เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ซับซ้อนอะไร หลังจากฟังผู้ใต้บังคับบัญชาเล่าจบก็ใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีโดยประมาณ
แต่ซานไต้ลากลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอย่างรุนแรง
ตกลงว่ามีตรงไหนที่ไม่ชอบมาพากลกันแน่? เป็นเพราะศพหายไปอย่างนั้นหรือ? เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็รู้ตัวว่าความผิดปกตินี้มาจากไหน เธอเงยหน้าขึ้นมองสื่อตง "นายคิดว่าพวกมันเป็นโจรสลัดจริงๆ งั้นเหรอ?"
สื่อตงแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ "ท่านครับ พวกมันมีท่าทางเหมือนโจรสลัดจริงๆ... สิ่งที่ทำก็เป็นเรื่องของโจรสลัด ถ้าผมไม่เข้าไปขัดขวาง พวกมันสี่คนก็สามารถทำให้หมู่บ้าน..."
"แต่ประเด็นสำคัญคือนายโผล่ไป" ซานไต้ลาพูดขัดขึ้น "หน่วยลาดตระเวนของป้อมรุ่งโรจน์หนึ่งหน่วย ที่มีทั้งปืนไรเฟิลและชุดเกราะ จำนวนคนก็มีมากกว่าอีกฝ่าย แล้วโจรสลัดพวกนั้นไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้าปะทะกับพวกนายตรงๆ?"
"เอ่อ... เรื่องนั้น..." สื่อตงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
รองผู้บังคับบัญชาก็นึกขึ้นได้เช่นกัน "จริงด้วย พวกมันกล้าได้ยังไง?"
ต่อให้เป็นทหารระดับหัวกะทิในกองทัพ หากต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ต้องตายอย่างแน่นอนก็ย่อมต้องเสียขวัญกำลังใจ แต่โจรสลัดทำอะไรล่ะ?
ตามที่สื่อตงเล่า พวกมันชักอาวุธออกมา พุ่งเข้าใส่ศัตรู และสุดท้ายก็ตายในสนามรบทั้งหมด!
ไม่มีใครยอมจำนน
ไม่มีใครหนี
ราวกับว่าวินาทีที่พวกมันขึ้นฝั่ง ก็ไม่ได้คิดจะหันหลังกลับไปอีกเลย
แน่นอนว่าโจรสลัดย่อมไม่มีทางทำแบบนี้ได้
พวกมันดูดุร้ายอำมหิตและใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมมากก็จริง แต่นั่นก็มีไว้ใช้กับผู้อ่อนแอที่ตกอยู่ในกำมือของพวกมันเท่านั้น หากคนพวกนี้มีความห้าวหาญมากกว่ากองทัพจริงๆ คนที่ปกครองป้อมรุ่งโรจน์ก็คงเป็นพวกมันไปตั้งนานแล้ว
"ยังมีคนอีกประเภทที่ไม่เกรงกลัวความตาย" ซานไต้ลาเงียบไปครู่หนึ่ง "หรือจะพูดให้ถูกก็คือ พวกมันไม่รู้แล้วว่าความตายคืออะไร"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา อุณหภูมิในห้องก็ดูเหมือนจะลดลงไปหลายองศา
"ท่านหมายถึง... สาวกลัทธินอกรีตเหรอครับ?" ไต้เล่อมู่ ผู้รับผิดชอบหน่วยสิบสี่สูดหายใจเข้าลึก "ของนิกายหมอกเร้นลับหรือเปล่า?"
"พวกนายก็เคยได้ยินข่าวลือด้วยเหมือนกันเหรอ?" ซานไต้ลามองไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา
"ครับ" อีกฝ่ายตอบอย่างตรงไปตรงมา "ตั้งแต่เมืองหน้าด่านใกล้จะสร้างเสร็จ ข่าวลือแบบนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ"
มีข่าวลือว่านิกายหมอกเร้นลับบูชาหมอกที่ไม่มีวันจางหายไปบนทวีปใหม่ พวกเขาหวังว่ามันจะปกคลุมอยู่เหนือโลกตลอดกาล การกระทำใดๆ ที่เป็นการสลายหมอกจะถูกผู้ศรัทธาในนิกายหมอกเร้นลับเกลียดชังและมองเป็นศัตรู
"ฉันยังด่วนตัดสินตอนนี้ไม่ได้หรอก เพราะสาวกลัทธินอกรีตมีหลายประเภท พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าพวกมันสังกัดนิกายไหน" ซานไต้ลาส่ายหน้า "แต่ในมุมมองของฉัน พวกที่อุทิศตัวให้กับความชั่วร้ายล้วนมีปัญหาทางสมองทั้งนั้น ไม่สามารถใช้สามัญสำนึกทั่วไปมารับมือได้หรอก"
"ท่านครับ..." สื่อตงกลืนน้ำลาย "ความจริงแล้ว... ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องนี้ มีคนรู้ล่วงหน้าว่าจะมีโจรสลัดปรากฏตัวที่ชานเมืองทางใต้"
"หมายความว่ายังไง?" ซานไต้ลาและรองผู้บังคับบัญชาถามขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"ที่เขตตะวันตกของเมืองเก่า มีร้านทำนายดวงชะตาอยู่แห่งหนึ่งครับ" เขาเล่าเรื่องการทำนายดวงชะตาออกมาตามตรง
"แล้วทำไมแกถึงไม่พูดถึงในรายงานเลยสักนิด!?" ไต้เล่อมู่พูดด้วยความโมโห
สื่อตงก้มหน้าลง ไม่กล้าโต้แย้ง
"เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องเขียนลงในรายงานน่ะสิ" ผู้บัญชาการสูงสุดโบกมือ เป็นเชิงบอกให้พอแค่นี้ "หลังจากนี้ฉันจะสืบสวนเอง แต่ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ ไต้เล่อมู่ นายไปหยิบอาวุธ พาสื่อตงไปด้วย พวกเราจะรีบไปที่เมืองเก่าเดี๋ยวนี้"
"รับทราบครับ"
พอทั้งสองคนเพิ่งจะเดินออกจากห้องทำงาน อู่ตี๋ก็ลงมือสวมชุดเกราะให้เจ้านายทันที "จะพกคนไปเท่าไหร่ดีครับ?"
"ไม่ต้องเรียกกองทหารหรอก ไปกันแค่พวกเราสี่คนนี่แหละ ยิ่งเร็วยิ่งดี"
"มันจะไม่บุ่มบ่ามไปหน่อยเหรอครับ?" อู่ตี๋ถามด้วยความประหลาดใจ "เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับสาวกลัทธินอกรีต..."
"ก็เพราะแบบนี้น่ะสิ ถึงต้องลงมือตอนที่พวกมันไม่ทันตั้งตัว"
"ท่านสงสัยว่าภายในกองกำลังป้องกันเมือง..."
"ฉันไม่ได้สงสัย" ซานไต้ลาหยิบดาบประจำตัวขึ้นมา ขัดขวางไม่ให้เขาพูดต่อ "แต่ในเวลาแบบนี้ระมัดระวังไว้ก่อนจะดีกว่า อีกอย่าง ด้วยฝีมือและความสามารถของฉัน แค่ไปดูเฉยๆ จะมีอะไรต้องให้กังวล?"
สิบนาทีต่อมา ทั้งสี่คนก็รีบรุดมาถึงที่ตั้งของร้านทำนายดวงชะตา
แต่ในตรอกแห่งนั้นกลับว่างเปล่า
"นี่... เป็นไปได้ยังไง?" สื่อตงมองไปที่ปากตรอกอันว่างเปล่าด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "ผมเคยทำนายดวงชะตาที่นี่จริงๆ นะครับ มันเป็นเพิงไม้ซอมซ่อ ด้านบนยังมีป้ายแขวนอยู่เลย!"
"นายแน่ใจนะว่าไม่ได้จำผิดที่?" ไต้เล่อมู่ถามอย่างเคลือบแคลงใจ
"ผมสาบานเลย! ตรงนี้แหละ ไม่มีทางจำผิดแน่นอน!" เขารีบพูดเสียงหลง "จริงสิ ใช่แล้ว ต้องมีคนอื่นเคยเห็นร้านทำนายดวงชะตานี้แน่ๆ แค่ลองถามคนแถวนี้ดู..."
"ท่านครับ?" รองผู้บังคับบัญชามองไปทางผู้บัญชาการสูงสุดโดยสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าซานไต้ลานั่งยองๆ อยู่ตรงปากตรอก
"มีคนเคยอยู่ที่นี่จริงๆ บนพื้นไม่ได้มีแค่รอยเท้า แต่ยังมีรอยกดทับของโต๊ะและเก้าอี้ด้วย" อีกฝ่ายพูดเสียงเบา "รอยเท้าไม่ใช่ของคนที่เดินผ่านไปมา แต่เป็นร่องรอยของการเดินวนเวียนไปมาหลายครั้ง"
"ผมมองไม่เห็นอะไรเลย..." รองผู้บังคับบัญชาเดินเข้าไปข้างกายเธออย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะเหยียบจนทำลายสถานที่เกิดเหตุ
"รอนายไปถึงระดับเดียวกับฉัน พลังการสังเกตก็ย่อมจะแตกต่างออกไปเอง" ตอนที่ซานไต้ลาพูด สีหน้าของเธอก็ดูเคร่งเครียดทีเดียว
"มีอะไรผิดปกติงั้นเหรอครับ?"
"ไม่มีร่องรอยของการลากทิ้ง ไม่มีเศษซากของการรื้อถอน... กระทั่งเศษไม้ก็ยังไม่มีเลย ราวกับว่าเพิงหลังนั้นไม่เคยมีอยู่จริงยังไงยังงั้น"
"แต่ท่านบอกว่ามีคนทำกิจกรรมอยู่ที่นี่... แล้วยังเคยวางของตกแต่งอย่างพวกโต๊ะเก้าอี้..."
"นี่แหละคือปัญหา นายสังเกตเห็นไหมล่ะ?" ซานไต้ลาถอนหายใจ "คนน่ะมีอยู่จริง แต่บ้านกลับไม่มี แล้วตอนนั้นสื่อตงอยู่ในสภาพแบบไหนตอนที่พูดคุยกับผู้ทำนายดวงชะตากันล่ะ?"
ภาพเหตุการณ์นั้น แค่ลองคิดดูก็ทำให้รู้สึกแปลกประหลาดแล้ว
รองผู้บังคับบัญชาหน้าเจื่อนลง ต้องรู้ไว้ว่าการมองเห็นภาพหลอนที่เป็นรูปธรรมและมีรายละเอียดชัดเจน อีกทั้งภายหลังยังสามารถจดจำได้อย่างแม่นยำ นั่นคือสัญญาณเตือนล่วงหน้าของโรคประสาทหลอน
ส่วน 'ผู้ทำนายดวงชะตา' คนนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคประสาทหลอน
ไม่มีใครกล้าดูถูกโรคประสาทหลอน
ปัจจุบันงานวิจัยเกี่ยวกับโรคประสาทหลอนของวงการแพทย์ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้แน่นอนก็คือ หากปล่อยโรคประสาทหลอนทิ้งไว้ มันจะค่อยๆ กลายเปลี่ยนเป็นความคุ้มคลั่ง สถานเบาคือผู้ป่วยทำร้ายตัวเองจนตาย สถานหนักก็คือจะนำพาหายนะมาสู่คนรอบข้างด้วย
ถูกต้อง โรคประสาทหลอนไม่ใช่แค่ความเจ็บป่วยทางจิตใจธรรมดาๆ แน่นอน เพราะมันไม่เพียงแค่สามารถติดต่อกันได้ แต่มันยังค่อยๆ ส่งผลกระทบต่อความเป็นจริงทีละนิดด้วย
ศพที่เจ้าหน้าที่ทหารมองเห็น โจรสลัดที่ชาวบ้านพบเจอ บางทีทั้งหมดอาจจะทำความเข้าใจได้ว่าเป็นผลพวงจากโรคประสาทหลอน
หากผู้ทำนายดวงชะตาสามารถทำให้ทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเกิดโรคประสาทหลอนได้ การที่เขาหลบซ่อนตัวอยู่ในเมือง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องกลายเป็นระเบิดเวลาแน่นอน
ถึงแม้ในอดีตจะไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าโรคประสาทหลอนสามารถถูกกระตุ้นให้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ได้ แต่ใครจะกล้ายืนยันได้ล่ะว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้?
เพราะท้ายที่สุดนั่นก็เป็นพลังที่อยู่เหนือสามัญสำนึก ต่อให้เป็นมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองจากทวยเทพ ก็ยังไม่อาจรักษาพวกคนที่จมดิ่งลงสู่ความคุ้มคลั่งให้หายขาดได้
ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ อีกฝ่ายยังมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นสาวกลัทธินอกรีต
แม้ว่าก่อนหน้านี้มีลัทธินอกรีตจำนวนไม่น้อยที่ประกาศว่านี่คือพลังของพวกเขา ทว่ากลับไม่มีกรณีตัวอย่างใดๆ ที่สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้เลย แต่ซานไต้ลาก็ไม่กล้ารับประกันว่าเรื่องราวจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เหมือนกับที่โลกทั้งใบกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง
"ปิดล้อมเขตนี้เอาไว้ สอบถามผู้อยู่อาศัยทุกคนทีละคน ตรวจสอบดูว่ามีกี่คนที่เคยเห็นร้านทำนายดวงชะตาพิลึกร้านนี้ ถ้ามีใครรู้เบาะแสของผู้ทำนายดวงชะตา จะมีรางวัลอย่างงามให้"
"ผมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ครับ"
นี่ก็เป็นเพียงแค่ขั้นตอนตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าประชากรหลักในเขตตะวันตกคือกลุ่มคนระดับล่างและพวกสมาชิกแก๊ง ซานไต้ลาก็ยากที่จะตั้งความหวังกับการสอบสวนหลังจากนี้ได้มากนัก
เธอหันศีรษะ มองไปยังเส้นขอบฟ้าที่มืดสลัวและเป็นสีเหลืองหม่น พลางถอนหายใจเงียบๆ อยู่ในใจ
เมืองนี้เกรงว่าคงจะมีปัญหาซะแล้ว
...







