สวินหลานอินหยิบกระดาษออกมาอีกแผ่นหนึ่ง จากนั้นก็วาดอย่างรวดเร็ว
เมื่อนางวาดเสร็จ ภาพนั้นก็เป็นอย่างที่จ้าวฟู่อวิ๋นคิดไว้ในใจ หมู่เขาล้อมรอบ ตรงกลางเป็นทะเลสาบ
เพราะภูเขาถูกเปลี่ยนแปลงไป น้ำในทะเลสาบเดิมจึงไหลออกสู่ภายนอก กลายเป็นแม่น้ำ
"นี่คือค่ายกลปาคว้า!" จ้าวฟู่อวิ๋นขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อย ได้กลิ่นหอมกรุ่นจากร่างของสวินหลานอิน แล้วกล่าวด้วยความมั่นใจ
"พูดให้ชัดเจนกว่านี้หน่อย ค่ายกลปาคว้าอะไร" สวินหลานอินถาม
หมี่ฝู หยางหลิ่วชิง เหวินไป๋ และเหวินสวิน ทั้งสี่คนมองจุดสะเปะสะปะและเส้นสายยุ่งเหยิงบนกระดาษแผ่นนี้ หลังจากได้ยินจ้าวฟู่อวิ๋นบอกว่าเป็นค่ายกลปาคว้า ก็ยังคงมองไม่ออกอยู่ดีว่ามันเหมือนค่ายกลปาคว้าตรงไหน
"ปาคว้าค่ายกลคี่เหมิน ในตอนที่ค่ายกลนี้ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของภูเขาลูกนี้ก็ควรจะสามารถก้าวเดียวกลับไปถึงทะเลสาบนั่นได้ ภายในทะเลสาบจะต้องมีโลกต้งเทียนอยู่อย่างแน่นอน" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวอย่างหนักแน่น หลังจากเขามองออกว่าที่นี่คือปาคว้าค่ายกลคี่เหมิน ภายในใจก็แน่ใจแล้ว
"ไม่เลว มองออกว่านี่คือปาคว้าค่ายกลคี่เหมิน ถือว่าไม่เลวทีเดียว แต่ตอนนี้ค่ายกลปาคว้านี้ถูกทำลายลงเพราะขุนเขาแม่น้ำเคลื่อนตัว โลกต้งเทียนที่อยู่ข้างในก็ถูกปิดตายไปด้วย เจ้าคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเปิดมันออกได้" สวินหลานอินจ้องมองแบบแปลนแผ่นนั้น เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้น เห็นได้ชัดว่านางเองก็กำลังครุ่นคิดหาวิธีเปิดค่ายกลนี้อยู่เช่นกัน
"ค่ายกลเจ็ดดาราในบรรดาสิบสุดยอดค่ายกล มีคำกล่าวว่าเป็นกุญแจแห่งค่ายกล ประกอบกับภาพวาดที่อาจารย์สวินได้มาจากเตียงหยกนั่นก่อนหน้านี้ หากมองว่ามันคือค่ายกลเจ็ดดารา เช่นนั้น เป็นไปได้มากว่าค่ายกลเจ็ดดาราก็คือวิธีการเปิดโลกต้งเทียน" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"อืม เจ้าคิดว่ามันจะอยู่ที่ไหน" สายตาของสวินหลานอินกวาดมองไปบนแบบแปลน
ในใจของจ้าวฟู่อวิ๋น หากหาจุดตั้งค่ายกลบนพื้นดินไม่พบ ก็จะใช้วิธีตั้งค่ายกลกลางอากาศ แล้วร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
"อาจารย์สวินมิใช่ว่าตัดสินใจไว้แต่แรกแล้วหรือขอรับ" เมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นพูดจบ สวินหลานอินก็ยื่นมือตบลงบนแบบแปลน ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า "เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ เพื่อป้องกันเรื่องพลิกผัน อีกสามวันให้หลัง ใช้เจ็ดดาราเป็นกุญแจ ทลายปาคว้านี้ เปิดโลกต้งเทียน"
คนอื่น ๆ ต่างยังคงงุนงง มองค่ายกลปาคว้าไม่ออก ทั้งยังไม่รู้ว่าจะตั้งค่ายกลเจ็ดดาราที่ไหน ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกับสวินหลานอินกลับเหมือนได้ปรึกษาหารือกันต่อหน้าพวกเขาไปแล้ว
ทั้งที่พวกเขามีส่วนร่วมอยู่ตลอด ทว่ากลับไม่เข้าใจเลยสักนิด
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาสามวัน แท้จริงแล้วเพื่อให้ทุกคนปรับสภาพร่างกาย
เพียงแต่ในช่วงรุ่งสางของวันที่สาม บังเอิญว่าวันนั้นมีดวงดาวเต็มท้องฟ้าพอดี
ท้องฟ้าไร้เมฆหมอกและไร้จันทร์ แสงดาวทอประกายเจิดจรัส
ทุกคนไม่ได้คิดว่าสวินหลานอินโชคดีมาเจอวันที่แสงดาวเจิดจรัสเช่นนี้ แต่คิดว่านางดูออกแต่แรกแล้วว่าช่วงเวลานี้เป็นฤกษ์งามยามดีที่มีดวงดาวเต็มฟ้า
จ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่บนเนินเขา มองดูสวินหลานอินเหาะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า มือล้วงเข้าไปในแขนเสื้อคว้าจับคราหนึ่ง บนมือก็มีธงผืนเล็กเพิ่มขึ้นมาเจ็ดด้าม
เมื่อธงเล็กเหล่านั้นปรากฏขึ้น ก็ราวกับจะเชื่อมต่อเข้ากับแสงดาวบนท้องฟ้า
บนผืนธงเล็กนั้น ราวกับมีแสงดาวหยดรินดั่งสายน้ำ
เห็นเพียงสวินหลานอินแยกธงเล็กออกไปหนึ่งด้าม ให้มันโบยบินไปทางห้วงนภาดารา กลืนหายเข้าไปในความว่างเปล่า เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง จะเห็นแสงดาวจุดหนึ่งกำลังรวมตัวกันอยู่กลางอากาศเบื้องบนอย่างเลือนราง
ตามติดมาด้วยธงเล็กอีกด้าม ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า กลืนหายเข้าไปในความว่างเปล่า
จ้าวฟู่อวิ๋นเห็นว่า จุดที่แสงดาวในห้วงนภาตกลงมารวมตัวกันนั้นอยู่ใกล้พื้นดินเข้ามาอีกไม่น้อย
ถัดมาคือธงเล็กด้ามที่สามถูกโบกสะบัดขึ้นสู่ท้องฟ้า การชักนำแสงดาวให้ร่วงหล่นลงมาเป็นขั้นบันไดเช่นนี้ เขาสามารถมองออกว่าเริ่มต้นจากดาวเหยาจวง ถัดมาคือไคหยาง อวี้เหิง เทียนเฉวียน เทียนจี เทียนเสวียน
ธงแต่ละด้ามถูกขว้างออกไปยังความว่างเปล่า แล้วจางหายไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงภาพแสงดาวที่รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว สวินหลานอินลอยตัวอยู่กลางความว่างเปล่า เหนือแม่น้ำหมอก แสงดาวรอบกายเจิดจรัส งดงามดุจเทพธิดา
"เจ็ดดาราเป็นกุญแจ เทียนซูเปิดประตูลับ"
สิ้นเสียงร่ายคาถาของสวินหลานอิน ธงเทียนซูด้ามสุดท้ายกลับปักลงไปในน้ำ ธงเทียนซูด้ามนั้นคลี่ออกใต้น้ำ กลายเป็นธงดวงดาวผืนมหึมา แสงดาวร่วงหล่นลงมาเป็นชั้น ๆ ก่อตัวเป็นรูปทรงคล้ายทัพพีหยั่งลงไปในน้ำ และยังดูคล้ายกับลูกกุญแจดอกหนึ่ง
ธงเทียนซูใต้น้ำแปรเปลี่ยนเป็นประกายดาวบานสะพรั่งอยู่ในน้ำ
จากใต้เก้าชั้นฟ้า แสงดาวแต่ละชั้นร่วงหล่นลงมา ตกลงสู่ผืนน้ำ
น้ำค่อย ๆ เปลี่ยนสี น้ำนั่นราวกับไม่ใช่น้ำอีกต่อไป น้ำสีดำทะมึนท่ามกลางแสงดาว ราวกับกลายเป็นห้วงนภาดารา
และภายใต้การสาดส่องของแสงดาว ภายในน้ำนั้น กลับปรากฏประตูบานหนึ่งขึ้นมาอย่างเลือนราง
บานประตูนั้นนับว่าไม่ใหญ่นัก ราวกับเป็นภาพวาดที่อยู่ใต้น้ำ พลิ้วไหวไปตามเกลียวคลื่น ราวกับลอยล่องอยู่ท่ามกลางระลอกน้ำ
ในตอนนั้นเอง ใบหน้าของสวินหลานอินก็เผยความประหลาดใจระคนยินดี นางกล่าวว่า "โลกต้งเทียนนี้มีอยู่จริง ๆ ดีมาก พวกเจ้าคนไหนยินดีจะตามข้าเข้าไปบ้าง"
สวินหลานอินลอยตัวอยู่เหนือแม่น้ำหมอก มองดูคนทั้งห้า ทว่าทั้งห้าคนกลับยังไม่ตอบคำถามในทันที
"จวนต้งเทียนแห่งนี้ ข้าไม่รู้ว่ามีอันตรายใดซ่อนอยู่บ้าง และไม่สามารถรับรองความปลอดภัยของพวกเจ้าได้ แต่วาสนาเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง" สวินหลานอินกล่าว
"ศิษย์ยินดีไปขอรับ"
"ศิษย์ยินดีไปขอรับ"
นอกเหนือจากจ้าวฟู่อวิ๋นแล้ว อีกสี่คนที่เหลือต่างก็ยินดีจะเข้าไป
ส่วนสวินหลานอินหลังจากปรายตามองจ้าวฟู่อวิ๋นแวบหนึ่ง ก็กล่าวว่า "เจ้าไม่ยินดีเข้าไปงั้นหรือ"
ยังไม่ทันที่จ้าวฟู่อวิ๋นจะได้เอ่ยปาก นางก็พูดขึ้นอีกว่า "หวาดกลัวหรือ เจ้าดูตัวเจ้าสิ ทั่วทั้งเนื้อทั้งตัว มีของดีอะไรอยู่บ้าง อาวุธวิเศษที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันสักชิ้นก็ยังไม่มี รอให้เจ้าสร้างรากฐานแล้ว เจ้าจะเอาอะไรมาหลอมของวิเศษ ไม่มีของวิเศษ เจ้าจะเอาอะไรไปประลองเวทกับผู้อื่น หากไม่มีของวิเศษติดตัว ถึงแม้ระดับขั้นของเจ้าจะสูง ก็ยังถูกคนอื่นอาศัยอาวุธวิเศษสังหารได้ง่าย ๆ"
"เจ้าดูพวกเขาสิ ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องสร้างรากฐาน ทว่าก็พยายามเพื่อทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่ต้องใช้ในการสร้างรากฐานแล้ว ไปเถอะ หากต้องตาย พวกเราก็ตายอยู่ข้างในด้วยกัน ข้าผู้เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับจื่อฝูยังตายได้ เจ้าที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับเสวียนกวงกลับตายไม่ได้เชียวหรือ"
จ้าวฟู่อวิ๋นได้ฟังนางพูดเช่นนั้น ในใจก็ครุ่นคิดกลับไปกลับมาครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ขอร่วมเดินทางไปกับอาจารย์สวินด้วยขอรับ"
"ไม่ เจ้าต้องเข้าใจให้ชัดเจน ไม่ใช่ร่วมทางไปกับข้า แต่เป็นการหาไขว่คว้าโอกาสให้ตัวเจ้าเอง ที่นี่ล้วนเป็นศิษย์ร่วมสำนักของเรา ไม่เหมือนกับการไปสำรวจความลับกับผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นที่ไม่รู้จัก ไม่จำเป็นต้องระแวดระวังผู้ร่วมเดินทาง แต่ในเมื่ออยากจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ก็จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเอง"
"ตกลง เช่นนั้นศิษย์ก็จะตามอาจารย์สวินเข้าไปไขว่คว้าวาสนาสักคราขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"อืม พวกเจ้ามีอะไรต้องเตรียมตัวหรือไม่" สวินหลานอินถามอีกครั้ง
คนอื่น ๆ ล้วนตอบว่าไม่มี ของทุกอย่างของพวกเขาล้วนอยู่บนตัว ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกลับคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกลับไปที่ศาลเจ้าเพื่อหยิบตะเกียงดวงหนึ่งมาถือไว้ในมือ
เขารู้สึกว่าการมีตะเกียงอยู่ในมือ เวลาใช้เวทอัคคีจะสะดวกขึ้นมาก ส่วนรูปปั้นเทพเจ้าองค์นั้น เขาไม่ได้นำติดตัวไปด้วย
ตอนนี้เขาสามารถอัญเชิญเทพได้เพียงแค่ตั้งจิตนึกคิด ไม่จำเป็นต้องผ่านรูปปั้นเทพเจ้าไม้พุทรานั่นเพื่อเป็นสื่อกลางอีกแล้ว
"เตรียมตัวพร้อมกันหมดแล้ว เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ" สวินหลานอินคล้ายกับสามารถหยิบยืมพลังดวงดาวจากค่ายกลเจ็ดดาราได้ นางสะบัดมือ คาดไม่ถึงว่าจะรวบตัวทั้งห้าคนเข้าไปไว้ในนั้นโดยตรง แล้วดึงตัวขึ้นมา เห็นเพียงห้าคนราวกับแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงดวงดาว ถูกลำแสงดวงดาวที่แยกสายออกมาจากร่างของสวินหลานอินชักนำไปทีละสาย แล้วพุ่งเข้าไปในบานประตูใต้น้ำนั้น
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกเพียงว่า ภายในดวงตามีแสงดาวหนาแน่นจนพร่ามัว จากนั้นร่างกายก็ไม่ทำตามคำสั่ง ร่วงหล่นลงไปในผืนน้ำดั่งใบไม้ร่วงใบหนึ่ง ก่อนจะมุดเข้าไปในบานประตูพร้อมกับพลังขุมหนึ่ง
พอสองเท้าเหยียบลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง จ้าวฟู่อวิ๋นก็รู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้ามืดมิดลง ตะเกียงในมือกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียว ทว่า ไม่นานนัก ในมือของคนอื่น ๆ ก็ปรากฏแหล่งกำเนิดแสงขึ้นมาเช่นกัน
ล้วนเป็นสิ่งวิเศษประเภทไข่มุกราตรีที่ถูกนำมาหลอมเป็นอาวุธวิเศษสำหรับใช้ส่องสว่าง
ในมือของสวินหลานอินถือธงดูดวารีเสวียนหยวนผืนนั้นเอาไว้ มันสาดส่องแสงกระจ่างใส ท่ามกลางการโบกสะบัด ก็ช่วยขับไล่ความมืดมิดออกไป







