"ฮัดชิ้ว!" ตู้หย่งเซี่ยวจามออกมา
เมื่อคืนเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัด จึงไปซื้อยาแผนปัจจุบันอย่างอะม็อกซีซิลลิน ไอบูโพรเฟน ฯลฯ มา หลังกินข้าวก็กินไปหนึ่งซอง แต่เมื่อคืนต้องอยู่ดึกเขียนรายงาน ทำให้ไข้หวัดไม่เพียงแต่ไม่หาย ยังหนักขึ้นไม่น้อย
แม่ พ่อ และน้องชาย ต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานแล้ว
น้องสาวก็ไปโรงเรียนแล้วเช่นกัน
ริมหน้าต่างมีน้ำขิงต้มน้ำตาลร้อนกรุ่นวางอยู่หนึ่งชาม เป็นสิ่งที่แม่ต้มไว้ให้ตู้หย่งเซี่ยว
หลี่ชุ่ยเหลียนไม่ค่อยเชื่อมั่นในแพทย์แผนปัจจุบันมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าคนในบ้านจะป่วยเป็นอะไรก็ชอบใช้วิธีพื้นบ้านมารักษา
น้ำขิงต้มน้ำตาลชามนี้วางไว้ริมหน้าต่างจนเย็นลงพอสมควรแล้ว ตู้หย่งเซี่ยวถึงได้ยกขึ้นมาดื่ม
ก๊อก ๆ ๆ
มีคนเคาะประตู
เสอจ๋ายหมิงชะโงกหน้าเข้ามาด้วยท่าทางมีพิรุธ เมื่อเห็นตู้หย่งเซี่ยวกำลังดื่มน้ำขิงต้มน้ำตาล ก็พูดว่า "พี่เซี่ยว เรื่องที่คุณสั่งจัดการเรียบร้อยแล้วครับ"
ตู้หย่งเซี่ยวดื่มน้ำเชื่อมรวดเดียวจนหมด ถึงได้เรียกเสอจ๋ายหมิง "นายว่ามา..."
เสอจ๋ายหมิงรีบแทรกตัวเข้ามาในห้อง เดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มประจบประแจง "คุณทายถูก ฝรั่งที่ชื่อจอห์นนี่อะไรนั่นไปหาคนอังกฤษเพื่อร่วมมือด้วยจริงๆ คนอังกฤษคนนั้นเปิดร้านกาแฟอยู่ในจิมซาจุ่ย วันนี้พวกเขาจะเจอกันที่นั่น..."
จากนั้นเสอจ๋ายหมิงก็เล่าเรื่องที่ตัวเองสืบมาได้ให้ตู้หย่งเซี่ยวฟังอย่างละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว
ต้องบอกเลยว่าฉายาเสอจ๋ายหมิงนี้ไม่ได้ตั้งมาผิดๆ เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักสืบข่าวโดยแท้ ตามที่เขาบอกคือ เส้นสายเยอะ ช่องทางกว้างขวาง อย่าว่าแต่เกาลูนแห่งนี้เลย ต่อให้เป็นทั่วทั้งฮ่องกงก็ไม่มีข่าวไหนที่เขาสืบมาไม่ได้
"เรื่องราวคร่าวๆ ก็ประมาณนี้ครับ ทั้งหมดนี้เพื่อนสนิทผมที่ชื่อเหล่าสู่เฉียงไปสืบมาให้ ผมยังต้องเสียเงินไปตั้งสิบเหรียญแน่ะ!" เสอจ๋ายหมิงถูมือไปมา มองตู้หย่งเซี่ยวด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น "แต่ได้ช่วยงานพี่เซี่ยว แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกครับ!"
มีหรือที่ตู้หย่งเซี่ยวจะไม่เข้าใจความหมายของเสอจ๋ายหมิง เขาเดินยิ้มไปที่ราวแขวนเสื้อ หยิบกระเป๋าเงินออกมาจากเสื้อคลุม เปิดออก คีบธนบัตรห้าสิบดอลลาร์ฮ่องกงส่งให้เสอจ๋ายหมิง "ลำบากนายแล้ว ถือซะว่าเป็นค่ารถก็แล้วกัน!"
"ไม่ลำบาก ไม่ลำบากครับ! ได้ช่วยงานคุณเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว!" เสอจ๋ายหมิงรับเงินมาอย่างเบิกบานใจ "พูดจริงๆ นะ ตอนนี้ผมช่วยคุณทำงาน นับว่าเป็นสายข่าวได้หรือยังครับ?"
"แน่นอนสิ!" ตู้หย่งเซี่ยวตบไหล่เสอจ๋ายหมิง "ตั้งใจทำงานให้ฉันให้ดี วันหน้าไม่เอาเปรียบนายแน่"
"ผมเชื่อคุณครับ พวกเราล้วนเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน!"
เสอจ๋ายหมิงได้เงินแล้วก็พูดกับตู้หย่งเซี่ยวอีกสองสามประโยค หมุนตัวเตรียมจะจากไป แต่ตู้หย่งเซี่ยวกลับเรียกเขาไว้ก่อน "เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ ฝรั่งจอห์นนี่นั่นจะไปเจอคนอังกฤษที่ไหนนะ?"
"เที่ยงวันนี้ ที่ร้านกาแฟบลูมูนครับ"
ตู้หย่งเซี่ยวยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาเสอจ๋ายหมิงขนลุกซู่
"พี่หมิง นายชอบดื่มกาแฟหรือเปล่า?"
ยังไม่ทันที่เสอจ๋ายหมิงจะตอบ ตู้หย่งเซี่ยวก็ล้วงเงินอีกสามร้อยดอลลาร์ฮ่องกงจากกระเป๋ายัดใส่มือเสอจ๋ายหมิง "ฉันเลี้ยงเอง!"
...
จิมซาจุ่ย วิกตอเรีย
วิกตอเรียในยุคนี้ยังไม่ได้พัฒนาเป็น "เมืองที่ไม่เคยหลับใหล" อย่างในภายหลัง ในฐานะสถานที่ที่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติในพื้นที่ชอบมาเดินเล่นมากที่สุด ทว่าก็เป็นแหล่งรวมบาร์ ร้านกาแฟ และสโมสรตะวันตกไว้มากมาย เมื่อเทียบกับเรือสำราญเกาลูนที่เน้นสไตล์ย้อนยุคและไต้ฝุ่นเชลเตอร์แล้ว กลุ่มลูกค้าจะชัดเจนกว่ามาก นั่นก็คือพวกฝรั่ง
วันนี้จอห์นนี่นัดคนอังกฤษที่ชื่อจานหมู่ซือมาเจอกันที่บาร์บลูมูนในจิมซาจุ่ย
บาร์แห่งนี้คุณจานหมู่ซือเป็นคนเปิด จอห์นนี่และจานหมู่ซือบรรลุข้อตกลงกันทางโทรศัพท์แล้วว่า หากการพูดคุยครั้งนี้ราบรื่น จานหมู่ซือก็สามารถเข้าร่วมแฟรนไชส์แมคโดนัลด์ และกลายเป็นเจ้าของร้านสาขาเรือธงได้
นี่เป็นผลลัพธ์หลังจากที่จอห์นนี่คัดกรองมาแล้วเช่นกัน
อย่างแรก จานหมู่ซือเป็นคนผิวขาวผู้สูงส่ง
อย่างที่สอง จานหมู่ซือมีฐานะมั่งคั่งและมีประสบการณ์โชกโชน
อย่างสุดท้าย จอห์นนี่และจานหมู่ซือก็ถือว่ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันลับๆ แม้ว่าคนหนึ่งจะเป็นชาวอเมริกาและอีกคนจะเป็นชาวอังกฤษ แต่ก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระทั้งคู่
เมื่อเทียบกันแล้ว ตู้หย่งเซี่ยวที่เคยเสนอตัวขอเข้าร่วมแฟรนไชส์ร้านสาขาเรือธง กลับถูกจอห์นนี่ปัดตกไปอยู่ข้างๆ
ไม่ว่าจะสถานะทางสังคม หรือฐานะและประสบการณ์ ในสายตาของจอห์นนี่ ตู้หย่งเซี่ยวก็เป็นแค่เศษสวะ
เมื่อเดินเข้ามาในร้านกาแฟ สภาพแวดล้อมที่ตกแต่งแบบตะวันตกก็ทำให้ดวงตาของจอห์นนี่เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าตัวเองหาคนไม่ผิด คนที่สามารถบริหารร้านใหญ่โตขนาดนี้ได้ ฐานะของจานหมู่ซือย่อมไม่ธรรมดา
จากนั้นทั้งสองก็หาที่นั่งและเริ่มพูดคุยเรื่องการเข้าร่วมแฟรนไชส์
จานหมู่ซือเองก็สนใจที่จะทำแมคโดนัลด์มากเช่นกัน ตามที่เขาบอกคือ เรื่องการทำธุรกิจแบบนี้ไม่มีใครรังเกียจหรอกว่าได้เงินเยอะไป ตราบใดที่ผ่านการตรวจสอบ เขาก็จะเข้าร่วมแฟรนไชส์ร้านสาขาเรือธงของแมคโดนัลด์อย่างเป็นทางการ
ทั้งสองคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
เมื่อใกล้เที่ยง ฝรั่งหลายคนก็มาที่นี่เพื่อดื่มกาแฟและรับประทานอาหารกลางวัน
ทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี
คุยกันไปอีกสิบนาที
จอห์นนี่พอใจจานหมู่ซือที่เป็นหุ้นส่วนคนนี้มาก จึงหยิบสัญญาขึ้นมา
ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบเนื้อหาในสัญญา
จานหมู่ซือหยิบปากกาออกมาเตรียมเซ็นสัญญา
แค่ตวัดปากกาลงไป ในอนาคตเขาก็คือเจ้าของร้านสาขาเรือธงแมคโดนัลด์แห่งฮ่องกง
"หวังว่าเราจะร่วมงานกันอย่างมีความสุข!" จอห์นนี่กล่าว
"แน่นอน ฉันจะบริหารร้านสาขาเรือธงให้ยอดเยี่ยมเหมือนร้านกาแฟแห่งนี้เลย!" จานหมู่ซือพูดอย่างภาคภูมิใจ "เชื่อฉันเถอะเพื่อน ไม่ว่าเรื่องอะไรฉันก็คุมได้หมด ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ!"
ทันใดนั้น...
ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่หน้าประตู
คนสิบกว่าคนนั่งรถลากมาถึงร้านกาแฟ
เมื่อมองดูอีกครั้ง คนกลุ่มนี้กลับเป็นคนจีนทั้งหมด แถมยังใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นกันอีกด้วย
พวกยาจกที่ปกติแม้แต่หน้าประตูยังไม่กล้ายืนนาน วันนี้กลับแห่กันกรูกันเข้ามาจากข้างนอก
"ดื่มกาแฟ!"
"กินสเต๊ก!"
เสอจ๋ายหมิงเดินนำเข้ามา หาที่นั่งได้ก็ยกเท้าเหยียบเก้าอี้แล้วนั่งลง
คนอื่นๆ ก็พากันหาที่นั่งตาม
"โอ้พระเจ้า คนพวกนี้มาจากไหนกันเนี่ย?"
"เหม็นเกินไปแล้ว พวกเขาไม่ได้อาบน้ำมานานแค่ไหนแล้ว?"
พวกฝรั่งที่กำลังรับประทานอาหารอยู่รอบๆ ต่างพากันอุทานออกมา
ทว่าเสอจ๋ายหมิงกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น มือหนึ่งแคะขี้มูก อีกมือหยิบเมนูขึ้นมาแกล้งทำเป็นสั่งอาหาร "กาแฟคนละแก้วก่อน! อย่างอื่นเดี๋ยวค่อยสั่ง!"
พนักงานเสิร์ฟฝรั่งไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
ลูกค้าฝรั่งบางคนทนไม่ไหวแล้ว
ไม่ไกลนัก ชายร่างใหญ่คนหนึ่งถอดรองเท้าแล้วนั่งแคะง่ามเท้า หนังกำพร้าร่วงกราวลงมา
ชายร่างใหญ่อีกคนก็ถูรักแร้ของตัวเองอย่างแรง ขี้ไคลสีดำร่วงหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ
กลิ่นเหม็นเท้า
กลิ่นเต่า
อบอวลไปทั่ว
"ถุย!" ยายแก่คนหนึ่งไอตลอดเวลา ในที่สุดก็ทุบอกตัวเอง แล้วคายเสลดสีเหลืองข้นปั้กคลั่กลงบนพื้น
เธอนั่งรถลากมา ชาตินี้เพิ่งเคยดื่มกาแฟเป็นครั้งแรก แถมยังฟรีอีกต่างหาก
"โอ้ พระเจ้า! ฉันทนไม่ไหวแล้ว! พนักงาน เช็กบิล!"
พวกฝรั่งที่คิดว่าตัวเองสูงส่งเหนือกว่าคนอื่นพากันวิ่งหนี
จานหมู่ซือตกตะลึง
จอห์นนี่ก็ชะงักไปเช่นกัน หันหน้าไปถามจานหมู่ซือ "เกิดอะไรขึ้น?"
จานหมู่ซือจะไปรู้ได้อย่างไร
ร้านกาแฟของเขาเปิดมาได้เกือบสองปีแล้ว ธุรกิจดีมาโดยตลอด แทบไม่มีใครมาก่อกวน เพราะเขาเป็นฝรั่ง ต่อให้ต้องจ่ายค่าคุ้มครองก็จ่ายน้อยมาก แต่ตอนนี้...
"นายไม่ได้บอกว่าคุมได้หรอกเหรอ? แล้วตอนนี้ล่ะ..." จอห์นนี่ตั้งข้อสงสัย
จานหมู่ซือลุกพรวดขึ้นมาทันที "แจ้งตำรวจ! แจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้! ฉันจะไล่พวกน่ารังเกียจนี้ออกไปให้หมด!"
ตอนนั้นเอง...
เสียงเอื่อยเฉื่อยก็ดังขึ้นจากข้างนอก "ขอโทษนะครับ ใครแจ้งตำรวจ?"







