ทั่วร่างของจ้าวฟู่อวิ๋นร้อนรุ่มอย่างหาเปรียบไม่ได้ ก่อนหน้านี้เขาได้อัญเชิญเทพเข้าศาลเจ้าจนทำให้ทั่วร่างเต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม ซึ่งยังไม่ทันจางหายไปจนหมด บัดนี้กลับอัญเชิญเทพอีกครั้ง ความร้อนรุ่มขุมนั้นจึงยิ่งทวีคูณ
ยามนี้เขาคอแห้งผาก ร่างกายราวกับจะลุกเป็นไฟ ทั้งร่างกลับมีความรู้สึกมึนงง ไฟในกายพุ่งพล่าน
วิธีอัญเชิญเทพ ไม่เคยเป็นคาถาอาคมที่ใช้กันทั่วไป
เขาหันหลังเดินออกจากประตูศาลเจ้า จากนั้นก็สาวเท้าอย่างรวดเร็วมาถึงริมแม่น้ำหมอกที่อยู่ด้านนอก กระโดดลงไป แล้วดำดิ่งลงสู่แม่น้ำหมอก
สายน้ำที่เย็นเฉียบ ทำให้ทั้งร่างของเขาตื่นตัวขึ้นมาในพริบตานั้น
ภายในแม่น้ำหมอกที่มืดมิด น้ำที่เย็นยะเยือกโอบล้อมตัวเขาเอาไว้
เขาลอยตัวอยู่ท่ามกลางสิ่งนั้น
ในขั้นเลี่ยนชี่เสวียนกวง [ปราณแสงเร้นลับ] มีคาถาอาคมที่สามารถสยบมารปราบปีศาจได้จริงๆ ไม่มากนัก ผู้ที่มีอาวุธวิเศษล้วนขับเคลื่อนอาวุธวิเศษในการต่อสู้
แต่อาวุธวิเศษมีราคาแพง การหลอมสร้างด้วยตนเองยิ่งต้องการวัสดุชั้นดี
ดังนั้นเขาจึงมีอาวุธวิเศษเพียงสองชิ้น ชิ้นหนึ่งคือเข็มขนอัคคี อีกชิ้นหนึ่งก็คือเทวรูปเทพจ้าวเพลิงแดงที่ยากจะนำมาใช้ต่อสู้ปะทะซึ่งหน้า
ส่วนด้านคาถาอาคม ในขั้นเลี่ยนชี่เสวียนกวง คาถาที่เรียนรู้ได้ง่ายที่สุดคือคาถาห้าธาตุ ซึ่งในบรรดาคาถาห้าธาตุ คาถาธาตุไฟและคาถาธาตุทองมีอานุภาพร้ายกาจที่สุด
คาถาธาตุน้ำในช่วงแรกจะอ่อนนุ่ม แต่กลับผสมผสานกับคาถาอื่นได้ดีเยี่ยม คาถาธาตุดินในช่วงแรกก็จืดชืดเช่นกัน ต่อเมื่อบรรลุถึงขั้นสูงส่งจึงจะทรงพลังไร้เทียมทาน ส่วนคาถาธาตุไม้ก็นับว่าพอใช้ได้
คาถาธาตุลมและคาถาธาตุสายฟ้าเข้าถึงยาก จำเป็นต้องมีพรสวรรค์และทรัพยากรที่สอดคล้องกันมาช่วยเสริมการบำเพ็ญเพียร ซึ่งเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้
หากมีพรสวรรค์ในคาถาธาตุทอง ย่อมต้องบำเพ็ญวิชากระบี่เป็นหลัก เพียงแต่เขาไม่มีกระบี่ จึงใช้ชุดเข็มบินแทน ทว่าตอนนี้เข็มขนอัคคีก็ยังสูญเสียไปส่วนหนึ่ง
ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นนั้นเป็นเพราะได้ไม้พุทราถูกฟ้าผ่ามาแกะสลักเป็นเทวรูปเทพจ้าวเพลิงแดง ดังนั้นจึงใช้คาถาธาตุไฟเป็นวิชาหลัก แน่นอนว่ายังมีวิชามายา คาถาอาคมนี้อาศัยเจตจำนง เป็นทั้งการฝึกฝนและเป็นวิธีการที่ไม่เลว
นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่ฝึกฝนมากที่สุดก็คือเคล็ดลับการร่ายคาถาต่างๆ
ทุกสิ่งต้องรอให้ถึงขั้นจู้จี [สร้างรากฐาน] เสียก่อน ก่อกำเนิดเมล็ดพันธุ์ยันต์ ถึงเวลานั้นย่อมแตกแขนงกลายเป็นอิทธิฤทธิ์คาถาอาคมออกมาเอง
อย่างเช่นสวินหลานอินบำเพ็ญคาถาธาตุน้ำ ใช้ปราณเสวียนอิน [อินเร้นลับ] สร้างรากฐาน แต่ในยันต์ที่นางก่อกำเนิดขึ้น กลับมียันต์อักขระ 'เช่อ' [สะกด/ดูดดึง] อยู่หนึ่งสาย ดังนั้นตอนที่นางอยู่ในห้องของเขา แสงน้ำกลุ่มหนึ่งก็สามารถดูดกลืนซากศพจนหมดห้อง ธงหนึ่งผืนที่นางหลอมสร้าง ก็สามารถดูดดึงดวงวิญญาณและไอน้ำ ทำให้คนแห้งเหี่ยวลงในพริบตา
สิ่งที่จ้าวฟู่อวิ๋นคิดในใจคือการนำ 'เพลิงหายนะ' มาเพาะเลี้ยงเป็นปราณซาเพื่อสร้างรากฐาน สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่คำว่า 'เพลิง' ในนั้น แต่เขาต้องการคำว่า 'หายนะ' คำนั้นในนั้น
แม้ว่ากลิ่นอาย 'หายนะ' ในนี้จะบางเบามาก แต่นั่นก็คือเพลิงหายนะอย่างแท้จริง
รอให้บรรลุขั้นจู้จี บางทีอาจจะเลือกเคล็ดวิชากระบี่สักแขนง หลอมกระบี่วิเศษสักเล่ม ท้ายที่สุดแล้ววิชากระบี่เมื่อจับคู่กับเจตจำนงแห่ง 'หายนะ' ก็ยังเข้ากันได้อย่างยิ่ง
แน่นอนว่า 'อัคคีภัย' ซึ่งเป็นหนึ่งในสามมหาภัยพิบัติแห่งฟ้าดิน ก็ยังน่ากลัวเช่นเดียวกัน
ทว่า อิทธิฤทธิ์คาถาอาคมที่ต้องการบำเพ็ญเพียรหลังบรรลุขั้นจู้จี ต้องรอให้ถึงเวลานั้นค่อยเลือกอีกที
ยันต์พลิกแพลงได้นับพันหมื่น สามารถประกอบกันได้หลากหลายรูปแบบ ดังนั้นเมื่อก่อกำเนิดเมล็ดพันธุ์ยันต์แล้ว อิทธิฤทธิ์คาถาอาคมของทุกคน ก็จะหลากหลายรูปแบบเช่นกัน ส่วนใครจะแข็งแกร่งใครจะอ่อนแอ ก็ต้องดูที่การประยุกต์ใช้และการสำแดงของแต่ละคน
จ้าวฟู่อวิ๋นนอนหงายอยู่กลางน้ำ มองดูดวงดาวบนท้องฟ้า
ดวงดาวดารดาษ ราวกับเป็นสัญลักษณ์แทนทุกคนบนแผ่นดินใหญ่ที่แหงนมองท้องฟ้า
พลังไฟในตัวเขาถูกไอหยินในแม่น้ำหมอกกดทับลงไป รอจนเขาลุกขึ้นจากแม่น้ำ น้ำในบริเวณที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้ก็รวบรวมความมืดมิดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดหนึ่ง จากนั้นก็ไปนอนบนเก้าอี้ในลานบ้าน รอจนรุ่งสาง
ทว่าก่อนที่ฟ้าจะสาง หน้าศาลเจ้าเทพเพลิงก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนแล้ว เพราะว่าภูตผีและกู่ในอำเภอบึงหมอกล้วนกระวนกระวายใจขึ้นมา ยากจะปลอบประโลมให้สงบลง โชคดีที่พวกเขาเลี้ยงผีและกู่มาหลายปี มีประสบการณ์ในการปิดผนึกแท่นพิธี ห้ามกู่ และสะกดผี
พวกเขาพบว่าศาลบรรพชนที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งดูเหมือนจะเกิดเรื่องขึ้น ข้างในมืดสนิท ผู้นำตระกูลก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน ดังนั้นทุกคนจึงมารวมตัวกันที่ศาลเจ้าเทพเพลิงแห่งนี้
จ้าวฟู่อวิ๋นให้ทุกคนเข้าไปในศาลเจ้า คัดลอกคัมภีร์ของเทพจ้าวเพลิงแดง
ส่วนคนที่หาพู่กันกับกระดาษไม่ได้ในชั่วขณะนั้น ก็ให้พวกเขาสวดท่องแทน
จนกระทั่งฟ้าสาง ทุกคนถึงได้รู้ว่าใต้ศาลเจ้ามืดของศาลบรรพชนนั้นต่างก็มีภูตผีซ่อนอยู่ตนหนึ่ง อีกทั้งยังเคยมาลอบโจมตีศึกษาธิการถึงที่นี่
หลังจากความตื่นตระหนกวุ่นวายผ่านพ้นไป จูผูอี้ก็บอกทุกคนว่า สามารถเชิญเทพเพลิงกลับบ้านได้ หากมีเทพเพลิงอยู่ สิ่งชั่วร้ายทุกอย่างในบ้านก็มิกล้าล่วงล้ำ
ตอนแรกมีเพียงไม่กี่คนที่ยอมทำเช่นนี้ และล้วนเป็นคนที่ได้รับเงินยันต์เทพเพลิงของจ้าวฟู่อวิ๋นไปแล้ว เพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงผลประโยชน์ในนั้น
ดังนั้นพวกเขาจึงแกะสลักรูปสลักเทพเพลิงด้วยตนเอง หรือไม่ก็สลักป้ายสถิตวิญญาณของเทพจ้าวเพลิงแดง แล้วนำมาให้จ้าวฟู่อวิ๋นเบิกเนตรที่นี่
แค่นี้ยังไม่พอ ทุกคนที่มีตะเกียงอยู่ที่บ้าน ล้วนสลักมนตร์เทพเพลิงลงบนตะเกียงของตน จากนั้นก็มาให้จ้าวฟู่อวิ๋นเบิกเนตรและร่ายมนตร์ลับที่นี่
เพราะพวกเขารู้สึกว่า แสงสว่างที่เปล่งประกายจากตะเกียงของจ้าวฟู่อวิ๋นที่นี่ มีสรรพคุณในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย ท่ามกลางแสงไฟ สิ่งชั่วร้ายมิกล้าเข้าใกล้ ล้วนหวังว่าตะเกียงที่บ้านของตนก็จะสามารถเป็นเช่นนี้ได้
สิ่งเหล่านี้จ้าวฟู่อวิ๋นล้วนทำให้เสร็จเป็นชุดๆ หลังจากเขาเบิกเนตรและร่ายมนตร์ลับ เมื่อร่างกายร้อนรุ่ม ก็จะไปที่แม่น้ำหมอก
และเมื่อสวินหลานอินกับคนอื่นๆ กลับมาถึงที่นี่ แทบจะทุกบ้านต่างก็ตั้งโต๊ะบูชาเทพจ้าวเพลิงแดง และจุดตะเกียงประกายเพลิงตลอดกาลกันหมดแล้ว
ส่วนภูตผีและกู่ในบ้านของพวกเขา ล้วนถูกซ่อนเอาไว้และปิดผนึกในที่มืดมิด บางคนก็นำออกมาตากแดดที่แผดเผาโดยตรง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่นี้ไปตนจะไม่เลี้ยงภูตผีและแมลงกู่อีกแล้ว
คนแบบนี้ ส่วนใหญ่มักจะทำสิ่งใดไม่สำเร็จ กลับต้องมารับเคราะห์จากมันเสียมากกว่า
เป็นเพราะความตายและการจากไปของภูตผีและสัตว์ประหลาดกู่ในศาลเจ้ามืดของศาลบรรพชน ดังนั้นผีและกู่ในที่แห่งนี้จึงกระวนกระวาย ทุกคนก็ไม่กล้าใช้ จึงปิดผนึกเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการกระทำที่เชิญเทพเพลิงเข้าบ้าน
แต่คนจำนวนมากยังคงคิดว่า บางทีในภายภาคหน้าอาจจะนำออกมาใช้งานได้อีก จึงตัดใจเผาทิ้งไม่ลงชั่วขณะ
จ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่ได้ไปบังคับกะเกณฑ์
รูปสลักเทพองค์เล็กๆ ทุกองค์ที่มาเบิกเนตรที่นี่ เขาล้วนปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง ตะเกียงทุกดวงเขาล้วนทุ่มเท 'ร่ายมนตร์ลับ' เพื่อให้ตะเกียงดวงนั้นสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายและแผดเผาฝันร้ายได้
อีกทั้งยังมีจุดที่สำคัญที่สุด ทุกคนล้วนไม่รู้ว่าตะเกียงทุกดวงที่นี่ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลใหญ่ที่เขาวางไว้
ตะเกียงทุกดวงล้วนเชื่อมโยงถึงกัน
สุดท้ายแสงไฟท่ามกลางความลี้ลับ ล้วนจะมารวมกันที่ศาลเจ้าแห่งนี้ มารวมกันบนร่างของรูปสลักเทพในศาลเจ้า
มารวมกันเหนือตะเกียง 'เพลิงหายนะ' ในฝ่ามือของรูปสลักเทพ
"วิธีนี้ของเจ้าก็ไม่เลวเลย ใช้เพลิงเทวะ ธูปเทียนมาลดทอนเพลิงหายนะ เพาะเลี้ยงให้มันเติบโตเป็นปราณซา ในวันข้างหน้าหลังจากบรรลุขั้นจู้จี กลางวันก็สามารถดูดซับแก่นเพลิงสุริยันได้ตามธรรมชาติ กลางคืนก็ใช้ปราณบริสุทธิ์ไท่อินมาลดทอนความร้อนรุ่ม หมุนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลังเวทก็จะเติบโตอย่างรวดเร็วโดยธรรมชาติ" สวินหลานอินกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นเพียงแค่ยิ้มๆ
อีกสี่คนก็กลับมาแล้ว พวกเขานำแผนที่ภูมิประเทศขุนเขาแม่น้ำที่วาดด้วยตัวเองมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน จากนั้นก็วาดลงบนแผนที่แผ่นเดียว
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูภูเขาแต่ละลูกที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยจุดดวงดาว หุบเขาล้วนใช้เส้นสายลากเอาไว้ มีทั้งคดเคี้ยว มีทั้งตรงลิ่ว และมีบางส่วนที่แตกหักโดยตรง
เขากับสวินหลานอินต่างก็เพ่งมองอย่างมีสมาธิ สำหรับวิชาค่ายกล แม้ว่าเขาจะสู้สวินหลานอินไม่ได้ แต่ก็เคยทุ่มเทแรงกายแรงใจตั้งใจศึกษามาบ้างเหมือนกัน
ส่วนสี่คนนั้น กลับมองจนลายตา เดิมทีสิ่งที่ตัวเองวาด ตัวเองยังพอจำได้ แต่พอนำมารวมกันแล้ว กลับมองไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
"ขุนเขาแม่น้ำเคลื่อนย้าย ต้องวาดเป็นแผนที่ถึงจะมองออกจริงๆ ด้วย" สวินหลานอินกล่าว
ตอนนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นก็พอมองออกเลือนรางแล้วเช่นกัน
หมู่เขานี้ เดิมทีควรจะโอบล้อมแม่น้ำสายหนึ่งที่อยู่ตรงกลางเป็นชั้นๆ
บางที แม่น้ำสายนั้นเดิมทีอาจไม่ใช่แม่น้ำ แต่เป็นทะเลสาบ







