เรื่องราวบนโลกใบนี้ ความซาบซึ้งใจที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว มักจะสัมผัสถึงส่วนที่อ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจที่สุดในใจผู้คนได้เสมอ
อย่างเช่นหลังจากยุ่งมาทั้งวัน มีคนยื่นชานมร้อนๆ ให้หนึ่งแก้ว แล้วพูดว่าเหนื่อยไหม?
อย่างเช่นคนที่ตรากตรำทำงานหนักมาครึ่งค่อนชีวิตโดยไม่มีใครเหลียวแล จู่ๆ วันหนึ่งก็มีคนมาพูดด้วยว่า หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้วนะ
หรืออย่างเช่น ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่เมืองฝูเฟิงถูกกองทัพกบฏและกองทัพต่างแคว้นโจมตี โจรภูเขาที่ใครๆ ก็รังเกียจ กลับเผยให้เห็นถึงความรักชาติอันแรงกล้า และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องบ้านเมืองโดยไม่กลัวตาย!
นี่มัน... โดนใจผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์มากจริงๆ มันจุดประกายความรักชาติในใจของใครหลายคน จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแสบจมูกและน้ำตาคลอเบ้า
ผู้นำตระกูลมู่หรงอย่างมู่หรงเจ๋อผู้ชินชากับความเป็นความตาย จู่ๆ ก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดฟูจื่อสาลี่ถึงบอกว่าซินจั๋วผู้นี้น่าสนใจ!
แม้แต่เจ้าเมืองซู ถึงจะไม่เคยพบซินจั๋วตัวจริง แต่เพราะเรื่องที่ซูเมี่ยวจิ่นถูกลักพาตัวจึงเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ ยามนี้ก็ยังละทิ้งความแค้นส่วนตัว ถอนหายใจออกมายาวๆ "แผ่นดินมีนักรบชาวยุทธ์ที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีเช่นนี้ มีหรือจะไม่เจริญรุ่งเรือง มีหรือจะพ่ายแพ้?"
แม่ทัพตู้จ้องมองซินจั๋วอย่างละเอียดครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเสียงดัง "เจ้าหนูนี่น่าสนใจจริงๆ หากเรื่องที่นี่จบลงและพวกเราเป็นฝ่ายชนะ ข้ายินดีรับเขาไว้ใต้บังคับบัญชา!"
"อืม..." เจ้าเมืองซูลูบหนวดเคราโดยไม่แสดงความเห็นรับหรือปฏิเสธ
ตอนนี้ซินจั๋วกำลังจะพุ่งไปถึงหน้าทัพ แววตาของเขาพลันล่อกแล่กไปมา เขาพบว่าตัวเองตื่นเต้นเกินไปจนแผนการมีช่องโหว่...
'ถ้าไม่ตีกัน ข้าตะโกนไปสองสามประโยคแล้วหันหลังวิ่งหนี มันจะออกมาอีหร่าค่าอีรมไหนเนี่ย?'
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าก็ดังมาจากด้านหลัง ม้ากว่าร้อยตัวควบห้อมาจากที่ไกลๆ คนนำหน้าชูธงตัวอักษรเลือดเหมือนกัน บนนั้นเขียนไว้สี่คำว่า "ต้าโจวไร้พ่าย"
"ซ่างกวนฟ่านชิ่งแห่งค่ายพยัคฆ์ดุร้ายมาช่วยรบแล้ว!"
"เจียงเฮ่อจู๋แห่งค่ายพยัคฆ์ดุร้ายมาช่วยรบแล้ว!"
"ซุนอู่แห่งค่ายพยัคฆ์ดุร้ายมาช่วยรบแล้ว!"
"พวกเราแม้เป็นโจรภูเขา แต่ก็เป็นราษฎรของต้าโจว!"
"พวกต่างแคว้นจิตใจหยาบช้า อย่าหวังจะได้แตะต้องแผ่นดินต้าโจวของข้าแม้แต่ชุ่นเดียว!"
"ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายของข้าทั้งร้อยแปดคน ขอสู้ตายกับกองทัพศัตรู จะไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว จนกว่าเลือดหยดสุดท้ายจะเหือดแห้ง!"
บทพูดเหมือนกันเป๊ะ เสียงตะโกนแหกปากก็เหมือนกันเป๊ะ
บนสนามรบ ทุกคนหันไปมองอีกครั้ง พวกเขารู้สึกซาบซึ้ง แต่ความซาบซึ้งนั้นกลับลดฮวบลงอย่างกะทันหัน
รู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ ทะแม่งๆ!
ระหว่างที่ส่งเสียงตะโกน กลุ่มของซ่างกวนฟ่านชิ่งและเจียงเฮ่อจู๋ก็มาถึงข้างกายซินจั๋ว ทางฝั่งที่ใกล้กับประตูเมือง พวกเขาไม่สนใจใคร เอียงคอมองกลุ่มของซินจั๋ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความยั่วยุและดูแคลน
ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายเดิมทีไม่ได้มีม้ามากมายขนาดนี้ เพื่อให้เดินทางได้เร็วที่สุด พวกเขาถึงกับลงทุนไปปล้นที่อำเภอผิงอันมาหนึ่งรอบ
เรื่องพรรค์ "ปล้นอำเภอทั้งอำเภอเพื่อตอบแทนชาติ" น่าอายเกินกว่าจะพูดออกไปได้
ซินจั๋วงุนงงไปเล็กน้อย 'ไอ้พวกนี้มันอะไรกันเนี่ย? ลอกการบ้านเขาไม่ลอกกันแบบนี้นะโว้ย อุตส่าห์บิ๊วอารมณ์มาซะดิบดี อย่ามาทำพังดิวะ!'
มู่หรงซิวควบม้าเข้ามาใกล้ "ประมุขใหญ่ขอรับ ไอ้พวกนี้มันเลียนแบบพวกเรา น่ารังเกียจจริงๆ ขอรับ!"
"ช่างหัวพวกมัน!" ซินจั๋วกดเสียงต่ำลงพลางมองไปยังค่ายทัพศัตรูฝั่งตรงข้าม "หาจังหวะให้ดี ฟังคำสั่งข้า แล้วชิ่ง!"
"ขอรับ!"
"ดี!"
หน้าค่ายทัพต้าโจว แม่ทัพจงอู่ตู้หรูเฟิงกวาดตามองโจรภูเขาทั้งสองกลุ่ม แล้วแหงนหน้าหัวเราะลั่น แม้จะยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ แต่ความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแบบนี้ ก็ยากที่จะไม่ทำให้แม่ทัพชายแดนผู้หยาบกระด้างและตรงไปตรงมาผู้นี้รู้สึกเบิกบานใจ
ทว่าในตอนนั้นเอง ค่ายทัพศัตรูอันมืดฟ้ามัวดินฝั่งตรงข้ามจู่ๆ ก็เคลื่อนทัพบุกเข้ามาอย่างช้าๆ โดยไม่มีลางบอกเหตุ เสียงฝีเท้าม้าและฝีเท้าคนที่ดัง "ตึง ตึง ตึง" อย่างพร้อมเพรียง ดังกึกก้องไปถึงชั้นเมฆ
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ตั้งใจจะเปิดศึกทันทีในตอนแรก แต่การเข้าร่วมของโจรภูเขาทั้งสองกลุ่มดันไปทำลายสมดุลบางอย่าง หรือความหมายเชิงสัญลักษณ์มันผิดเพี้ยนไป บางทีอาจจะมีกำลังเสริมตามมาอีก จึงจำต้องเปิดศึกทันที
และเนื่องจากมีโจรภูเขาสองกลุ่มมาช่วยรบ ค่ายทัพต้าโจวที่ปั่นป่วนเล็กน้อย ก็พลันเงียบสงัดลงในพริบตา
เครื่องจักรสงครามเริ่มเดินเครื่องแล้ว กำลังจะรบกันแล้ว!
ตู้หรูเฟิงปรายตามองเจ้าเมืองซู ใบหน้าที่เย็นชาและหยาบกร้านฉายแววเลือดเย็น เขายกธงอาญาสิทธิ์ขึ้นสูง "บุก!"
"ตึง ตึง ตึง..."
พลธนูทัพต้าโจวอยู่ทัพหน้า พลดาบโล่และพลหอกยาวตามมาติดๆ ทหารม้าควบทะยานออกไปที่ปีกทั้งสองข้าง ส่วนนักสู้จากสี่ตระกูลใหญ่และนักสู้พเนจรอยู่ทัพหลังคอยคุมเชิง
บริเวณที่ราบกว้างใหญ่ทางตะวันออกของเมือง กองทัพมืดฟ้ามัวดินสองสายค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน นอกเหนือจากเสียงฝีเท้า เสียงฝีเท้าม้า และบรรยากาศแห่งการเข่นฆ่าแล้ว ราวกับว่าทุกสรรพสิ่งระหว่างฟ้าดินได้มลายหายไป
ซินจั๋วดึงบังเหียนม้าหยุดอยู่ไกลๆ
มู่หรงซิว ชุยอิงเอ๋อร์ และคนอื่นๆ พาหน้ากันเข้ามาหา "ประมุขใหญ่ขอรับ เอาอย่างไรดีขอรับ?"
"รออีกหน่อย!"
ซินจั๋วมองดูกองทัพทั้งสองฝ่ายที่กำลังเคลื่อนเข้าหากัน ในใจรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ที่มากกว่าคือความอยากรู้อยากเห็น
'การต่อสู้ด้วยอาวุธเย็นมันเป็นยังไงกันแน่นะ?'
ไม่ไกลออกไป กลุ่มของซ่างกวนฟ่านชิ่งได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก งุนงงเล็กน้อย น...นี่เปิดศึกกันแล้วเหรอ?
"ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว..."
ยามนี้กองทัพทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันในระยะยิงธนูแล้ว ทัพศัตรูชิงง้างธนูระดมยิงก่อน
ลูกธนูที่ราวกับฝูงผึ้ง ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน จากนั้นก็วาดเส้นโค้งอันสมบูรณ์แบบพุ่งตรงไปยังค่ายทัพต้าโจว
"ยิง!"
แทบจะในเวลาเดียวกัน พลธนูทัพต้าโจวก็ระดมยิงลูกธนูนับพันดอก พุ่งตรงไปยังค่ายทัพศัตรู
ท่ามกลางเสียง "ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว" ของลูกธนูนับหมื่นนับแสน พวกมันปะทะกันกลางอากาศ แล้วสวนทางกันไป ราวกับศรแห่งเทพมรณะที่พุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม
"โล่!"
"โล่!"
แม่ทัพผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายตะโกนคำรามขึ้นพร้อมกัน
"ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว..."
ในที่สุดลูกธนูที่หนาแน่นราวกับมดก็พุ่งทะยานลงมา แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีโล่คุ้มกาย แต่ก็ยังถูกลูกธนูพุ่งทะลุช่องโหว่ ปักเข้าที่กลางหว่างคิ้ว ร่างกาย และช่องว่างของชุดเกราะ
ในชั่วพริบตา เสียงกรีดร้องและเสียงโหยหวนก็ดังระงมไปทั่วทุ่ง ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีคนตายอย่างน่าอนาถฝ่ายละหลายร้อยคน
โชคดีที่ค่ายพิชิตมังกรและค่ายพยัคฆ์ดุร้ายอยู่ค่อนข้างไกล จำนวนคนก็ไม่มาก จึงไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
หลังจากระดมยิงลูกธนูใส่กันแล้ว ก็คือการปะทะกันของกองทัพใหญ่ที่ปราศจากทักษะใดๆ เป็นการแลกชีวิตที่ดาบฟันเลือดสาด
อย่างน้อยในสายตาของซินจั๋วก็เป็นเช่นนั้น
"ฆ่า!"
คนเกือบสามหมื่นคน ปะทะกันท่ามกลางเสียง "ตึง ตึง" ไม่นานก็ต่อสู้กันจนสับสนอลหม่านไปหมด ทุกหนทุกแห่งมีแต่เสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนฆ่าฟัน
กลุ่มซ่างกวนฟ่านชิ่งผู้โชคร้าย เนื่องจากอยู่ใกล้กับทัพต้าโจวที่ประตูเมือง จึงถูกกองทหารม้าของศัตรูกลุ่มหนึ่งราวสามสี่ร้อยคนล้อมเอาไว้ จำใจต้องฝืนสู้ราวกับถูกจับให้ขึ้นเขียง
กลุ่มของซินจั๋วยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ด้านข้าง ยามนี้อารมณ์ของเขาซับซ้อนมาก
สภาพจิตใจของคนเรามักถูกชักจูงด้วยสภาพแวดล้อมได้ง่ายที่สุด คนซื่อบื้อที่ร้องเพลงเพี้ยนขั้นสุดเวลาไปถึงร้านคาราโอเกะก็ยังต้องแหกปากสักสองสามประโยค เด็กสาวที่เก็บตัวพอไปถึงผับก็ยังต้องส่ายสะโพกตามจังหวะเพลงสักสองสามที
พอคนเรามาถึงสนามรบ มีวรยุทธ์ติดตัว ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะอยากพุ่งเข้าไปฟันสักสองสามดาบ แถมความหุนหันพลันแล่นแบบนี้ยังรุนแรงมากเสียด้วย
ซินจั๋วข่มใจอย่างหนัก โบกมือ "พวกเราไป!"
สิ้นเสียง จู่ๆ ก็มีเสียงฝ่าอากาศแหวกลมดังมาจากที่ไกลๆ พุ่งเข้ามาใกล้
ซินจั๋วหันขวับไปมอง
มันคือลูกธนูดอกหนึ่ง มาจากชายหนุ่มแคว้นตงอี๋ที่สวมชุดเกราะสีทองและไว้ผมเปียเล็กๆ ในกองทัพจงอิงของศัตรู
ดูจากท่าทางที่ถูกทหารม้าแคว้นอี๋ล้อมหน้าล้อมหลัง เกรงว่าคงจะเป็นตัวละครสำคัญ ยามนี้เขากำลังมองมาที่ตนด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปดึงดูดความเกลียดชังจากหมอนั่นได้ยังไง
ซินจั๋วเอี้ยวตัวหลบแทบจะในเสี้ยววินาที แต่เพราะถูกลอบโจมตีก่อน ลูกธนูจึงยังคงเฉียดคอหอยบินผ่านไป
ถลอกจนได้เลือด เจ็บแสบไปหมด พอคลำดูก็พบว่าเลือดติดเต็มมือ
'นี่ถ้าหลบพลาดไปนิดเดียว โดนยิงเข้าคอหอย ชีวิตน้อยๆ นี้ปลิวแน่'
"ประมุขใหญ่!" พวกชุยอิงเอ๋อร์ตกใจมาก
"พวกเจ้าไปก่อน! ไม่ต้องห่วงข้า ประเดี๋ยวข้ามา!"
ซินจั๋วสีหน้าเย็นเยียบ ตะโกนลั่น กระตุกบังเหียนม้า กระชับหอกยาวในมือแน่น ควบทะยานมุ่งตรงไปยังค่ายทัพจงอิงของศัตรู
'ไอ้บ้าเอ๊ย! เกิดมาไม่เคยเสียเปรียบขนาดนี้มาก่อน!'
'ต่างคนต่างอยู่ เอ็งจะมายิงข้าทำเตี่ยอะไร? ทำหน้าตาอวดดีวอนตายนักนะ!'
ทหารม้ากลุ่มนั้นระดับพลังก็ไม่ได้สูงส่งอะไร ก่อนไปขอแทงมันสักหอกก็แล้วกัน
บนสนามรบวุ่นวายจนเละเทะไปหมด ทุกทิศทุกทางมีแต่คน เสียงต่างๆ ดังก้องจนแก้วหูอื้ออึง ม้าตัวหนึ่งควบตะบึงไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วดุจสายลม พุ่งตรงไปยังค่ายทัพจงอิงซึ่งเป็นทัพหลักของศัตรูด้วยท่าทีไม่เกรงกลัวสิ่งใด
นี่เป็นการกระทำที่โคตรบ้าบิ่นและไม่รักตัวกลัวตายเลยสักนิดในสงคราม!
แต่ซินจั๋วก็ดันทำแบบนี้ซะงั้น!
ฉากนี้ในมุมมองระนาบของสนามรบยากนักที่จะมีใครสังเกตเห็น แต่บนประตูเมืองกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ซูเมี่ยวจิ่นหยุดตีกลองโดยสัญชาตญาณ จ้องมองเขม็งจนตาไม่กะพริบ ใบหน้าพลันซีดเผือด
มู่หรงเหลย หยวนโหย่วหรง เฉินกุยเยี่ยน ซ่งตงสี รวมถึงกลุ่มหัวหน้ามือปราบที่ขึ้นมาบนกำแพงเมืองอย่างเฉินจิ้งและหยวนมั่วเอ๋อร์เป็นต้น ก็จับภาพฉากนี้ได้เช่นกัน
มันเตะตาเกินไปจริงๆ อยากจะไม่ให้สังเกตเห็นยังยากเลย!
"เจ้านั่นบ้าไปแล้วหรือไร?"
"บ้าบิ่นเกินไปแล้ว!"







