บนหอคอยมองไกล ซานไต้ลา อัลเลนกำลังเปิดดูรายงานสรุปประจำสัปดาห์ล่าสุดของกองกำลังพิทักษ์เมือง
ที่นี่คือจุดสูงสุดของเมือง สูงกว่าประภาคารใหญ่ด้านนอกท่าเรือเสียอีกถึงสิบกว่าเมตร และเพราะความสูง สภาพแวดล้อมที่นี่จึงไม่ค่อยดีนัก ยอดหอคอยสร้างได้เพียงห้องทรงกลมแคบๆ ห้องหนึ่ง เมื่อวางโต๊ะยาวหนึ่งตัว ชั้นหนังสือสองฝั่ง และเก้าอี้อีกไม่กี่ตัว ก็แทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง ส่วนใหญ่แล้วประตูและหน้าต่างของห้องต้องปิดสนิท เพื่อป้องกันไม่ให้ลมทะเลที่พัดกระหน่ำพัดเข้ามาในห้องจนทำให้ข้าวของกระจัดกระจาย ต่อให้ไฟในเตาผิงไม่เคยดับ อุณหภูมิที่นี่ก็ยังยากที่จะสูงขึ้น เพราะตัวหอคอยที่ใหญ่โตและกลวงโบ๋ได้ดึงเอาความร้อนไปเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดที่ต้องวางเตาถ่านไว้ข้างโต๊ะยาว เพื่อให้แน่ใจว่าคนจะไม่หนาวจนตัวสั่น
พูดง่ายๆ ก็คือ ที่นี่ทั้งเล็ก ทั้งหนาว และยังค่อนข้างชื้น
ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์เมือง ซานไต้ลาสามารถเลือกทำงานที่ไหนก็ได้ในป้อมรุ่งโรจน์ ต่อให้อยู่ติดกับจวนผู้ว่าการก็ไม่มีปัญหา แต่เธอกลับเลือกยอดหอคอยมองไกล ไม่ใช่เพราะความชอบ แต่เพราะที่นี่ เธอสามารถมองเห็นหมอกสีขาวที่ปกคลุมอยู่รอบนอกเมืองได้ตลอดเวลา หมอกที่ไม่เคยจางหายไปนั้นคอยเตือนใจถึงหน้าที่ของเธอ เมืองนี้ไม่ได้แข็งแกร่งจนทำลายไม่ได้ แม้จะดำรงอยู่มาเกือบร้อยปีแล้ว แต่ตราบใดที่หมอกยังคงอยู่ มันก็อาจถูกกลืนกินได้ทุกเมื่อ เหมือนกับเมืองเว่ยเฉิงในอดีต
โชคดีที่หมอกในวันนี้ยังคงสภาพเดิม โดยยังคงรักษาระยะห่างจากเมืองไว้ที่ประมาณห้าสิบลี้
เมื่อพลิกถึงสองหน้าสุดท้าย ซานไต้ลาก็ขมวดคิ้ว และส่งเสียง "อืม" เบาๆ
"มีอะไรหรือครับ มีหน่วยไหนลืมบันทึกรายงานหรือเปล่าครับ" รองผู้บัญชาการอู่ตี๋ถูมือถาม
รายงานสรุปของกองกำลังพิทักษ์เมืองส่วนใหญ่เป็นเรื่องจุกจิก อย่างเช่นการจัดการนักโทษหลังการสอบสวน และการจัดกำลังหน่วยลาดตระเวน ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ร่วมกันออกทุนตั้งกรมตำรวจ ภาระงานของกองกำลังพิทักษ์เมืองก็น้อยลงไปมาก การตรวจดูรายงานส่วนใหญ่จึงกลายเป็นแค่ธรรมเนียมปฏิบัติ
กองกำลังแบ่งออกเป็นสิบห้าหน่วย ยิ่งหมายเลขหน่วยอยู่ท้ายๆ ก็ยิ่งไม่ค่อยได้รับความสำคัญ การลืมบันทึกรายงานถือเป็นความผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุด
"ไม่ได้ลืมหรอก แต่มันค่อนข้างแปลก" ซานไต้ลาพลิกสมุดกลับด้านแล้ววางไว้บนโต๊ะ "ตรงหน่วยที่สิบสี่ มีรายงานการให้รางวัลอยู่หนึ่งรายการ"
อู่ตี๋เดินเข้าไปดูตรงตำแหน่งที่ผู้บังคับบัญชาชี้
ด้านบนเขียนไว้ว่า 'สื่อตง แบรดลีย์ มีความดีความชอบในการสกัดกั้นโจรสลัดเร่ร่อน ได้เลื่อนขั้นจากหัวหน้าหน่วยย่อยเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน และได้รับเงินรางวัลสิบจินเค่อลี่'
"ท่านครับ... เรื่องนี้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนี่ครับ พื้นที่ลาดตระเวนของห้าหน่วยหลังล้วนอยู่บริเวณชายขอบเมือง การปกป้องชาวบ้านนอกเมืองไม่ให้ถูกโจรสลัดรังควานก็เป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของพวกเขาอยู่แล้ว"
"ก็จริงอย่างที่พูด แต่ถ้าฉันจำไม่ผิด หน่วยที่สิบสี่รับผิดชอบพื้นที่ทางใต้ของเมือง" ซานไต้ลาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่แผนที่แขวนผนัง "ต่อให้เรือลาดตระเวนของเราจะหละหลวม แต่คุณลืมไปแล้วหรือว่าสัปดาห์ก่อนเกิดอะไรขึ้น"
"เอ่อ..." รองผู้บัญชาการคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็นึกขึ้นได้ "สัปดาห์ก่อนคณะดูงานขององค์ชายรองมาเยือนป้อมรุ่งโรจน์!"
สำหรับป้อมรุ่งโรจน์แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนรู้กันทั่ว
แต่มีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่รู้เส้นทางของคณะดูงานอย่างชัดเจน
เนื่องจากจุดจอดพักต่อไปคือเซนต์เทเรียนทางตะวันตกเฉียงใต้ กองเรือขององค์ชายรองจึงใช้เส้นทางเชื่อมต่อทางใต้ และกองเรือที่คุ้มกันคณะดูงานก็จอดอยู่นอกชายฝั่ง ช่วงเวลานี้พวกเขาจะต้องกวาดล้างสิ่งกีดขวางทุกอย่างบนเส้นทางเดินเรืออย่างแน่นอน โจรสลัดรังแกเรือสินค้ากับชาวบ้านที่ไร้ทางสู้ก็พอได้อยู่ แต่จะให้พวกมันไปสู้ตายกับกองทัพเรือจริงๆ นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
"ใช่แล้ว" ซานไต้ลาพยักหน้า "ทิศทางนั้นไม่ควรมีโจรสลัดเร่ร่อนปรากฏตัว นอกเสียจากว่ากองทัพเรือหลวงจะตาบอดกันไปหมด"
"ถ้าอย่างนั้น... นี่ก็คือการแอบอ้างความดีความชอบ"
"ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น และก็ทำได้ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ด้วย"
"ท่านครับ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ปล่อยให้ผมจัดการเองเถอะครับ" อู่ตี๋เสนอตัว
"อืม แต่ต้องถามไถ่ต้นสายปลายเหตุให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยจัดการ" ซานไต้ลาเดินกลับไปที่โต๊ะ "สื่อตงคือใคร ทำไมนายทหารหน่วยที่สิบสี่ถึงเลือกเขา ถ้าหากไปพัวพันกับการทุจริต ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีคนเกี่ยวข้องเท่าไหร่" พูดถึงตรงนี้เธอก็ชะงักไป "ถ้าหากเป็นการฆ่าคนบริสุทธิ์นอกเมืองเพื่อแอบอ้างผลงานล่ะก็..."
ชั่วขณะหนึ่งภายในห้องราวกับมีลมหนาวพัดโหมเข้ามา
สีหน้าของอู่ตี๋เคร่งขรึมขึ้น "ผู้ใต้บังคับบัญชารับทราบครับ!"
เมื่อรองผู้บัญชาการออกไปแล้ว ซานไต้ลาก็ถอนหายใจเบาๆ
เธอไม่กลัวศัตรูที่แข็งแกร่งจากภายนอก สิ่งที่ทำให้เธอเป็นกังวลมากที่สุดกลับมาจากภายในเมือง แม้ว่าจะเพิ่งมารับตำแหน่งผู้บัญชาการที่นี่ได้เพียงสามปี แต่เธอก็ค่อยๆ เข้าใจว่า เมืองป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้ไร้จุดอ่อนอย่างที่เห็นภายนอกเลย
เมื่อเมืองหน้าด่านแห่งใหม่อย่างตู้เหลยหวนสร้างเสร็จ แรงกดดันของป้อมรุ่งโรจน์ก็จะลดลงไปได้มาก ถึงตอนนั้น เธออาจจะพอมีเวลาว่างมาทำผลงานได้บ้าง แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เธอต้องรักษาความสมบูรณ์ของกองทัพไว้ และทำให้พลังการต่อสู้ของกองกำลังพิทักษ์เมืองอยู่ในระดับสูงสุดเสมอ
เพราะฉะนั้นการทุจริตจึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้เด็ดขาด
น่าเสียดายที่คนในกองทัพหลายคนไม่ตระหนักถึงจุดนี้ รวมถึงรองผู้บัญชาการของเธอด้วย โชคดีที่อีกฝ่ายก็จบจากโรงเรียนนายร้อยเหมือนกัน คุณสมบัติพื้นฐานจึงไม่เลวนัก โดยเฉพาะในเรื่องของการเชื่อฟังคำสั่ง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา อู่ตี๋ก็กลับมาที่ห้องทำงาน
"เร็วขนาดนี้เลยหรือ" ซานไต้ลาค่อนข้างประหลาดใจ
"ท่านครับ สถานการณ์... ค่อนข้างซับซ้อนครับ" รองผู้บัญชาการเผยสีหน้าลำบากใจ "ไม่ว่าจะเป็นนายทหารหน่วยที่สิบสี่อย่างไต้เล่อมู่หรือตัวสื่อตงเอง ต่างก็ไม่ยอมรับว่ามีการรายงานเท็จครับ"
"ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็ต้องเอาหลักฐานมาแสดง" ซานไต้ลาเลิกคิ้ว
"นี่แหละครับคือจุดที่เหลือเชื่อที่สุด" อู่ตี๋ก้มหน้าลง ดูเหมือนกำลังเรียบเรียงว่าจะตอบอย่างไรดี "พวกเขาบอกจริงๆ ครับว่ามีศีรษะและของที่ยึดมาได้เป็นหลักฐาน แต่พอจะเอาออกมาให้ดูจริงๆ กลับไม่มีเลยครับ"
"ไม่มีหรือ" นั่นมันหลอกลวงกันซึ่งๆ หน้าเลยไม่ใช่หรือไง ซานไต้ลาชะงักไปเล็กน้อย เดิมทีเธอคิดว่าเรื่องนี้อาจจะมีอะไรเหนือความคาดหมาย นึกไม่ถึงว่าคำตอบจะง่ายดายขนาดนี้ แต่พอเธอลองคิดดูอีกที ถ้าหากเป็นการหลอกลวงจริงๆ รองผู้บัญชาการของเธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะจัดการไม่ได้ "คุณหมายความว่า คนดูแลคลังที่รับผิดชอบเฝ้าหลักฐานก็เห็นด้วยกับคำพูดของพวกเขาอย่างนั้นหรือ"
"ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ ผมถามมาหลายคนแล้ว ทุกคนพูดตรงกันหมด ว่าวันนั้นมีโจรสลัดเร่ร่อนขึ้นฝั่งจริงๆ และสื่อตงก็ส่งมอบศีรษะให้สี่หัว" บนใบหน้าของอู่ตี๋เผยให้เห็นความไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน "ผมก็เลยรีบส่งคนไปยังหมู่บ้านที่พวกเขาพูดถึง และผลก็คือได้รับการยืนยันข่าวการปล้นของโจรสลัดครับ"
คราวนี้ถึงตาซานไต้ลาพูดไม่ออกบ้างแล้ว
คงเป็นไปไม่ได้ที่นายทหารหน่วยที่สิบสี่จะมีอำนาจล้นฟ้า ถึงขั้นรวบรวมคนทั้งหน่วยสามสิบกว่าคนรวมถึงหมู่บ้านชานเมืองให้มาเป็นพวกได้ใช่ไหม ทว่าปัญหาก็ตามมาอีก ถึงจะไม่รู้ว่าโจรสลัดเร่ร่อนพวกนี้ทะลวงผ่านการปิดล้อมของกองทัพเรือหลวงแล้วมาถึงชายฝั่งป้อมรุ่งโรจน์ได้อย่างไร แต่ถ้าหากเป็นความจริง แล้วหลักฐานทั้งหมดจะหายไปได้อย่างไร
"พาตัวคนมาแล้วหรือยัง" เธอถามหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
"รออยู่ข้างนอกหมดแล้วครับ" รองผู้บัญชาการตอบ
"ให้พวกเขาเข้ามา"
ไม่นาน สื่อตงที่ได้รับการเลื่อนขั้น ไต้เล่อมู่นายทหารที่รับผิดชอบ และทหารอีกสองนายที่ร่วมเดินทางไปกับสื่อตงในวันนั้นก็ถูกเรียกเข้ามาในห้องทำงาน ห้องแคบๆ จึงเบียดเสียดจนเต็มแน่นขึ้นมาทันที
ซานไต้ลากวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่สื่อตง "เล่าสถานการณ์ตอนลาดตระเวนและตอนเจอโจรสลัดวันนั้นมาอย่างละเอียด ห้ามตกหล่นรายละเอียดใดๆ เด็ดขาด ให้นายเริ่มก่อนก็แล้วกัน"







