การล่าร่วมครั้งใหญ่ในครั้งแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ละทีมในชุมชนก็ได้ส่วนแบ่งกันถ้วนหน้า สมาชิกทุกคนก็กินดีอยู่ดี ต่างพากันมีความสุข
พอเป็นแบบนี้ ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากล่าของผู้คนเข้าไปใหญ่
โดยเฉพาะคนที่ได้เข้าร่วมล่าครั้งนั้น ต่างเริ่มคิดอยากเข้าไปในป่าอีก เพื่อจับอะไรกลับมาไว้กินตอนปีใหม่
หลังจากนั้น ป่าเขาก็ไม่สงบอีกต่อไป จะเรียกว่าไก่ไม่ติดดินหมาไม่อยู่เป็นสุขก็คงไม่ผิด ทุกวันต้องมีคนวิ่งเข้าป่าไป
บางคนโชคดี ได้สัตว์ป่ากลับมาบ้าง บางคนโชคร้าย กลับมาแบบมือเปล่า
แต่ก็มีบางคนโชคร้ายสุด ๆ เข้าไปล่าสัตว์ไม่ได้สัตว์กลับมา แถมยังโดนสัตว์ป่าทำร้ายอีกต่างหาก
แค่ภายในห้าหกวัน โรงพยาบาลของชุมชนก็ต้องรับคนเจ็บจากการล่าสัตว์ไปกว่าสิบราย
บางคนโดนหมูป่าขวิด บางคนโดนหมีดำข่วน หลากหลายแบบมาก
จนผู้อำนวยการโรงพยาบาลทนไม่ไหว ต้องไปหาเลขาธิการของชุมชน ให้ทางชุมชนช่วยออกหน้าควบคุมหน่อย ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป คงไม่ไหวแน่
ชุมชนจึงจัดประชุมฉุกเฉิน ออกคำสั่งห้ามทุกคนเข้าไปล่าสัตว์ในป่าโดยพลการ
แต่คนทั้งหลายก็หน้ามือตามัวกันหมดแล้ว ใครจะไปฟังล่ะ? ห้ามก็ห้ามเถอะ ยังไงก็ยังมีคนแอบเข้าไปอยู่ดี
ที่ทีมตะวันออกของแม่น้ำตงเจียงก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกทีมล่าสัตว์หรือไม่ ต่างก็อยากเข้าไปในป่า หวังจะหาอะไรกลับมาแบบไม่ต้องลงทุน
โชคดีที่มีสวี่ซื่อเยี่ยนคอยนำทีมเลยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร ทุกครั้งที่เข้าไปในป่าก็จะได้ของติดมือกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหมูป่าหรือหมีดำ
สวี่ซื่อเยี่ยนนำทีมขึ้นเขาติดต่อกันสามรอบ ทุกครั้งก็ได้ผลลัพธ์น่าพอใจ แต่เขาเองก็เหนื่อยจนแทบไม่ไหว
จ้าวต้าไห่จัดประชุมฉุกเฉินเพื่อแจ้งคำสั่งจากเบื้องบน พอดีเป็นจังหวะให้สวี่ซื่อเยี่ยนได้พักบ้าง
หลังจากนั้นไม่ว่าใครจะมาชวนอีก เขาก็ปฏิเสธตรง ๆ
“คนไม่ใช่เหล็กไม่ใช่หิน จะให้ขึ้นเขาแบบต่อเนื่องแบบนี้ ใครมันจะทนได้?”
เมื่อชวนเขาไม่สำเร็จ ก็มีบางคนเริ่มคิดจะขอยืมสุนัขล่าสัตว์ แต่ก็โดนเขาปฏิเสธอีกเช่นกัน
“การล่าสัตว์ต้องพึ่งหมาอย่างมาก หมาพวกนี้ก็เหนื่อยมาหลายวันแล้ว ต้องให้มันพักเหมือนกัน”
“อีกอย่าง หมามันรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ถ้าไม่มีฉันขึ้นไปด้วย มันก็ไม่ทำตามคำสั่งหรอก”
“ถ้าให้ยืมไป แล้วเกิดอะไรขึ้น ใครจะรับผิดชอบ?”
เมื่อทั้งตัวเขาและหมาก็ไม่ได้ คนอื่น ๆ ก็เริ่มไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องเดินจากไปแบบไม่สบอารมณ์
ผ่านไปไม่กี่วัน กระแสล่าสัตว์ก็เริ่มซาไปบ้าง
สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็ไม่กล้าเข้าป่าอีก กลัวว่าคนอื่นจะอิจฉา
เลยหันไปทำอย่างอื่นแทน เช่น พาพี่ๆน้องๆ ไปดักตัวนากแถวบ่อน้ำพุอุ่นใกล้แม่น้ำ หรือไม่ก็หาโพรงตัวแบดเจอร์ในป่า แล้วใช้ควันรม หรือไม่ก็เอากับดักไปวางในป่าสนเพื่อจับกระรอกเทาหรือเซเบิ้ล
วันหนึ่ง พวกเขาสามคนขึ้นเขาตั้งแต่เช้า วางกับดักไว้เยอะพอสมควร พอถึงเที่ยงก็เริ่มเดินกลับ
พอเดินมาถึงกลางเขา จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคำราม “โฮ่ววววว” ดังมาจากที่ไกล ๆ ทำเอาทั้งสามตกใจจนขาอ่อน เกือบนั่งกองอยู่กับพื้นหิมะ
“พี่สาม เสียงนั่นมันเสือแน่ ๆ ทำไมถึงยังมีเสืออยู่ล่ะ?” สวี่ซื่อเสียงหน้าซีดเผือกพูดด้วยความตกใจกลัว
สวี่ซื่อเยี่ยนโบกมือ ห้ามไม่ให้พูดต่อ จะได้ไม่รบกวนการฟังเสียงของเขา
นอกจากเสียงคำรามของเสือแล้ว ยังมีเสียงขู่คราง “ฮึ่มๆ” ปะปนอยู่ด้วย ซึ่งเขาฟังออกทันทีว่าเป็นเสียงของหมี
ที่ไม่พูดว่าเป็น “หมีดำ” ก็เพราะในเขตภูเขาฉางไป๋ซาน ยังมีหมีอีกชนิดหนึ่งคือ “หมีน้ำตาล” ที่มักถูกพูดถึงในตำนานเกี่ยวกับโสม
ชาวบ้านในพื้นที่เรียกหมีดำว่า “หมีดำ” หรือ “โก่วถัวจื่อ” ส่วนหมีน้ำตาลจะเรียกว่า “หมาถัวจื่อ”
โดยทั่วไป หมีจะจำศีลในฤดูหนาว หมีดำมักอยู่ในโพรงไม้ เรียกว่า “ถังฟ้า” หรือ “โพรงฟ้า”
ส่วนหมีน้ำตาลตัวใหญ่กว่า เข้าต้นไม้ไม่ได้ ก็เลยจำศีลในถ้ำหิน เรียกว่า “ถังดิน” หรือ “โพรงดิน”
ทั้งฤดูหนาวที่ผ่านมา สวี่ซื่อเยี่ยนเคยเจอแต่ “ถังฟ้า” แต่ไม่เคยเจอ “ถังดิน” เลย
เสียงจากอีกฝั่งของภูเขาครั้งนี้ ฟังแล้วไม่เหมือนหมีดำ แต่คล้ายกับหมีน้ำตาลมากกว่า
หรือว่าจะมีใครไปทำเสียงดัง จนไปปลุกหมีน้ำตาลที่จำศีลอยู่ในโพรงดินเข้าแล้วล่ะ?
ก็เป็นไปได้เหมือนกัน ช่วงนี้คนเข้าป่ากันเยอะ ไม่แน่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนไปทำให้หมีสีน้ำตาลที่กำลังจำศีลอยู่ตื่นขึ้นมา
หมีสีน้ำตาลออกมาจากถ้ำ แล้วไม่รู้ยังไงดันไปเจอเข้ากับเสือเข้า
“พี่รอง กล้าพอจะไปดูหมีตีกับเสือด้วยกันไหมล่ะ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นคนใจกล้า พอมีฝีมือยิงปืนดีเลยคิดจะไปดูให้เห็นกับตา
ตอนนี้ในภูเขา เสือหายากมาก จะเจอสักตัวก็ว่ายากแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฉากหายากอย่างเสือต่อสู้กับหมีสีน้ำตาล โอกาสแบบนี้หาได้ที่ไหนอีก ถ้าไม่ไปดูถือว่าน่าเสียดาย
“พี่สาม อย่าล้อเล่นเลย นั่นมันเสือนะ อันตรายจะตาย ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำยังไง?”
ยังไม่ทันที่สวี่ซื่ออันจะพูดอะไร สวี่ซื่อเสียงก็รีบห้ามสองพี่น้องไว้
“ตอนนี้เสือกับหมีตีกันอยู่ ถ้ามันยังไม่รู้แพ้รู้ชนะก็คงไม่จบง่ายๆ พวกเรายืนดูห่างๆ สักนิดก็พอ”
หมีสีน้ำตาลเป็นสัตว์ไม่กี่ชนิดที่สามารถสู้กับเสือได้ สองตัวนี้เจอกันเมื่อไหร่ ไม่มีใครยอมใคร ถ้าไม่ถึงขั้นตายกันไปข้าง ก็คงไม่จบง่ายๆ อาจจะเจ็บกันทั้งคู่ด้วยซ้ำ
“เจ้าห้า ตามพวกเรามาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก แค่ไปดูเฉยๆ”
สวี่ซื่ออันก็ใจกล้าอีกคน พอได้ยินว่าเสือตีกับหมี ใจก็คันยิบๆ จะไม่ไปดูได้ยังไง
พี่ชายทั้งสองคนยืนกรานจะไป สวี่ซื่อเสียงก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ตามหลังพี่ๆ ไป
ทั้งสามคนไต่เขาไปตามเสียงที่ได้ยินมา
พอข้ามสันเขาไป ก็เห็นบริเวณพื้นที่ตัดไม้ตรงเนินเขาด้านล่าง มีหมีสีน้ำตาลกับเสือหนึ่งตัวกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เสือตัวนั้นน่าจะเป็นตัวผู้ที่โตเต็มวัยแล้ว ตัวใหญ่มาก ดูๆ แล้วน่าจะหนักประมาณ 500 ชั่ง
ส่วนหมีสีน้ำตาลก็ไม่ต้องพูดถึง น่าจะประมาณ 700 800 ชั่ง ตัวใหญ่เหมือนภูเขา
แม้หมีจะตัวใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เชื่องช้า มันยังสามารถหลบการโจมตีของเสือได้คล่องตัว และยังสวนกลับได้เป็นระยะ
เสือก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน อาศัยความเร็วและพละกำลังที่ระเบิดออกมาได้รวดเร็ว เคลื่อนไหวว่องไว และก็คอยหาจังหวะตีโต้กลับอย่างรุนแรง
กรงเล็บกับเขี้ยวอันแหลมคมของมันข่วนจนหมีเป็นแผลหลายแห่ง ทำเอาหมีร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
พอหมีรู้ว่าตัวเองสู้ไม่ไหว ก็พยายามจะหนี แต่เสือก็ไม่ยอมให้โอกาส มันกระโดดเข้าไปกัดที่คอด้านหลังของหมี
หมีพยายามฟาดกลับด้วยอุ้งมือ แต่ก็พลาด เสือหลบทัน แล้วสวนด้วยกรงเล็บเข้าที่อกของหมี
ทั้งสองตัวต่อสู้กันอย่างสูสี แม้จะผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่ดูเหมือนเสือจะได้เปรียบอยู่เล็กน้อย
สวี่ซื่อเยี่ยนนั่งยองๆ ดูอยู่บนไหล่เขา ยิ่งดูยิ่งใจร้อน ดูแบบนี้เมื่อไหร่มันจะจบกันสักที?
แล้วเขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา ก้มตัวลงเดินย่องๆ ไปข้างหน้าผ่านหิมะ
สวี่ซื่อเสียงกำลังจะร้องเรียก แต่สวี่ซื่ออันรีบคว้าไว้ไม่ให้ส่งเสียง
ทั้งสองคนไม่กล้าพูดอะไร จ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของสวี่ซื่อเยี่ยน
สวี่ซื่อเยี่ยนอาศัยจังหวะที่ทั้งเสือและหมีมัวแต่สู้กัน ไม่ทันระวังรอบข้าง ค่อยๆ ย่องเข้าไปทีละนิด
พอเข้าใกล้ได้ประมาณ 300 เมตร เขาก็หยุด ไม่กล้าเข้าไปใกล้กว่านั้น แล้วก็เงียบๆ ยกปืนกึ่งอัตโนมัติขึ้น เล็งไปที่เจ้าหมีตัวโต แล้วยิงตูมออกไปหนึ่งนัด
สวี่ซื่อเยี่ยนยิงแม่นจริงๆ นัดแรกก็ยิงโดนท้องหมีเลย
แต่ตำแหน่งมันไม่สาหัสพอ หมีไม่ตายทันที แล้วก็หันกลับมาพุ่งตรงไปยังทิศทางที่มีเสียงปืน
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้ตื่นตกใจ ยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้ง แล้วยิงติดๆ กันอีกสามนัด
หลังจากยิงสามนัดติด หมีสีน้ำตาลก็ล้มลง ไม่ขยับอีกเลย
ส่วนเสือตัวนั้น พอได้ยินเสียงปืนในนัดแรก ก็พุ่งตัวหนีไปทันที รอดตัวไป







