ใกล้เข้ามาแล้ว!
ยิ่งใกล้เข้ามาอีก!
ชายหนุ่มแคว้นตงอี๋ผู้นั้นที่ถูกล้อมรอบด้วยทหารม้าหลายร้อยนายมองดูซินจั๋วที่ควบม้าพุ่งเข้ามา นอกจากจะไม่กลัวแล้ว เขายังแสยะยิ้มพลางพึมพำภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องออกมาสองสามประโยค
ทหารม้าแคว้นตงอี๋ผู้ดุร้ายหลายสิบนายพุ่งเข้าหาซินจั๋ว ชุดเกราะหนังปลิวไสวไปตามสายลม ดาบโค้งในมือชูขึ้นสูง
ระยะห่างใกล้มากจนสามารถมองเห็นเกราะหน้าตาประหลาดบนหน้าม้าศึกของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงใบหน้าหยาบกร้านของทหารม้าและคมดาบในมือที่ยังมีรอยเลือดไม่แห้งกรังได้อย่างชัดเจน
ซินจั๋วสูดหายใจลึก ท่ามกลางเส้นผมยาวที่ปลิวไสว เขาควบม้าพร้อมกับตวัดหอกกวาดออกไป เงาหอกปราณแท้ที่สว่างวาบราวกับงูดำลอบโจมตี กลิ่นอายที่แปลกประหลาดและคาวเลือดสะกดข่มพลังการพุ่งทะยานของทหารม้าหลายสิบนายฝั่งตรงข้ามในชั่วพริบตา
หอกพุ่งทะยานดั่งมังกร ประกายเย็นเยียบสว่างวาบ
“ฉึก ฉึก ฉึก...”
ทหารม้าเหล่านี้อาศัยความกล้าหาญและพลังเลือดลมของกลุ่มเป็นหลัก ระดับพลังถือว่าธรรมดามาก ทหารม้ากว่าสิบนายที่อยู่แนวหน้าพร้อมกับม้าศึกถูกแทงจนแหลกละเอียดในพริบตา ชิ้นส่วนมนุษย์และซากม้าตกกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ทหารม้าคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ไม่ทันตั้งตัว ค่ายกลทัพจึงปั่นป่วนขึ้นมาทันที
ก็อาศัยจังหวะนี้แหละ
ซินจั๋วอาศัยแรงส่งจากม้าที่พุ่งไปข้างหน้า ออกแรงที่ขาทั้งสองข้าง ใช้วิชาท่าร่างพลิ้วไหวไต่เมฆาร้อยเล่ห์ กระโจนขึ้นไปกลางอากาศ เข้าใกล้ชายหนุ่มแคว้นตงอี๋ผู้นั้น
ความดูแคลนและรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นหายไปในพริบตา เขาชะงักไปครู่หนึ่ง รีบดึงบังเหียนม้าถอยหลัง ทหารม้าข้างกายก็พากันเข้ามาล้อมวงแล้ววงเล่า ขวางหน้าเอาไว้ทันที
แต่ทว่าซินจั๋วได้ตวัดหอกออกไปแล้ว เป็นการโจมตีสุดกำลังด้วยวิชาหอกกลายพันธุ์หลอมรวมระดับเจ็ด 【วิชาทวนเทพไร้ลักษณ์สุนัขคำรามจอมราชันย์คลั่งกระหายทำลายล้าง】!
ปราณแท้อันรุนแรงพุ่งกระแทกไม่หยุดหย่อน เงาหอกสีดำขนาดใหญ่ตามติดปลายหอกส่งเสียงสุนัขเห่าดังแสบแก้วหู ราวกับมังกรฟ้าที่จ้องจะกลืนกินผู้คน
“ฟิ้ว!”
“ตู้ม!”
ทหารม้าแคว้นตงอี๋เกือบร้อยนายชูดาบโค้งร้องตะโกนเสียงหลงเข้ารับมือ แต่กลับถูกเงาหอกอันน่าสะพรึงกลัวซัดเข้าใส่ตัวและทำลายลงในพริบตา ทั้งคนทั้งม้าล้มระเนระนาดกันเป็นแถบ
ประกายหอกจุดหนึ่ง ทะลวงผ่านฝูงชน แทงเข้าที่หน้าอกของชายหนุ่มแคว้นตงอี๋ผู้นั้นอย่างจัง
“บังอาจ!”
ชายหนุ่มร้องอุทานเสียงหลงออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็ถูกแรงมหาศาลผลักจนล้มคว่ำลงไปบนหลังม้า เลือดสดๆ ไหลหยดติ๋งๆ อาบไปทั่วตัวม้า
กระบวนท่าของซินจั๋วในตอนนี้หมดแรงส่งแล้ว เขาร่วงลงสู่พื้น เมื่อเห็นว่ากำลังจะถูกทหารม้าแคว้นตงอี๋ล้อมกรอบ ก็รีบใช้ปลายเท้าแตะพื้น กระโจนขึ้นไปบนหลังม้าขาวของตนที่วิ่งเตลิดอยู่ไกลๆ ตวัดแส้ม้า แล้วควบหนีไปอย่างรวดเร็ว
บังเอิญวิ่งผ่านหัวหน้าหมู่ของกองทัพต้าโจวผู้มีร่างกายกำยำและสะพายธนูแข็งอยู่บนหลัง ซินจั๋วไม่คิดอะไรมาก แย่งคันธนูของอีกฝ่ายมา หยิบลูกธนูออกมาหนึ่งดอก
หัวหน้าหมู่ทัพต้าโจวผู้นั้นสะดุ้งตกใจ “ราชันโจร ธนูของข้าเป็นธนูแข็งหกสือเจ้าง้างไม่...”
คำพูดที่เหลือพูดไม่ออกแล้ว
ซินจั๋วควบม้าหันกลับมา แขวนหอก แล้วง้างสายธนูจนสุดราวกับพระจันทร์เต็มดวง การกระทำทั้งหมดนี้ ลื่นไหลรวดเดียวจบ
จากนั้น หรี่ตาข้างหนึ่ง ลืมตาโพลงอีกข้างหนึ่ง เล็งไปยังชายหนุ่มแคว้นตงอี๋ผู้นั้น
“ฟุ่บ ”
ลูกธนูดั่งสายฟ้าแลบ แหวกอากาศ พุ่งตรงออกไป
น่าเสียดายที่ไม่มีประสบการณ์ ยิงธนูเบี้ยวไป
“ฉึก ฉึก...”
ทะลวงผ่านชุดเกราะของทหารม้าแคว้นตงอี๋ไปสองนายรวด สุดท้ายก็ยิงโดนแค่ก้นม้าศึกของชายหนุ่มผู้นั้น
ม้าศึกเจ็บปวด ร้องเสียงหลงกระโดดโหยง
ชายหนุ่มร่วงหล่นลงมาอย่างแรง ล้มหน้าคะมำจนปากคาบดิน
'ไม่เคยยิงธนู น่าเสียดายจริงๆ'
ซินจั๋วสบถด่าในใจ โยนธนูคืนให้หัวหน้าหมู่ทัพต้าโจวผู้นั้นอย่างลวกๆ ดึงบังเหียนม้า พุ่งตรงไปตามหาพวกชุยอิงเอ๋อร์ที่อยู่ไกลออกไป
หัวหน้าหมู่ทัพต้าโจวผู้นั้นอึ้งไปพักใหญ่ พึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “พี่ชายท่านนี้... โคตรดุเดือดเลย!”
บนกำแพงเมือง ซูเมี่ยวจิ่น มู่หรงเหลย และคนกลุ่มใหญ่ดูตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่พลาดไปแม้แต่ลมหายใจเดียว ดูไปลุ้นระทึกไปตลอดการกระทำ
หยวนโหย่วหรงอดไม่ได้ที่จะลืมความแค้นที่มีต่อซินจั๋ว นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ “เด็ดหัวขุนพลท่ามกลางกองทัพนับหมื่น ช่างน่าหวาดเสียวจริงๆ!”
“ก็วิชาหอกของซินจั๋วมันแปลกประหลาดเกินไป สามารถกวาดโจมตีเป็นหมู่ได้ เปลี่ยนเป็นคนอื่นเกรงว่าคงถูกพลังเลือดลมของทหารม้ากลุ่มใหญ่สะกดข่มราวกับติดหล่มไปแล้ว
อีกอย่างเขาโชคดีมาก ขุนพลกองทัพกบฏและขุนพลแคว้นตงอี๋ล้วนอยู่ด้านหน้า แต่ก็ต้องบอกเลยว่า โจรแซ่ซินผู้นี้ยังดุดันจนทำให้คนทอดถอนใจได้อยู่ดี!”
มู่หรงเหลยปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก
“ชายหนุ่มแคว้นตงอี๋ผู้นั้น ดูเหมือนว่า...”
ซ่งตงสีที่เคยไปแคว้นตงอี๋หลายครั้งสะดุ้งตกใจ “ผู้นำเผ่าใหญ่จูหยาง บุตรชายคนโตของหลินโจวอ๋องลูกพี่ลูกน้องของโอรสสวรรค์แห่งแคว้นตงอี๋ หนานเจ๋อจวิ้นอ๋องอาป๋าตู ได้ยินมาว่าอายุสิบเจ็ดปี มีวิชาคุณไสยระดับรองเจ็ด มีทั้งความกล้าและกลยุทธ์ ถึงกับไม่มีโอกาสตอบโต้ในเงื้อมมือของซินจั๋วเลยหรือ?”
ระดับจวิ้นอ๋องแห่งแคว้นผู้สง่างามถูกประมุขใหญ่โจรภูเขาของต้าโจวทำร้ายบาดเจ็บท่ามกลางกองทัพนับหมื่น พูดออกไปจะมีใครเชื่อไหม?
...
“กระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามโพรง ชายปล้นหญิงชั่ว ซินจั๋วกับพวกหายไปไหนแล้ว?”
ที่ใต้กำแพงเมือง ซ่างกวนฟ่านชิ่งและพวกที่ไม่รู้เรื่องการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย ดันไปยืนอยู่ทางปีกขวาของทหารม้าทัพต้าโจวอย่างงงๆ ถูกทหารม้าศัตรูกัดไม่ปล่อย ล้อมกรอบจนน้ำแทบไม่หยดรอดไปได้
กว่าจะตีฝ่าถอยไปได้ระลอกหนึ่ง ซ่างกวนฟ่านชิ่งมองไปรอบๆ กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของซินจั๋ว
ที่พวกเขามาในครั้งนี้ ความจริงแล้วถูกกระตุ้นจากจดหมายของซินจั๋วฉบับนั้น โจรภูเขาอย่างเจ้ายังมีความกล้าหาญถึงเพียงนี้ ในฐานะที่เป็นราษฎรต้าโจวเหมือนกัน ทำไมพวกเราถึงจะทำไม่ได้?
ผลปรากฏว่าทางนี้ต่อสู้กันจนเละเทะไปหมด แต่ซินจั๋วกับพวกกลับหายตัวไป? สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกสูญเสียอย่างประหลาด
หวังหูลู่ตาไว ชี้ไปทางซินจั๋วที่ควบม้าทิ้งฝุ่นตลบไปไกลแล้ว ด่าทอเสียงหลง “ไอ้หมอนั่นหนีไปแล้ว!”
ซ่างกวนฟ่านชิ่งชะเง้อคอมองไป ก็มึนงงไปชั่วขณะ ตกลงกันแล้วว่าจะมารับใช้ชาติด้วยกันไม่ใช่หรือไง? หนีไปมันหมายความว่ายังไงวะ?
คุณชายเจียงเฮ่อจู๋ถูกคนฟันไปหนึ่งดาบ เลือดที่หัวไหล่ไหลเป็นทาง เดิมทีก็มีไฟคุกรุ่นอยู่ในท้องเต็มไปหมด ตอนนี้ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว คำรามด้วยความโกรธ “ซินจั๋วไอ้โจรบัดซบ ข้าจะฟ้องร้องเจ้า! เจ้าแค่มาโชว์เทพต่อหน้าผู้คนชัดๆ!”
ระหว่างที่กำลังคำรามอยู่นั้น ทหารม้าศัตรูที่อยู่ข้างกายจู่ๆ ก็ถอยร่นไปราวกับน้ำลด ทหารศัตรูที่อยู่ไกลออกไปก็ถอยกลับไปอย่างเป็นระเบียบเช่นกัน
“นี่มัน...”
คนกลุ่มหนึ่งอดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
พลันได้ยินเสียงคนตะโกนดังมาจากแดนไกล “ทัพศัตรูพ่ายแล้ว! ทัพศัตรูพ่ายแล้ว!”
“องค์ชายตงอี๋บาดเจ็บสาหัสใกล้ตายแล้ว!”
“องค์ชายตงอี๋ตายแล้ว!”
“ใครเป็นคนทำ?” นายพลจงอู่ ตู้หรูเฟิง ที่ทั้งตัวเปื้อนเลือดคำรามลั่น “ข้าจะเลื่อนขั้นให้เขา!”
บนกำแพงเมือง มู่หรงเหลยจำต้องตอบกลับไปประโยคหนึ่ง “เรียนท่านนายพล เป็นฝีมือของซินจั๋ว โจรภูเขาแห่งภูเขาพิชิตมังกรขอรับ!”
“โอ้? แล้วซินจั๋วเล่า?”
“เอ่อ...”
'หนีไปแล้ว? พูดได้ไหมเนี่ย?'
'ไอ้โจรน้อย!'
ซูเมี่ยวจิ่นมองไปยังทิศทางที่ซินจั๋วจากไปซึ่งไกลออกไปจนเหลือเพียงกลุ่มควันจางๆ มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมา
'ช่างทำให้คนดูไม่ออกจริงๆ!'
...
“ประมุขใหญ่ พวกเราหนีมาแบบนี้ จะไม่เป็นไรแน่หรือขอรับ?”
“นั่นสิขอรับ! ข้างหน้าเลือดสูบฉีดพุ่งพล่าน ผลสุดท้ายหันหลังหนีกลับมาดื้อๆ รู้สึกเขินๆ ยังไงชอบกล”
“ไม่ต้องลนลาน! สนามรบวุ่นวายเละเทะเป็นโจ๊ก ใครจะไปรู้ว่าพวกเราเป็นยังไงบ้าง? น่าจะไม่มีใครเห็นหรอก!”
คนของค่ายพิชิตมังกรกลับมาถึงค่ายแล้ว ซินจั๋วนั่งกางแขนกางขาอย่างผ่าเผยอยู่บนเก้าอี้หนังพยัคฆ์ หัวเราะเบาๆ “การบีบบังคับทางศีลธรรมระลอกนี้มั่นคงแล้ว ไม่ว่าพวกเราจะหนีตาย หรือถูกตีจนแตกพ่าย อย่างน้อยภาพลักษณ์โจรผู้มีคุณธรรมก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ชื่อเสียงก็มาถึงที่ ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจ พวกเราควบคุมความพ่ายแพ้หรือชัยชนะไม่ได้หรอก”
มู่หรงซิวครุ่นคิดเล็กน้อย “ต้องติดตามเรื่องสงครามสักหน่อยไหมขอรับ? ข้าส่งจดหมายกลับไปถามที่บ้านดีไหม?”
ซินจั๋วคำนวณเวลา ใช้เวลาเดินทางกลับมาวันกว่าๆ น่าจะรู้ผลแพ้ชนะไปตั้งนานแล้ว จึงพยักหน้าพูด “ถามดูก็ดี!”
ทุกคนทานอาหารกลางวันกันอย่างง่ายๆ แล้วพักผ่อนกันครู่หนึ่ง
ตอนบ่ายมู่หรงซิวเรียกเหยี่ยวขาวตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนหลังคาลงมา แล้วเขียนจดหมายส่งกลับไปที่บ้าน
ไป๋เจียนซี่และหานจิ่วหลางขุดดินที่ลานบ้านและพื้นที่ว่างทางทิศตะวันตก บุกเบิกที่ดินรกร้าง เตรียมปลูกผักฤดูหนาวและย้ายต้นไม้ผลป่าบางส่วนมาปลูก
หวงต้ากุ้ยไปเก็บฟืนในป่าบนเขา
ชุยอิงเอ๋อร์พาหานชีเหนียงเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้าและทำรองเท้า
ส่วนซินจั๋วก็พาเสี่ยวหวงไปนั่งใต้ป่าเมเปิลมังกรด้านหน้า มองดูทิวทัศน์ภูเขา สบายอารมณ์สุดๆ
บนท้องฟ้ามีเมฆขาวบริสุทธิ์ บนพื้นดินมีป่าเขาในฤดูใบไม้ร่วงทอดยาวเป็นลูกคลื่น ลมภูเขาพัดโชย ช่างสุขใจเสียนี่กระไร!
'ถ้าไม่มีอันตรายถึงชีวิต ชีวิตโจรภูเขาแบบนี้ ก็ไม่เลวเหมือนกัน!'
เปิดบ่อชมจันทร์ สังเกตวิญญาณสังเวยรอบหนึ่ง นอกจากพวกของมู่หรงซิวและเสี่ยวหวงที่กินพื้นที่ไปเจ็ดตำแหน่งแล้ว ที่เหลือก็คือพวกของมู่หรงเหลย
ในตอนนี้คนเหล่านี้ยังไม่มีคุณสมบัติที่แบ่งปันได้
แต่ก็ควรจะพักสักระยะหนึ่งได้แล้ว ทุกครั้งที่เปลี่ยนเคล็ดวิชาและวิชายุทธ์ ถึงแม้ว่าจะมีความไม่รู้มากมายและการเลื่อนระดับจะมีความสุขมาก แต่ภาระต่อร่างกายก็หนักเกินไป รู้สึกเหมือนเส้นลมปราณและอวัยวะภายในทั้งห้าถูกตะแกรงร่อนมาอย่างนั้น ปวดหนึบๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ยากที่จะกลับเป็นปกติ
เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว พระอาทิตย์ตกดินทางทิศตะวันตก แสงสะท้อนยามเย็นอาบไปทั่วท้องฟ้า ส่องให้ค่ายกลายเป็นสีเหลืองทองไปทั้งแถบ
ปล่องควันในห้องครัวกำลังมีควันลอยกรุ่น วันนี้ชุยอิงเอ๋อร์อารมณ์ดี พาพวกหานชีเหนียงเตรียมอาหารค่ำ
เสี่ยวหวงเล่นมาครึ่งค่อนวันก็ไม่รู้สึกเหนื่อย ตอนนี้กำลังหันหลังให้แสงอาทิตย์ยามเย็น วิ่งไล่ตามนกกระจอกตัวหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง
ซินจั๋วว่างไม่มีอะไรทำ จึงเดินตามลงไปจากยอดเขา
มาตั้งนานแล้ว นอกจากการไปแอบขโมยของกินที่อารามจันทราวารีครั้งนั้น ก็ยังไม่เคยมองดูบริเวณยอดเขานี้ดีๆ เลย
ด้านล่างยอดเขาด้านหน้า เป็นป่าต้นสนที่หนาแน่น เสี่ยวหวงคลาดกับนกกระจอกแล้ว ฉี่รดริมป่าไปหนึ่งทียกเพื่อเตรียมตัวกลับ จู่ๆ ก็ตั้งหูฟังอะไรบางอย่าง จากนั้นก็วิ่งใส่เกียร์หมากลับมา กัดขากางเกงของซินจั๋ว ลากถอยไปข้างหลัง
ซินจั๋วก็มีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเช่นกัน เพิ่งจะถอยหลัง เสียงลมแหวกอากาศเป็นระลอกและเงาร่างคนก็วูบไหวอยู่ตรงหน้า ถูกล้อมซะแล้ว
แม่ชีวัยกลางคนสี่รูป สวมจีวรสีทองเหมือนกันหมด สีหน้าเย็นชา ระดับพลังสูงกว่าระดับรองหก มองระดับพลังที่แน่ชัดไม่ออก สายตาสว่างไสวดั่งคบเพลิง
“อมิตาภพุทธ! ประสก ตามผินหนีมาสักรอบเถิด”







