยเป็นพรรคขององค์รัชทายาทที่ทุกคนต่างรู้กันดี พอเซี่ยซิงหานได้ยินว่าทั้งองค์รัชทายาทและซีชางโหวต่างมีเจตนาจะสนับสนุนการแต่งงานครั้งนี้ นางก็อดเป็นห่วงไม่ได้จึงพูดขึ้นว่า
"แล้วพี่หญิงจะทำอย่างไรเจ้าคะ"
"หากข้าไม่ต้องการ ใครก็บีบบังคับข้าไม่ได้ ทว่าข้าอายุมากกว่าเจ้าสามปี นับว่าแต่งงานช้าแล้ว ต่อให้ประวิงเวลาต่อไป ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องแต่งอยู่ดี ในเมื่อบุรุษบนโลกนี้ส่วนมากก็เป็นแค่พวกดาดๆ ไร้ความสามารถ แล้วข้าจะต้องดิ้นรนไปไย แต่งกับใครก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ"
เซียวเป่าเยวี่ยยกมุมปากขึ้นอย่างเหยียดหยาม สีหน้าดูแคลนบุรุษทั้งใต้หล้า
เซี่ยซิงหานเกลี้ยกล่อมว่า "ผู้ที่ดาดๆ ไร้ความสามารถแม้จะมีมาก แต่ก็ใช่ว่าจะขาดแคลนผู้มีพรสวรรค์ที่แท้จริงนะเจ้าคะ"
"ผู้มีพรสวรรค์แล้วอย่างไรเล่า ก็แค่โอ้อวดฝีมือทางวรรณกรรม สลักเสลาถ้อยคำ ต่อให้บทความยอดเยี่ยมกลบเซียงหยู บทกวีเหนือกว่าเฉาจื๋อ แล้วจะมีประโยชน์อันใดต่อโลกใบนี้เล่า"
เซี่ยซิงหานพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"บทความนั้น คือมหาภารกิจในการบริหารบ้านเมือง คือเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่เป็นอมตะ!
ตั้งแต่โบราณกาล ผู้มีพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งฝากผลงานทางความคิดไว้ก็มี ผู้ที่สร้างคุณงามความดีก็มี เบื้องบนสังเกตดาราศาสตร์เพื่อตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของเวลา เบื้องล่างสังเกตมนุษยศาสตร์เพื่อหล่อหลอมใต้หล้า
คัมภีร์ซือจิงสามร้อยบทมีคุณธรรมในการสรรเสริญและเสียดสี ลำนำร่ายยาวแห่งราชวงศ์ฮั่นมีความหมายแฝงในการตักเตือน ล้วนสืบทอดมานับพันปี ได้รับการยกย่องไปหมื่นชั่วอายุคน จะพูดว่าไร้ประโยชน์ต่อโลกใบนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ"
เซียวเป่าเยวี่ยมองดูท่าทางขึงขังของเซี่ยซิงหาน จู่ๆ ก็ยื่นมือออกไปหยิกพวงแก้มงดงามของนาง อดไม่ได้ที่จะพูดพลางหัวเราะว่า "ดูท่าทางจริงจังของเจ้าสิ ต่อไปคงต้องแต่งงานกับผู้มีพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่เป็นแน่!"
เซี่ยซิงหานปัดมือของเซียวเป่าเยวี่ยออก ค้อนพลางพูดว่า "ข้ากำลังเป็นห่วงท่านอยู่แท้ๆ! ท่านยังจะมาล้อข้าเล่นอีก!"
ระหว่างที่กำลังหยอกล้อกันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงตะโกนแว่วมาจากข้างนอก
เสี่ยวหนิงเดินจ้ำอ้าวเข้ามา "แม่นางเซี่ย ท่านจงมาเจ้าค่ะ กำลังทุบประตูตะโกนอยู่ข้างนอก บอกว่าต้องการพบท่าน แต่เขาไม่ได้ส่งป้ายชื่อมาก่อน คนเฝ้าประตูจึงไม่กล้าเปิดประตูเจ้าค่ะ"
เซี่ยซิงหานมาอาศัยอยู่ที่จิงโจวในฐานะแขก จึงคุมเข้มเรื่องการเข้าออก หากไม่มีเทียบเชิญขอนัดพบ ประตูก็จะปิดสนิทมาโดยตลอด พอได้ยินว่าเป็นจงเช่อ นางก็พูดพลางหัวเราะว่า
"เขาจะส่งป้ายชื่ออะไรกัน คงเป็นเพราะไม่ยอมแพ้ คิดอยากจะมาทวงเอา 'อรรถาธิบายจวงจื่อ' ลายมือของกัวเซี่ยงกลับคืนไปละสิ ได้ยินมาว่าที่นั่นของเขายังมี 'อรรถาธิบายคัมภีร์เต้าเต๋อจิงของเหล่าจื่อ' อีกเล่มหนึ่ง เป็นฉบับโบราณเช่นกัน ดูท่าคงต้องแพ้เสียให้ข้าถึงจะยอมเลิกรา"
เซียวเป่าเยวี่ยลุกขึ้นยืน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ดุจดั่งจันทร์กระจ่างที่เพิ่งลอยขึ้น
"เสี่ยวซิงหานก็เอาชนะเขาต่อไป สนทนาเชิงปรัชญาบ้าง ศึกษาเรื่องชาบ้าง แบบนี้ก็ดีแล้ว อย่าไปสอดมือยุ่งกับเรื่องจุกจิกเลย ข้าออกไปทางประตูเล็กดีกว่า"
"พี่หญิงอย่าเพิ่งไปสิเจ้าคะ! ข้ายังต้องขอให้ท่านช่วยสอนข้า ว่าจะรักษาสำนักศึกษาประจำจวิ้นเอาไว้ได้อย่างไร!"
คนทั่วไปต่างคิดแค่ว่าเซียวเป่าเยวี่ยมีรูปโฉมงดงามโดยกำเนิด นิสัยเย็นชา เป็นคนที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านมากที่สุดในบรรดาสามหญิงงามแห่งเมืองหลวง แต่เซี่ยซิงหานกลับรู้ว่า พี่หญิงท่านนี้มีสติปัญญาวางแผนล้ำเลิศเหนือใคร แผนการในอกนั้น มากพอจะบดบังรัศมีของบุรุษในราชสำนักได้ตั้งเท่าไร ผู้คนต่างพากันคิดว่าซีชางโหวคือขุนนางผู้มีปัญญาขององค์รัชทายาท ทว่าอันที่จริงแล้วกุนซือที่ร้ายกาจอย่างแท้จริงซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง ก็คือบุตรสาวของซีชางโหว... เซียวเป่าเยวี่ยนั่นเอง!
เซียวเป่าเยวี่ยเม้มริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ดูเย้ายวนชวนหลงใหล น้ำเสียงนุ่มนวลกล่าวว่า
"เจ้าดูสิ นี่แหละคือเรื่องจุกจิก รอจนเรือบ้านเจ้ามาถึง ตรวจนับสินค้าเสร็จ จัดการเรื่องธุรกิจเรียบร้อยแล้ว ก็รีบกลับเจี้ยนคังทันที จำไว้ว่าอย่าเข้าไปพัวพันกับอ๋องปาตงเป็นอันขาด"
เซียวเป่าเยวี่ยพูดจบก็เดินจากไป โดยไม่หยุดรั้งรอแม้แต่น้อย
เซี่ยซิงหานขบคิดถึงคำพูดของเซียวเป่าเยวี่ย นางเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง พอเห็นเซียวเป่าเยวี่ยกำลังจะเดินห่างออกไป จึงร้องเรียกขึ้นว่า
"พี่หญิง! ที่ท่านมาจิงโจว เป็นเพราะต้องการมาเที่ยวชมสถานที่ชื่อดังจริงๆ หรือเจ้าคะ"
เซียวเป่าเยวี่ยไม่ได้หันหน้ากลับมา เพียงแค่ยกมือขวาขึ้น ขยับนิ้วมือที่เรียวยาวขาวผ่อง ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่งดงามบริสุทธิ์หาใดเปรียบ
......
ด้านนอกจวนเซี่ย จงเช่อมือหนึ่งดึงตัวหวังหยางเอาไว้ ส่วนอีกมือก็เคาะประตูเสียงดังตึงๆ
"แม่หนูเซี่ย! เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้นะ! อย่ามัวแต่หลบอยู่ข้างในแล้วไม่ส่งเสียงสิ!"
หวังหยางมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เอ่ยต่ออย่างหยั่งเชิง "ข้ารู้นะว่าเจ้าอยู่บ้าน"
"เจ้ารู้ได้อย่างไร" จงเช่อถามอย่างสงสัย
"ท่านจง ข้าปวดท้องจริงๆ ท่านปล่อยข้าไปเถอะขอรับ!"
หวังหยางไม่อยากมาพบเซี่ยซิงหานจริงๆ
แม้ว่าแม่นางน้อยรูปงามผู้นี้จะเจริญหูเจริญตาจริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน อีกทั้งเมื่อวานนี้นางเพิ่งจะช่วยเขาคลี่คลายวิกฤตกลางตลาด แล้วตอนนี้เขากลับมาช่วยจงเช่อบุกมาหาเรื่องนางถึงที่นี่ เช่นนี้มิใช่เป็นการเพิ่มความแค้นใหม่เข้าไปอีกหรอกหรือ
จงเช่อหยุดเคาะประตู เอ่ยถามอย่างสงสัย "ปวดท้องจริงๆ หรือ"
หวังหยางรีบพูดทันที "ใช่ขอรับๆ! ปวดจริงๆ ขอรับ!"
จงเช่อใช้แรงทุบประตูทันที พร้อมกับพูดเสียงดังว่า "รีบเปิดประตู น้องชายของข้าจะไปเข้าห้องน้ำ!"
หวังหยางแทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาคำโต!
เอี๊ยด
ประตูใหญ่เปิดออก เสี่ยวหนิงยิ้มแย้มเต็มหน้า คารวะจงเช่อ "แม่นางของข้าเชิญท่านเข้าไปเจ้าค่ะ... เป็นเจ้าหรือ!"
พอเสี่ยวหนิงเห็นหวังหยาง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
จงเช่อมีท่าทีฮึกเหิม "เรียกแม่หนูเซี่ยออกมา! วันนี้ข้าพาตัวยอดฝีมือด้านการสนทนาเชิงปรัชญามาด้วย จะต้องปราบความอวดดีของนางให้ได้!"
"เจ้าห้ามเข้า! แม่นางของข้าไม่ได้เชิญเจ้า!" เสี่ยวหนิงจ้องมองหวังหยางด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
บ่าวชายในจวนหลายคนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็มองมาที่หวังหยางอย่างระแวดระวัง
จงเช่อลากหวังหยางเดินเข้าไปข้างในโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น "เขาเป็นน้องชายของข้า มากับข้า มีเหตุอันใดถึงเข้าไม่ได้"
เสี่ยวหนิงรีบวิ่งเหยาะๆ กลับไปรายงานเจ้านาย จงเช่อกลัวว่าเซี่ยซิงหานจะได้ยินข่าวแล้วหลบซ่อนตัว จึงวิ่งตามไปเช่นกัน ระหว่างที่วิ่งก็ยังกวักมือเรียกให้หวังหยางตามมาติดๆ
หวังหยางอยากจะไป แต่ประการแรกคือยังต้องพึ่งพาจงเช่อจัดการเรื่องทะเบียนสำมะโนครัว ประการที่สองคือเข้ามาข้างในประตูแล้ว บ่าวชายของจวนเซี่ยก็ล้อมกรอบอยู่ เขาจึงทำได้เพียงกัดฟัน วิ่งตามหลังจงเช่อไปอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวหนิงและจงเช่อไปถึงพร้อมๆ กันแทบจะในเวลาเดียวกัน
ใต้ระเบียงทางเดิน มีการปูเบาะรองนั่งผ้าต่วนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว โต๊ะตัวเล็ก ชุดน้ำชา พัดหางกวาง และธูปหอม ล้วนจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ
เซี่ยซิงหานนั่งคุกเข่าอยู่บนผ้าต่วนทอ หน้าตางดงามอ่อนหวาน ท่วงท่าสง่างาม
"แม่นางเจ้าคะ "
ไม่ทันรอให้เสี่ยวหนิงรายงาน จงเช่อก็ชิงพูดขึ้นว่า "แม่หนูเซี่ย! ไม่เปิดประตูตั้งนาน เป็นเพราะกลัวข้าอย่างนั้นรึ"
เซี่ยซิงหานยิ้มบางๆ พลางพูดว่า "ท่านลุงจง แพ้พนันก็ต้องยอมรับสิเจ้าคะ คราวที่แล้วแพ้รวดสองกระดาน ยังไม่ยอมแพ้อีกหรือเจ้าคะ"
"เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป! คราวนี้ข้าพาตัวยอดฝีมือด้านการสนทนาเชิงปรัชญามาด้วย! ต้องทำให้เจ้ายอมก้มหัวรับความพ่ายแพ้ให้จงได้!"
"อย่างนั้นหรือเจ้าคะ อยู่ที่ใดกัน" เซี่ยซิงหานถามกลั้วรอยยิ้ม
"น้องหวัง ทำไมเพิ่งมาเล่า เร็วเข้า!"
หวังหยางอยู่ภายใต้การจับตามองของบ่าวชายหลายคน มีสีหน้าอึดอัดใจ เดินมาถึงอย่างเชื่องช้า
พอเซี่ยซิงหานเห็นหวังหยาง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป
หวังหยางรีบประสานมือคารวะพร้อมกับพูดว่า "เมื่อวานนี้ได้รับความช่วยเหลือจากแม่นางเซี่ย ผู้น้อยซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้ขอรับ"
จงเช่อชะงักไป "พวกเจ้ารู้จักกันหรือ"
เซี่ยซิงหานกำหมัดน้อยๆ แน่น ตวาดว่า "เด็กๆ! ตีเติงถูจื่อผู้นี้ออกไปจากจวนเดี๋ยวนี้!"
เหล่าบ่าวชายมีท่าทางดุดัน พุ่งตรงเข้าไปหาหวังหยางทันที
หวังหยางนั้นฝีปากกล้าก็จริง แต่พลังการต่อสู้กลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เมื่อต้องมาเจอกับสถานการณ์ที่จู่ๆ ก็ลงไม้ลงมือเช่นนี้ ทำได้เพียงถอยหนีพลางร้องตะโกนว่า "แม่นางเซี่ย มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถิด!"
ในเวลานั้นเอง ภายในหัวของเขาก็พลันปรากฏภาพร่างของสตรีชุดเขียวที่ตลาดเมื่อวานนี้ขึ้นมา
หากตัวเองมีฝีมือเหมือนอย่างนางล่ะก็ ยังจะต้องกลัวบ่าวชายพวกนี้อีกหรือ







