ดังนั้น ในคืนนั้น ฮูหยินเฒ่าเผ่าจิ้งจอกจึงพาสาวน้อยอาศัยแสงจันทร์เดินทางมา
ในมือของสาวน้อยอุ้มกล่องใบหนึ่ง นางกะพริบตา ปีกจมูกขยับเล็กน้อยขณะมองเข้าไปในศาลเจ้า นางได้กลิ่นหอมประหลาดสายหนึ่ง
ฮูหยินเฒ่าลูบศีรษะของสาวน้อยอวี้ผิง เป็นนัยแฝงว่าไม่ให้นางมองมากนัก
แน่นอนว่านางก็ย่อมได้กลิ่นเช่นกัน แต่กลับไม่เคยแสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมาเลย
“ทั้งสองท่านเชิญเข้ามาเถิด” จ้าวฟู่อวิ๋นเชิญพวกนางเข้ามาในครั้งนี้ จากนั้นก็จุดธูปหนึ่งดอกเบื้องหน้าเทวรูป แล้วจึงกล่าวว่า “ฮูหยินเฒ่าผ่านโลกมามาก ย่อมทราบดีว่าข้าน้อยเป็นเพียงศิษย์อารามล่างของภูเขาเทียนตู รับคำสั่งจากในภูเขาให้มาช่วยเหลือนายอำเภอแคว้นต้าโจวก่อตั้งอารามผู้สืบทอดวิถีขึ้นที่นี่”
“ข้าน้อยไม่มีคุณสมบัติรับศิษย์ ทั้งยังไม่อาจถ่ายทอดคาถาอาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากในภูเขา แต่ก็สามารถสอนทฤษฎีพื้นฐานบางอย่างในการบำเพ็ญเพียรให้นางได้”
“อีกทั้งเวลาที่ข้าน้อยจะรั้งอยู่ที่นี่ยังมีไม่มากนัก คงสอนนางได้เพียง ‘ทฤษฎีหยินหยางอี้ชี่’ ‘ทฤษฎีวิถีสามสมบัติ’ และ ‘วิธีฝึกปราณ’ ขั้นพื้นฐาน หากนางเรียนรู้ทั้งหมดนี้แล้วข้าน้อยยังไม่จากไป ข้าน้อยก็สามารถสอน ‘ทฤษฎีเบญจธาตุหนุนข่ม’ ของนักพรตขงให้นางได้อีก”
ฮูหยินเฒ่ากลับกล่าวด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจอยู่บ้างว่า “สมกับเป็นสำนักเต๋าที่แท้จริง เมื่อก่อนพวกเราก็เคยเชิญนักพรตท่านหนึ่งมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในเผ่า น่าเสียดายที่นักพรตท่านนั้นเพียงแค่รู้จักชื่อวิชา ตัวเขาเองยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ กลับทำให้เด็กๆ ในเผ่าต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ”
“ฮูหยินเฒ่าวางใจเถิด ข้าน้อยบำเพ็ญเพียรในอารามล่างของภูเขาเทียนตูมาสิบกว่าปี หากเป็นเพียงการสอนหนังสือ ก็ไม่ถึงขั้นต้องหลอกลวง” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
ฮูหยินเฒ่ารีบหัวเราะแล้วกล่าวว่า “หญิงชราย่อมเชื่อถือศิษย์ภูเขาเทียนตูอยู่แล้ว เมื่อหลายวันก่อนได้ยินมาว่า ภูเขาเทียนตูบรรลุข้อตกลงกับแคว้นต้าโจว ศิษย์ขั้นเสวียนกวงผู้โดดเด่นของอารามล่างในภูเขาจะเข้ามาเป็นศึกษาธิการในแคว้นต้าโจว ตอนนั้นเพียงแค่ได้ยินข่าวคราวเช่นนี้ผ่านหู ภายหลังเมื่อได้พบตัวนักพรตเอง ช่างสมกับเป็นศิษย์ขั้นเสวียนกวงผู้โดดเด่นของภูเขาเทียนตูอย่างแท้จริง”
จ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดส่งเดช หรือชมเขาจริงๆ เขาโดดเด่นอย่างไร? นางก็ไม่ได้เห็นสักหน่อย
แต่เขาก็ไม่ได้ซักไซ้เรื่องนี้ เพียงกล่าวว่า “วันนี้ก็ให้อยู่ภายใต้การเป็นพยานของท่านเทพ เริ่มกันเถอะ”
เขารู้สึกว่าในเมื่อตนรับของกำนัลกราบอาจารย์จากอีกฝ่ายแล้ว ก็ควรจะสั่งสอนอย่างสุดความสามารถ
ด้วยเหตุนี้ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจึงเริ่มสอนหนังสือให้แก่สาวน้อยที่ชื่อว่าอวี้ผิงผู้นี้
เริ่มแรกเขาสอน ‘ทฤษฎีวิถีสามสมบัติ’ ทฤษฎีวิถีบทนี้กล่าวถึงสามสมบัติคือ แก่น ปราณ จิต กล่าวถึงบทบาทของแต่ละอย่าง ว่าแต่ละอย่างคืออะไร เมื่อเข้าใจสิ่งนี้แล้ว จึงจะสามารถเริ่มฝึกปราณได้
แน่นอนว่า ตอนที่สอนอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ จึงถามอีกฝ่ายว่ารู้จักตัวหนังสือหรือไม่
สาวน้อยกล่าวด้วยความขุ่นเคืองว่าตนเองรู้จัก
ดังนั้นจ้าวฟู่อวิ๋นจึงเริ่มอธิบาย ‘ทฤษฎีวิถีสามสมบัติ’ ให้นางฟังทีละตัวอักษรทีละประโยค
ฮูหยินเฒ่าไม่ได้จากไป นางก็นั่งฟังอยู่ที่นั่นด้วย นางคล้ายกับรับบทเรียนจากเมื่อก่อน จึงต้องการฟังว่าสิ่งที่จ้าวฟู่อวิ๋นสอนนั้นเป็นความรู้ความสามารถที่แท้จริงหรือไม่
และคล้ายกับว่ามาเพื่อดูแลหลานสาวตัวน้อยของบ้านตน อย่างไรเสียการทิ้งสาวน้อยเช่นนี้ไว้ในสถานที่แปลกหน้า นางย่อมรู้สึกไม่วางใจบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้ใส่ใจ เพียงบอกเล่าสิ่งที่ตนเรียนรู้มาให้อีกฝ่ายฟัง เมื่ออีกฝ่ายไม่เข้าใจ ก็จะยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย
เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮูหยินเฒ่าอยู่ด้วยหรือไม่ สาวน้อยที่ชื่อว่าอวี้ผิงผู้นี้จึงตั้งใจฟังมาก คล้ายกับสามารถฟังเข้าใจได้ทั้งหมด
บรรยายต่อเนื่องกันราวหนึ่งชั่วยาม ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว เขาจึงยุติการสอนของวันนี้
ฮูหยินเฒ่าลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “นักพรตบรรยายหลักธรรมได้กระจ่างชัดเจน อธิบายเรื่องลึกซึ้งให้เข้าใจง่าย เหมาะกับอวี้ผิงบ้านข้ามาก พรุ่งนี้หญิงชราจะมาส่งนางอีก”
จ้าวฟู่อวิ๋นพยักหน้า เขาไม่ได้ใส่ใจคำชมของผู้อื่น แต่เมื่อได้รับการยอมรับ เช่นนั้นการที่ตนได้รับของกำนัลกราบอาจารย์จากอีกฝ่าย ย่อมไม่มีภาระทางใจอะไรแล้ว
สองย่าหลานเดินมุ่งหน้าเข้าไปในภูเขาท่ามกลางแสงจันทร์
“ท่านย่าทวด สิ่งที่เขาสอนเป็นการหลอกคนหรือเปล่าเจ้าคะ หลานรู้สึกว่ามันง่ายมากเลย!” สาวน้อยอวี้ผิงกล่าว
“ดังนั้นท่านย่าทวดถึงได้บอกว่าเขาสอนได้ดีอย่างไรเล่า บางคนตัวเองเข้าใจ แต่กลับอธิบายให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ บางคนอธิบายให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ เป็นเพราะแท้จริงแล้วตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจมากนัก ท่านย่าทวดเคยได้ยินคนกล่าวไว้ว่า มรรคาอันยิ่งใหญ่คือความเรียบง่าย ผู้ที่สามารถอธิบายทฤษฎีวิถีอันซับซ้อนให้เข้าใจง่ายได้ หากไม่เป็นเพราะไม่รู้ ก็คือผู้ที่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว” ฮูหยินเฒ่ากล่าว
“พรุ่งนี้นำสุราหมักผลไม้ร้อยบุปผาไปสักขวดเถอะ เจ้าจงรีบปูพื้นฐานให้ดี ชำระล้างพลังเวทของตนเองให้บริสุทธิ์ จะได้ตามไปอยู่ข้างกายองค์หญิงใหญ่ได้สะดวก” ฮูหยินเฒ่ากล่าวถึงเรื่องนี้ ทว่าในใจกลับคิด ชายหนุ่มผู้นี้ เห็นได้ชัดว่าอยากดู ‘เคล็ดวิชามายา’ ที่ตนนำไปให้มาก แต่หลังจากรับไปแล้ว เขากลับวางทิ้งไว้ตรงนั้น ไม่แม้แต่จะชายตามองอีกเลย
ความอดกลั้นและสภาวะจิตใจระดับนี้ ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
หลังจากอีกฝ่ายจากไปแล้ว จ้าวฟู่อวิ๋นก็ชงชาป้านใหม่ หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้อย่างมั่นคงแล้ว จึงนำ ‘เคล็ดวิชามายา’ ในกล่องใบนั้นออกมา
บนหน้าปกหนังสือเล่มนั้นเขียนไว้ว่า ‘วิชามายาสกุลหู ม้วนเคล็ดวิชา’
การสืบทอดวิชามายาของภูเขาเทียนตูก็ไม่ได้อ่อนด้อย แต่คาถาอาคมเดียวกัน เมื่อแต่ละคนร่ายออกมากลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
“มายาดูเหมือนอยู่ที่รูปลักษณ์ ทว่าแท้จริงแล้วกุญแจสำคัญกลับอยู่ที่ใจ...”
หลังจากได้เห็นประโยคนี้ หมอกควันที่บดบังอยู่ในใจเขาก็คล้ายกับถูกปัดเป่าออกไป
เขาจมดิ่งลงไปในเนื้อหาของตำราทันที
ตำราเล่มนี้ไม่ได้หนาเลย รวมทั้งหมดมีเพียงห้าหน้าเท่านั้น ทั้งยังเป็นฉบับคัดลอกด้วยมือ
หลังจากที่เขาเปิดอ่านซ้ำสามรอบแล้ว ในใจก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ตอนที่อยู่บนภูเขา เขาเคยได้ยินมาว่า วิชามายาที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ไม่มีผู้ใดเกินเผ่าจิ้งจอก
วันนี้ได้อ่านเคล็ดวิชามายาเล่มนี้ เขารู้สึกว่าสมคำร่ำลืออย่างแท้จริง
จุดที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในนั้นก็คือ จะจำแลงกายเป็นสิ่งใด ก็ต้องเริ่มจาก ‘ใจ’ รู้สึกว่าตนเองก็คือสิ่งนั้น
เขาวาดผืนยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพลิงแดงขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นผืนยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพลิงแดงก็จำแลงกายเป็นมังกรเพลิงครั้งแล้วครั้งเล่า
ในตอนแรกเนื่องจากเขาปรับเปลี่ยนแนวคิดในการจำแลงกาย ความสามารถในการจำแลงมังกรเพลิงจึงไม่เพียงไม่เพิ่มขึ้นแต่กลับลดลง ทว่าหลังจากฝึกฝนไปได้สองสามครั้ง มังกรเพลิงตัวนั้นกลับชัดเจนขึ้นมาในพริบตา เกล็ดแต่ละชิ้นแจ่มชัด กรงเล็บทั้งห้าดุดัน
เขาบนหัว ขนสีแดงดุจเปลวเพลิงบนตัว ในชั่วขณะที่ก่อตัวเป็นรูปร่าง ถึงกับเปล่งเสียงคำรามของมังกรออกมา
รูปลักษณ์ของมังกรในใจเขาปรากฏชัดขึ้นมาในวินาทีนี้ เดิมทีเขามักจะมีความรู้สึกว่ามังกรตัวนี้ยังไม่ถึงมาตรฐานในใจตนเอง ทว่าตอนนี้กลับไม่มีความรู้สึกนั้นแล้ว
โคมไฟเพลิงกัลป์ที่ประคองอยู่บนฝ่ามือของเทวรูป ส่งกลิ่นหอมประหลาดออกมา จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ว่าเวลาที่มันจะสุกงอมใกล้เข้ามาแล้ว
ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น ทว่าสภาพอากาศกลับไม่ค่อยดีนัก เมฆบนท้องฟ้าหนาทึบ คล้ายกับว่าฝนกำลังจะตกอีกแล้ว
ในที่สุดฝนก็ตกลงมาตอนเที่ยงวัน เพียงชั่วพริบตา ท้องฟ้าก็มืดมิด ลมพายุพัดกระหน่ำ ท่ามกลางพายุฝน เขาคล้ายกับได้ยินเสียงดนตรีงานศพดังแว่วมาจากไกลมาใกล้
หลังจากจ้าวฟู่อวิ๋นได้ยิน ในใจก็บีบรัดแน่นขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้ดีว่าการได้ยินเสียงดนตรีงานศพท่ามกลางพายุฝนเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติอย่างเด็ดขาด
อีกทั้งเขารู้ดีว่า ดินแดนที่ตนอาศัยอยู่นี้ ติดกับแคว้นพันยอดเขา ภายในแคว้นพันยอดเขามีปีศาจอยู่มากมาย
นี่คือชีวิตประจำวันของผู้บำเพ็ญเพียร คนธรรมดารู้สึกว่าการบำเพ็ญเพียรนั้นมีอิสระเสรี ไม่ถูกอำนาจราชสำนักควบคุม แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่า บางสิ่งบางอย่างอาจจะเพิกเฉยต่อคนธรรมดาสามัญ แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ย่อมถูกกำจัดทิ้งอย่างแน่นอน







