ช่วงปลายเดือนสาม หิมะในทุ่งใหญ่ละลายไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงบริเวณเนินเขาฝั่งที่ไม่มีแดดที่ยังมีหิมะบาง ๆ ปกคลุมอยู่
ทางกองการเกษตรได้เรียกประชุมผู้คนในหมู่บ้านเพื่อเริ่มกระบวนการแบ่งที่ดิน
กองที่สองมีทั้งหมด 359 ครัวเรือน รวม 1,820 คน มีที่ดินเพาะปลูกกว่า 2,400 ไร่ และเมื่อปีที่แล้วได้ปลูกโสมใหม่อีกกว่า 3,000 จั้ง
ที่ดินเพาะปลูกจะต้องกันไว้บางส่วนเป็นที่ดินสำรอง ที่เหลือจะถูกแบ่งตามสภาพดิน ความอุดมสมบูรณ์ ความใกล้ไกลจากหมู่บ้าน และแหล่งน้ำ โดยแบ่งออกเป็นสามระดับ
พยายามให้ทุกครอบครัวได้ที่ดินดีอย่างน้อยหนึ่งแปลง ส่วนแปลงระดับกลางก็จะเฉลี่ยให้เท่าเทียมที่สุด
ส่วนแปลงที่กระจัดกระจายและคุณภาพไม่เท่ากันนั้น จะใช้ผลผลิตในปีก่อน ๆ เป็นเกณฑ์ในการประเมิน เช่น แปลงหนึ่งไร่ครึ่งจะนับเป็นหนึ่งไร่ หรือบางแปลงอาจต้องใช้ถึงสองไร่ถึงจะเท่ากับหนึ่งไร่จริง
แปลงดินที่เตรียมไว้สำหรับแจกจ่ายจะมีหมายเลขกำกับไว้ทุกแปลง ทุกคนจะจับสลากเพื่อรับแปลงของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ หลายครอบครัวจึงได้รับที่ดินหลายแปลงรวมกัน
หลังจากทะเบียนบ้านของสวี่ซื่อเยี่ยนย้ายออกไป ซูอันอิงก็กลายเป็นหัวหน้าครอบครัว การประชุมแจกจ่ายที่ดินครั้งนี้จึงเป็นเธอที่เข้าร่วม
สุดท้าย ครอบครัวเธอได้รับที่ดินสี่แปลง รวมพื้นที่มากกว่าห้าไร่ ซึ่งพื้นที่จริงน่าจะใกล้เคียงหกไร่
พ่อแม่ของสวี่ซื่อเยี่ยนเองก็ได้รับที่ดินราวสองไร่กว่า
สวี่เฉิงโฮ่วจึงไปติดต่อขอแลกที่ดินกับคนอื่น เพื่อให้มีแปลงที่ติดกับของลูกชาย จะได้ดูแลได้สะดวกในอนาคต
ที่ดินส่วนตัวเดิมของแต่ละครอบครัวก็ยังคงเป็นของเจ้าของเดิม
สำหรับที่ดินโสมก็แจกจ่ายได้ง่ายกว่า แบ่งตามจำนวนประชากร ครอบครัวสวี่ซื่อเยี่ยนมีห้าคน ก็ได้รับที่ดินปลูกโสมใหม่เก้าจั้ง
ส่วนดินปลูกโสมของปีนี้ก็ใช้เกณฑ์เดียวกัน แบ่งครั้งเดียวสำหรับสามปีต่อเนื่อง คนละห้าจั้งสี่ฉื่อ
เมล็ดพันธุ์โสมและหัวพันธุ์จะถูกแจกจ่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และจะเริ่มเก็บเกี่ยวโสมในอีกสามปีข้างหน้า โดยแต่ละคนต้องส่งโสมสด 23 ชั่งเป็นหน้าที่
อุปกรณ์การเกษตรต่าง ๆ ที่มีเพียงพอ จะพยายามกระจายให้ทุกบ้านมีเท่ากัน
หากใครจับสลากได้อุปกรณ์ที่แย่หน่อย ก็ไม่ค่อยมีใครโวยวาย
ส่วนอุปกรณ์ที่มีไม่พอแจก ก็จะใช้วิธีประมูล ใครให้ราคาสูงก็ได้ไป
เงินที่ได้จากการประมูล จะเก็บไว้ส่วนหนึ่งให้เป็นกองกลาง อีกส่วนจะแบ่งคืนให้ครอบครัวต่าง ๆ
ที่ตำบลตงกังไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ กองที่สองมีสัตว์ใช้งานค่อนข้างมาก ส่วนนี้จะขายทอดตลาด ใครอยากได้ก็ซื้อไป
รายได้จากการขายนี้ ส่วนมากจะเก็บไว้เป็นงบจ่ายเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่ในทีม
แน่นอน ก็มีบางคนสงสัยว่า เงินนี้อาจถูกแอบยักยอกไปแล้ว
สัตว์เลี้ยงเช่นหมูและแกะที่กองที่สองเลี้ยงไว้ ก็ใช้วิธีเดียวกันในการจัดการ
แม้การแบ่งที่ดินจะพูดง่าย แต่ในความจริงกลับซับซ้อน ไม่น้อยกว่าสองวันกว่าจะเสร็จสิ้น
เพราะมีการรณรงค์มาโดยตลอด บรรยากาศโดยรวมก็สนับสนุนระบบแยกทำกิน คนส่วนใหญ่จึงมีความหวังกับชีวิตใหม่ในอนาคต
เมื่อได้รับที่ดินแล้ว ครอบครัวที่อยู่ติดกันก็ต้องกำหนดเขตแดนให้ชัดเจน
โดยปกติ ทุกบ้านจะยอมสละพื้นที่บางส่วน
บางทีก็เป็นแปลงพรวนดินยาว ๆ บางทีก็เป็นร่องน้ำ หรือทางเดินเล็ก ๆ
เพราะหมู่บ้านนี้มีจารีตที่ดี และผู้คนที่อยู่ติดกันก็มักเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนม จึงไม่ค่อยมีปัญหาทะเลาะกัน
แต่ก็มีบางบ้านที่ชอบคิดเล็กคิดน้อย ทะเลาะแย่งกันเพียงแค่เส้นแบ่งเล็ก ๆ แบบนี้ เจ้าหน้าที่ในทีมก็จะออกมาไกล่เกลี่ย ซึ่งก็จัดการได้ราบรื่นทุกครั้ง
แวบเดียวก็เข้าเดือนสี่ ถึงเทศกาลเช็งเม้งแล้ว
เช้าตรู่วันที่ห้าเมษายน คนจากศูนย์งานตำบลก็มาหา “ลุงสวี่ ขอรบกวนใช้ไฟจากบ้านลุงหน่อยครับ”
ทุกปีในเทศกาลเช็งเม้ง ศูนย์งานต่าง ๆ ในตำบลตงกัง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เกษตร ศูนย์โสม ชุมชน โรงพยาบาล โรงเรียน โรงงาน และแผนกก่อสร้างต่าง ๆ จะต้องจัดเจ้าหน้าที่ไปเคารพสุสานวีรชนด้านหลังหมู่บ้าน
ถือเป็นพิธีการประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของตำบล ต้องต่อสายไฟเพื่อติดลำโพงกระจายเสียง
เมื่อก่อนจะต่อไฟจากที่อื่น แต่ตั้งแต่บ้านของสวี่เฉิงโฮ่วสร้างเสร็จ ส่วนใหญ่ก็จะขอใช้ไฟจากบ้านนี้
“ได้เลยๆ ใช้ได้ตามสบาย ไม่เป็นไรหรอก”
สวี่เฉิงโฮ่วไม่ได้เสียดายค่าไฟไม่กี่เฟิน ยิ้มแล้วพยักหน้าให้พวกเขาต่อสายไฟจากบ้านไปยังต้นบ๊วยป่าใกล้สุสานวีรชน แล้วติดลำโพงขนาดใหญ่ไว้ตรงนั้น
เวลาเจ็ดโมงครึ่งเช้า ตัวแทนจากศูนย์งานต่าง ๆ ก็มาถึงครบ
วงกลองดุริยางค์ของโรงเรียนประถมตงกังเริ่มบรรเลงเปิดงาน จากนั้นเป็นคำปราศรัยของผู้นำตำบล ตัวแทนจากแต่ละศูนย์งาน ตัวแทนนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และประถมผลัดกันกล่าวคำสดุดี และปิดท้ายด้วยการวางพวงมาลาเคารพวีรชน
ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน จะเริ่มเปิดหน้าต่างได้ก็ตอนช่วงเช็งเม้งนี่แหละ
แถวๆ สุสานวีรชน แต่ละบ้านก็พากันเปิดหน้าต่างออกหมด หลายคนก็พากันพิงขอบหน้าต่างดูความคึกคักข้างนอก
บางคนถึงกับปีนขึ้นไปบนหลังคาหรือบนต้นไม้ เพื่อจะได้มองเห็นไกลๆ หน่อย
นักเรียนทั้งโรงเรียนประถมต้องเข้าร่วมพิธี ส่วนพวกเด็กเล็กในห้องอนุบาลอย่างหยูหก็เลยได้หยุดเรียน
พอเห็นว่ามีคนเยอะมาก เจ้าสวี่ไห่หยวนที่เป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็เลยมองอะไรไม่เห็นเลย ร้อนรนจนแทบกระโดด
คุณปู่สวี่เฉิงโฮ่วเห็นเข้าก็เลยอุ้มหลานขึ้นพาดบนคอให้ดูชัดๆ
เจ้าสวี่ไห่หยวนน่ะอายุหกขวบแล้ว แถมยังตัวโตอีกต่างหาก หนักเกือบ 20 กิโล คุณปู่ที่อายุกว่า 60 แล้วก็แทบแย่
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะพ่อของเจ้าหยวนหยวนอย่างสวี่ซื่อเยี่ยนติดภารกิจอยู่ในงานพิธีตัวแทนของศูนย์โสม ไม่มีเวลามาโอ๋ลูก
ในที่สุดพิธีเคารพสุสานก็จบลง แต่ละศูนย์งานก็เริ่มทยอยแยกย้ายกลับ คุณปู่เหงื่อโทรมตัว พอวางหลานลงก็ร้องโอดครวญ
“โอยย คอฉัน...หลังฉัน...”
คุณปู่ลูบคอลูบหลังอย่างปวดเมื่อย จะไม่ให้ปวดได้ยังไง ก็เด็กหกขวบน่ะ หนักตั้งขนาดนั้น แถมต้องอุ้มอยู่ตั้งนานอีก
“สวี่ไห่หยวน! เธอนี่มันน่าตีจริงๆ ไปรบกวนคุณปู่อีกแล้วใช่มั้ย!”
สวี่เฉิงโฮ่วตัวสูงอยู่แล้ว ยิ่งอุ้มหลานไว้บนคอแบบนั้นก็ยิ่งเด่นเป็นสง่าในฝูงชน จะให้พ่อมันอย่างสวี่ซื่อเยี่ยนมองไม่เห็นได้ยังไง?
พองานจบปุ๊บ สวี่ซื่อเยี่ยนก็เดินตรงมาหาลูกทันที หน้าตาน่ากลัวไม่เบา
เจ้าหยวนเห็นพ่อหน้าบึ้งก็รู้แล้วว่าไม่รอดแน่ รีบหมุนตัวเผ่นแน่บ
แต่ก็ไม่ทัน ได้แค่เห็นพ่ออยู่ข้างหน้า แต่ไม่ทันเหลียวมองข้างหลังก็โดนแม่อย่างซูอันอิงรวบคอไว้ได้ ก่อนจะฟาดก้นไปสองฉาด
“เจ้าเด็กดื้อ! พ่อเขาจะดุยังจะวิ่งหนีอีกเหรอ?”
ใครๆ ก็บอกว่าเด็กเจ็ดแปดขวบน่ะ ดื้อจนหมาไม่อยากเลี้ยง แล้วนี่ลูกชายเธอเพิ่งหกขวบ ก็ดื้อจนแทบจะได้โล่อยู่แล้ว
แถมยังเจ้าเล่ห์อีกด้วย พอรู้ว่าไม่รอด ก็รีบวิ่งหนี รอให้ผู้ใหญ่หายโกรธแล้วค่อยกลับมา คนในบ้านก็เลยพากันทั้งปวดหัวทั้งขำ
“แม่ๆ ผมไม่กล้าแล้ว ผมจะไม่ทำอีกแล้ว จริงๆ นะๆ”
พอวิ่งหนีไม่พ้นก็รีบออดอ้อนสารพัด ขอแค่ไม่ถูกตี
แล้วก็ได้ผลจริงๆ เพราะพอเสียงเจ้าหยวนหยวนดังขึ้น คนในบ้านอย่างโจวกุ้ยหลานกับซูอันฟางก็ออกมาช่วยทันที
“พี่สาว เด็กมันก็รู้ผิดแล้ว จะตีอะไรนักหนา?”
ซูอันฟางรีบวิ่งมาคว้าหลานชายไว้แล้วพาไปอยู่ข้างหลัง
“ตีพอเป็นพิธีก็พอแล้วมั้ง ยังไม่หยุดอีกเหรอ? ไปเถอะหยวนหยวน ไปกินข้าวกัน เช้าวันนี้ย่าต้มไข่ไว้เยอะเลย เดี๋ยวน้าห้าจะพาไปวาดไข่เล่นกัน หรือว่าเรามาแข่งกันชนไข่ดีกว่า”
พูดพลางก็จูงมือเจ้าหยวนหยวนเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว
พ่อแม่อย่างสวี่ซื่อเยี่ยนกับซูอันอิงมองหน้ากันแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ เจ้าเด็กคนนี้ได้พวกหนุนหลังเพิ่มอีกสองแล้ว
แต่ก็ยังดี ที่เจ้าหยวนหยวนเป็นแค่เด็กซนขี้เล่น ชอบแกล้งก่อกวนเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้มีนิสัยเสียหรือสันดานไม่ดีอะไร
ส่วนใหญ่พ่อแม่ก็แค่ขู่ไว้ให้กลัว จะได้ไม่ซนเกินไปเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจะลงโทษแรงอะไรจริงจัง เพราะไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรขนาดนั้น







