ไม่ทันไรก็เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
พื้นที่อื่นในบึงหมอกเกิดเรื่องขึ้นหลายครั้ง มีทั้งแมลงกู่ย้อนกัดกินเจ้านาย หรือไม่ก็ภูตผีหลุดจากการควบคุมของคนและเริ่มกลืนกินจิตวิญญาณผู้คน
สถานที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในเขตตัวอำเภอซึ่งเป็นใจกลางบึงหมอก ทว่าอยู่บริเวณตีนเขาแถบชายขอบ เขาได้รับเชิญให้ไปที่นั่นเพื่อตามหาแมลงกู่กับภูตผีที่ย้อนทำร้ายเจ้านาย หลังจากสังหารพวกมันแล้วเขาก็กลับมา และยังได้ทิ้งคัมภีร์เกี่ยวกับเทพเพลิงไว้ที่นั่นสองสามม้วน
หมู่บ้านเหล่านั้นเองก็อยากส่งคนมาเรียนรู้วิธีการสักการะเทพเพลิง ซึ่งจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้ปฏิเสธ
หลายเดือนมานี้ เขาพบว่าแค่การเข้าฌานรวบรวมสมาธิเพียงอย่างเดียว โดยพื้นฐานแล้วก็แทบไม่มีใครทำได้เลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝึกฝนจนเกิดพลังเวท ต้องฝึกจนมีพลังเวทเสียก่อน จึงจะสามารถชักนำไอพลังฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงกายเนื้อและจิตวิญญาณอย่างไม่หยุดหย่อน
เขาอดคิดไม่ได้ว่า มิน่าเล่าสำนักเต๋ามาตรฐานในใต้หล้าถึงมีไม่น้อย เคล็ดวิชาพื้นฐานในการฝึกฝนพลังเวทก็คล้ายคลึงกัน และล้วนสืบทอดกันอยู่ในโลกมนุษย์ ทว่าตอนนี้วิชานอกรีตต่างๆ บนโลกกลับยังคงผุดขึ้นราวดอกเห็ดหลังฝน และเติบโตอย่างบ้าคลั่งราวกับวัชพืชในท้องนา ร่วงโรยและเหี่ยวเฉาไปทุกปี ทว่าก็เกิดใหม่ขึ้นมาในทุกปีเช่นกัน
ส่วนสำนักเต๋ามาตรฐานอย่างภูเขาเทียนตู ผู้ที่สามารถเข้าอารามล่างได้ ล้วนเป็นผู้ที่สามารถฝึกฝนจนเกิดพลังเวทแล้ว อย่างน้อยก็สามารถตั้งมั่นจิตสำนึก รักษาจุดทวารวิญญาณ และเข้าใจว่าไอพลังคือสิ่งใด
ถึงกระนั้น หลังจากการฝึกฝนมานับสิบปี ผู้ที่สามารถหลอมแสงซวนกวงบริสุทธิ์ได้สำเร็จอย่างแท้จริงกลับมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เพียงแค่ฝึกจนมีพลังเวท ได้เรียนรู้คาถาอาคมบางอย่าง ได้รับอาวุธวิเศษสักชิ้นสองชิ้น จากนั้นก็ลงเขาไปหมกตัวอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เพื่อเสวยสุขไปวันๆ
ส่วนผู้ที่มีความทะเยอทะยาน จะพยายามหลอมรวมแสงซวนกวง ทำให้แสงซวนกวงบริสุทธิ์ มีพลังกล้าแข็ง สามารถถอนหินดูดเมฆา ท้ายที่สุดก็จะตามหาปราณซา นำมาผสานเข้ากับแสงซวนกวง สร้างรากฐานเต๋า กลับไปยังสำนัก กราบเข้าอารามบนแห่งภูเขาเทียนตู และกลายเป็นศิษย์สายในของภูเขาเทียนตู
ดังนั้น หลังจากจ้าวฟู่อวิ๋นถ่ายทอดเคล็ดวิชาฝึกฝนพลังเวทให้แล้ว เขาจึงไม่ได้เข้มงวดกวดขันพวกเขานัก เพียงแค่บอกพวกเขาว่า หากจะเดินบนเส้นทางของเต๋ามาตรฐาน ก็จำเป็นต้องฝึกจนมีพลังเวทเสียก่อน ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเองแล้ว
คนเหล่านี้ในตอนแรกก็ให้ความสนใจกันมาก แต่ส่วนใหญ่ฝึกได้ไม่กี่วันก็ล้มเลิกไป ส่วนน้อยก็ล้มเลิกไปหลังจากผ่านไปหนึ่งหรือสองเดือน ส่วนยังมีคนยืนหยัดอยู่หรือไม่นั้น จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่าอาจจะมี แต่เพราะเขาไม่ได้ใส่ใจแล้ว จึงไม่แน่ชัดนัก
ทว่า พวกเขากลับใส่ใจเรื่องวิธีการสักการะเทพจ้าวเพลิงแดงเป็นอย่างมาก
แม้จ้าวฟู่อวิ๋นจะไม่ใช่นักบวชผู้ทำพิธีโดยเฉพาะของแคว้นต้าโจว และไม่ใช่ผู้คุมพิธีบูชาในกองทัพเหล่านั้น แต่เขาก็สามารถสอนได้
วิถีแห่งการสักการะ มีรูปแบบพิธีกรรมและกฎเกณฑ์เฉพาะตัว
ตั้งแต่การสร้างศาลเจ้า การแกะสลักเทวรูป การจุดธูป ตลอดจนการเซ่นไหว้ในแต่ละวัน ไปจนถึงการบวงสรวงในเทศกาลใหญ่
รวมไปถึงสีสันของเสื้อผ้าที่นักบวชในศาลเจ้าสวมใส่ ตั้งแต่ชุดประกอบพิธี ไปจนถึงชุดประจำวัน และเครื่องแต่งกายของเด็กรับใช้ต่างๆ ภายในศาลเจ้า
กฎเกณฑ์เรื่องกลองดนตรี ต้องใช้กลองกี่ใบ นักดนตรีกี่คน
แท่นบวงสรวงโต๊ะบูชาต้องสูงเท่าใด เทวรูปต้องสูงเท่าใด
ที่สำคัญที่สุดคือ จะอัญเชิญเทพและร่ายคาถาอาคมอย่างไร
ก่อนอื่นต้องสวดคัมภีร์สรรเสริญเทพเพลิงโปรดสัตว์ หรือเรียกสั้นๆ ว่าคัมภีร์สรรเสริญเทพเพลิงอยู่เป็นนิจ หลังจากใช้คัมภีร์สรรเสริญนี้เชื่อมโยงความรู้สึกบางอย่างกับเทพเพลิงได้แล้ว จึงจะสามารถสวดคัมภีร์อัญเชิญเทพเพลิงประทับร่างได้
เช่นนี้แล้ว จึงจะสามารถสลักอักขระคัมภีร์ลงบนเทวรูป เพื่อเบิกเนตร และร่ายมนตร์ลับได้
เขาไม่ได้ถ่ายทอดมนตร์เทพเพลิงแดง เพราะเขารู้สึกว่า หากคนเหล่านี้เรียนรู้มนตร์เทพเพลิงแดงไปแล้ว หลังจากฝึกฝนไปสักครั้งสองครั้ง อวัยวะภายในทั้งห้าก็คงจะถูกแผดเผาจนมอดไหม้ถึงแก่ความตาย
คนเหล่านี้ตั้งใจเรียนรู้เรื่องนี้เป็นอย่างมากและมีความสนใจสูงยิ่ง เพราะหลังจากเรียนรู้ไปแล้วก็สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ทันทีและเห็นผลไว ตอนนี้มีบางคนสามารถทำการเบิกเนตรให้ผู้คนได้แล้ว
จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวกับเด็กๆ ที่สามารถเบิกเนตรให้ผู้คนได้แล้วเหล่านั้นว่า วันหน้าไม่ต้องมาอีกแล้วก็ได้
เพราะในช่วงหลังเขาก็ไม่ได้สอนสิ่งใหม่ๆ มากนัก การมาที่นี่ก็เป็นเพียงการสวดมนต์และนั่งสมาธิ
นานๆ ครั้งถึงจะตอบคำถามสักครั้ง
อากาศเริ่มหนาวเย็นลง ทว่าในดินแดนทางใต้นี้ ต่อให้หนาวเย็นอย่างไรก็คงไม่หนาวไปกว่านี้สักเท่าใดนัก
จ้าวฟู่อวิ๋นยังคงสวมเสื้อผ้าเพียงชั้นเดียว
ทว่า อีกไม่กี่วันก็จะเป็นช่วงสิ้นปี เด็กๆ ในศาลเจ้าที่เคยมาเรียนรู้วิธีการสักการะเทพจ้าวเพลิงแดงไม่ได้มาที่นี่อีกแล้ว
ภายในและภายนอกศาลเจ้าเงียบสงัด จู่ๆ ก็มีคนตะโกนเรียก "ศิษย์พี่ ศิษย์พี่..."
น้ำเสียงนี้กลับเป็นของเหวินสวิน จากนั้นเขาก็เห็นหมี่ฝู หยางหลิ่วชิง เหวินไป๋ และเหวินสวิน ทั้งสี่คนเดินเข้ามา
เมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นมองไปที่ร่างกายของพวกเขา แต่ละคนล้วนคล้ายกับมีแสงจางๆ ปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง นี่คือการหลอมรวมแสงซวนกวงได้แล้ว การมีตบะฝึกปรือเช่นนี้ในเวลานี้ นับว่าทั้งสี่คนทำได้ไม่เลวเลย
"ศิษย์พี่ พวกข้ามาอยู่เป็นเพื่อนท่านข้ามปีขอรับ" เหวินสวินกล่าวอย่างเบิกบานใจ
ในปีที่ผ่านๆ มา ทุกครั้งเมื่อถึงช่วงสิ้นปี พวกเขาก็จะมาหาจ้าวฟู่อวิ๋น ทุกคนร่วมกันกินดื่มจนโต้รุ่ง ทว่าปีนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นคิดว่าตนเองต้องอยู่เพียงลำพังเสียแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขากลับดั้นด้นมาหาถึงที่นี่ได้
จ้าวฟู่อวิ๋นวางหนังสือในมือลง พลางกล่าวกลั้วหัวเราะว่า "ดีเลย ประจวบเหมาะนัก ที่นี่ช่างเงียบเหงา ได้พวกเจ้ามา ก็ช่วยให้ครึกครื้นขึ้นมาได้บ้าง"
ชั่วขณะหนึ่ง หลายคนต่างหยิบวัตถุดิบทำอาหารออกมา มีทั้งของสดของเย็น อาหารปรุงสุก และยังมีขนมของว่างอีกด้วย
ก่อไฟต้มอาหาร
หยางหลิ่วชิงหยิบสุราออกมาอีก ทุกคนจึงดื่มด้วยกัน
ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศก็ครึกครื้นขึ้นมาจับใจ ทั้งสี่คนพูดคุยถึงความเปลี่ยนแปลงภายในภูเขา เล่าว่าฉือเฟยหลงสร้างรากฐานสำเร็จกลับมาแล้ว และได้เข้าอารามบนกลายเป็นศิษย์สายในไปแล้ว
นอกจากเขาแล้ว ยังมีผู้ที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังในอารามล่างบางคน อีกทั้งยังมีอีกหลายท่านที่กลับเข้าไปในภูเขา และได้เข้าอารามบนไปแล้วเช่นกัน
"ไม่ทราบว่าศิษย์พี่จะสามารถสร้างรากฐานได้เมื่อใดขอรับ?" หมี่ฝูเอ่ยถาม
"การสร้างรากฐานไม่เหมือนแสงซวนกวง จำเป็นต้องอาศัยวาสนาในระดับหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดแน่นอนหรอก" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
เขาไม่ได้รีบร้อนนัก เพราะเขารู้ว่าไฟหายนะกำลังถูกตนเองหล่อเลี้ยงจนใกล้จะกลายเป็นปราณซาแล้ว อีกทั้งความใจร้อนก็ไม่ใช่สภาวะจิตใจของการฝึกฝน
เทศกาลสิ้นปีของปีนี้ ก็ผ่านพ้นไปในลักษณะเช่นนี้
เขายังคงฝึกฝนอยู่ทุกวัน วาดรูปยันต์แปลงเป็นมังกรหน้าเทวรูปแล้วทิ้งตัวลงในตะเกียงไฟหายนะ
วันแล้ววันเล่า เขาเอาแต่ทำคาถาอาคมบทนี้ซ้ำๆ อย่างไม่หยุดหย่อน ทว่ากลับยิ่งคล่องแคล่วชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การวาดยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพลิงแดงไปจนถึงการเปลี่ยนยันต์ให้เป็นมังกร ล้วนสามารถทำสำเร็จได้ในรวดเดียว
ในชั่วขณะที่ตวัดพู่กันวาดเป็นยันต์กลางอากาศนั้น มันก็จะกลายร่างเป็นมังกรทะยานบินขึ้นไป
ในระหว่างนี้ แม่เฒ่าโหยวก็มาเยือนหลายครั้ง ครั้งหนึ่งคือการส่งหลานสาวของนางมาเรียนรู้วิธีหลอมพลังเวทที่นี่ นางหวังว่าหลานสาวของนางจะสามารถฝึกฝนวิถีของเต๋ามาตรฐานได้
การมาเยือนที่นี่อีกครั้งคือเพื่อบอกเขาว่า ถ้ำพำนักแห่งนั้นถูกคนยึดครองไปแล้ว
การมาเยือนครั้งที่สามคือเพื่อบอกจ้าวฟู่อวิ๋นว่า ผู้ที่ยึดครองถ้ำพำนักอาจเป็นเผ่าจิ้งจอกวิญญาณ
จ้าวฟู่อวิ๋นบอกว่ารับรู้แล้ว ทว่าเขาหาได้ใส่ใจไม่
เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะอยู่ที่นี่ไปอีกนานเท่าใด สรรพชีวิตในฟ้าดิน สิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ การที่คนอื่นจะนำไปย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุดแล้ว
ลมวสันต์พัดพาความเขียวขจีสู่สองฝั่ง ดอกไม้แดงบานสะพรั่งพร้อมกลิ่นหอมกรุ่น หมู่ภมรผีเสื้อวุ่นวายอยู่กลางมวลบุปผา
ปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ระดับน้ำในแม่น้ำหมอกเอ่อล้น ทว่าตอนนี้น้ำในแม่น้ำหมอกกลับไม่ได้หนาวเย็นยะเยือกเช่นนั้นอีกแล้ว
ส่วนบนไฟหายนะนั้นก็ได้ก่อตัวเป็นวงแสงวงหนึ่ง จากเดิมไฟหายนะที่เคยมีสีขาวซีด บัดนี้ได้เปลี่ยนสีไปแล้ว
ในใจเขาเปี่ยมด้วยความปีติยินดี เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของไฟหายนะ
ผ่านการหล่อเลี้ยงมาเนิ่นนานปานนี้ เขาจึงสามารถสัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งการทำลายล้างที่อยู่ท่ามกลางไฟหายนะนั้นแล้ว
ทว่า ในคืนหนึ่ง เพื่อนบ้านจิ้งจอกวิญญาณที่เพิ่งมาใหม่กลับมาหาอีกครั้ง หลังจากจ้าวฟู่อวิ๋นสอบถามเจตนาการมาเยือนของนางอย่างแน่ชัดแล้ว จึงได้รู้ว่านางต้องการให้เขาเป็นอาจารย์ผู้เบิกเนตรสั่งสอนความรู้เบื้องต้นภายในเผ่าของพวกนาง
แน่นอนว่าจ้าวฟู่อวิ๋นย่อมปฏิเสธ ทว่าอีกฝ่ายกลับเสนอเงื่อนไขที่ทำให้เขายากจะปฏิเสธได้ลง
นางถึงกับยอมนำเคล็ดวิชาภาพมายาเล่มหนึ่งของเผ่าพวกนางออกมาเป็นของกำนัลค่าตัว
หลังจากจ้าวฟู่อวิ๋นรู้ว่าพวกนางคือเผ่าจิ้งจอก ก็เข้าใจได้ทันทีว่า เผ่าจิ้งจอกที่มีความรู้แจ้งในระดับนี้ได้ย่อมไม่ธรรมดา เช่นนั้นเคล็ดวิชาภาพมายาภายในเผ่าของพวกนางก็ย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน
ท้ายที่สุดจ้าวฟู่อวิ๋นก็ตกลง แต่กลับต้องการให้นางเป็นคนพาส่งคนมาเอง เพราะเขาต้องการเฝ้าไฟหายนะของตนเองที่กำลังจะเติบโตเต็มที่แล้ว
การก่อเกิดปราณซาก็เป็นดั่งผลไม้วิญญาณที่สุกงอม ว่ากันว่าจะมีกลิ่นหอมประหลาดฟุ้งกระจาย ซึ่งจะดึงดูดการลอบมองได้







