หวังหยางหัวเราะออกมาสองสามเสียง "หรือว่าพวกเจ้าไม่เคยได้ยินว่า ผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่ ถือเป็น 'โทษกบฏ'?"
เขามองไปที่หัวหน้าหมู่ แววตาแฝงความเวทนาและเย้ยหยัน "ก็ถูกของเจ้า เจ้ามันก็แค่หัวหน้าหมู่ต่ำต้อย จะไปรู้อะไร?"
'บารมี ต้องมีบารมี!'
อาศัยจังหวะที่หัวหน้าหมู่ยังมีสีหน้าลังเล หวังหยางก็สะบัดแขนเสื้อถลึงตา ตวาดเสียงดังลั่น
"ผู้ต้องโทษกบฏ! ต้องโทษประหาร! ประหารเจ็ดชั่วโคตร! ริบทรัพย์สิน! ตระกูลข้าเป็นผู้ดีเก่าแก่มาหลายชั่วคน! ท่านอารองของข้าดำรงตำแหน่งขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์อยู่ในเมืองหลวง! หากข้าเป็นอะไรไป เรื่องต้องถึงพระกรรณฮ่องเต้แน่! พวกเจ้าคิดว่าที่ข้าบอกว่าจะประหารล้างโคตรพวกเจ้า ข้าพูดเล่นงั้นหรือ?!"
หวังหยางไพล่มือไว้ด้านหลัง น้ำเสียงและสีหน้าดุดันเกรี้ยวกราด
ไม่มีใครเห็นว่าฝ่ามือที่อยู่ด้านหลังของเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้อยู่หลายครั้ง
ปลายนิ้วเย็นเฉียบ!
การจะโกหกให้แนบเนียน นอกจากบารมีแล้ว ประเด็นสำคัญคือรายละเอียด คำโกหกที่ไร้รายละเอียดก็เหมือนวิมานในอากาศ ฟังปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าไร้สาระ
ดังนั้นหวังหยางจึงใช้รายละเอียดสองอย่างมาเติมเต็ม หนึ่งคือโทษกบฏอันร้ายแรง สองคือท่านอารองที่ดำรงตำแหน่งขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์
โทษกบฏนั้น มีทั้งในราชวงศ์ฮั่นและถัง เรื่องนี้หวังหยางรู้ดี
แต่เมื่อเทียบกับราชวงศ์ฮั่นและถังแล้ว ประวัติศาสตร์ยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออกและราชวงศ์ใต้ เขาไม่ได้รู้ลึกซึ้งนัก ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่ายุคสมัยนี้มีโทษกบฏจริงหรือไม่ เพียงแต่เขาอนุมานตามหลักเหตุผลว่า ราชวงศ์จิ้นตะวันออกและราชวงศ์ใต้อยู่ระหว่างราชวงศ์ฮั่นกับถัง กฎมณเฑียรบาลและระเบียบแบบแผนหลายอย่างล้วนสืบทอดกันมาโดยไม่เปลี่ยนแปลง ในเมื่อราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถังมี ราชวงศ์จิ้นตะวันออกและราชวงศ์ใต้ก็น่าจะมีเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลือกใช้ข้อหานี้มาข่มขู่คน ส่วนบทลงโทษที่แน่ชัดของโทษกบฏ เขายิ่งพูดจาโอ้อวดเกินจริง สิ่งที่ต้องการก็คือการข่มขวัญให้กลัวไปก่อน
เขากำลังเดิมพัน
เดิมพันว่าทหารเหล่านี้ไม่รู้ข้อกฎหมายโดยละเอียดของโทษกบฏ
ส่วนการยัดเยียดตำแหน่งขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์ให้กับท่านอารองที่ไม่มีอยู่จริง เขาก็ผ่านการไตร่ตรองมาแล้วเช่นกัน
ที่เรียกว่า "ตำแหน่งขุนนางหวงซ่าน จำเป็นต้องเพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและชาติตระกูล"
'หวง' หมายถึงขุนนางหวงเหมินซื่อหลาง 'ซ่าน' หมายถึงขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์ 'รูปโฉม' ในที่นี้คือบุคลิกภาพและความสามารถ ส่วน 'ชาติตระกูล' คือฐานะของวงศ์ตระกูล
ตำแหน่งขุนนางหวงซ่านในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออกและราชวงศ์ใต้ถือเป็นขุนนางชั้นสูง หากไม่ใช่ตระกูลผู้ดีเก่าแก่ จะไม่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง
อีกทั้งขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์ยังเป็นคนสนิทของโอรสสวรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า "เรื่องต้องถึงพระกรรณฮ่องเต้" ที่หวังหยางพูดไปก่อนหน้านี้อย่างลงตัว
นับว่าหวังหยางดวงยังไม่ถึงฆาต หากมีบัณฑิตขุนนางอยู่ที่นี่ ฟังปุ๊บย่อมรู้ปั๊บว่านี่คือคำขู่หลอกลวง อย่าว่าแต่การที่ทหารจับตัวเขาจะไม่เข้าข่ายโทษกบฏเลย ต่อให้เป็น 'โทษกบฏ' จริง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องประหารเจ็ดชั่วโคตร
แต่ทหารเลวพวกนี้จะไปเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?
พวกเขาเคยได้ยินชื่อโทษกบฏนี้มาบ้าง มักจะเอาไปปะปนกับความผิดร้ายแรงอย่าง 'กบฏแผ่นดิน' หรือ 'อกตัญญู' รู้เพียงว่าเป็นความผิดมหันต์ที่คนธรรมดาทั้งชีวิตไม่มีโอกาสได้ก่อ ใครจะไปรู้ว่าวันนี้พวกเขาจะได้มาเจอเข้ากับตัว?!
พอได้ยินหวังหยางบอกว่าท่านอารองเป็นขุนนางระดับสูงอย่างขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์ ในสายตาพวกเขา นั่นถือเป็นบุคคลระดับฟ้าประทานเลยทีเดียว!
ต่อให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของป้อมอาชวีของพวกเขา ในสายตาท่านอารองของอีกฝ่ายก็คงไร้ค่าไม่ต่างจากผายลม หากล่วงเกินบุคคลระดับนี้เข้าจริงๆ จะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน?!
ภาพลักษณ์ของหวังหยางในสายตาพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่เด็กหนุ่มเสเพลผอมโซที่ดูขี้ขลาดอีกต่อไป เมื่อเห็นสีหน้าหยิ่งทะนงและคำพูดฉะฉานของเขา ก็ทำให้เกิดบารมีที่มิอาจมองข้ามได้จริงๆ
ไม่มีใครกล้าหัวเราะอีก ทหารสองนายที่ก่อนหน้านี้จะเข้าไปจับตัวเขารีบถอยกรูด จะประหารล้างโคตรหรือไม่พวกเขาไม่กล้าพูด แต่พวกเขารู้กฎหมายข้อหนึ่งที่ว่า 'ผู้น้อยวิวาทกับผู้ใหญ่ ล้วนถือเป็นกบฏ'
ดังนั้นแม้แต่หัวหน้าหมู่ก็ยังกลั้นหายใจ และเริ่มครุ่นคิดเงียบๆ
'จะปล่อยให้พวกมันมีเวลาคิดไม่ได้!'
เรื่องนี้ก็เหมือนกับการโฆษณา ขอเพียงแง้มช่องโหว่ได้ ก็ต้องรุกฆาตในคราวเดียว กรอกความคิดของตัวเองใส่หัวพวกมันไปให้หมด
หวังหยางแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นบนแขนเสื้อที่ขาดจนเห็นรอยด้ายอย่างไม่ใส่ใจ หากไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าชุดนี้ดูไม่ได้เอาเสียเลย ท่าทางปัดฝุ่นสองสามทีนี้ก็คงจะดูมีสง่าราศีแบบชนชั้นสูงอยู่บ้าง
"บอกความจริงกับพวกเจ้าก็ได้ คุณชายอย่างข้าแซ่หวัง นามว่าหยาง ชื่อรองจือเหยียน นำมาจากคัมภีร์ซือจิง บท 'ยงเฟิง' ตอน 'จวินจื่อเสียเหล่า' บทกวีกล่าวไว้ว่า 'รูปโฉมของท่านนั้นงดงาม หน้าตาก็หมดจด' หากไม่ใช่เพราะเจอโจรระหว่างทาง ข้าคงได้พบกับคนที่ท่านอารองส่งมารับตั้งนานแล้ว จะมาติดแหง็กอยู่ในสถานที่สับปะรังเคแบบนี้หรือ?!"
การที่หวังหยางส่ายหัวโคลงศีรษะท่องคัมภีร์ซือจิงประโยคนั้น ไม่ใช่เพื่ออวดภูมิความรู้ แต่เป็นการแสดงฐานะของตนเองผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้
ราชวงศ์จิ้นตะวันออกและราชวงศ์ใต้เชิดชูบุ๋นข่มบู๊ ลูกหลานตระกูลใหญ่โตมักจะยกย่องความรู้ทางวรรณกรรม เด็กจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา หนึ่งคือไม่มีเงินจ้างอาจารย์ สองคือไม่มีเงินซื้อหนังสือ ต่อให้มีใจอยากเรียนก็เรียนไม่ไหว เรียนไปก็แทบไม่มีช่องทางเจริญก้าวหน้า นี่แหละที่เรียกว่า 'การผูกขาดทางความรู้'
ยุคนี้ยังคงอยู่ในยุคระบบตระกูลขุนนาง แตกต่างจากยุคที่ชนชั้นสามัญชนเฟื่องฟูหลังจากการสอบเคอจวี่ หากหวังหยางทะลุมิติไปในยุคราชวงศ์ถังหรือซ่ง การอวดภูมิความรู้ประโยคนี้ก็คงไม่มีความหมายอะไร
ที่สำคัญกว่านั้นคือประโยคสุดท้ายที่หวังหยางพูด ประโยคนี้ดูเหมือนคำบ่นลอยๆ แต่ที่จริงแล้วเป็นปริศนาสำคัญ หวังหยางกำลังบอกใบ้ทหารทุกคนว่า ท่านอารองของข้าส่งคนมารับข้าแล้ว! ต่อให้พวกเจ้าคิดจะฆ่าปิดปาก ก็ต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงด้วย
และก็เป็นอย่างที่คิด พอหวังหยางพูดจบ สายตาของทหารทุกคนที่มองเขาก็เปลี่ยนไป มีทั้งความตกตะลึงระคนความยำเกรง และแน่นอนว่ายังคงแฝงไปด้วยความคลางแคลงใจอยู่บ้าง
คุณชายรูปงามรู้สึกไม่พอใจอยู่ในใจ 'ทำไมตอนเขาท่องบทกวีถึงมีคนฟัง แต่ข้ากลับไม่มี! พระเอกไม่ใช่ข้าหรอกหรือ?! กวีของตู้ฝู่ยังสู้คัมภีร์ซือจิงประโยคที่แม้แต่จำนวนคำก็ยังไม่เท่ากันของเขาไม่ได้งั้นหรือ?!' จากนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่า 'ที่แท้ตระกูลหวังแห่งหลางหยาก็ร้ายกาจขนาดนี้ ถึงกับทำให้พวกเขากลัวกันหมด'
หัวหน้าหมู่กลืนน้ำลายลงคอ เอ่ยถามหยั่งเชิง "เช่นนั้น... บนตัวเจ้ามีหนังสือรับรองฐานะหรือไม่?" น้ำเสียงแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
หวังหยางขมวดคิ้วตวาด "ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ? ข้าเจอโจรระหว่างทาง แม้แต่เสื้อผ้าหรือรถม้าก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ นับประสาอะไรกับหนังสือรับรอง?"
หัวหน้าหมู่มีสีหน้าลำบากใจ "แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน..."
หวังหยางทำหน้าหงุดหงิดพลางพูดแทรก "มีทะเบียนประวัติครอบครัวเป็นหลักฐาน จะบอกว่าไม่มีหลักฐานได้อย่างไร? เจ้าไปตรวจสอบดูได้เลย"
อย่าว่าแต่หวังหยางที่เป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาอันเป็นตระกูลชั้นสูงเลย ต่อให้เป็นตระกูลขุนนางปลายแถว หัวหน้าหมู่ก็ไม่มีอำนาจไปตรวจสอบทะเบียนประวัติครอบครัวอะไรทั้งนั้น ในขณะที่กำลังทำอะไรไม่ถูก หวังหยางก็หาวออกมา
"ช่างเถอะ ข้าก็ไม่อยากทำให้เจ้าลำบากใจ จะให้หลักฐานเจ้าสักอย่างก็แล้วกัน"
เขามองไปที่ทหารที่ชื่อติงจิ่วแล้วพูดว่า "เจ้า ไปเก็บกิ่งไม้มาให้ข้าสักกิ่ง"
ติงจิ่วส่งสายตาเชิงตั้งคำถามไปทางหัวหน้าหมู่ เฮยฮั่นที่ถือหอกจึงพูดกับหัวหน้าหมู่ว่า "ข้าไปเอง"
หัวหน้าหมู่พยักหน้า เฮยฮั่นรีบเดินไปเก็บกิ่งไม้ เขาเก็บมาสามกิ่งรวดเพื่อให้หวังหยางเลือก
เฮยฮั่นเดินมาหยุดห่างจากหวังหยางสามก้าว เอาหอกพาดบ่า โค้งตัวลงต่ำ ยื่นกิ่งไม้ให้ด้วยสองมือ ท่าทีนอบน้อมยิ่งนัก
ติงจิ่วรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย นึกในใจว่า 'ถ้ารู้แบบนี้ สู้เขาไปเก็บเองเสียตั้งแต่แรกดีกว่า'
ภายใต้กรอบมารยาทสมัยใหม่ของหวังหยาง การใช้คำพูดสุภาพกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว เขาเพิ่งจะเอ่ยปากขอบคุณ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังปลอมตัวอยู่ จึงต้องกลืนคำพูดนั้นลงคอไป เขาหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาลวกๆ แล้วเริ่มวาดลงบนพื้น
ทุกคนต่างชะเง้อคอมอง ตอนแรกคิดว่าเขาจะเขียนหนังสือ แต่ต่อมาก็รู้สึกเหมือนเขากำลังวาดรูป ภาพที่เขาวาดมีเส้นโค้งงอหยักไปมา ลวดลายละเอียดอ่อน ตรงกลางยังมีตัวอักษรเล็กๆ สอดแทรกอยู่ ลวดลายซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
"นี่... นี่มัน... ยันต์งั้นหรือ?!" หัวหน้าหมู่กับทหารอีกหลายนายร้องด้วยความตกใจ
หวังหยางโยนกิ่งไม้ทิ้งแล้วพูดว่า "ดูให้ชัดๆ นี่คือยันต์ทะลวงแสงที่ถูกต้องตามหลักของลัทธิปรมาจารย์สวรรค์ ตระกูลหวังแห่งหลางหยาของข้าสืบทอดลัทธิปรมาจารย์สวรรค์มาหลายชั่วอายุคน เรื่องนี้เจ้าคงไม่ถึงกับไม่รู้หรอกนะ"
สิ่งที่หวังหยางวาดคือยันต์เต๋าแห่งตุนหวงที่เก็บรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส พูดแล้วก็น่าละอาย นี่เป็นยันต์เพียงลายเดียวที่เขาวาดเป็น
หากมองในมุมมองของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ความคิด สิ่งที่หวังหยางเชี่ยวชาญที่สุดความจริงแล้วคือลัทธิขงจื๊อกับศาสนาพุทธ ส่วนลัทธิเต๋าจัดอยู่รั้งท้าย ดังนั้นไอ้เรื่อง 'ยันต์ทะลวงแสงที่ถูกต้องตามหลักของลัทธิปรมาจารย์สวรรค์' อะไรนั่น เป็นเพียงคำพูดหลอกเด็กทั้งเพ
แต่เรื่องที่ตระกูลหวังแห่งหลางหยาได้รับการสืบทอดลัทธิปรมาจารย์สวรรค์มาหลายชั่วอายุคนนั้น เป็นเรื่องที่ท่านเฉินอิ๋นเค่อเคยตรวจสอบและยืนยันแล้ว ทหารพวกนั้นย่อมไม่มีทางรู้เรื่องนี้แน่ แต่เขาต้องการใช้รายละเอียดที่ 'สมจริง' และ 'หนักแน่น' เหล่านี้ มาข่มขวัญทหารพวกนี้ให้กลัว!
แม้ราชวงศ์จิ้นตะวันออกและราชวงศ์ใต้จะนิยมศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า แต่ชาวบ้านธรรมดากลับมีความรู้อย่างจำกัด ต่อให้พอดูออกว่าเป็นยันต์ แต่จะไปรู้ได้อย่างไรว่า 'ยันต์ทะลวงแสง' อะไรนั่นถูกต้องตามหลักหรือไม่?
ส่วนเรื่องที่ตระกูลหวังแห่งหลางหยาสืบทอดลัทธิปรมาจารย์สวรรค์ประจำตระกูลหรือไม่ พวกเขายิ่งไม่มีทางเข้าใจ!
พวกเขาจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่าปกติแล้วตระกูลใหญ่โตระดับนั้นกินอะไรกันเป็นอาหาร นับประสาอะไรกับความรู้และความเชื่อที่สืบทอดกันมาภายในตระกูลเหล่านั้น
ทว่าเรื่องที่ลูกหลานตระกูลขุนนางมักจะเลื่อมใสในศาสนาพุทธและลัทธิเต๋านั้นพวกเขารู้ดี ก่อนหน้านี้คำพูดคำจาและบารมีของหวังหยางก็ทำให้พวกเขาเชื่อในฐานะของหวังหยางไปบ้างแล้ว พอได้เห็นยันต์นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อเพิ่มขึ้นไปอีก
หวังหยางเห็นสีหน้าทั้งเคารพทั้งยำเกรงของทุกคนก็รู้สึกดีใจ นึกว่ากำลังจะผ่านด่านไปได้แล้ว ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงที่คุ้นเคยและโพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหันดังขึ้นสองเสียง
"ข้าก็เป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยา!"
"ข้าก็เป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยาเหมือนกัน!"
แม่งเอ๊ย!!!
ในใจของหวังหยางพลันมีตัวอัลปาก้านับหมื่นตัววิ่งพล่านผ่านไปในทันที!







