ภายในห้องประชุมเงียบสงัดอย่างประหลาด
เหยียนสยงได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจตัวเองเต้น เขาจ้องมองเหลยลั่วที่แฝงแววประสงค์ร้าย คนอื่นๆ ก็มองไปที่เหลยลั่วเช่นกัน
“เหมือนไม่นานมานี้มีคนพูดว่าโหยวเจียนวังคือถิ่นของเขา ใครกล้าแตะต้องก็ต้องถามเขาก่อน!” เหลยลั่วยัดผ้าเช็ดหน้ากลับเข้าไปในอกเสื้อ เอ่ยอย่างเนิบนาบ “ถ้าอย่างนั้นพวกเราทุกคนก็ควรเคารพเขา ทำตามกฎ ถิ่นใครเกิดเรื่อง คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ!”
เหลยลั่วพูดจบก็หันไปมองเหยียนสยงพลางยิ้มอีกครั้ง “นายท่านเหยียน คุณคิดว่ายังไง”
เหยียนสยงเหงื่อแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง เพิ่งจะอ้าปากปัดความรับผิดชอบ หลิวฝูกลับลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้นมา “พูดได้ดี! เป็นคนจะรับแต่ข้อดีไว้ฝ่ายเดียวไม่ได้ มีเงินให้รับก็ต้องมีความรับผิดชอบ! เหยียนสยง ในเมื่อคุณบอกว่าโหยวเจียนวังเป็นของคุณ ถิ่นของคุณเกิดคดีก็ต้องเป็นคุณที่จัดการ!”
เหยียนสยงพยายามฝืนยิ้ม “นายท่านฝู ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เรื่องนี้มันใหญ่โต ผม...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว!” หลิวฝูพูดแทรกเหยียนสยง “ผมเป็นคนยุติธรรมมาก ผมรับปากกับสื่อไว้หนึ่งสัปดาห์ เพราะงั้นผมจะให้เวลาคุณสามวัน! สามวันให้หลัง ต้องจับฝรั่งสองคนนั้นมาดำเนินคดีให้ได้!”
“ไม่ใช่แบบนั้นสิครับนายท่านฝู พวกเขาอยู่ในค่ายทหาร ผมจะไปจับคนได้ยังไง”
“จับไม่ได้ก็ไปขอสิ!” หลิวฝูลากร่างอ้วนท้วนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเหยียนสยง ยื่นมือไปตบไหล่เขา “เมื่อกี้ก็ให้คุณออกหน้าไปแล้ว ตอนนี้ทำอะไรบ้างคงไม่มีปัญหาใช่ไหม ส่วนเรื่องที่คุณจะทำได้ดีไหม... ถึงตอนนั้นผมคงตายทั้งครอบครัว ส่วนคุณ ก็เตรียมตัวตายตามไปได้เลย!”
ประโยคนี้ของหลิวฝูฟังดูราบเรียบ ทว่ากลับเผยให้เห็นถึงรังสีอำมหิต
ทั่วทั้งห้องประชุม
เงียบกริบราวกับป่าช้า
...
“เหลยลั่ว ไอ้เวร มึงกล้าเล่นกูลับหลังเหรอ” เหยียนสยงเดินออกจากห้องประชุม กระทืบเท้าลงบันไดดังปึงปัง
เฉียงตาเข ลูกน้องคนสนิทวิ่งตามหลังต้อยๆ “นายท่านเหยียน จะไปไหนครับ”
“จะให้ไปไหนได้อีกล่ะ ก็ต้องไปขอคนที่ค่ายทหารฝรั่งน่ะสิ!”
“หา?” เฉียงตาเขตกใจจนอ้าปากค้าง
“หาอะไรเล่า นายท่านฝูให้เวลาฉันสามวัน ถ้าขอคนมาไม่ได้ ทั้งนายทั้งฉันเตรียมตัวบรรลัยกันได้เลย!”
เฉียงตาเขยังคงยืนทึ่มอยู่
“ยังไม่ตามมาอีกเหรอ” เหยียนสยงตวาด
“ครับ!” เฉียงตาเขรีบวิ่งตามไปเปิดประตูรถให้เหยียนสยงขึ้นไปนั่ง ก่อนจะวิ่งไปประจำที่คนขับ
“เหลยลั่ว ฝากไว้ก่อนเถอะ รอฉันจัดการเรื่องนี้เสร็จเมื่อไหร่ แกเจอดีแน่!” เหยียนสยงนั่งฟึดฟัดอยู่บนรถ
เฉียงตาเขเพิ่งจะสตาร์ทรถ
ก๊อกๆๆ!
มีคนเคาะกระจกรถ
เหยียนสยงหันไปมอง ก็เห็นเหลยลั่วยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างนอก
เหยียนสยงแค่นเสียงขึ้นจมูก ลดกระจกรถลง “อะไรกัน สารวัตรเหลยเป็นห่วงผมขนาดนี้ ถึงกับมาส่งเชียวเหรอ”
เหลยลั่วโน้มตัวลงมาเล็กน้อย มุมปากเผยรอยยิ้มโอหัง “ผมก็แค่อยากจะพูดอะไรอีกสักหน่อย”
“พูดอะไรล่ะ ผมฟังอยู่!” เหยียนสยงยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม
“ความจริงผมอิจฉาคุณมากเลยนะ ได้สร้างผลงานชิ้นใหญ่อีกแล้ว!” เหลยลั่วพูดกลั้วหัวเราะ “ที่สำคัญคือคุณรู้ภาษาอังกฤษ สามารถไปคุยเหตุผลกับพวกฝรั่งได้ คุณก็รู้นี่นาว่าเอบีซีผมยังแทบจะไม่กระดิก...”
“คุยเหตุผลกับฝรั่งไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษเสมอไปหรอก สารวัตรเหลยอายุน้อยแถมยังเก่งกาจ ปกติก็ทำอะไรเด็ดขาดชัดเจน ทำไมคราวนี้ถึงได้หลบอยู่ข้างหลังล่ะ สู้แบบนี้ดีไหม พวกเราไปพร้อมกันเลย เป็นไง”
เหลยลั่วรีบส่ายหน้า “แบบนั้นจะดีเหรอ ผมไปแย่งผลงานคุณไม่ได้หรอก! นี่ ตอนนี้ผมกำลังจะไปจัดงานเลี้ยงที่ภัตตาคารอาหารทะเลไท่ไป๋ รอรับขวัญคุณกลับมา ถึงตอนนั้นจะฉลองให้คุณเอง!”
“ฮ่าๆๆ ช่างมีน้ำใจจริงๆ!”
“พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน มันก็สมควรอยู่แล้ว!”
“หึ!” เหยียนสยงถลึงตาใส่เหลยลั่ว ก่อนจะหันหน้ากลับไปโบกมือ “ออกรถ!”
เฉียงตาเขเหยียบคันเร่ง รถสตาร์ทแล้วแล่นออกไปอย่างรวดเร็ว
เหลยลั่วล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมุมปากอยู่ด้านหลัง เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ไปตายซะไป!”
...
นับตั้งแต่ทหารอังกฤษยกพลขึ้นบกที่เกาะฮ่องกงในปี 1841 ก็ได้เข้ายึดครองดินแดนและตั้งค่ายทหารไว้มากมาย ปัจจุบันหลายสถานที่ในฮ่องกง เช่น 'จ้านหลิ่งเจี่ยว' 'เช่อฉีซาน' 'ซียิ่งผัน' และ 'จินจง' ล้วนเป็นประจักษ์พยานของการรักษาการณ์โดยทหารอังกฤษในอดีต
หากศึกษาการตั้งค่ายทหารเหล่านี้ ลักษณะเด่นที่สุดก็คือการให้ความสำคัญกับทางเหนือมากกว่าทางใต้ ค่ายทหารส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในซินเจี้ยและเกาลูน บนเกาะฮ่องกงมีค่ายทหารเพียงไม่กี่แห่ง รวมถึงพื้นที่สำหรับหอพักอีกหลายแห่ง
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า กองทัพอังกฤษประจำฮ่องกงเน้นป้องกันการโจมตีทางบกจากทางเหนือเป็นหลัก ในทางกลับกัน พวกเขากลับไม่ค่อยให้ความสนใจและมีการป้องกันการโจมตีทางทะเลที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่เพียงพอ
ในตอนนี้ค่ายทหารที่เหยียนสยงพาเฉียงตาเขรีบมาถึงก็คือเจียงจวินเอ้า ซึ่งตั้งอยู่ในเขตไซกุง
เหยียนสยงเกลียดสถานที่ห่างไกลความเจริญแบบซินเจี้ยที่สุด ตลอดทางรถยนต์ก็กระดอนไปมา ทำเอาก้นของเขาแทบจะแยกออกเป็นสองซีก
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าด้วยชื่อเสียงของฉัน เหยียนสยง จะไปขอคนจากค่ายทหารอังกฤษไม่ได้!”
“คอยดูเถอะ รอฉันจับฝรั่งสองคนนั้นมาดำเนินคดีได้ก่อน จะคอยดูว่าไอ้เหลยลั่วนั่นจะทำหน้ายังไง”
“เฉียงตาเข ขับให้มันเร็วหน่อย!” เหยียนสยงพูดให้กำลังใจตัวเอง
“นายท่านเหยียน ถึงแล้วครับ!”
“เอ้อ เร็วขนาดนี้เลยเหรอ” เหยียนสยงมองไปข้างหน้า ไม่ไกลออกไปก็คือกองทหารราบที่ 56 ของอังกฤษที่ประจำการอยู่ในเจียงจวินเอ้า
“นายท่านเหยียน ผมว่าท่านลองคิดดูให้ดีอีกทีเถอะ ทหารอังกฤษพวกนี้ไม่น่าไปตอแยด้วยหรอกนะครับ!” เฉียงตาเขรู้สึกกลัวเล็กน้อย
“อะไรคือไม่น่าไปตอแยด้วย ตอนที่พวกญี่ปุ่นบุกยึดฮ่องกงก็ไม่เห็นว่าพวกมันจะสู้รบเก่งกาจอะไรขนาดนั้นเลยนี่!” เหยียนสยงเปิดประตูรถเตรียมจะลง
“ไม่ใช่แบบนั้นครับนายท่านเหยียน ตอนนั้นก็ส่วนตอนนั้น ตอนนี้ก็ส่วนตอนนี้” เฉียงตาเขพูด “ผมหวังว่าท่านจะไตร่ตรองให้รอบคอบนะครับ”
“ไตร่ตรองบ้าบออะไรล่ะ! ถ้าฉันยังไม่ยอมลงมือทำอะไรอีก ถึงหลิวฝูจะไม่เล่นงานฉัน สารวัตรคนอื่นๆ ก็คงจะดูถูกฉัน แล้วต่อไปฉันจะทำมาหากินยังไงวะ มารดามันเถอะ!” เหยียนสยงลงจากรถ ปลุกปั้นความกระตือรือร้น จัดแจงชุดสูทให้เรียบร้อย แล้วมองไปที่ประตูค่ายทหาร
ทหารอังกฤษร่างยักษ์สี่นายยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู พอเห็นเขาลงมาจากรถก็รีบจับอาวุธปืนด้วยความระแวดระวังทันที
เฉียงตาเขไม่กล้าลงจากรถ เขาทำหน้ามุ่ย “นายท่านเหยียน ให้ท่านเข้าไปคนเดียวก่อนดีไหมครับ ผมจะช่วยเฝ้าอยู่ตรงนี้ให้ เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะได้แจ้งตำรวจทัน”
“แจ้งตำรวจบ้านแกสิ ฉันก็เป็นตำรวจอยู่นี่ไง!”
เหยียนสยงด่าทอเฉียงตาเขอย่างเกรี้ยวกราดว่าตาขาวเหมือนหนู อนาคตดับวูบ ในตอนนั้นเอง...
ตู้ม! เสียงดังกึกก้องราวกับแผ่นดินไหว
“เกิดอะไรขึ้น แผ่นดินไหวเหรอ” เหยียนสยงเกือบจะยืนไม่อยู่
“เหมือนคนอังกฤษกำลังยิงปืนใหญ่นะครับ!” เฉียงตาเขบอก “พวกเขาก็ซ้อมรบแบบนี้อยู่เรื่อยๆ แหละครับ”
“งั้นเหรอ” เหยียนสยงกลืนน้ำลายเอื๊อก “นี่ อาเฉียง เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ”
เฉียงตาเขตอบ “ผมไม่ได้พูดอะไรเลยนี่ครับ”
“ไม่สิ แกพูด” เหยียนสยงพูด “เหมือนจะได้ยินคำว่าไตร่ตรองให้รอบคอบอะไรสักอย่างนี่แหละ... แกพูดถูก เรื่องนี้มันใหญ่โต ถ้าฉันบุ่มบ่ามเข้าไปแบบนี้ ดีไม่ดีเรื่องจะยิ่งแย่ลงไปอีก กลับกันก่อนเถอะ ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบซะก่อน”
“ใช่ครับๆ นายท่านเหยียน ผมนึกออกแล้ว พวกเราต้องวางแผนกันให้ดีก่อน ท่านรู้จักคนตั้งเยอะแยะ ไม่แน่อาจจะหาผู้ช่วยมาได้ก็ได้นะครับ” เฉียงตาเขรีบเออออ “นายท่านเหยียน เชิญขึ้นรถเลยครับ!”
เหยียนสยงกระแอมไอออกมาทีหนึ่ง แกล้งทำเป็นโบกมือให้พวกทหารอังกฤษ ก่อนจะขึ้นรถไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของอีกฝ่าย
รถยนต์กลับรถแล้วแล่นกลับไปทางเดิม
เหยียนสยงมองดูค่ายทหารที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา เขาคลายเนกไทให้หลวมลง “อาเฉียง แกคิดว่าตอนนี้มีใครจะช่วยฉันได้บ้าง”
“เอ้อ เรื่องนั้น...” เฉียงตาเขกะพริบตาปริบๆ จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “นายท่านเหยียน ทำไมท่านไม่ลองทำตามแบบนายท่านฝูล่ะครับ...”
“หมายความว่าไง”
“ก็โยนความผิดไปให้คนข้างล่างไงครับ! ตู้หย่งเซี่ยวคนนั้นก็อวดเก่งนักไม่ใช่เหรอ ให้มันเป็นแพะรับบาปไปเลยสิครับ!”
เฉียงตาเขติดตามเหยียนสยงมานานจนรู้ลึกถึงนิสัยใจคอของเขาดี ต่อให้จะให้ลูกน้องเป็นแพะรับบาป เขาก็จะไม่มีวันพูดออกมาเองเด็ดขาด
“แกแม่งโคตรเจ้าเล่ห์เลยว่ะ!” เหยียนสยงด่า “แต่ว่า ฉันชอบนะ!”







