จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้นั่งต้มชาอ่านหนังสืออยู่ในห้องนอน
หากแต่อยู่ตรงโถงด้านหน้าซึ่งประดิษฐานเทวรูป ที่นี่เขาสามารถอ่านหนังสือไปพลาง โยนยันต์อัคคีลงในถ้วยน้ำมันของโคมอัคคีเคราะห์ไปพลาง
ศาลเจ้าเทพเพลิงมีประตูอยู่เพียงบานเดียว นี่คือแบบแผนการสร้างศาลเจ้า ผู้เข้ามาต้องเคารพเทพก่อน เมื่ออยู่ต่อหน้าเทวรูป ปีศาจจำนวนมากย่อมไม่อาจคงวิชามายาไว้ได้ ส่วนผู้เปิดประตูก็มิถูกล่อลวงโดยง่าย
"ค่ำฝนพรำไอชื้นหนักหนา สหายหน้าประตูมาหาผู้ใดหรือเพียงผ่านทาง?" จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้ลุกขึ้น เพียงเอ่ยถามออกไป
"ข้าผู้เฒ่าเพิ่งย้ายมาอยู่ละแวกนี้ นับเป็นเพื่อนบ้านของท่านนักพรต วันนี้สุราผลไม้เพิ่งหมักได้ที่ จึงนำมาให้ท่านนักพรตลองชิม" เสียงด้านนอกเป็นเสียงหญิงชรา ทว่ากังวานเปี่ยมกำลัง
จ้าวฟู่อวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย เพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ หรือ?
เพียงได้ยินวาจานี้ เขาก็รู้ว่าผู้มาเยือนมิใช่คนธรรมดา หากมิใช่ผู้บำเพ็ญ ก็คงเป็น "ผู้คน" ในภูเขา
เขาลุกขึ้นเปิดประตู แสงตะเกียงกับไออุ่นภายในเรือนพลันหลั่งไหลออกมา
หญิงชราผู้หนึ่งสวมอาภรณ์ดำทั้งร่าง ภายใต้แสงตะเกียงกลับปรากฏลวดลายสีม่วงจางเร้นอยู่บนเนื้อผ้า ดูลึกลับและแฝงความสูงศักดิ์ คล้ายนายหญิงใหญ่แห่งคฤหาสน์ตระกูลขุนนาง
ในมือนางกางร่มคันหนึ่ง พื้นร่มเป็นสีดำเช่นกัน มีลวดลายดอกไม้สีแดงเป็นดวง ๆ เมื่อเพ่งดูจึงเห็นเถาวัลย์พาดพันอยู่บนกลีบดอก นั่นคือลายยันต์
สายลมและเม็ดฝนกระหน่ำลงบนร่ม ทว่าร่มกลับไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
อีกมือหนึ่งของนางจูงเด็กหญิงไว้ เด็กน้อยมีใบหน้าเรียวแหลม ดวงตาคู่นั้นมองสำรวจจ้าวฟู่อวิ๋นด้วยความใคร่รู้เจือความขุ่นเคืองหลายส่วน
ในอ้อมแขนของนางกอดขวดกระเบื้องขาวใบหนึ่งไว้ คงเป็นสุราผลไม้ที่หญิงชรากล่าวถึง
จ้าวฟู่อวิ๋นพินิจพวกนาง ขณะเดียวกันพวกนางก็พินิจจ้าวฟู่อวิ๋น
"มิทราบว่าท่านผู้เฒ่าพำนักอยู่แห่งใด ข้าเองก็เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ไม่เคยได้ยินถึงที่พำนักของท่าน จึงมิได้ไปเยี่ยมเยียน ขอท่านโปรดอภัย"
"ท่านนักพรตเข้าใจผิดแล้ว ข้าผู้เฒ่าเพิ่งนำพาเผ่าพันธุ์ย้ายมาอยู่เมื่อไม่นานนี้ ทั้งยังต้องขอบคุณท่านนักพรตด้วย" หญิงชราเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง
"โอ้ มิทราบว่าข้ามีสิ่งใดให้ท่านต้องขอบคุณ?"
"ข้าได้ยินเหล่าภูตวิญญาณในภูเขากล่าวว่า เพราะท่านนักพรตมาถึง ถ้ำพำนักแห่งนั้นจึงสะอาดขึ้น พวกเราถึงได้พบสถานที่พักพิง"
จ้าวฟู่อวิ๋นได้ยินก็เข้าใจทันทีว่านางหมายถึงถ้ำพำนักบนภูเขาแห่งนั้น
ที่นั่นนับเป็นสถานที่ไม่เลวจริง ๆ ทว่าสวินหลานอินเห็นได้ชัดว่าไม่ชื่นชอบ เพราะมันตั้งอยู่ลึกเข้าไปในท้องภูเขา ทั้งเย็นเยียบ ชื้นแฉะ และมืดมิดไร้แสงตะวัน หลังจากออกมาแล้ว สวินหลานอินจึงไม่เคยกลับไปอีก
กลับกลายเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเสียแล้ว
เขาอยากถามว่าพวกนางเป็นเผ่าพันธุ์ใด แต่ก็เกรงว่าหากอีกฝ่ายมิใช่มนุษย์ คำถามนั้นอาจล่วงเกินพวกนาง
"เป็นเพียงสถานที่ไร้เจ้าของ กลับรบกวนให้ท่านผู้เฒ่าต้องเดินทางมาอีกเที่ยวเสียแล้ว"
"ท่านนักพรตเป็นผู้ชำระสถานที่นั้น พวกเราเข้าไปอยู่โดยไม่ต้องลงแรง อย่างไรก็ควรมาขอบคุณ นี่คือสุราบุปผาผลไม้ที่พวกเราหมักจากดอกไม้ร้อยชนิดและผลไม้ร้อยอย่าง ขอท่านนักพรตลองชิมดู" หญิงชราผู้กางร่มกล่าว
กล่าวจบ นางก็ส่งสัญญาณให้เด็กหญิงข้างกายนำไปมอบ ทว่าเด็กน้อยกลับไม่ใคร่เต็มใจนัก ถึงกับยื่นริมฝีปากขึ้นมา
"อวี้ผิง" หญิงชราเรียกชื่อเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
เด็กหญิงจึงยอมก้าวมาข้างหน้าสองก้าวอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนยื่นขวดกระเบื้องในมือออกมา
เม็ดฝนโปรยลงบนร่างและข้อมือของนาง
ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นมิได้รับไว้ เพียงกล่าวว่า "เราเพิ่งพบกันโดยบังเอิญกลางป่าเขา ท่านผู้เฒ่าเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าเองก็เพียงอาศัยศาลเจ้าเทพเพลิงพำนักชั่วคราว ไม่มีสิ่งใดใช้รับรองท่าน จึงคงไม่เชิญท่านเข้าเรือนแล้ว เชิญท่านกลับเถิด"
ขณะเอ่ยวาจานี้ ใบหน้าจ้าวฟู่อวิ๋นยังคงมีรอยยิ้ม ท้ายที่สุดยังยิ้มพลางพยักหน้าให้เด็กหญิง ก่อนถอยหลังหนึ่งก้าว เสียงเอี๊ยดดังขึ้นเมื่อประตูปิดลง แสงตะเกียงเต็มเรือนถูกตัดขาดในพริบตา
ด้านนอกประตู ย่าทวดกับเหลนยืนอยู่ท่ามกลางสายลมและสายฝน มองสีหน้าไม่ชัดเจน ทว่าเด็กหญิงกลับกล่าวอย่างดีใจว่า "ท่านย่าทวด เขาไม่เอา เช่นนั้นยกให้เสี่ยวอวี้ผิงกินเถิด เสี่ยวอวี้ผิงกินแล้วจะได้โตเร็ว ๆ กลายเป็นอวี้ผิงใหญ่ ถึงเวลานั้นจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านย่าทวด"
หญิงชราเพียงยื่นนิ้วแตะหน้าผากเด็กหญิงแล้วกล่าวว่า "เจ้านี่นะ รู้จักแต่ตะกละตะกลาม"
จากนั้นนางเงยหน้ามองประตูศาลเจ้าอีกครา ถอนใจหนึ่งเฮือก แล้วจูงเด็กหญิงเดินไปทางภูเขา
เมื่อนางเข้าไปในภูเขา พงหญ้าและหมู่ไม้กลับดูคล้ายจะแหวกทางให้นางเองตามธรรมชาติ
"เจ้าน่ะ อย่ามัวแต่รักสนุกเช่นนี้อีกเลย นับแต่สายของเราถูกริบฐานะสายสืบทอดหลัก ก็ต้องร่อนเร่ไปทั่ว ไร้ถิ่นพำนักเป็นหลักแหล่ง หลายปีแล้วที่มิได้เชิญอาจารย์จากสำนักเต๋ามาเป็นครูเปิดปัญญาอย่างจริงจังสักคน"
"แต่ท่านย่าทวด ท่านเคยบอกว่าเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นเสวียนกวงมิใช่หรือ?" เด็กหญิงถามด้วยเสียงใสกังวาน
"แต่เขาเป็นศิษย์ภูเขาเทียนตู แม้ภูเขาเทียนตูจะก่อตั้งสำนักมาเพียงพันปี มีรากฐานสั่งสมน้อยกว่าสำนักใหญ่เหล่านั้นอยู่บ้าง ทว่าบรรยากาศแห่งการบำเพ็ญในภูเขารุ่งเรืองยิ่งนัก กำลังอยู่ในช่วงเฟื่องฟู ว่ากันว่าเจ้าสำนักผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตอยู่ และยังเป็นหนึ่งในยอดบุคคลชั้นแนวหน้าของใต้หล้า"
เสียงของพวกนางค่อย ๆ ถูกสายลมภูเขาและเสียงฝนกลืนหาย
หลังจ้าวฟู่อวิ๋นปิดประตู เขามิได้ผละจากประตูทันที หากยืนพิงอยู่ข้างประตูครู่หนึ่ง จึงกลับไปนั่งบนเก้าอี้หน้าเทวรูปอีกครั้ง
จ้าวฟู่อวิ๋นดูไม่ออกว่าย่าทวดกับเหลนคู่นี้เป็นสิ่งใด แต่เขารู้สึกว่าพวกนางมิใช่มนุษย์
ท่ามกลางภูเขาลึก เผ่าพันธุ์ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นหมู่มิอาจนับว่ามาก แต่ก็มิใช่น้อย ทว่าผู้ที่ชอบผูกไมตรีกับมนุษย์และแสดงเจตนาดีกลับมีไม่มากนัก
'เผ่าจิ้งจอกหรือ?' จ้าวฟู่อวิ๋นคาดเดาอยู่ในใจ
ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจอกหรือสิ่งอื่นใด เขาก็ไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับพวกมันมากนัก ในอารามล่างกลางภูเขา เคยมีอาจารย์เต๋าผู้บรรยายหลักธรรมกล่าวไว้ว่า "ผู้ใกล้ภูตย่อมผิดแผก ผู้ใกล้มารย่อมจิตติดขัด"
ผู้คนมากมายถูกชักจูงโดยไม่รู้ตัว กลับคิดว่าตนเองได้บรรลุแจ้ง
เขาจิบชาที่ต้มเอง ค่อย ๆ สงบจิตลง
จากนั้นจึงเงยหน้ามองโคมอัคคีเคราะห์ เขาหลับตา วาดยันต์อัคคีกลางอากาศในเปลวไฟเบื้องหน้า
เมื่อนิ้วมือของเขาเคลื่อนไหว ประกายไฟซึ่งลอยกระจายอยู่กลางอากาศก็รวมตัวตรงปลายนิ้ว ก่อนคดเคี้ยวร่างเป็นยันต์เทพอัคคีชาดอันลี้ลับ
ท้ายที่สุดยันต์เทพกลับแปรเป็นมังกรเพลิงตัวน้อย มันบิดกายกระโจน แล้วพุ่งหัวลงไปในถ้วยน้ำมันของโคมอัคคีเคราะห์
เห็นเพียงอัคคีเคราะห์ภายในสั่นไหวอย่างรุนแรง มังกรเพลิงสลายหายท่ามกลางการเผาไหม้ของอัคคีเคราะห์ ทว่าคุณลักษณะแห่งไฟนานาชนิดที่มันนำมากลับหลงเหลืออยู่บางส่วน
เขานั่งวาดยันต์กลางอากาศอยู่ตรงนั้น ยันต์แปรเป็นมังกรเพลิงพุ่งลงสู่ถ้วยน้ำมัน ก่อนสลายรวมเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า
หลายวันมานี้ เขาเริ่มจับเคล็ดบางประการในการหล่อเลี้ยงปราณซาอัคคีเคราะห์นี้ได้แล้ว
การเลี้ยงไฟควรเป็นเช่นเดียวกับการเลี้ยงจิตวิญญาณ ต้องป้อนอาหารให้มันอย่างต่อเนื่อง เมื่อป้อนแล้วมันจึงจะคุ้นเคย ทั้งมิใช่เพียงป้อนคุณลักษณะแห่งไฟ แต่ยังต้องป้อนพลังเวทของตนด้วย เมื่อไฟนี้กลายเป็นปราณซา จึงจะสามารถหลอมรวมเข้ากับพลังเวทของตนได้
ครั้นถึงครึ่งหลังของราตรี ฝนก็หยุดลง เขาจึงออกมาที่ระเบียงทางเดิน เริ่มดูดซับหยาดน้ำค้างหยิน ในวันฝนตก หยาดน้ำค้างหยินจะเข้มข้นเป็นพิเศษ ช่วยระงับความร้อนภายในซึ่งเกิดจากการฝึกบำเพ็ญตลอดครึ่งแรกของราตรี
แมลงนอกเรือนส่งเสียงกรีดร้องระงม ดุจวงดุริยางค์ที่ผลัดกันบรรเลงขึ้นลงต่อเนื่องเป็นผืนเดียว เขายืนนิ่งอยู่ในเงามืด สูดลมหายใจยาวแล้วค่อย ๆ ผ่อนออก จิตใจกลับสงบนิ่งเป็นพิเศษท่ามกลางเสียงแมลงเหล่านี้
ทว่าความปรารถนาในส่วนลึกของจิตใจเขาไม่เคยเลือนหาย 'บรรลุขั้นสร้างฐานให้ได้โดยเร็ว แล้วกลับภูเขาไปศึกษาวิชา'







