เล่อผังอธิบายให้หวังหยางฟัง "ในตรอกนั้นคือที่พำนักของแม่ชีฮุ่ยซวี่ นางเชี่ยวชาญวิชาชาเป็นเลิศ ปีนั้นที่อ๋องอวี้จางออกไปประจำการที่จิงโจว ทรงให้ความเคารพนางอย่างยิ่ง พระชายาอ๋องอวี้จางยังเคยศึกษาธรรมะกับนางด้วย..."
'อ๋องอวี้จาง?'
หวังหยางนึกถึงสีหน้าเคารพเทิดทูนอย่างสุดซึ้งของหัวหน้าหมู่บ้านยามเอ่ยถึงอ๋องอวี้จาง
'ที่แท้เขาก็เคยประจำการปกป้องจิงโจว'
"แม่นางสี่เซี่ยจะมาเยือนทุกๆ ห้าวันเพื่อศึกษาวิชาชากับนาง ทุกครั้งจะออกมาหลังผ่านไปสองชั่วยาม ตรงเวลามากนัก ไม่รู้ว่าวันนี้เหตุใดจึงล่าช้าได้"
เล่อผังส่ายหน้า พึมพำกับตัวเอง "แม่ชีฮุ่ยซวี่ไม่รับแขกมานานแล้ว ข้าเคยส่งเทียบขอเข้าพบ แต่ก็ไม่ได้เข้าประตู มีเพียงสตรีที่งดงามทั้งกายและใจเช่นแม่นางสี่เซี่ยเท่านั้น ถึงจะได้รับความเอ็นดูจากนาง แม่นางเซี่ยช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!"
บนใบหน้าของเล่อผังประดับด้วยรอยยิ้ม เดาะลิ้นถอนใจชื่นชมอยู่สองสามประโยค จากนั้นก็กลับมาคอตกหมดอาลัยตายอยากอีกครั้ง เขาตบหน้าอกตัวเองแล้วกล่าวว่า
"ไม่รู้ว่าแม่นางเซี่ยจะกลับเมืองหลวงเมื่อใด จดหมายฉบับนี้ข้าซุกไว้ในอกเสื้อมาสองเดือนแล้ว เกรงว่าคงไม่มีวันส่งถึงมือนางเป็นแน่"
หวังหยางออกความเห็นให้เขา "ท่านก็ส่งไปที่จวนของนางสิ"
"จะง่ายดายเพียงนั้นได้อย่างไร! คนที่ทำแบบนี้มีมากมายเท่าใดก็ไม่รู้ แต่แค่ด่านสาวใช้ยังผ่านไปไม่ได้เลย! ยังมีพวกดักหน้ารถม้าส่งจดหมายกลางทาง พวกบุกเข้าไปส่งจดหมายถึงในห้องหรูของเหลาอาหาร กระทั่งใช้ว่าวส่งก็ยังมี! มีทุกวิถีทาง! แต่ผู้คนเขาก็ไม่รับ ต่อให้เผลอรับไป นางก็โยนทิ้งส่งๆ ไม่แม้แต่จะชายตามอง เฮ้อ"
เล่อผังถอนหายใจยาว ดื่มสุราในจอกรวดเดียวจนหมด
หวังหยางกะพริบตา พูดอย่างเชื่องช้า "ความจริงแล้ว... การจะทำให้นางอ่านจดหมาย... ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด"
"ขี้โม้" เล่อผังแค่นเสียง ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
หวังหยางยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
เล่อผังค่อยๆ ยืดตัวนั่งตัวตรง จ้องหวังหยางเขม็ง "ท่านพูดจริงหรือ"
"ย่อมเป็นความจริง"
"แต่... แต่หากอยากให้นางอ่านจดหมาย ก็ต้องส่งจดหมายให้ถึงมือนางเสียก่อน"
"แน่นอน ไม่ส่งไปแล้วจะอ่านได้อย่างไร" หวังหยางมีท่าทีราวกับวางแผนไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
เล่อผังยิ่งงุนงงมากขึ้น "แต่ต่อให้ส่งถึงมือนาง นางก็ไม่อ่านอยู่ดีนี่!"
หวังหยางยิ้มบางๆ "ดังนั้นไงล่ะ ถึงต้องทำให้นางไม่อ่านไม่ได้"
เล่อผังกระโดดพรวดขึ้นมา ตื่นเต้นจนตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง "ขอพี่หวังโปรดช่วยข้าด้วย! หากสามารถทำให้นางอ่านจดหมายของข้าได้ ข้ายอม... ข้ายอมไม่กินเนื้อสัตว์เป็นเวลาหนึ่งเดือน!"
หวังหยางอดขำไม่ได้ 'ยังนึกว่าหมอนี่จะตั้งปณิธานยิ่งใหญ่อะไรเสียอีก ที่แท้ก็แค่ไม่กินเนื้อสัตว์หนึ่งเดือน!'
เขารู้สึกว่าเสี่ยวพั่งคนนี้น่าสนใจทีเดียว เป็นคนจริงใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้ง แม้จะดูเหมือนพวกคลั่งดาราอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่าที่จะคบหาเป็นสหาย แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงความประทับใจแรกของเขาเท่านั้น นิสัยใจคอที่แท้จริงเป็นอย่างไร ยังต้องรอดูต่อไปในภายภาคหน้า
"เรื่องนี้ข้าจะจัดการให้ท่านเอง แต่ข้าก็มีเรื่องจะขอร้องอยู่เรื่องหนึ่ง ในกระเป๋าข้าขัดสนยิ่งนัก อยากจะขอยืมเงินสองพันอีแปะจากท่าน วันข้างหน้าข้าจะคืนให้ท่านอย่างแน่นอน"
เล่อผังชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะคิดไม่ถึงว่าหวังหยางจะขอยืมเงินเขา แต่ก็รีบกล่าวว่า "หากท่านทำสำเร็จจริงๆ สองพันอีแปะนี้ถือเป็นค่าตอบแทน ไม่ต้องคืน!"
เฮยฮั่นฟังแล้วก็ดีใจเป็นล้นพ้น ก่อนหน้านี้เขายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณชายหวังถึงมาเสียเวลาพูดคุยสัพเพเหระอยู่ที่นี่ ยามนี้เห็นเขาสามารถหาเงินสองพันอีแปะมาได้ในพริบตา ก็อดไม่ได้ที่จะนับถือในตัวเขาอย่างยิ่ง
ได้เงินสองพันอีแปะมาเปล่าๆ ย่อมเป็นเรื่องดี แต่หวังหยางกลับไม่อยากเอาเปรียบ
"เงินนั้นข้าต้องคืนแน่ เมื่อครู่ท่านดึงข้าไว้ไม่ให้ข้าเดินเข้าไป ทั้งยังเล่าเรื่องต่างๆ ให้ข้าฟังตั้งมากมาย น้ำใจนี้ข้าจดจำไว้แล้ว การช่วยท่านส่งจดหมาย เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย จะต้องใช้ค่าตอบแทนอันใด พวกเราในเมื่อคุยกันเรื่องน้ำใจ ก็อย่าได้คุยเรื่องเงินทองเลย หากมิใช่เพราะข้าร้อนเงินจริงๆ ข้าก็คงไม่ขอยืมสองพันอีแปะนี้จากท่าน"
เล่อผังฟังแล้วก็ดีใจมาก "'คุยกันเรื่องน้ำใจ ก็อย่าได้คุยเรื่องเงินทอง' พูดได้ดี! เช่นนั้นก็ขอให้พี่หวังชี้แนะด้วย!"
"พี่เล่อเอาจดหมายให้ข้าดูก่อนสิ"
"เช่นนี้คงไม่ค่อยสะดวกกระมัง" เล่อผังค่อนข้างลำบากใจ
"หากไม่รู้เนื้อหา ข้าก็วางแผนไม่ถูก วางใจเถอะ ข้าไม่มีทางหัวเราะเยาะท่านแน่"
เล่อผังลังเลเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่อยากเอาความลับส่วนตัวเช่นนี้ให้ผู้อื่นดูจริงๆ แต่เพื่อ "แผนการใหญ่ในการส่งจดหมาย" เขาจึงยอมส่งจดหมายให้หวังหยาง
หลังจากหวังหยางอ่านจบก็แทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาเต็มปาก เขาตบจดหมายลงไป
"เจ้าหมอนี่คิดหาวิธีส่งจดหมายสารพัด ที่แท้ก็เพื่อจะส่งเจ้านี่น่ะหรือ!"
"ใช่แล้วล่ะ เป็นอะไรไป หรือว่าบทกวีนี้แต่งไม่ดีหรือ" เล่อผังหยิบจดหมายขึ้นมากวาดตามองอีกครั้ง
"นี่... นี่ไม่ใช่เรื่องแต่งดีหรือไม่ดี ท่านส่งบทกวีนี้ไป ไม่กลัวถูกคนเขาตบตายหรืออย่างไร"
"กลัวสิ! ดังนั้นข้าถึงไม่กล้าส่งไปเสียทีไงเล่า!" เสี่ยวพั่งทำหน้าตาใสซื่อ
'แม่งเอ๊ย ใครจะไปกล้าส่งวะ! โชคดีที่ขอดูก่อน!'
หวังหยางเริ่มเสียใจที่รับปากช่วยเขาส่งจดหมายแล้ว!
'ยังจะมาทำเป็นใสซื่ออยู่อีก! เกือบพาซวยแล้วไหมล่ะ!'
"ท่าน... จะให้ข้าพูดถึงท่านอย่างไรดี..." หวังหยางรู้สึกทั้งฉุนทั้งขำ ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูดดี
เล่อผังเริ่มไม่สบอารมณ์ "พี่หวัง ท่านพูดแล้วว่าจะไม่หัวเราะเยาะข้า"
"ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะท่าน ข้าแค่รู้สึกว่าท่านช่างห้าวหาญนัก ส่งบทกวีให้ผู้อื่นครั้งแรกก็ส่งกวีลามกไปเลย ท่านยอดเยี่ยมมาก!"
"กวีลามก? กวีลามกอันใดกัน!" เล่อผังหน้าถอดสีด้วยความตกใจ
"ยังจะแสร้งทำอยู่อีกหรือ"
เล่อผังรีบร้อนอ่านจดหมายใหม่อีกครั้ง:
"ลมโชยพัดฤทธิ์สุราสร่างไปครึ่ง กิ่งหลิวลู่เอนไหวไกวแกว่ง บุปผางามรองรับหยาดน้ำค้างใส นาวายาวพัดพาน้ำขึ้นยามเย็น
วิหคกู่ร้องเพรียกหากันแต่ไกล เร่งฝีเท้าก้าวข้ามสะพานแคบ ไม่ลุ่มหลงหญ้าหอมเขียวขจี ขอลิ้มลององุ่นม่วงก่อนใคร"
"นี่... นี่มันลามกตรงที่ใดกัน นี่ไม่ใช่การเขียนพรรณนาทิวทัศน์หรอกหรือ ใช้ทิวทัศน์สื่อถึงอารมณ์ แสดงถึงท่วงท่าอันผ่อนคลายกว้างไกลของข้า ญาติผู้พี่ของข้าเป็นคนบอกเองนะ!" เล่อผังร้องตะโกนขอความเป็นธรรม!
"ญาติผู้พี่ของท่าน?!"
เล่อผังหน้าแดง ซักจะกระดากอายเล็กน้อยขณะกล่าว "ข้า... ข้าแต่งบทกวีไม่เป็น บทกวีนี้ญาติผู้พี่ของข้าเป็นคนแต่งแทนข้า เขาบอกว่าแม่นางสี่เซี่ยชื่นชอบบทกวีของเซี่ยหลิงอวิ้นบรรพบุรุษตระกูลนาง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือต้องเขียนบทกวีทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำที่สดชื่นเป็นธรรมชาติ เพื่อเอาใจนาง"
'เซี่ยหลิงอวิ้น? บทกวีภูเขาแม่น้ำ? สดชื่นเป็นธรรมชาติ?'
'หรือว่าความคิดข้าจะสกปรกไปเอง?!'
หวังหยางหยิบบทกวีกลับมาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง จากนั้นก็ตบมันลงบนโต๊ะเต็มแรง "เรียนรู้เซี่ยหลิงอวิ้นบ้าอะไรกัน! บทกวีนี้ยกเว้นห้าคำแรกของวรรคแรกแล้ว ไม่มีประโยคไหนที่สะอาดบริสุทธิ์เลย!"
เสี่ยวพั่งตกตะลึง "จะเป็นไปได้อย่างไร!"
"อะไรคือหลิว อะไรคือบุปผา เขียนถึงนาวาทำไมต้องเขียนว่า 'นาวายาว' พูดถึงสะพานทำไมต้องพูดว่า 'สะพานแคบ' วิหคกู่ร้องคืออะไร หญ้าหอมคืออะไร ไหนจะน้ำค้าง ไหนจะน้ำขึ้น ไหนจะเร่งฝีเท้า ไหนจะลิ้มลององุ่น! ท่านลองคิดดูให้ดีๆ!"
'ญาติผู้พี่คนนี้ก็ถือว่าเป็นยอดคน แต่งกวีลามกก็ว่าไปอย่าง หาได้ยากยิ่งที่เขาจะตบตาได้แนบเนียนถึงเพียงนี้ หากไม่ขบคิดให้ละเอียด ก็คงหลงนึกว่าเขากำลังพรรณนาทิวทัศน์จริงๆ!'
เล่อเสี่ยวพั่งยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ร้องลั่นแล้วกระโดดพรวดขึ้นมา "ซุนตั๋ว ไอ้ลูกเต่าเอ๊ย!!! ข้าจะขอสู้ตายกับเจ้า!!!" เขาทำท่าโกรธเกรี้ยวจะพุ่งออกไปคิดบัญชีกับญาติผู้พี่
หวังหยางรีบคว้าตัวเสี่ยวพั่งไว้ "ไม่ส่งจดหมายให้แม่นางเซี่ยแล้วหรือ"
"ใช่ๆๆ ขี้คร้านจะเสียการใหญ่!" เล่อเสี่ยวพั่งสงบสติอารมณ์ลง แต่ยังคงโกรธจนกัดฟันกรอด เขาคว้ากระดาษจดหมายมาฉีกทิ้งจนขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
'ใช่ เกือบเสียการใหญ่แล้ว เงินสองพันอีแปะก็ยังไม่ได้มาเลย'
"แต่จดหมายไม่มีแล้ว จะให้ส่งอะไรเล่า" เล่อผังถามหวังหยางด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม
หวังหยางยิ้มบางๆ "เอาพู่กันมา ข้าจะเขียนให้ท่านเอง!"
เล่อผังให้คนของร้านเหล้านำกระดาษและพู่กันมาให้ หวังหยางครุ่นคิดเล็กน้อย ก็ตวัดพู่กันลงมือเขียน
"บทกวีอีกแล้วหรือ" เล่อผังถูกบทกวีของญาติผู้พี่ทำเอาเกิดเงาแค้นในใจ เขาเดิมทีก็ไม่ค่อยเข้าใจบทกวีอยู่แล้ว ตอนนี้เห็นหวังหยางเขียนขึ้นมาอีกบท ก็รู้สึกครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย "แถมยังเป็นกวีเจ็ดคำอีก? ไม่ใช่ว่าล้วนเขียนกวีห้าคำหรอกหรือ แม่นางเซี่ยจะชอบหรือ"
"จะชอบหรือไม่นั่นเป็นเรื่องรอง สำคัญคือท่านต้องส่งถึงมือนางได้ และนางก็สามารถอ่านต่อไปได้ด้วย"
"หมายความว่าอย่างไร"
หวังหยางพูดไปเขียนไป "เอาหูของท่านเข้ามาใกล้ๆ สิ"







