'เฉวียนโพธิสัตว์' มีชื่อจริงว่า กัวเหว่ยเฉวียน ปีนี้อายุสี่สิบห้าปี รับผิดชอบภารกิจลาดตระเวนในเขตโหยวเจียนวัง ยศสามแถบ หรือก็คือจ่าตำรวจ
ตอนอายุยี่สิบห้าปีเขาทิ้งลูกทิ้งเมีย กอดกระเพาะปัสสาวะหมูว่ายน้ำมาจนถึงฮ่องกง เริ่มทำงานตั้งแต่เดินลาดตระเวนตามถนน ดิ้นรนต่อสู้มายี่สิบปีจนได้เป็นจ่าตำรวจ ชีวิตของเขานับเป็นแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียว ปกติแล้วเขามีงานอดิเรกหลักสามอย่างคือ ดื่มชา อ่านหนังสือพิมพ์ และซื้อตั๋วแข่งม้า คำพูดติดปากเวลาใช้ชีวิตคือ "ไปทำงานอย่างราบรื่น กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย" เขาทำงานแบบประนีประนอม ไม่ล่วงเกินใคร เอาใจทั้งสองฝ่าย ด้วยเหตุนี้จึงได้ฉายาว่า 'เฉวียนโพธิสัตว์'
วันนี้เฉวียนโพธิสัตว์ยังคงใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชามอยู่ในห้องทำงาน เขายกสองเท้าพาดโต๊ะ สั่นขา กัดปากกา และง่วนอยู่กับการศึกษา 'คัมภีร์ม้า' ที่ออกโดยสำนักพิมพ์ 'ไคว่หัวหลิน' อายุสี่สิบห้าแล้ว ทำงานอีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณ ไม่เห็นต้องทุ่มเทขนาดนั้น นึกไม่ถึงว่าจะมีโทรศัพท์โทรเข้ามาที่ห้องทำงานของเขา บอกว่าทางฝั่งคาสิโนตะขอทองบนถนนไซกงมีการยิงกัน
แม่งเอ๊ย!
จะไม่ให้คนเลิกงานเร็วหน่อยหรือไงวะ
เฉวียนโพธิสัตว์โมโหมาก รู้สึกว่ามีคนจงใจแจ้งความเท็จ แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่า ถ้าเขาไม่ออกไปตรวจที่เกิดเหตุ ก็จะไปร้องเรียนกับสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทุกแห่ง ถึงเวลานั้นเขาจะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และต้องรับผลที่ตามมาอย่างหนัก
แม่งเอ๊ย!
กล้าขู่เจ้าหน้าที่ตำรวจงั้นเหรอ
เฉวียนโพธิสัตว์โกรธจนแทบระเบิด อยากจะล้วงเอาไอ้เวรนี่ออกมาจากสายโทรศัพท์ให้รู้แล้วรู้รอด
สุดท้ายเฉวียนโพธิสัตว์ก็อดกลั้นไว้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดจริงหรือเท็จ เพื่อความปลอดภัยก็ยังคงต้องไปดูสักหน่อย
ดังนั้น เฉวียนโพธิสัตว์จึงนำทีมด้วยตัวเอง ขับรถตำรวจเปิดไซเรนดังลั่นมาถึง นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ แถมยังมีคนตายอีกด้วย
แม้ว่ายุคสมัยนี้จะวุ่นวายมาก แต่เรื่องคอขาดบาดตายก็เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะพวกเขาทีเป็นตำรวจ สิ่งที่กลัวที่สุดคือการเขียนรายงาน หัวล้านๆ ของเฉวียนโพธิสัตว์ก็เกิดจากการดึงผมตอนเขียนรายงานเมื่อก่อนนี่แหละ
……
เทียบกับเฉวียนโพธิสัตว์ที่ถูกบังคับให้ออกปฏิบัติการ
จิ่วปากกว้างในฐานะนายตำรวจดับเพลิงกลับได้รับสายข่าว และเป็นฝ่ายบุกออกไปเอง
หลังจากที่ฮ่องกงถูกอังกฤษยึดครองไป ในช่วงเวลาที่ยาวนานมากก็ไม่มีอุปกรณ์ดับเพลิงเลย ต่อมาจนถึงปี 1904 จึงเริ่มมีองค์กรกู้ภัยดับเพลิงระดับมืออาชีพ เรียกว่า 'สถานีดับเพลิง' ภายในสถานีรวมทั้งหัวหน้าสถานีมีคนเพียงห้าคนเท่านั้น แถมยังเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด จึงถูกเรียกว่า 'ผีดับเพลิง'
ทุกครั้งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้และต้องรีบไปกู้ภัย ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครในละแวกนั้นเป็นกำลังหลัก โดยมี 'ผีดับเพลิง' เป็นผู้รับผิดชอบสั่งการ อุปกรณ์ดับเพลิงคือรถฉีดน้ำที่ใช้แรงคนโยกปั๊ม แต่รถน้ำแบบนี้ก็ยังต้องอาศัยแรงคนเข็นไปอยู่ดี เนื่องจากตึกรามบ้านช่องค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ตอนเข็นรถน้ำไปดับเพลิง ยังต้องแบกบันไดขนาดยาวที่เทอะทะไปด้วยอีกหนึ่งอัน
นักดับเพลิงอาสาสมัครในเวลานั้น เวลาออกปฏิบัติหน้าที่จะสวมเสื้อกางเกงขาสั้นรัดรูปผ้าฝ้ายสีดำ สวมหมวกงอบไม้ไผ่ บนตัวแขวนสายสะพายที่ระบุชื่อห้างร้านต้นสังกัดอย่างชัดเจน เวลาออกปฏิบัติหน้าที่ในตอนกลางคืน ยังต้องจุดโคมไฟที่เขียนชื่อร้านไว้อีกด้วย ไม่นานหลังจากนั้น ก็เริ่มมีเครื่องสูบน้ำพลังไอน้ำ และอุปกรณ์กู้ภัยดับเพลิงอื่นๆ ก็ค่อยๆ กลายเป็นเครื่องจักรกลมากขึ้น
ปี 1911 รถดับเพลิงแบบมีเครื่องยนต์คันแรกถูกส่งมาถึง ตามมาด้วยเครื่องสูบน้ำแบบมีเครื่องยนต์ บันไดกู้ภัยดับเพลิงแบบมีเครื่องยนต์ และอื่นๆ ส่วนทีมดับเพลิงมืออาชีพก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น นักดับเพลิงส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แต่ก็ยังคงถูกเรียกว่า 'ผีดับเพลิง' อยู่ดี
จิ่วปากกว้างในฐานะ 'ผีดับเพลิง' ยุคปัจจุบัน เป็น 'คนหน้าเงิน' ที่ขึ้นชื่อลือชา 'ปากกว้าง' ของเขานอกจากจะหมายถึงหัวฉีดน้ำตอนดับเพลิงที่ใหญ่พอแล้ว ยังหมายถึงความอยากอาหารในการหาเงินของเขาที่ใหญ่พออีกด้วย
ทุกครั้งที่เจอเหตุเพลิงไหม้ สิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่การจัดคนให้เริ่มดับไฟ แต่เป็นการหาเถ้าแก่หรือเจ้าของบ้านเพื่อคุยเรื่องราคา ตกลงราคาได้แล้ว ถึงจะเปิดวาล์วเพื่อดับไฟ ไม่อย่างนั้นก็จะมัวแต่ถ่วงเวลาอยู่ในที่เกิดเหตุ จนสุดท้ายไฟแทบจะไหม้จนกลายเป็นซากปรักหักพัง ถึงจะฉีดน้ำใส่กองไฟสักสองสามที ซึ่งแทบจะไม่ต่างอะไรกับการฉี่รดเลย
ฮ่องกงไม่ได้มีไฟไหม้ทุกวัน ทีมของจิ่วปากกว้างไม่ได้สร้างรายได้มาหลายวันแล้ว
นึกไม่ถึงว่าสวรรค์จะมีตา ถึงกับมีคนแจ้งความว่าเกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่ที่คาสิโนตะขอทองบนถนนไซกง
ฟ้าประทานแท้ๆ!
คาสิโนเลยนะโว้ย!
นั่นมันสถานที่ที่อู้ฟู่สุดๆ ครั้งนี้จะไม่รวยเละได้ยังไง
จิ่วปากกว้างจึงนำกองกำลังใหญ่รีบรุดมาถึงทันที
เรื่องดับไฟไว้ทีหลัง
หาเงินต้องมาก่อน
แต่นึกไม่ถึงเลยว่า
ไฟไหม้ไม่มี
กลับต้องมาเจอคดีฆาตกรรมแทน
……
ทั้งเฉวียนโพธิสัตว์และจิ่วปากกว้างต่างก็เป็นพวกจิ้งจอกเฒ่าในหมู่จิ้งจอกเฒ่า เรื่องเสียเปรียบนั้นไม่มีทางทำเด็ดขาด
พอสืบจนกระจ่างว่าลูกน้องของเหยียนสยงเป็นคนก่อเรื่องจนมีคนตายเพื่อเก็บค่าคุ้มครอง ในวินาทีแรก ทั้งสองคนก็ตั้งใจจะโยนเผือกร้อนชิ้นนี้ทิ้งไป
โยนให้ใครน่ะเหรอ
ก็ต้องเป็นเหยียนสยงอยู่แล้ว
กฎเกณฑ์ของยุทธภพ
ความแค้นมีต้นสาย หนี้สินมีเจ้าหนี้
ในเมื่อเป็นฝีมือลูกน้องของเหยียนสยง แน่นอนว่าเขาทีเป็นลูกพี่ก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ
……
สถานีตำรวจเกาลูนตะวันตก
"พวกนายว่าเซี่ยวสุดหล่อกับเหวินหัวโตจะสามารถเก็บค่าคุ้มครองกลับมาได้ไหม"
"เก็บผีอะไรล่ะ! ขนาดเฉียงตาเขยังเก็บไม่ได้ ถ้าพวกมันเก็บกลับมาได้ ฉันไล่ผีฮวาจะเขียนชื่อตัวเองกลับหัวเลย!"
ไล่ผีฮวาและหั่วฉีหลินรวมถึงนักสืบอีกห้าคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กัน
"ถ้างั้นทำไมนายท่านเหยียนยังต้องให้พวกมันไปอีก"
"ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ากำลังกลั่นแกล้งกันไง!" ไล่ผีฮวากรอกตา "เซี่ยวสุดหล่อดันไปแย่งตำแหน่งลูกบุญธรรมของนายท่านเหยียน คิดว่าเรื่องนี้มันจะจบง่ายๆ หรือไง ไม่หัดคิดซะบ้างว่านายท่านเหยียนเป็นคนยังไง แค้นนี้ต้องชำระอยู่แล้ว!"
"ใช่แล้ว ล่วงเกินนายท่านเหยียนมีแต่ตายสถานเดียว!"
"ไม่ตายก็คางเหลืองล่ะวะ!"
น้ำเสียงของทุกคนนอกจากจะเยาะเย้ยแล้ว ยังแฝงไปด้วยความเวทนาอยู่สายหนึ่ง
"เฮ้อ จิตใจของนายท่านเหยียนนี่ช่าง "
"หุบปากเถอะ อย่าให้นายท่านเหยียนได้ยินเชียว!"
ทุกคนรีบกดเสียงต่ำลง แล้วมองไปที่ห้องทำงานสารวัตรพร้อมกัน
ภายในห้องทำงาน
เหยียนสยงนั่งอยู่บนเก้าอี้ โดยมีเฉียงตาเขยืนอยู่ด้านหลังช่วยเขานวดไหล่
"ใช่ๆ ตรงนั้นแหละ! จะตายอยู่แล้ว ช่วงนี้ปวดมากเลย! แล้วก็เอวแก่ๆ ของฉันด้วย ช่วงนี้ก็ปวดเหมือนกัน!" เหยียนสยงหรี่ตา ฉีกยิ้ม สีหน้าทั้งเจ็บปวดและสบายตัว
เฉียงตาเขเมื่อยข้อมือนิดหน่อย แต่ก็ไม่กล้าหยุดมือ ปากก็พูดว่า "นายท่านเหยียน ท่านต้องระวังรักษาสุขภาพให้มากๆ นะครับ โดยเฉพาะช่วงนี้ท่านเพิ่งรับอนุภรรยาเข้ามา ยิ่งต้องระวังบำรุงร่างกายให้ดี"
"ไม่ต้องให้แกบอกฉันก็รู้!" เหยียนสยงหรี่ตา "ผู้หญิงน่ะ ฉันไม่เคยใส่ใจอยู่แล้ว ลูกผู้ชายยังไงก็ต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานเป็นหลัก! ว่าแต่แกเถอะ อาเฉียง ผู้หญิงที่ชื่อลี่เฟินอะไรนั่นที่ไนต์คลับลี่ฉือ วันหลังแกก็อย่าไปติดต่ออีกเลย..."
"ทำไมล่ะครับ" เฉียงตาเขชะงัก
"ฉันก็ทำเพื่อความหวังดีต่อแกนะ! ลี่เฟินนมใหญ่ขนาดนั้น ก้นก็งอนซะขนาดนั้น มองปุ๊บก็รู้ว่ากินไม่อิ่มหรอก! ถึงหล่อนจะอยู่กับแก ก็มีแต่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของแก! ฉันน่ะไม่เหมือนกัน ฉันแก่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก!"
เฉียงตาเขหยุดมือชะงัก
เหยียนสยงลืมตาขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำ "ทำไม แกไม่พอใจเหรอ"
"เอ่อ เปล่าครับ! ผมนึกไม่ถึงว่านายท่านเหยียนจะเอ็นดูผมขนาดนี้"
"ก็ใช่น่ะสิ! ฉันเป็นลูกพี่แก ถ้าฉันไม่ดีกับแก แล้วใครจะดีกับแก"
"จริงด้วยครับๆ!" เฉียงตาเขนวดให้เหยียนสยงต่อไป เพียงแต่ลงน้ำหนักแรงขึ้นมาก
"กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!"
โทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น
เหยียนสยงขมวดคิ้ว
เขารำคาญที่สุดเวลาที่มีคนมารบกวนตอนกำลังนวด
เฉียงตาเขรีบเดินเข้าไปยกหูโทรศัพท์ขึ้น แล้วยื่นให้เหยียนสยงอย่างนอบน้อม
"ฮัลโหล มีธุระอะไร" เหยียนสยงพูดอย่างหงุดหงิด
"หา อะไรนะ!" เหยียนสยงผุดลุกขึ้นพรวด แทบจะคว่ำโต๊ะทิ้ง
"แกพูดอีกทีซิ!" เหยียนสยงข้อมือสั่น หน้าเขียวคล้ำ ทำเอาเฉียงตาเขมองจนตาค้าง
"ไอ้เวรตะไลเอ๊ย!" เหยียนสยงทุ่มโทรศัพท์ลงพื้นอย่างแรง สองตาพ่นไฟ "เซี่ยวสุดหล่อ แกเล่นงานฉันเหรอ?!"







