กระโดดข้ามมายังบทที่แปดโดยตรง ไม่ใช่เพราะว่าลืมเนื้อหาก่อนหน้า แต่เป็นเพราะวรรคนี้ดูทรงภูมิที่สุด ความหมายลึกซึ้งที่สุด สามารถโยงไปถึงปรัชญา วิทยายุทธ์ วรรณกรรม และมิติต่างๆ อันซับซ้อนของสังคมได้
อีกทั้ง ประการแรกคือเนื้อหาเข้าใจง่าย สามารถใช้ถ่วงเวลาสอนไปได้หลายคาบ
ประการที่สอง เขาอยากดูว่าจะสามารถเพิ่มระดับหนี้สินที่เหล่าบัณฑิตมีต่อตนเองได้อย่างรวดเร็วหรือไม่
และก็เป็นไปตามคาด เพิ่งจะท่องจบ ยังไม่ทันได้อธิบายความหมายของคัมภีร์ กลุ่มของไป๋เสวียนจีก็เริ่มจดตาม จากนั้นก็จมเข้าสู่ภวังค์ความคิด นานๆ ครั้งจะเงยหน้าขึ้นมามองซินจั๋วด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
ตรงมุมกำแพงด้านนอก ฟูจื่อสาลี่และคนอื่นๆ มองสบตากัน ในชั่วขณะนั้นตกตะลึงราวกับได้เห็นยอดคน
"ความดีสูงสุดดั่งสายน้ำ..."
"คัมภีร์นี้ช่างลึกล้ำสุดเปรียบปานจริงๆ เพียงแค่ม้วนเดียวก็สามารถครอบคลุมสัจธรรมสูงสุดของสรรพสิ่งและมนุษยชาติได้แล้ว!"
"อายุเท่าเขา ไปได้มันมาจากไหนกันแน่?"
"ฟูจื่อตาแหลมคมดุจเทพยดาจริงๆ มีวิจารณญาณในการมองคน ไม่สนเบื้องหลังความต่ำต้อยของการเป็นโจรบ้านนอก แต่กลับเรียกใช้งานอย่างเต็มที่ ชาตินี้พวกเราคงยากจะเทียบเคียงได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว!"
"ฟูจื่อ..."
ฉินอวี้หลิวมองไปไกล สีหน้าเคร่งขรึม "คัมภีร์ต้าเต้าฮวา เกรงว่าอีกไม่กี่วันก็คงจะบรรลุถึงขั้นหลอมรวมจนแตกฉานแล้ว!"
...
"ความดีสูงสุดดั่งสายน้ำ... มีเพียงผู้ไม่แก่งแย่ง จึงไร้เรื่องบาดหมาง..."
ณ มุมหนึ่งของหอสารทสถาน ต้นหลิวสองต้นส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เอื้อนเอ่ยภาษามนุษย์ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความปลงตกและเงียบเหงาอยู่บ้าง
...
โรงอาหารของหอสารทสถานเลี้ยงข้าวกลางวันหนึ่งมื้อ ช่วงบ่ายก็โม้ต่อไปอีกยกหนึ่ง จากนั้นก็ถึงเวลาเลิกเรียน
เมื่อมองดูเหล่าบัณฑิตเต็มห้องเรียนที่ทำท่าทางหวังจะได้พักผ่อนเสียที ซินจั๋วก็ลูบจมูก หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษขาวที่แปะอยู่บนกำแพงด้านหลังจนดำพรืดไปหมด
'บทนำหอเถิงหวัง'
เขียนจนเมื่อยมือไปหมด ชาติก่อนโดนครูบังคับให้ท่องจำทั้งบท โดนทำโทษไปก็ไม่น้อย ไม่ว่ามันจะเข้ากับสถานการณ์หรือไม่ หรือคนบนโลกนี้จะคุ้นเคยกับชื่อสถานที่และตำนานในบทกวีหรือไม่ ผมไม่สน 'ความแค้น' นี้ต้องได้รับการชำระ!
"พรุ่งนี้ข้าจะสุ่มตรวจ ใครท่องไม่ได้ ตีฝ่ามือหนึ่งร้อยที!"
เขาโยนพู่กันทิ้ง เอามือไพล่หลังเดินออกจากห้องเรียน ด้วยสีหน้าท่าทางของครูสอนวิชาภาษาที่น่ารังเกียจ
"เอ่อ นี่..."
เหล่าบัณฑิตทั้งห้องเรียนมองดูบทกวีที่เขียนจนดำพรืดด้วยความตกตะลึง พาหน้าถอดสีเป็นแถบ
"ข้าท่องไม่ได้หรอก รู้สึกว่ามันยากมากเลย ตาบ้านี่เอาแต่รังแกคน!" มู่หรงอวิ๋นซีทำปากยื่นขยับเข้าไปใกล้หยวนโหย่วหรง สีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
หยวนโหย่วหรงขมวดคิ้วไม่ส่งเสียง กลับเป็นซูเจ๋อเฟิ่งอีกด้านหนึ่งที่ตบโต๊ะลุกขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว "ข้าไม่ท่อง คอยดูสิว่าเจ้าโจรภูเขานี่จะทำอะไรข้าได้?"
เฝิงซานเป่ายิ้มเย็นชา "ทำอะไรไม่ได้หรอก พรุ่งนี้ข้าจะขอเสนอตัวตีฝ่ามือแทนฟูจื่อเอง เจ้าคอยดูเถอะ"
ซูเจ๋อเฟิ่งหดคอ นั่งลงอย่างว่าง่าย
พวกไป๋เสวียนจีที่อยู่ด้านหน้ามองสบตากัน: แม้ว่าชื่อสถานที่และตำนานในบทกวีนี้จะไม่เคยได้ยินมาก่อน อีกทั้งยังแฝงไปด้วยความรู้สึกของการมีพรสวรรค์แต่ไร้โอกาส การประจบสอพลอ และการเสนอตัวเข้ามารับใช้ชาติอยู่บ้าง แต่ฟูจื่อน้อยผู้นี้ช่างมีความรู้ล้ำลึกนัก มิน่าล่ะสถานศึกษาถึงได้เชิญเขามา
...
เมื่อออกจากหอสารทสถาน ลมยามเย็นพัดเอื่อย พุ่มไม้ปลิวไสว
ซินจั๋วอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก เขาเรียกบ่อชมจันทร์ออกมาสำรวจดู และก็เป็นไปตามคาด ระดับหนี้สินของวิญญาณสังเวยทั้งแปดที่เพิ่งสับเปลี่ยนมาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งถึงสองจุดแล้ว
อนาคตช่างน่าคาดหวังจริงๆ!
ถึงตอนนั้นความแข็งแกร่งจะเลื่อนระดับไปถึงขั้นไหนกันนะ? เรื่องนี้ถึงกับทำให้เขาเกิดแรงจูงใจอันแรงกล้าในการสร้างเนื้อสร้างตัวและดิ้นรนต่อสู้ขึ้นมาเลยทีเดียว
ตอนที่เงยหน้าขึ้นมานั้นเอง เขาก็เห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า สวมชุดยาวสีเขียวน้ำทะเล ผมยาวสยาย ดูงดงามไร้ที่ติ นางก็คือสตรีแห่งหอสารทสถานที่เคยพบหน้ากันครั้งหนึ่งนั่นเอง
"สวัสดี!" ซินจั๋วประสานมือคารวะ ยังคงไม่รู้ว่าควรจะเรียกขานอีกฝ่ายว่าอย่างไรดี
"ฉินอวี้หลิว ฟูจื่อของสถานศึกษา!"
ฉินอวี้หลิวมองประเมินซินจั๋วตั้งแต่หัวจรดเท้า หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้มองอีกฝ่ายเป็นเพียงโจรภูเขาตัวน้อยที่เอาไว้คลายเครียดในยามว่าง ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ก็จำต้องให้ความสำคัญขึ้นมาบ้างแล้ว
"ที่แท้ก็คือฟูจื่อฉิน... ฉินอวี่หลิว? ฉินอวี้หลิว?" ซินจั๋วคล้ายจะนึกขึ้นมาได้
มุมปากของฉินอวี้หลิวประดับด้วยรอยยิ้มประหลาด "ขอถามฟูจื่อซิน ท่านเคยร่วมเรียงเคียงหมอนกับข้าตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
"ตอนนั้นสถานการณ์คับขัน ข้าจึงจำใจต้องทำเช่นนั้น ขออภัยด้วยขอรับ!"
มองระดับพลังของสตรีผู้นี้ไม่ออก คาดว่าคงจะแข็งแกร่งกว่าพวกไป๋เสวียนจีเป็นแน่ ซินจั๋วไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย รีบเอ่ยขอโทษอย่างจริงใจ
ฉินอวี้หลิวหัวเราะเบาๆ เปลี่ยนหัวข้อสนทนา "วันนี้ที่ฟูจื่อซินท่อง... คัมภีร์เต้าเต๋อจิง นับว่าลึกล้ำอยู่บ้าง คัมภีร์นี้ถ่ายทอดให้เหล่าบัณฑิตก็แล้วไปเถอะ แต่ควรระมัดระวังเรื่องการเผยแพร่ออกไปภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผู้ที่มีเจตนาร้ายจับตัวไปบีบบังคับไต่ถาม จนเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนเองได้"
ซินจั๋วพยักหน้า "แน่นอนขอรับ!"
ฉินอวี้หลิวพยักหน้ารับ เดินจากไปไกล ชั่วพริบตาก็ลับสายตาไปแล้ว
ซินจั๋วถอนหายใจออกมา ในใจรู้สึกชาวาบ แท้จริงแล้วเขาเดาว่าที่หอสารทสถานรับเขาเข้านั้น แปดส่วนเป็นเพราะมีฟูจื่อที่มีระดับพลังลึกล้ำแอบเห็นเรื่องราวระหว่างเขากับเหล่ามือปราบ จึงเกิดความคิดแบบเดียวกับอารามจันทราวารี นั่นคือใคร่รู้ในพรสวรรค์การหยั่งรู้ของเขา
เขาไม่มีทางคาดหวังอย่างโลกสวยเด็ดขาด ว่าอีกฝ่ายจะเห็นคุณค่าในความสามารถและพรสวรรค์ของเขาจริงๆ จนนำไปปลุกปั้น หรือมองว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน คนบนโลกใบนี้เดิมทีก็เหยียดหยามโจรภูเขาอย่างถึงที่สุดอยู่แล้ว
เขาถึงขั้นไม่กล้ารับประกันเลยว่า คนของหอสารทสถานหลังจาก 'รีดเค้น' สิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์จากเขาไปจนหมดแล้ว จะตบเขาให้ตายคามือเหมือนแมลงวันหรือไม่
สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงการเสแสร้งและวางแผนอย่างระมัดระวัง ทะลวงผ่านระดับพลังไปทีละขั้น หาทางเอาชีวิตรอดต่อไปให้จงได้ และแข็งแกร่งขึ้นทีละก้าว
ส่วนอาชีพโจรภูเขานี้ จะไปสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้นพูดยากจริงๆ
กลับมาถึงค่าย ก็เป็นเวลาที่ควันไฟลอยขึ้นจากเตาอีกวันหนึ่งแล้ว
ผู้เฒ่าเมื่อตอนเช้า พอเขาเดินคล้อยหลังไป อีกฝ่ายก็แทบจะจากไปในทันที
อาหารเย็นวันนี้คือน้ำแกงเนื้อแกะและแผ่นแป้ง ชุยอิงเอ๋อร์และหานชีเหนียงเป็นคนเข้าครัว
ในค่ายเดิมทีไม่มีแป้งสาลี ไป๋เจียนซี่กับหานจิ่วหลางจึงวิ่งไปซื้อที่อำเภอผิงอัน อีกทั้งยังจัดซื้อเสบียงอื่นๆ มาอีกไม่น้อย
"ประมุขใหญ่ ท่านไม่รู้อะไร"
ไป๋เจียนซี่กรีดนิ้วกรีดกราย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการกินแผ่นแป้งเลยแม้แต่น้อย "อำเภอผิงอันตั้งอยู่ในที่ห่างไกล ไฟสงครามของเมืองฝูเฟิงจึงลุกลามไปไม่ถึงที่นั่น ทว่าชาวเมืองก็ยังคงใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก ต้องคอยหวาดผวา ท่านรู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?"
"ว่ามา!" ซินจั๋วซดน้ำแกงเนื้อแกะไปหนึ่งคำ
ไป๋เจียนซี่หัวเราะกระตุ้งกระติ้งกล่าวว่า "ไอ้พวกชาติหมาค่ายพยัคฆ์ดุร้ายนั่น ผ่านไปไม่กี่วันก็วิ่งไปปล้นทีหนึ่ง ปล้นเสร็จก็หนี ไม่ฆ่าคน ปล้นแค่ของ เรียกได้ว่าเงินทองเสบียงอาหารส่วนใหญ่ของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายล้วนได้มาจากอำเภอผิงอันทั้งนั้น คนทั้งอำเภอตั้งแต่คนของที่ว่าการไปจนถึงชาวบ้านเกลียดชังพวกมันเข้ากระดูกดำเลยล่ะ"
ซินจั๋วประหลาดใจ "ทำไมค่ายพยัคฆ์ดุร้ายถึงเจาะจงปล้นแค่เมืองเดียวล่ะ?"
หานจิ่วหลางเช็ดน้ำมูก "ก็มันอยู่ใกล้นี่ขอรับ อีกอย่างอำเภอผิงอันก็เป็นอำเภอที่เล็กที่สุดในเมืองฝูเฟิง มือปราบมีไม่มาก"
มู่หรงซิวตาเป็นประกาย สะบัดผมอย่างหล่อเหลา "หรือว่า... พวกเราจะไปปล้นบ้างดี?"
คนทั้งโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง
ชุยอิงเอ๋อร์หัวเราะเยาะ "พวกเรามีกันอยู่แค่นี้ ขืนไปปล้นทั้งอำเภอ มู่หรง... เจ้าคิดอะไรอยู่เนี่ย?"
"เกิดเป็นคนมันก็ต้องมีความทะเยอทะยานบ้างสิ!" มู่หรงซิวทอดถอนใจมองดูเพดาน "ต้องมีสักวันที่พวกเราจะบุกเมืองหลวง ตัดหัวไอ้ฮ่องเต้นั่น แล้วแย่งบัลลังก์ของมันมาให้ได้!"
หวงต้ากุ้ยเตะเขาไปหนึ่งที "อย่ามาเลียนแบบข้านะ ข้าพูดจริงจัง!"
"ข้าก็เหมือนกันนั่นแหละ!"
...
หลังอาหารค่ำ ดวงดาวก็ลอยเต็มท้องฟ้าแล้ว
ซินจั๋วนอนไม่หลับ จึงพาเสี่ยวหวงเดินออกจากค่าย เรียกบ่อชมจันทร์ออกมา พลางเติมเต็มจันทราธาตุ พลางเดินเล่นลงไปตีนเขา
ไม่รู้ตัวเลยว่าเดินมาถึงบริเวณใกล้กับอารามจันทราวารีแล้ว ในเวลานี้ภายในอารามมีแสงเทียนจุดสว่างไสว แว่วเสียงเคาะมู่ยวี๋และเสียงสวดมนต์ดังมาให้ได้ยินเลือนราง
ไม่รู้ว่าฮุ่ยหรูชิงคนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
ไปหยอกนางอีกสักรอบดีไหม? ผมล่ะกล้าไปอยู่แล้ว
ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ เสียงอันไพเราะของพี่สาวทรงเสน่ห์ก็ดังขึ้น "เจ้าโจรน้อย เหตุใดจึงมาที่นี่อีกแล้ว? ไม่กลัวถูกจับอีกหรือไง?"
ซินจั๋วหันขวับไป ก็เห็นร่างอรชรกำลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้เก่าแก่ไม่ไกลนัก นางกำลังแกว่งเรียวขายาว ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าจิ้มลิ้มส่งยิ้มหวานหยดย้อย งดงามจับตา







