หนังสือเล่มนี้ไม่หนา มีแค่ห้าสิบกว่าหน้า ประกอบกับเฉาหยางเลือกอ่านข้ามไปดูเฉพาะเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ เขาจึงเปิดอ่านจนจบเล่มในเวลาเกือบสิบห้านาที
เขาพบว่าสถาบันเก๋อไหลเค่อไม่ใช่สถาบันการศึกษาในความหมายที่แท้จริง ทว่าคือบริษัทที่มีอิทธิพลแข็งแกร่งแห่งหนึ่ง
สิ่งที่บริษัทแห่งนี้ค้าขาย ก็คือความรู้
และเหตุผลที่พวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะครอบครองกลไกอัศจรรย์ระดับหนึ่งอย่าง 'เครื่องจักรหมื่นตรรกะ'
พนักงานต้อนรับพูดได้ไม่ถูกต้องทั้งหมดนัก ความจริงแล้วเครื่องจักรหมื่นตรรกะของจริงมีเพียงเครื่องเดียว มันตั้งอยู่ในเมืองซิงเวยบนทวีปเก่า ขนาดของมันใหญ่โตแทบจะพอๆ กับตึกหนึ่งหลัง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะข้อควรระวังเรื่องการรักษาความลับหรือเปล่า หนังสือ "บันทึกเรื่องจริง" ถึงไม่มีรูปถ่ายของมัน แต่กลับใช้ภาพวาดสเกตซ์ด้วยมือเพื่อแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ของมันแทน
รูปลักษณ์ของมันแตกต่างจาก "ยีราฟจักรกล" ในห้องอย่างสิ้นเชิง มันดูคล้ายกับกลุ่มของออร์แกนท่อขนาดยักษ์ ท่อโลหะนับหมื่นเบียดเสียดแนบชิดติดกัน เมื่อเทียบกับคนแล้ว คนจะดูตัวพอๆ กับก้านไม้ขีดไฟเลยทีเดียว เฉาหยางประเมินอย่างระมัดระวังว่ากองท่อที่มีขนาดต่างกันเหล่านี้น่าจะสูงอย่างน้อยสามสิบเมตร หากจะบอกว่ามันมีความคล้ายคลึงอะไรกับเครื่องจักรตรงหน้า นั่นก็คงเป็นตรงที่ท่อทั้งหลายจะไปรวมตัวกันเป็นรูปทรงแปดหน้าในท้ายที่สุด
ส่วนโครงสร้างด้านล่าง "ออร์แกนท่อ" ก็มีความซับซ้อนเช่นเดียวกัน มองเผินๆ คล้ายกับตู้เครื่องจักรขนาดยักษ์ตั้งเรียงราย เพียงแต่ในตู้เหล็กเหล่านี้มีโครงสร้างอะไรอยู่อีก ภาพวาดสเกตซ์นั้นไม่สามารถอธิบายออกมาได้เลย
เฉาหยางยังสังเกตเห็นรายละเอียดอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือเครื่องจักรหมื่นตรรกะทั้งเครื่องถูกติดตั้งอยู่ในอาคารที่ใหญ่กว่า และมองไม่เห็นหน้าต่างเลยแม้แต่บานเดียวจากรอบด้าน เนื่องจากขนาดความกว้างขวางของอาคารนั้นน่าทึ่งมาก เขาจึงใช้ความรู้ทั่วไปด้านสถาปัตยกรรมอันน้อยนิดของตัวเองสันนิษฐานว่า สถานที่รองรับแห่งนี้น่าจะตั้งอยู่ใต้ผิวดิน
ตัวเครื่องหลักที่ชายชราพูดถึง ก็หมายถึงเครื่องจักรอันน่าทึ่งเครื่องนี้นี่เอง
ส่วนเรื่องที่ว่าเครื่องจักรหมื่นตรรกะในสถานที่อื่นเชื่อมต่อกับตัวเครื่องหลักได้อย่างไร และค้นหาผลลัพธ์ของหนังสือได้อย่างไรนั้น ใน "บันทึกเรื่องจริง" ไม่ได้อธิบายไว้โดยละเอียด ต้องรู้ก่อนว่าบนโลกนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีวิทยุ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการส่งข้อมูลแบบกำหนดทิศทางระยะไกลพิเศษเลย! เฉาหยางไม่รู้ว่าสถาบันเก๋อไหลเค่อจงใจปิดบัง หรือรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเลยกันแน่
หลังจากอ่านหนังสือจบเล่ม เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทั่วท่อนแขน
แม้เส้นสายของพลังปรารถนาที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจะบ่งบอกแล้วว่าโลกใบนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกห่างเหินที่ไม่ค่อยสมจริงอยู่เสมอ ทว่าตอนนี้ เขาตระหนักได้ว่าตัวเองมายืนอยู่เบื้องหน้าพลังเหนือธรรมชาติแล้ว
ที่สำคัญกว่านั้นคือ พลังเหนือธรรมชาตินี้ไม่ได้ถูกปกปิดซ่อนเร้นหรือทำตัวลับๆ ล่อๆ อิทธิพลที่มันมีต่อโลกธรรมดาได้แผ่ขยายไปทุกซอกทุกมุมแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นเครื่องจักรหมื่นตรรกะไม่เพียงแต่สามารถค้นหาหนังสือได้เท่านั้น แต่ยังสามารถป้อนความรู้เข้าไปได้ด้วย ใน "บันทึกสถาบันเก๋อไหลเค่อ" บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ความรู้ที่มีประโยชน์ใดๆ ก็ตาม สามารถอัปโหลดผ่านเครื่องสาขาในพื้นที่ต่างๆ ได้ เมื่อถูกเครื่องจักรหมื่นตรรกะบันทึกไว้ ก็จะได้รับค่าตอบแทนก้อนโต หลังจากนั้นหากมีใครมาค้นพบความรู้เหล่านี้ ก็จะยังสร้างรางวัลพิเศษให้กับผู้ป้อนข้อมูลอีกด้วย
นี่มันนับว่าเป็นภาษีความรู้แล้วกระมัง!
มิน่าล่ะ ป้อมรุ่งโรจน์ที่อยู่ไกลถึงทวีปใหม่ ถึงสามารถก่อสร้างสถาบันการศึกษาสไตล์โรงแรมที่หรูหราโอ่อ่าเช่นนี้ขึ้นมาได้ ลองคิดดูสิ หากหนังสือทั่วทั้งโลกถูกรวบรวมไว้ในเครื่องจักรหมื่นตรรกะ แค่ความมั่งคั่งที่หามาได้จากการหักเปอร์เซ็นต์ก็คงจะเป็นตัวเลขมหาศาลทะลุฟ้าแล้ว!
อีกทั้งมันยังไม่มีคู่แข่งเลยด้วย
เพราะบนโลกนี้มีเครื่องจักรหมื่นตรรกะเพียงเครื่องเดียว
ในแง่หนึ่ง สถาบันเก๋อไหลเค่อได้กลายเป็นธุรกิจผูกขาดด้านความรู้ไปแล้ว
ถ้าอย่างนั้นคำถามก็คือ บริษัทแห่งนี้ได้เครื่องจักรหมื่นตรรกะมาได้อย่างไร?
คำตอบจะต้องซ่อนอยู่ในคำนามแปลกประหลาดอย่างกลไกอัศจรรย์ระดับหนึ่งอย่างแน่นอน
เฉาหยางที่กำลังอารมณ์ดีอย่างมาก ได้ส่งคำสั่งค้นหาใหม่ไปยังเครื่องจักรหมื่นตรรกะ
...
"สวัสดีครับ ทางเราบันทึกไว้ว่าคุณทำการสอบถามไปทั้งหมดหกครั้ง และสั่งพิมพ์หนังสือสามครั้ง รวมค่าใช้จ่ายเป็นเงินห้าร้อยสิบเซอร์เลียร์ครับ" พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าพูดพลางยิ้ม "หลังจากหักเงินมัดจำแล้ว คุณยังต้องชำระอีกสี่ร้อยสิบเซอร์เลียร์ครับ"
ประมาทไปแล้ว!
เฉาหยางล้วงเงินออกมา พลางร้องโอดครวญในใจ เนื่องจากเขามีอารมณ์ร่วมมากเกินไป ชั่วขณะหนึ่งจึงลืมมาตรฐานการเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่วของสถาบันไปเสียสนิท ผลก็คือตอนที่คิดเงินถึงเพิ่งพบว่าตัวเองใช้เงินเก็บไปเกือบครึ่งแล้ว!
แม้ว่าเขาจะสามารถใช้ความสามารถในการคัดลอกของตัวเองเพื่อหลบเลี่ยงการจ่ายเงินได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่แผนการที่ดีนัก ท้ายที่สุดแล้ว 'ห้องสมุดระดับซูเปอร์' ที่สะดวกสบายขนาดนี้ มาแค่ครั้งเดียวคงไม่พออย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เขายังไม่อยากจะดึงดูดความสงสัยในสถานที่แบบนี้
"ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนครับ!" อีกฝ่ายหัวเราะจนหนวดกระดกหลังจากนับเหรียญเสร็จ "คนแบบคุณที่รักความรู้และเต็มใจใช้จ่ายเงินไปกับหนังสือ ตอนนี้มีน้อยลงเรื่อยๆ แล้วล่ะครับ นี่คือนามบัตรของผม " เขายื่นการ์ดใบเล็กๆ มาให้ "ไม่ทราบว่าจะให้เรียกคุณว่าอะไรดีครับ?"
เฉาหยางรับมาดู ก็เห็นว่าบนนั้นเขียนตัวอักษรไว้ว่า 'คาฟรี โบเด ผู้จัดการเขตป้อมรุ่งโรจน์ สถาบันเก๋อไหลเค่อ'
"คุณคือ... ผู้จัดการเหรอ?" เขาพูดด้วยความประหลาดใจ
"ใช่ครับ คุณนึกว่าผมเป็นพนักงานต้อนรับใช่ไหมล่ะ? ความจริงทั้งสองตำแหน่งก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันหรอกครับ" ชายชราราวกับมองทะลุปรุโปร่งไปเสียทุกอย่าง เขาพูดโดยไม่ถือสาเลยแม้แต่น้อย "การได้ให้บริการคนที่รักหนังสือ ถือเป็นเกียรติของผมอยู่แล้วล่ะครับ"
"ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชื่อ... เฉา" เฉาหยางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงเลือกใช้ชื่อเดียวกับนักสืบ "ผมมีคำถามหน่อยครับ หนังสือที่พิมพ์ออกมาสุดท้ายแล้วก็จะถูกเก็บไว้ในสถาบันใช่ไหมครับ?"
"ใช่ครับ"
"ถ้าอย่างนั้นคนดูคนแรกก็เสียเปรียบไม่ใช่เหรอครับ? ในเมื่อค่าค้นหาตัวเครื่องหลักกับค่าพิมพ์รวมกันก็ตั้งร้อยเงินแล้ว แต่คนที่มาทีหลังกลับใช้แค่สิบเงินก็สามารถดูได้"
"ถูกต้องครับ" เขาพยักหน้า "แต่นี่เป็นเพียงได้เสียในแง่ของเงินตราเท่านั้น คนที่ดูก่อนย่อมได้รับความรู้ก่อน จึงง่ายต่อการได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า ก็เหมือนกับคนอย่างคุณไงครับ "
"ผมเหรอ?" เฉาหยางอึ้งไปเล็กน้อย
"คนที่มาสถาบันเป็นครั้งแรกแล้วสามารถจ่ายเงินได้ถึงห้าร้อยเซอร์เลียร์ ผมนับด้วยมือข้างเดียวได้เลยล่ะครับ และพวกเขาทุกคนล้วนแต่เปล่งประกายเจิดจรัสในสายอาชีพของตนเอง ผมคิดว่า... คุณก็คงไม่เป็นข้อยกเว้นเช่นกัน"
เอ่อ... กลายเป็นซูเปอร์ปีศาจ แล้วก็เปล่งประกายเจิดจรัสในด้านการรวบรวมพลังปรารถนางั้นเหรอ? ทำไมภาพนี้พอลองจินตนาการดูแล้วมันถึงได้ดูแปลกประหลาดพิกลล่ะ?
"ส่วนคนที่มาทีหลัง แม้ว่าพวกเขาจะเสียโอกาสทองไป ทว่ากลับจ่ายในราคาที่น้อยกว่าก็สามารถเข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ได้ ซึ่งนี่ก็เป็นผลดีต่อความก้าวหน้าของคนบนโลกด้วยเช่นกัน" โบเดกล่าวอีกว่า "จุดประสงค์หลักประการหนึ่งของสถาบันก็คือ การผลักดันโลกใบนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และในกระบวนการนี้ ความรู้ถือเป็นสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยครับ"
เฉาหยางกระแอมไอสองเสียง "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วทำไมสถาบันถึงไม่ลดราคาลงโดยตรงเลยล่ะ? หรือไม่ก็ขายหนังสือไปเลยตรงๆ ?"
"คุณเฉาครับ ความรู้เป็นสิ่งที่มีกำแพงกั้นอยู่แล้วแต่ไหนแต่ไร หากสถาบันลดราคาลงตามใจชอบ ผู้คนก็จะไม่แห่กันมาใช้บริการ แต่กลับจะดูถูกคนที่ยอมจ่ายในราคาสูงลิ่วเพื่อให้ได้ความรู้มาแทนเสียด้วยซ้ำ" เขายิ้ม "แน่นอนว่าพวกเราก็จะนำกลไกมากมายมาใช้ เพื่อรับรองว่าคนจำนวนมากจะสามารถอ่านหนังสือได้ ยกตัวอย่างเช่นการจัดหาหนังสือเพื่อใช้เขียนเนื้อหาให้กับตำราเรียนของโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ สถาบันเก๋อไหลเค่อก็จะเก็บค่าธรรมเนียมแค่สิบเปอร์เซ็นต์เป็นต้น สรุปก็คือ นี่เป็นการพิจารณาที่ค่อนข้างซับซ้อนทีเดียวครับ ผมเชื่อว่าการที่สำนักงานใหญ่กำหนดกฎเกณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาย่อมต้องมีเหตุผลของพวกเขาอย่างแน่นอน"
ต่อเรื่องนี้เฉาหยางไม่ขอแสดงความเห็นใดๆ แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ว่าตัวเองจะพูดอะไร ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวตนที่ยิ่งใหญ่ราวกับสัตว์ประหลาดอย่างสถาบันได้อยู่แล้ว
ระหว่างนั่งรถม้ากลับ เฉาหยางก็มองเห็นขบวนรถไฟไอน้ำขบวนหนึ่งวิ่งผ่านใจกลางเมือง มันเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ควันสีขาวหนาทึบที่พ่นออกมาจากด้านบนหัวลากยาวเป็นสาย ราวกับมังกรเมฆาห้าเล็บตัวหนึ่ง
เพียงแต่ในครั้งนี้ ความรู้สึกที่เครื่องจักรเหล็กกล้าเครื่องนี้นำมาให้เขา ได้แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงแล้ว
เพราะเฉาหยางรู้ดีว่า มันเองก็เป็นกลไกอัศจรรย์ชนิดหนึ่งเช่นเดียวกัน







