หลี่อี้เลิกม่านเต็นท์เดินออกมาพลางบิดขี้เกียจ
จากฉางอันถึงเมืองเกาจื้อในจิงโจว ระยะทางกว่าห้าร้อยลี้ กองกำลังกว่าสองหมื่นนายของพวกเขาเดินทัพมาสิบวันแล้วก็ยังไม่ถึง นอกจากจะช้าไปสักหน่อย หลี่อี้กลับรู้สึกว่าไม่ได้แย่อะไร
อย่างไรเสียเขาก็มีผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ เดินทัพก็มีม้าให้ขี่ งานจิปาถะใดๆ ล้วนไม่ต้องลงมือทำเอง
เพียงแต่อาหารการกินค่อนข้างอัตคัดไปสักหน่อย
โชคดีที่เขาสามารถแอบทำอาหารกินเองได้ หลี่จิ้งจึงพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย วันนี้ต้มเนื้อสัตว์ตากแห้ง พรุ่งนี้เตรียมนึ่งไส้กรอก วันถัดมาค่อยทำบะหมี่ทำมือ
ดวงตะวันร่วงหล่นทางทิศตะวันตก ย้อมท้องฟ้าครึ่งซีกจนแดงฉาน
หลี่เอ้อร์หลางถือคันธนูเดินยิ้มร่าเข้ามาทักทายหลี่อี้ "ชานจวินหลี่ วันนี้กินอะไรดีหรือ"
เจ้าเด็กคนนี้มีนิสัยชอบอยู่ไม่นิ่ง เมื่อก่อนตอนอยู่ฉางอัน วันๆ เอาแต่เรียกหาเพื่อนฝูง ทำตัวเป็นจอมยุทธ์พเนจรตามอำเภอใจ ช่างอิสระเสรีนัก ทว่าตั้งแต่เข้าค่ายทหาร แม้เขาจะเป็นบุตรชายของหลี่จิ้ง ถือเป็นลูกหลานที่ติดตามกองทัพ ไม่ใช่ทหารเกณฑ์อย่างเป็นทางการ และไม่ใช่ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงาน จึงไม่มีภาระหน้าที่อะไรให้ต้องรับผิดชอบ
ทว่าค่ายทหารเป็นเขตหวงห้าม จะเดินเพ่นพ่านตามใจชอบไม่ได้
ครั้นอยากออกไปควบม้าหรือล่าสัตว์ก็ไม่ได้รับอนุญาต
จึงทำได้เพียงติดตามจางซานผู้เป็นอาจารย์ฝึกวรยุทธ์และเดินหมากไปวันๆ หลายวันมานี้สิ่งที่เขาเฝ้าคิดถึงมีเพียงอาหารเตาเล็กของหลี่อี้เท่านั้น
"เหล่าจางไปซื้อเนื้อม้าแล้ว คืนนี้กินเนื้อม้าก็แล้วกัน" หลี่อี้พูดพลางหัวเราะ
กองทัพใหญ่โตปานนี้ ย่อมมีทั้งม้าศึก ม้าลากรถ ล่อ และลาจำนวนมาก จึงเกิดอุบัติเหตุล้มตายหรือพิการได้ง่าย เมื่อพบสถานการณ์เช่นนี้ ธรรมเนียมปฏิบัติของกองทัพโดยทั่วไปคือ จะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบยืนยันก่อน ตรวจดูตราประทับให้แน่ชัดว่าเป็นม้าของค่ายใด ตายหรือพิการด้วยสาเหตุใด จากนั้นจึงจะอนุญาตให้ถลกหนังได้
หนังของม้าและล่อจะถูกเก็บไว้เป็นสมบัติของกองทัพ ส่วนเนื้อจะถูกชำแหละขายในทันที
เนื่องจากอยู่ในกองทัพ ราคาจึงถูกแสนถูก
ม้าหนึ่งตัวเมื่อถลกหนังแล้ว ก็ยังได้เนื้อกว่าสองร้อยชั่ง อีกทั้งยังมีกระดูกและเครื่องใน ทว่ากลับขายเพียงผ้าไหมสองพับ หรือเทียบเท่าข้าวสาลีเพียงสองโต่วเท่านั้น
ทว่าตอนนี้เนื้อแกะเพียงหนึ่งขา กลับมีมูลค่าเท่ากับเนื้อม้าตายถึงสองตัว
ราคาที่ต่ำเช่นนี้ แท้จริงแล้วนับเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งสำหรับเหล่าทหาร
ทหารสามารถควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อเนื้อม้าราคาถูกมาทำอาหารบำรุงตัวเองได้
ส่วนเหตุผลที่ไม่นำเนื้อม้าตายมาทำเป็นเสบียงแจกจ่ายทหารโดยตรงนั้น ก็เป็นเพราะแม้ระหว่างทางจะมีสัตว์ล้มตายหรือพิการบ้าง ทว่าก็มีจำนวนไม่มากนัก
"เนื้อม้าไม่อร่อยเลย สู้ข้าไปซื้อขาแกะที่ค่ายเสบียงสักขาไม่ดีกว่าหรือ"
กองทัพใหญ่ยาตราทัพ ด้านหลังย่อมมีทั้งค่ายเสบียงของราชสำนักและกองคาราวานพ่อค้าที่ติดตามกองทัพมา พ่อค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนได้รับอนุญาตจากกองทัพให้ร่วมเดินทางเพื่อขายสินค้า หรือกระทั่งพานางโลมมาด้วย รอจนกองทัพยึดเมืองหรือตีศัตรูแตกพ่าย พ่อค้าที่ติดตามกองทัพเหล่านี้ก็จะรับซื้อของเชลย
แม้การตามกองทัพจะมีความเสี่ยง ทว่าผลกำไรกลับสูงลิ่ว
อย่าว่าแต่ขาแกะเลย ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของดื่ม ของใช้ กระทั่งของเล่น พวกเขาก็มีขายทั้งสิ้น
หลี่จิ้งเดินออกมาจากเต็นท์ "มีเนื้อม้าให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังจะมาเลือกกินอีก เจ้าคิดว่าที่นี่คือเมืองฉางอันหรืออย่างไร"
หลี่เอ้อร์หลางถูกบิดาถลึงตาใส่ถึงสองครั้ง จึงทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ และเลิกโวยวาย
ไม่นานนักผู้คุ้มกันจางอี้เฉวียนก็กลับมา
ในมือหิ้วเนื้อม้าหนักราวสิบชั่งมาด้วย
หลี่เอ้อร์หลางพูดขึ้นอีกว่า "ซื้อมาแค่นี้เองหรือ พวกเรามีตั้งยี่สิบกว่าคนเชียวนะ"
จางอี้เฉวียนรู้ว่าหลี่เอ้อร์หลางผู้นี้เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ จึงทำได้เพียงพูดกลั้วหัวเราะว่า "ม้าต่างตัวหนึ่งกีบเท้าบาดเจ็บ รักษาไม่หายไร้ประโยชน์แล้ว จึงถูกเชือดถลกหนัง แม้จะชำแหละเนื้อได้กว่าสองร้อยชั่ง ทว่าก็มีคนแย่งกันซื้อตั้งมากมายขอรับ"
"เนื้อม้าสิบชั่งนี้ ข้าน้อยต้องอ้างชื่อชานจวินหลี่ ถึงได้แบ่งมาอย่างยากลำบาก หมดผ้าไหมไปหนึ่งพับทีเดียวนะขอรับ"
หลี่เอ้อร์หลางรีบแย้งทันควัน "ไม่ถูกกระมัง ไม่ใช่ว่าเนื้อม้าตายทั้งตัวก็ราคาแค่ผ้าไหมสองพับหรอกหรือ"
"นั่นมันม้าตายหรือม้าป่วยขอรับ ทว่านี่คือม้าเป็นที่ถูกนำมาเชือด เพียงแค่กีบเท้าเสียเท่านั้น ราคาจึงพุ่งขึ้นเป็นสามเท่า ขายไปตั้งผ้าไหมหกพับทีเดียว"
ผ้าไหมหกพับซื้อเนื้อม้าได้กว่าสองร้อยชั่ง ก็นับว่าถูกมากแล้ว เทียบเท่ากับชั่งละสิบอีแปะเท่านั้น
ส่วนจางอี้เฉวียนเทียบเท่ากับซื้อมาในราคาชั่งละสามสิบหกอีแปะ เขาอธิบายว่าเนื้อม้าตัวนั้นถูกหัวหน้าหมู่ทหารผู้หนึ่งเหมาซื้อไปในราคาผ้าไหมหกพับ จากนั้นจึงนำมาชำแหละแบ่งขาย
"เฮอะ เช่นนั้นเขามิต้องทำกำไรจากการขายต่อถึงสิบสี่พับเลยหรือ ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องแน่ใช่หรือไม่"
หลี่เอ้อร์หลางตะโกนด้วยความไม่พอใจ
หลี่จิ้งถลึงตาใส่เขาอีกหน
ราคาข้าวสาลีสองโต่วสำหรับขายเนื้อม้าตาย ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกองทัพ ทุกคนล้วนขายราคานี้ ทว่าเบื้องหลังย่อมต้องมีช่องโหว่ให้หากิน ตัวอย่างเช่นหัวหน้าหมู่ทหารผู้นี้ที่เหมาซื้อเนื้อม้ามาโดยตรง จากนั้นก็นำมาแบ่งขาย แถมยังโก่งราคาอีกด้วย
แม้เรื่องนี้จะดูไม่สมเหตุสมผลนัก ทว่าก็ไม่ได้ละเมิดกฎกองทัพแต่อย่างใด
แต่คนตาไวย่อมมองออกว่า ภายในเรื่องนี้ต้องมีการตกลงกันลับหลังอย่างแน่นอน เช่น หัวหน้าหมู่ผู้นั้นคงติดสินบนผู้รับผิดชอบขายเนื้อม้า จึงสามารถชิงเหมาซื้อมาได้ก่อน
หนำซ้ำยังต้องติดสินบนนายทหารบางนายด้วย จึงจะไม่มีผู้ใดเข้ามาสอดมือยุ่ง
หลี่เอ้อร์หลางยังหนุ่มแน่นเลือดร้อน จึงรู้สึกว่าหัวหน้าหมู่ผู้นั้นไม่ใช่คนดี เนื้อม้าเพียงเล็กน้อย ถือเสียว่าเป็นสวัสดิการให้พี่น้องทหารไม่ได้หรือไร มารดามันเถอะ ยังจะมาขูดรีดเอากำไรอีก
เดิมทีชั่งละสิบอีแปะ เจ้าก็ดึงดันขึ้นราคาเป็นชั่งละสามสิบหกอีแปะ โก่งราคาตั้งหลายเท่าตัว
หลี่อี้ไม่สนใจหลี่เอ้อร์หลาง เขาเตรียมตัวทำซาลาเปาไส้เนื้อม้า
วันนี้เขาตั้งใจจะทำซาลาเปาอบ ซึ่งต้องใช้เตาอบ ทว่าเรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ไม่นานเฉาต้าสิงก็กลับมา เขาไปที่ค่ายเสบียง และซื้อเตาอบแบบชาวหูมาจากกองคาราวานพ่อค้าตามคาด
เตาอบขนาดไม่ใหญ่นัก ขนาดพอๆ กับถังไม้หวดนึ่งข้าว ทำซาลาเปาอบได้พอดี
ซาลาเปาอบไส้เนื้อม้า หลี่อี้เคยทานตอนไปเที่ยวภูเขาเทียนซานเมื่อชาติก่อน พวกเขาเรียกว่าซามูซา รสชาติดีเยี่ยมทีเดียว
ใช้แป้งไม่ใส่ยีสต์คลึงเป็นแผ่น ปรุงไส้ให้ได้ที่ เวลาอบก็พรมน้ำเกลือลงในเตาดินเผาที่ร้อนระอุ แป้งซาลาเปาที่แปะลงไปก็จะไม่หลุดร่วง อบไม่เกินสิบนาทีก็สุกแล้ว
สีเหลืองทองกรุบกรอบ แป้งกรอบเนื้อนุ่ม รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นน้ำมัน
แน่นอนว่าซาลาเปาอบจะอร่อย นอกจากต้องอบให้ดีแล้ว กุญแจสำคัญคือต้องปรุงไส้ให้อร่อย เนื้อขาแกะที่มีมันแทรกพอดีคือดีที่สุด เนื้อขาม้าก็ใช้ได้ แต่ถ้าเนื้อแดงมากไปก็ไม่ดี อบออกมาแล้วจะแห้งกระด้าง
เครื่องปรุงก็สำคัญไม่แพ้กัน นอกจากเกลือป่นแล้ว ผงยี่หร่าและพริกไทยก็ขาดไม่ได้เช่นกัน เติมมันม้าและหอมหัวใหญ่ลงไปอีกนิด รับรองว่าไร้กลิ่นคาวและกลิ่นสาบ รสชาติจะสดใหม่หอมอร่อย
เขาตั้งเขียงไม้ไว้หน้าเต็นท์
นวดแป้งพักไว้ จากนั้นหั่นเนื้อขาม้าเป็นลูกเต๋า เติมเกลือ ผงยี่หร่า น้ำมันงา และน้ำต้นหอมขิงลงไปหมัก
หลี่เอ้อร์หลางดึงดันจะช่วย หลี่อี้จึงหยิบหอมหัวใหญ่มาสองหัว ตัดส่วนรากออก แล้วปล่อยให้เขาหั่น
ส่วนเขาถือส่วนรากหอมหัวใหญ่ที่หั่นออกมาสองชิ้น ลองพินิจดูพบว่ารากยังสดใหม่มาก จึงให้จางอี้เฉวียนไปซื้อไหดินเผาใบเล็กที่ค่ายเสบียงมาสองใบ นำรากหอมหัวใหญ่ที่หั่นออกปลูกลงไปโดยตรง ไม่นานก็คงจะหยั่งรากแตกยอด
"นี่มันตัวอะไรกัน เหตุใดจึงแสบตาจนน้ำตาไหลไม่หยุดเลย" หลี่เอ้อร์หลางเพิ่งหั่นหอมหัวใหญ่ไปได้เพียงหัวเดียว ก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เขาชายชาตรีสูงเจ็ดฉื่อผู้ตั้งปณิธานว่าจะเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฉางอัน กลับต้องมาน้ำตาไหลเพราะหั่นผักเสียนี่
"นี่คือหอมหัวใหญ่"
"หอมหัวใหญ่? ต้นหอมที่ไหนหน้าตาเป็นเช่นนี้ ข้าเคยเห็นแต่ต้นหอมยักษ์ต้นหอมเล็ก แต่ก็ไม่เห็นมีหน้าตาเช่นนี้เลย"
ชาวกวนจงก็ชอบกินต้นหอมเช่นกัน หนำซ้ำในกวนจงยังมีต้นหอมยักษ์ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก นั่นคือต้นหอมยักษ์ชื่อสุ่ยของขึ้นชื่อแห่งฮั่วโจว ลำต้นสูงเท่าคน ส่วนโคนสีขาวทั้งหนาและยาว เนื้อสัมผัสกรอบนุ่ม หวานแต่เผ็ดน้อย รสชาติเข้มข้นและหอมหวน แถมยังเก็บรักษาได้นาน มีชื่อเสียงโด่งดังมากในกวนจง
บ้านหนึ่งผัดต้นหอม หอมฟุ้งไปถึงสิบบ้าน
แม้จะกินสดๆ ก็อร่อยมาก
หลี่เอ้อร์หลางจะเคยเห็นต้นหอมหัวกลมๆ เปลือกสีม่วงเช่นนี้ได้อย่างไร
"นี่เป็นของข้ามน้ำข้ามทะเลมา"
"ถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงไม่เรียกว่าต้นหอมหูเล่า" หลี่เอ้อร์หลางร้องเรียกจางซานผู้เป็นอาจารย์ "ท่านอาจารย์ ท่านออกทะเลมาหลายปี พบเห็นสินค้านำเข้าจากต่างแดนมาก็ไม่น้อย ท่านเคยเห็นสิ่งที่ชานจวินหลี่เรียกว่าหอมหัวใหญ่ชนิดนี้หรือไม่"
แขกเคราหยิกเดินเข้ามา พินิจดูหอมหัวใหญ่อยู่นาน หอมหัวใหญ่ที่หั่นแล้วมีกลิ่นฉุนรุนแรงมาก ถึงขั้นระคายเคืองจนน้ำตาไหล เขาหยิบชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาใส่ปาก เคี้ยวแล้วทั้งกรอบทั้งหวาน มีรสเผ็ดนิดๆ
"หอมหัวใหญ่นี้รสชาติไม่เลวเลย ทว่าก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ชานจวินหลี่ไปเอามาจากไหนหรือ"
หลี่อี้แต่งเรื่องโกหกหน้าตาย "ปีนั้นข้าติดตามท่านอาจารย์พเนจรไปทั่วหล้า เคยไปถึงหลิ่งหนาน กระทั่งเจียวจื่อ มีอยู่ครั้งหนึ่งได้มาจากพ่อค้าชาวหูผู้หนึ่ง"
"แล้วพ่อค้าชาวหูผู้นั้นมาจากที่ใดหรือ"
"เขาบอกว่าเขาอาศัยอยู่ไห่ตง ที่นั่นมีชื่อว่าลวี่ซ่ง ทว่าหอมหัวใหญ่นี้เขาก็แลกมาจากพ่อค้าทางเรือจากมหาสมุทรทางทิศตะวันออกที่เดินทางมายังลวี่ซ่งอีกทอดหนึ่ง"
ไห่ตง ลวี่ซ่ง และมหาสมุทรที่อยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันออก
สิ่งเหล่านี้ดึงดูดความสนใจของแขกเคราหยิกได้สำเร็จ เขามักออกทะเลบ่อยครั้ง จึงรู้เรื่องราวทางทะเลมากกว่าชาวจงหยวน ตัวอย่างเช่นเกาะหลิวฉิวที่ทั้งซุนกวนและหยางก่วงเคยส่งทหารไปปราบปราม หรือเกาะฉยงหยาที่จงหยวนได้จัดตั้งเป็นจวิ้นเสี้ยนมานานแล้ว
อีกทั้งยังมีเกาะใหญ่อยู่ในทะเลทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ไกลออกไป ในยุคสามก๊กเคยมีขุนนางง่อก๊กพลัดหลงไปถึงเกาะนั้นเนื่องจากพายุ ต่อมาราชวงศ์ใต้ก็ส่งเรือไปหลายครั้ง
บางทีเกาะลวี่ซ่งที่หลี่อี้พูดถึงอาจจะเป็นที่นั่นก็เป็นได้
ทว่าเขาก็เคยไปที่นั่นมาแล้ว ที่นั่นเป็นเพียงดินแดนรกร้างว่างเปล่า นำสินค้าไปขายก็มีแต่ขาดทุน นอกจากจะจับทาสได้สักหน่อย ที่นั่นก็มีเพียงมะพร้าวและปลาแห้งเท่านั้น
หั่นหอมหัวใหญ่เสร็จ ปรุงไส้เรียบร้อย
การห่อซาลาเปานั้นง่ายมาก พับให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนพับผ้าห่มก็พอ ไม่ต้องจับจีบเหมือนซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่ให้ยุ่งยาก
ซาลาเปาจากแป้งไม่ใส่ยีสต์ชนิดนี้ เปลือกบางมาก เมื่ออบสุกแล้วก็จะยิ่งบางกรอบ
เตาแบบชาวหูก็เผาไฟได้ที่แล้ว พรมน้ำเกลือลงไป นำซาลาเปาไปแปะไว้ สิบกว่านาทีให้หลัง ซาลาเปาก็อบสุกพร้อมเสิร์ฟ
สีเหลืองทองมันวาว
กลิ่นหอมกรุ่นเตะจมูก
หลี่จิ้งก็ถือเก้าอี้พับของตัวเองมานั่งด้วย
คนเยอะ จึงต้องแบ่งให้ชิมคนละลูกไปก่อน
ตามด้วยการอบเตาที่สองติดๆ กัน
ซาลาเปาหนึ่งลูกใส่ไส้สามตำลึง ตามปกติควรเป็นเนื้อกับหอมหัวใหญ่อย่างละครึ่ง ทว่าหลี่อี้ไม่มีหอมหัวใหญ่มากขนาดนั้น เขาจึงหยิบออกมาแค่สองหัว
ส่วนที่เหลือใช้ต้นหอมยักษ์ชื่อสุ่ยจากฮั่วโจวแทน สิ่งนี้ก็ซื้อมาจากกองคาราวานพ่อค้าที่ค่ายเสบียงเช่นกัน ราคาของมันเท่ากับเนื้อม้าที่ซื้อมาเลยทีเดียว ทว่าลำต้นสูงใหญ่หนาฟู รสชาติหวานสดใหม่จริงๆ
ทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน
ภายใต้คำแนะนำของหลี่อี้ พวกเขาช่วยกันห่อซาลาเปากว่าร้อยลูก
ทุกครั้งที่อบสุกหนึ่งเตา แบ่งกันคนละลูก เพียงไม่กี่คำก็หมดเกลี้ยง
กลุ่มของหลี่จิ้งสิบแปดคน ทางฝั่งหลี่อี้อีกห้าคน รวมเป็นยี่สิบสามคน แม้คนเยอะจะช่วยกันห่อได้เร็ว ทว่าก็กินกันเร็วมากเช่นกัน
"ไม่นึกเลยว่าเนื้อม้านี้จะอร่อยถึงเพียงนี้" หลี่เอ้อร์หลางยังกินไม่อิ่ม เดาะลิ้นพูดขึ้น
"นั่นเป็นเพราะชานจวินหลี่ปรุงไส้ได้ดีต่างหาก หากทำเนื้อม้าตามปกติคงไม่อร่อยเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะหยาบกระด้าง แต่ยังมีรสเปรี้ยวอีกด้วย" หลี่จิ้งลูบเครากล่าว
ส่วนจางซานกินแล้วรู้ได้ทันทีว่าในไส้ซาลาเปามีพริกไทย ผงยี่หร่า และอื่นๆ ผสมอยู่ "ซาลาเปาอบนี้แตกต่างจากขนมปังแผ่นอบทั่วไปจริงๆ ในบรรดาวัตถุดิบเหล่านี้ สิ่งที่ใช้เงินน้อยที่สุดกลับเป็นเนื้อม้า ผงพริกไทย ผงยี่หร่า ไปจนถึงเกลือบริสุทธิ์ หอมหัวใหญ่ ต้นหอมชื่อสุ่ย ล้วนมีราคาแพงกว่าเนื้อม้านี้เสียอีก"
"ซาลาเปาอบ ชื่อนี้แปลกดี ฟังดูไพเราะกว่าขนมปังแผ่นอบไส้เนื้อตั้งเยอะ"
หลี่อี้กำลังคิดอยู่ว่าจะนำไปมอบให้หลี่ซื่อหมินบ้างดีหรือไม่ ทว่าหลี่ซื่อหมินกลับเดินมาเสียเอง
"ได้กลิ่นหอมโชยมาจากทางพวกเจ้าตั้งแต่ไกล ทำของอร่อยอันใดอยู่หรือ ขอให้ข้าสักที่สิ" หลี่ซื่อหมินเดินเข้ามาพลางหัวเราะร่า
"มาเช้าไม่สู้มาได้จังหวะ ค่ายข้างๆ มีม้ากีบเท้าเสียตัวหนึ่ง ถูกเชือดถลกหนังขายเนื้อ ข้าซื้อเนื้อม้ามาสิบชั่ง เอามาทำซาลาเปาอบ รีบมาชิมดูเถิดพะย่ะค่ะ"
พอดีกับที่อีกเตาอบสุกพอดี
ซาลาเปาอบที่เพิ่งแคะออกมาจากเตาร้อนๆ สีเหลืองทองมันวาว ยิ่งมองยิ่งกระตุ้นความอยากอาหารของหลี่ซื่อหมิน
กรวบๆ หลี่ซื่อหมินกินเข้าไปคำแล้วคำเล่า หยุดไม่ได้เลยทีเดียว
เคี้ยวจนน้ำมันเยิ้มเต็มปาก
"อร่อยมาก หรูฮุ่ย พวกท่านก็รีบชิมดูสิ"
ตู้หรูฮุ่ย โหวจวินจี๋ และสวี่ลั่วเริ่น ทุกคนที่ได้ชิมต่างก็เอ่ยปากชมไม่ขาดปาก
แต่ละคนเพิ่งจะกินไปแค่สองลูก
ซาลาเปาไส้เนื้อม้าก็ถูกอบจนหมดเกลี้ยงและกินเรียบเสียแล้ว
"ขออีกหน่อยสิ"
"หมดแล้ว กินกันเกลี้ยงแล้วพะย่ะค่ะ"
"ซานสวี่ เจ้าไปที่ค่ายเสบียง หาซื้อแกะเป็นๆ จากกองคาราวานพ่อค้ามาสักสองตัว แล้วก็ซื้อต้นหอมยักษ์ฮั่วโจวมาอีกเยอะๆ"
หลี่อี้เตือน "ผงพริกไทย ผงยี่หร่า เกลือเขียว ก็ซื้อมาเยอะๆ ด้วยนะพะย่ะค่ะ"
"ใช่ ซื้อมาให้เยอะเข้าไว้ วันนี้ต้องกินซาลาเปาอบให้หนำใจไปเลย" หลี่ซื่อหมินกล่าวกลั้วหัวเราะ
"องค์ชายทรงพระเกษมสำราญปานนี้ แนวหน้ามีข่าวดีมาใช่หรือไม่พะย่ะค่ะ" หลี่อี้ถาม
"อืม หลิวหงจีหลังจากพักรบที่ฉางอู่ ก็สามารถนำทหารราบและทหารม้าห้าพันนาย พร้อมกับเสบียงอาหารหมื่นตั้นเข้าสู่เมืองจิงโจวได้สำเร็จ โจรเซวียยังคิดจะสกัดกั้น แต่ก็ถูกหลิวหงจีตีถอยร่นไป ฉางเล่ออ๋องก็ยกทัพออกจากเมืองมารับรอง รบกันอยู่นอกเมืองจิงโจวไปหนึ่งยก"
"เซวียเริ่นก่าวไม่ได้เปรียบแม้แต่น้อย หลิวหงจีรายงานว่ากองทัพโจรเซวียขาดแคลนเสบียง ทหารไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบแล้ว"
ทัพเซวียแม้แต่กองกำลังห้าพันนายของหลิวหงจียังสกัดไว้ไม่ได้ ดูท่าคงจะพ่ายแพ้ราบคาบเป็นแน่
หลี่ซื่อหมินเบิกบานใจ คืนนี้จะกินซาลาเปาอบให้อิ่มหนำสำราญ หลี่อี้ย่อมต้องสนองความต้องการอย่างเต็มกำลัง หลี่จิ้งก็ถูกเขาลากมาร่วมวงด้วย
แขกเคราหยิกจางซานและโหวจวินจี๋รับหน้าที่เชือดแกะ หลี่อี้กับหลี่เอ้อร์หลางรับหน้าที่ปรุงไส้ ตู้หรูฮุ่ยกับหลี่จิ้งช่วยกันห่อซาลาเปา
หลิวเฮยจื่อรับหน้าที่อบซาลาเปา
หลี่อี้เห็นว่าคนเยอะ จึงให้จางอี้เฉวียนไปยืมกระทะใบใหญ่มาอีกสองใบ ก่อเตาใหม่สองเตา ทำข้าวหมกเนื้อแกะ
แครอท เนื้อแกะ ข้าวสาร มีครบถ้วน กินคู่กับต้นหอมชื่อสุ่ย
วิธีทำนั้นง่ายแสนง่าย ทว่ารสชาติกลับยอดเยี่ยมเป็นเอกลักษณ์ รสสัมผัสหลากหลายมิติ รสชาติสดใหม่ไม่เหมือนใคร ข้าวดูดซับรสชาติของเนื้อแกะและเครื่องเทศเข้าไปจนนุ่มละมุนเข้มข้น ส่วนแครอทก็ช่วยเพิ่มความหวานสดชื่น
เมื่ออบข้าวเสร็จ
หลี่ซื่อหมินที่กินซาลาเปาอบจนอิ่มแปร้ไปแล้ว หลังจากได้ลองชิมไปสองคำ ก็ขอให้ตักให้เขาชามใหญ่ๆ
หลี่อี้ตักให้เขาชามเล็กชามหนึ่ง แล้วตักน้ำซุปแกะตุ๋นน้ำใสจากหม้อให้อีกชามเล็ก
วิกฤตการณ์ที่เมืองจิงโจวคลี่คลายลงแล้ว หลี่ซื่อหมินจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ความอยากอาหารก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เขาฝืนกินข้าวหมกไปอีกสองชามเล็ก และน้ำซุปแกะน้ำใสอีกชามใหญ่
หลี่อี้ก็กินอิ่มหนำสำราญเช่นกัน
แถมยังยักยอกวัตถุดิบไปได้ไม่น้อย
เขาแอบเก็บผงยี่หร่า พริกไทย และเกลือเข้ามิติไปมิใช่น้อย หนำซ้ำยังยัดเนื้อแกะ กระดูกแกะ ต้นหอมยักษ์ และแครอทเข้าไปอีกนิดหน่อย
อย่างไรเสียทำอาหารกระทะใหญ่ปานนี้ พวกเขามองไม่ออกหรอก
อีกอย่าง มีพ่อครัวที่ไหนไม่กินไม่หยิบฉวยบ้างเล่า
คนโบราณว่าไว้ พ่อครัวไม่ขโมย ข้าวปลาอาหารก็เก็บเกี่ยวไม่ได้ ช่างตัดเสื้อไม่หยิบฉวย เสื้อผ้าก็ตัดเย็บไม่เรียบร้อย
แห้งแล้งสามปี พ่อครัวก็ไม่ตายเพราะความหิวโหย
เขายุ่งมาตั้งครึ่งค่อนวัน การเติมเสบียงให้ตัวเองเล็กน้อย ย่อมเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล
หลิวเฮยจื่อและเฉินเหลียงก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย วันนี้นับว่าได้กินอิ่มหนำสำราญ ซาลาเปาอบไส้เนื้อ ข้าวหมก และน้ำซุปแกะ กินจนอิ่มแปล้
หลี่อี้ส่งไหดินเผาใบเล็กสองใบนั้นให้เฉินเหลียง
"หอมหัวใหญ่ที่ปลูกอยู่ในนี้คือของล้ำค่า หน้าที่ของเจ้าคือดูแลพวกมันให้ดี"
เฉินเหลียงมองดูรากหอมหัวใหญ่สองชิ้นที่ถูกตัดออก รากฝังอยู่ในดินแล้ว โผล่เพียงรอยตัดให้เห็นเล็กน้อย
"นายท่านวางใจเถิด ข้าน้อยไปไหนก็จะพกไปด้วย ไม่มีทางทำหายเด็ดขาดขอรับ"
หลิวเฮยจื่อยังไม่วางใจ "นายท่าน หรือจะให้ข้าน้อยเป็นคนสะพายเองดีขอรับ"
"เช่นนั้นพวกเจ้าก็พกไหดินเผาไปคนละใบก็แล้วกัน"
ตอนนี้มีรากหอมหัวใหญ่แค่สองชิ้น ต่อไปจะแตกแขนงออกเป็นสอง เป็นสาม และเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ในอนาคตลำธารอวี้ซิ่วอาจจะมีของขึ้นชื่อโด่งดังไปทั่วหล้าเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง นั่นคือหอมหัวใหญ่ห้าวสุ่ยแห่งลำธารอวี้ซิ่ว ที่มีชื่อเสียงตีคู่มากับต้นหอมยักษ์ชื่อสุ่ยแห่งอำเภอฮั่วก็เป็นได้







