เส้นใยแดงในบ่อเหล่านั้นกลับละทิ้งพวกจ้าวฟู่อวิ๋นในชั่วขณะนี้ แล้วม้วนพันเข้าใส่สวินหลานอิน
ยามนี้สวินหลานอินถูกขนาบโจมตีทั้งหน้าและหลัง
จ้าวฟู่อวิ๋นสะบัดนิ้วกระบี่ ลำแสงเพลิงสายหนึ่งฟันออกไปราวกับคมดาบ
เส้นใยแดงส่วนหนึ่งถูกตัดขาด เขาตวัดนิ้วไปทางซ้ายอีกครา แสงเพลิงกรีดผ่านความมืด ตัดเส้นใยแดงขาดไปอีกส่วน ทว่าสำหรับเส้นใยแดงมากมายผืนนี้แล้ว นับเป็นเพียงน้ำถ้วยหนึ่งดับไฟทั้งเกวียน ก่อนหน้านี้เขาเพียงฝ่าช่องว่างตรงกลางเข้ามา แต่หากคิดทำลายพวกมันให้หมดสิ้น ย่อมแทบเป็นไปไม่ได้
จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้หยุดมือ มือซ้ายชูตะเกียง มือขวาตั้งนิ้วกระบี่วาดเขียนในอากาศอย่างรวดเร็ว นิ้วมือต่างพู่กัน
ขณะเขาเขียนยันต์ แสงแดงพลันเอ่อท้นออกจากร่างและตะเกียงในมือ กลิ่นอายอำนาจศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นจากกาย
ใต้ปลายนิ้วของเขา เปลวเพลิงเส้นหนึ่งลากยาว ยันต์ค่อย ๆ ก่อรูปขึ้นตามการวาดเขียน นี่คือยันต์ศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเพลิง
วันนั้นยามต่อสู้กับปีศาจตะขาบในศาลเจ้า เขาก็มิได้ใช้วิชาวาดยันต์กลางอากาศนี้ ประการแรก เพราะเขาอยู่ในศาลเจ้า ต่อให้ใช้วิชานี้ก็เพิ่มพลังได้ไม่มาก ประการที่สอง วิชานี้ใช้เวลาร่ายค่อนข้างนาน
ยิ่งกว่านั้น ญาณสัมผัสของปีศาจตะขาบยังว่องไวนัก เมื่อเขาร่ายวิชานี้ อีกฝ่ายย่อมแยกแยะได้ว่าร่างจริงของเขาอยู่แห่งใด
ครั้นยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพลิงแดงในมือก่อรูปสำเร็จ นิ้วของเขาก็ชักนำมันม้วนราวกับม้วนกระดาษ จนยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพลิงแดงกลางอากาศกลายเป็นแถบยาว ยันต์เปลี่ยนรูปอย่างรวดเร็ว พลันมีเกล็ด กรงเล็บ และเขี้ยวงอกออกมา
ไม่นานรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมันก็ปรากฏ ยันต์แผ่นนั้นกลับกลายเป็นมังกรตัวหนึ่ง
มันคือมังกรเพลิง
คนทั้งสี่ที่ยืนอยู่เบื้องหลังจ้าวฟู่อวิ๋นต่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นภาพนี้ พวกเขารู้ว่าจ้าวฟู่อวิ๋นใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพลิงแดงได้ แต่ไม่เคยเห็นเขาใช้วิชามายาแปรยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพลิงแดงแผ่นหนึ่งให้กลายเป็นมังกรเพลิงมาก่อน
พวกเขารู้ว่าครั้งอยู่ในเมืองตูซาน จ้าวฟู่อวิ๋นเคยตั้งใจไปศึกษาการวาดภาพอยู่นาน ทว่ารู้เพียงว่าเขาชำนาญวาดนกที่สุด หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเขามักฝึกวาดมังกรอยู่ในเรือนเสมอ
ในใจของจ้าวฟู่อวิ๋น มังกรเป็นตัวแทนของสิ่งมากมาย อีกทั้งยังศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง แล้วเขาจะวาดมังกรไม่เป็นได้อย่างไร
มังกรเพลิงหักเลี้ยวกลางอากาศ เงยศีรษะ บิดกาย แล้วพุ่งทะยานเข้าไปในห้วงอากาศเบื้องหน้า เพียงชั่วพริบตา มังกรเพลิงตัวเล็กก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ครั้นบิดกายอีกหนก็ใหญ่ขึ้นอีกหลายส่วน ราง ๆ คล้ายมีเสียงมังกรคำราม
มังกรเพลิงอ้าปากพ่นเปลวไฟระลอกหนึ่งออกมา เผาไหม้เส้นใยแดงประหลาดที่กำลังจู่โจมสวินหลานอิน
เบื้องหลังสวินหลานอินพลันว่างเปล่า นางหันกลับไปมอง เห็นมังกรเพลิงยาวราวหนึ่งจั้งตัวหนึ่ง ดวงตาวาบผ่านแววประหลาดใจ
"อาจารย์สวิน ไปเถิด"
สิ้นคำจ้าวฟู่อวิ๋น มังกรเพลิงตัวนั้นก็เชิดศีรษะ พ่นเปลวไฟเข้มข้นใส่หนวดสีแดงที่บิดเกลียวถาโถมเข้ามา
หนวดแดงที่พันขดกันดุจปากยักษ์ซึ่งเต็มไปด้วยลิ้นแดงถูกเปลวเพลิงพ่นใส่ จนไหม้ทะลุเป็นโพรงในพริบตา
สวินหลานอินหมายทะยานกายจากไป ทว่านางคล้ายถูกบางสิ่งในความมืดจับจ้อง พลังมหาศาลตรึงร่างนางไว้จนยากจะขยับแม้เพียงก้าวเดียว
สีหน้าจ้าวฟู่อวิ๋นพลันแปรเปลี่ยนเช่นกัน หลังมังกรเพลิงพ่นไฟครานั้นเผาผลาญหนวดแดงไปผืนหนึ่ง เบื้องหลังก็มีหนวดคล้ายลิ้นแดงม้วนทะลักออกมาอย่างรวดเร็วอีก
มังกรเพลิงคิดหลบหนี แต่ไร้เรี่ยวแรงเสียแล้ว มันถูกพลังมหาศาลตรึงไว้แน่น
พลังอันแข็งแกร่งนี้ยังแทรกผ่านมังกรเพลิง หมายดูดตรึงดวงจิตของร่างจริงเขา หากเขาเผชิญมันโดยตรง ย่อมยากจะหลุดพ้น ทว่ามังกรเพลิงในยามนี้เป็นเพียงยันต์หนึ่งแผ่นที่แปรเปลี่ยนมาจากเศษเสี้ยวความคิดของเขา
มังกรเพลิงมิอาจดิ้นหลุด จึงทำได้เพียงหันกลับ แล้วพุ่งเข้าหาหนวดคล้ายลิ้นแดงผืนนั้นอีกครา มันพ่นเปลวไฟพร้อมตวัดกรงเล็บ เพลิงทั่วร่างเบ่งบานเจิดจ้า ทว่ากลับถูกลิ้นแดงทั้งผืนกลืนกินในพริบตา
จ้าวฟู่อวิ๋นตัดเศษเสี้ยวความคิดนั้นทิ้งทันที แต่ในยามนี้เขากลับพบว่าสิ่งนั้นคล้ายถูกยั่วโทสะ จู่ ๆ ก็ทะลักออกมาจากทั่วทุกแห่งในความมืด
พลังดูดตรึงมหาศาลโอบล้อมพวกเขาไว้ แม้แต่ในความมืดเหนือศีรษะก็มีเส้นใยแดงทะลักลงมา
สีหน้าจ้าวฟู่อวิ๋นเปลี่ยนไป เขารู้สึกว่าครานี้ หากทุกคนคิดถอยกลับโดยไร้บาดแผล เกรงว่าคงยากยิ่งแล้ว
สีหน้าสวินหลานอินเย็นเยียบ นางโยนธงเสวียนหยวนสะกดวิญญาณในมือขึ้นกลางอากาศ แสงพิสุทธิ์เอ่อท้น เพียงนางยื่นนิ้วชี้ ธงผืนนั้นก็ขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว กลายเป็นธงใหญ่สูงกว่าหนึ่งจั้ง แสงพิสุทธิ์บนนั้นส่องสว่างเจิดจ้า จากนั้นนางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบจานค่ายกลสีน้ำเงินออกมาแล้วโยนให้จ้าวฟู่อวิ๋น
จานค่ายกลพุ่งผ่านอากาศ จ้าวฟู่อวิ๋นรีบรับไว้ ยังมิทันเอ่ยวาจา ก็ได้ยินสวินหลานอินกล่าวว่า "เจ้าออกไป เชื่อมค่ายกลโคมเทพปฐมเอกะที่เจ้าวางไว้ทั่วอำเภอนี้เข้ากับค่ายกลเจ็ดดารา แล้วชักนำเพลิงเผาเข้ามาในนี้"
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่มีเวลาใคร่ครวญ หากยังไม่ไป แม้แต่เขาเองก็คงไปมิได้แล้ว
เขาถ่ายพลังเวทเข้าสู่จานค่ายกล เหนือศีรษะพลันมีแสงดาวสายหนึ่งสาดลงมา ครอบคลุมร่างคนทั้งหลาย ชั่วขณะนั้นพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงทางออก
"ไป"
คนทั้งหลายเคลื่อนตามการชักนำของแสงดาว พุ่งเข้าไปตามรอยแยกอันเลือนรางแทบมิอาจมองเห็น
ในสัมผัสของพวกเขา รอยแยกนั้นคล้ายจริงคล้ายลวง ดุจช่องแคบระหว่างบานประตู แต่ร่างกายกลับลอดผ่านไปได้จริง ๆ
ชั่วขณะที่ลอดพ้น ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ
พวกเขารู้ว่าตนออกมาแล้ว และยังคงอยู่ใต้น้ำ
ท่ามกลางความมืดใต้น้ำ เงาดำพลันพุ่งออกมา จู่โจมคนทั้งสี่
ในมือหยางหลิ่วชิงปรากฏดาบเล่มหนึ่ง ส่วนในมือเหวินไป๋ก็ปรากฏกระบี่เช่นกัน ทั้งสองพุ่งเข้ารับมือเงาดำที่ทะยานขึ้นจากก้นแม่น้ำ
สิ่งสีดำผืนหนึ่งคล้ายสาหร่ายในแม่น้ำทะลักเข้าหาจ้าวฟู่อวิ๋น หมายกลืนร่างเขาให้มิด
เขาร่ายเคล็ดวิชาศาสตรา ใช้นิ้วกระบี่แทนคมศาสตรา แทงเข้าไปในความมืด พลางท่องในใจว่า 'ดับสูญ!'
นับแต่หยั่งรู้เคล็ดอักขระดับสูญจนใช้งานได้คล่องแคล่ว เวลายังผ่านไปไม่นาน ยามนี้เป็นครั้งแรกที่เขาใช้มันในน้ำโดยมิได้อาศัยเจตจำนงแห่งการระเบิดของเปลวเพลิง ในใจจึงไม่มั่นใจนักว่าตนจะร่ายออกมาได้หรือไม่
ทว่าในยามนี้ ใจของเขามีเพียงความคิดเดียว คือต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งที่ขวางทางเขาล้วนต้องดับสูญ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอาศัยเคล็ดวิชาศาสตรา ร่ายคาถาอักขระดับสูญออกมาได้สำเร็จ
พื้นที่กว้างใหญ่ส่วนหนึ่งในความมืดพลันว่างเปล่า จากนั้นสิ่งที่ดูคล้ายสาหร่ายเหล่านั้นก็แตกกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
เขารีบลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ ผู้ที่ตามหลังมาคือเหวินสวิน ถัดไปจึงเป็นหมี่ฝู หยางหลิ่วชิง และเหวินไป๋
คนทั้งห้ารีบว่ายเข้าหาฝั่ง
"พวกเจ้าพบสิ่งใดเข้า" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"พวกเราพบฝูงลิงน้ำ ข้าน้อยไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสิ่งเหล่านี้อยู่รวมกันเป็นฝูงด้วย" หมี่ฝูกล่าว
"ทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้ว รีบขึ้นไปเตรียมช่วยอาจารย์สวิน" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
คนทั้งหลายปีนขึ้นฝั่งแล้วมายังศาลเจ้าเทพเพลิง จ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่เบื้องหน้ารูปเคารพ หลับตาสงบจิตใจครู่หนึ่ง ก่อนประนมคารวะ
จากนั้นเขาอุ้มรูปสลักเทพเพลิงองค์เล็กขึ้นมาประคองไว้บนฝ่ามือ แล้วออกมายืนริมเนิน มองไปยังแม่น้ำหมอก
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ฟ้าเริ่มมีเค้าจะสางแล้ว ทว่าเพราะค่ายกลเจ็ดดารายังคงอยู่ เหนือแม่น้ำจึงเต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราว ราวกับหมู่ดาวลอยอยู่เหนือศีรษะ
เขาให้เหวินสวินนำผลชาดที่เก็บมาจากด้านในออกมาหนึ่งผล แล้วอมไว้ในปาก ทันทีที่เข้าปาก ผลชาดก็คล้ายหลอมละลาย กลายเป็นกลิ่นหอมหวานแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ขจัดความรุ่มร้อนในใจอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นความอ่อนล้าก็จางหายไป
"ศิษย์พี่ รับอีกผลเถิดขอรับ" เหวินสวินกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นมองสภาพอิดโรยของทุกคนและความกังวลในดวงตาพวกเขา ก่อนพยักหน้า รับมาอีกผลแล้วอมไว้ในปาก ค่อย ๆ กลืนลงท้อง
จากนั้นเขาหลับตา เริ่มท่องคัมภีร์สรรเสริญเทพเพลิงเพื่อปรับกายใจให้ประสานกัน ต่อด้วยสวดคัมภีร์อัญเชิญเทพจ้าวเพลิงแดงประทับกาย เชิญเทพเพลิงลงประทับ สุดท้ายจึงเริ่มท่องมนตร์เทพเพลิงแดง เปลวเพลิงเริ่มรวมตัวขึ้นบนร่างและในดวงตาทั้งสองของเขา
แสงตะเกียงภายในศาลเจ้าพากันไหวพลิ้ว
ทั่วทั้งอำเภอบึงหมอก เปลวไฟในตะเกียงทุกดวงที่จ้าวฟู่อวิ๋นเคยเบิกเนตรไว้ต่างไหวกระเพื่อม
ในชั่วขณะนี้ ผู้คนที่มีรูปสลักเทพเพลิงอยู่ในเรือนต่างคล้ายได้ยินเสียงสวดคัมภีร์ดังมาเป็นระลอก
เสียงสวดนั้นทำให้พวกเขาคล้ายมองเห็นแสงอรุณสีแดงฉานสาดเข้ามาในเรือนท่ามกลางห้วงนิทรา







