"พวกเรามาถึงแล้ว" จางจื้อหย่วนพูด "ที่นี่น่าจะเป็นวิหารเยนี่"
"หลีกทางหน่อย อย่าขวางทาง!" คนหลายคนที่สวมเสื้อคลุมยาวผ้าป่านหามเปลผู้ป่วย ก้าวขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วและเดินผ่านห้องโถงไป
ตอนที่เดินผ่านจางจื้อหย่วน เขาปรายตามองโดยสัญชาตญาณ และพบว่าคนที่นอนอยู่บนเปลนั้นมีคราบเลือดเต็มตัว
"พวกเขาพูดว่าอะไรน่ะ?" เฉียวจานหมู่ถาม
"บอกว่าอย่าขวางทางเข้าออกน่ะ" โจวจือพูดอย่างลังเล "ทำไมที่นี่ดูไม่เหมือนสถานที่สำหรับสวดมนต์เลยล่ะ?"
"เข้าไปก่อนค่อยว่ากัน" จางจื้อหย่วนเป็นฝ่ายเดินเข้าไปในโถงก่อน คนอื่นๆ เดินตามหลังไปติดๆ แม้ว่าสถาปัตยกรรมของที่นี่จะดูโอ่อ่าอลังการ เสาหินสีเทาขาวสูงเจ็ดแปดเมตรแต่ละต้นรองรับหลังคาโดมเอาไว้ ทว่าระหว่างทางกลับไม่มีทหารยามเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเข้ามาจนถึงด้านในวิหารได้แทบจะไร้สิ่งกีดขวาง
และที่นี่ก็มีคนเยอะกว่าเดิม สถานการณ์ดูวุ่นวายยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่มีคนวิ่งไปมา แต่ยังมีคนนั่งและนอนอยู่อีกไม่น้อย กำแพงฝั่งที่ติดหน้าต่างมีเตียงไม้แผ่นเรียบง่ายวางอยู่หลายเตียง หญิงสาวสวมผ้าคลุมสีดำหลายคนเดินไปมาอยู่ระหว่างนั้น ในอากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นแปลกๆ
"ที่นี่คือ... โรงพยาบาลเหรอ?" หมิงจื่อพูดอย่างประหลาดใจ
"ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น ในยุคนี้ยังไม่น่าจะมีโรงพยาบาลเฉพาะทางหรอก" จางจื้อหย่วนพยักหน้า "แม่ชีพวกนี้เพื่อที่จะดึงดูดศรัทธาชน มักจะทำงานการกุศลและให้ทาน การช่วยชีวิตคนก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว"
"มิน่าล่ะ" โจวจือทำหน้าตระหนักได้ "ฉันจำได้ว่ามีพยาบาลชื่อดังคนหนึ่ง เหมือนว่าตัวเธอเองก็เป็นแม่ชี..."
"นี่ พวกคุณมาทำอะไรกันที่นี่? ที่นี่ยุ่งมากนะ ช่วยอย่ามายืนเกะกะในห้องโถงได้ไหม?" จู่ๆ ก็มีคนพูดแทรกเขาขึ้นมา
ทุกคนมองตามเสียงไป ก็พบหญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนเท้าสะเอวซักไซ้พวกเขา การแต่งกายของเธอไม่ต่างจากแม่ชีคนอื่นๆ เลย เพียงแต่บนแขนยังผูกริบบิ้นสีแดงเอาไว้ น่าจะเป็นของที่ใช้แยกแยะสถานะ
"พวกคุณมีพวกพ้องมารักษาที่วิหารไหม? ถ้าจะมาหาคนให้ไปที่โต๊ะด้านหน้า ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกคุณควรจะอยู่" น้ำเสียงของเธอมีความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากคนผ่านทางที่เอาแต่กลัวหงอ เธอทำราวกับมองไม่เห็นอาวุธบนหลังของทุกคน แววตาไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
"ขอโทษด้วย พวกเราไม่ได้มาหาคน แต่มีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อย" จางจื้อหย่วนเป็นฝ่ายอธิบาย "ผมชื่อจางจื้อหย่วน ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ?"
"เชียง... จือ... ยวน?" เธอทวนคำอย่างตะกุกตะกัก "เอาเถอะ เป็นชื่อที่แปลกดี ฉันชื่อเจินนี ไม่มีนามสกุลเหมือนกับคุณนั่นแหละ" คงเป็นเพราะไม่คิดว่าท่าทีของคนกลุ่มนี้จะสุภาพเรียบร้อย ความไม่พอใจของเธอจึงลดลงไปมาก
"เปล่า... ความจริงแล้วมีนามสกุล แต่ช่างเถอะ นั่นไม่สำคัญ" จางจื้อหย่วนไอสองเสียง "คุณเจินนี คุณเป็นผู้ดูแลของที่นี่เหรอครับ?"
"ฉันไม่ได้ดูแลวิหาร มีหน้าที่แค่ดูแลคนป่วย แต่เรื่องของที่นี่โดยพื้นฐานแล้วฉันรู้หมด คุณอยากถามอะไรล่ะ?" เธอเชิดคางขึ้นพูด ความหมายแฝงชัดเจนมาก นั่นก็คือถามเสร็จแล้วก็รีบไสหัวไปซะ
"ที่นี่เคยเกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญขึ้นใช่ไหมครับ?" จางจื้อหย่วนพาเธอเดินไปที่มุมโถงแล้วลดเสียงต่ำลงถาม "เวลาก็น่าจะประมาณครึ่งเดือนก่อน..."
สีหน้าของเจินนีเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที "คุณถามเรื่องนี้ทำไม? ตำรวจก็มาสืบสวนตั้งหลายรอบแล้ว อะไรที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว "
"ผลคือก็ยังไม่ได้อะไรเลย ผมรู้" เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "แต่ตำรวจทำไม่ได้ก็ใช่ว่าพวกเราจะทำไม่ได้ มีบุคคลสำคัญจ้างพวกเรามาสืบคดีนี้ใหม่ ไม่แน่ว่าอาจจะได้เรื่องก็ได้"
"...แต่ตอนนี้มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วนะ"
"จริงอยู่ที่หวังพึ่งหลักฐานชั้นต้นไม่ได้แล้ว แต่ผมก็มีวิธีของผมเหมือนกัน" จางจื้อหย่วนยืนกราน "คุณแค่พาพวกเราไปดูสถานที่เกิดเหตุในตอนนั้นก็พอ"
เจินนีนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดก็หันหลังกลับพลางพูดว่า "ตามฉันมาสิ"
...
ทุกคนเดินตามฝีเท้าของแม่ชี มาถึงตำหนักย่อยแห่งหนึ่งที่อยู่นอกห้องโถง
"เดิมทีที่นี่เอาไว้ใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยที่บาดเจ็บสาหัส" เจินนีดึงผ้าคลุมหน้าขึ้น พูดไปพลางผลักประตูไม้ไปพลาง "แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้นขึ้น ที่นี่ก็ถูกสาป ตอนนี้เลยใช้เป็นได้แค่ห้องเก็บศพ"
กลิ่นเน่าเหม็นอย่างรุนแรงพวยพุ่งออกมาจากในห้อง ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันปิดจมูก
"บ้าเอ๊ย โคตรเหม็น!" เฉียวจานหมู่ขมวดคิ้วพูด "พวกนายไปเถอะ ฉันจะเฝ้าอยู่ข้างนอกเอง ยังไงก็ฟังที่เธอพูดไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว"
"ฉันก็จะไม่เข้าไปเหมือนกัน" หมิงจื่อปัดแขนเสื้อ "ฉันแพ้กลิ่นเหม็น"
"เอาล่ะ พวกนายรออยู่ข้างนอกกันหมดนี่แหละ" จางจื้อหย่วนพูดอย่างหงุดหงิด "ฉันเข้าไปคนเดียวเอง" พูดจบเขาก็เดินเข้าไปในห้อง กวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบๆ อย่างรวดเร็ว ตำหนักย่อยแห่งนี้ไม่ใหญ่มาก อย่างมากก็แค่ประมาณสามสิบตารางเมตร รอบๆ มีหน้าต่างบานสูง แสงยามเย็นสาดส่องเข้ามาในห้องเฉียงๆ ทาบเป็นเงา "ตะแกรง" จางๆ บนพื้น
เมื่ออาศัยแสงสว่างเพียงน้อยนิดนี้ เขาก็สามารถมองเห็นคราบสีดำจำนวนมากที่หลงเหลืออยู่บนอิฐหิน ร้อยทั้งแปดเก้าน่าจะเป็นผลมาจากเลือดที่ซึมลงไปในพื้น
"ตอนที่เกิดเหตุน่าจะเป็นช่วงดึก ไม่มีใครรู้ว่าฆาตกรเข้ามาได้อย่างไร และควบคุมผู้ป่วยตั้งมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร" เจินนีพูดอย่างตะกุกตะกัก "คนแรกที่พบว่าที่นี่เกิดเรื่องขึ้นคือเหวยน่าที่เข้ากะเช้า ตามที่เธออธิบาย... สภาพที่เกิดเหตุนั้นน่าอนาถจนทนดูไม่ได้ มีหลายคนถูกหั่นแล้วนำมาประกอบใหม่ เลือดสกปรกที่ไหลออกมาอุดตันจนมิดรอยต่อประตู..." พูดถึงตรงนี้เธอก็อดไม่ได้ที่จะเอามือปิดปาก ในลำคอมีเสียงคลื่นไส้ดังออกมา
เห็นได้ชัดว่าสำหรับเธอแล้ว นี่ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีอะไรเลย
"คุณไม่ต้องพูดต่อแล้ว ผมรู้หมดแล้ว" จางจื้อหย่วนหยิบสมุดบันทึกออกมา แล้ววาดภาพร่างแผนผังสิ่งของในห้องอย่างคร่าวๆ แม้ว่าเตียงผู้ป่วยในตอนนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นเตียงเก็บศพไปหมดแล้ว แต่โครงสร้างโดยรวมของห้องก็ยังคงเหมือนกับเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขาได้ยืนยันสถานที่เกิดเหตุจากตำแหน่งบนรูปถ่ายแล้ว หลังจากทำเรื่องพวกนี้เสร็จ เขาก็ถามต่อ "จริงสิ คำสาปที่คุณพูดถึงก่อนหน้านี้หมายถึงอะไรครับ?"
"คำสาปสีเลือด" เจินนีเผยสีหน้าหวาดกลัวย้อนหลังออกมาอย่างไม่รู้ตัว "วิหารใช้เวลาแค่สองวันก็ล้างทำความสะอาดห้องนี้ทั้งข้างในข้างนอกจนหมดจด แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยที่มาที่นี่ก็ล้วนตายอย่างเป็นปริศนา ก่อนตายทั่วทั้งร่างจะเต็มไปด้วยแผลพุพองสีแดง ต่อมาไม่ใช่แค่ผู้ป่วย แม้แต่พวกเราเองก็อาจจะติดคำสาปไปด้วย... สุดท้ายท่านอธิการบดีก็ทำได้เพียงออกคำสั่งให้อพยพออกจากตำหนักย่อย แล้วที่นี่ก็กลายเป็นสภาพอย่างที่คุณเห็นในตอนนี้นี่แหละ"
"อย่างนี้นี่เอง" จางจื้อหย่วนทำท่าครุ่นคิด "สถานการณ์แบบนี้ก็น่าจะเคยเกิดขึ้นที่ห้องโถงด้วยเหมือนกันใช่ไหม?"
"คุณรู้ได้ยังไง?" เจินนีมองเขาอย่างประหลาดใจ "มีจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้เยอะเหมือนที่นี่"
"ผมมีเพื่อนที่เป็นหมอ... เป็นนักวิชาการคนหนึ่ง เขาศึกษาเรื่องวิชาอาคมมาค่อนข้างมาก เพื่อเป็นการตอบแทนที่คุณช่วยผม ผมจะบอกวิธีต่อต้านคำสาปให้วิธีหนึ่งก็แล้วกัน" จางจื้อหย่วนยิ้ม "ก่อนจะสัมผัสตัวผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาหรือการดูแล ให้ใช้น้ำร้อนที่ต้มเดือดล้างมือเสียก่อน แล้วก็พวกผ้าพันแผล เฝือก... อะไรก็ตามที่จะต้องโดนบาดแผล ก็ให้เอาไปต้มในน้ำเดือดสักหน่อย ทำแบบนี้แล้ว คำสาปก็น่าจะถูกระงับได้บ้าง"
"อะไรนะ คุณบอกว่าให้ใช้น้ำต้มเหรอ? นั่นมันคำสาปเชียวนะ!" เจินนีทำหน้าแบบ 'คุณกำลังพูดจาไร้สาระอะไรอยู่เนี่ย' "แล้วคุณดูพอแล้วเหรอ? ไม่ต้องถามรายละเอียดอะไรเพิ่มแล้วใช่ไหม?"
"ครับ เพียงพอแล้วล่ะ" จางจื้อหย่วนเดินตรงออกไปนอกประตู "ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของคุณอีกครั้งครับ คุณเจินนี ผมคิดว่าฆาตกรพวกนั้นคงจะไม่ลอยนวลพ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้ตลอดหรอก"
"ตกลงว่านายสืบเจออะไรบ้างล่ะ?" เมื่อออกมาจากตำหนักย่อย เฉียวจานหมู่ก็ยักไหล่ใส่เขา
"เบาะแสชี้ขาดน่ะสิ" ตอนนี้จางจื้อหย่วนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม "รีบกลับกระท่อมกันเถอะ ถ้าฉันเดาไม่ผิดล่ะก็ อีกไม่นานฆาตกรก็คงจะลงมือต่อแล้วล่ะ"







