คณะเดินทางเข้าพักในโรงแรมที่ถือว่าอยู่ในระดับกลางของอำเภอ โดยพักห้องละสองคน ฉู่ชิงได้พักร่วมกับอวี๋ลี่เวย ช่างภาพชาวฮ่องกงคนนั้น
ชายคนนี้เป็นพี่ใหญ่ที่อายุมากที่สุดในกองถ่าย พูดภาษาจีนกลางไม่ค่อยชัดนัก แต่เป็นคนกระตือรือร้นและมีน้ำใจ ฉู่ชิงอาศัยการเดาไปครึ่งหนึ่งตอนคุยกัน แต่ก็ถือว่าคุยกันได้ถูกคอทีเดียว
อวี๋ลี่เวยเรียนอยู่ต่างประเทศมาตลอด หลังจากกลับฮ่องกงก็เข้าสู่วงการมาได้หลายปีแล้ว ทว่าโชคไม่ดีที่ดันมาตรงกับช่วงตกต่ำของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกงพอดี เขาจึงไม่เคยได้ร่วมงานโปรดักชันที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย ทำได้เพียงเป็นผู้ช่วยช่างภาพในหนังเกรดสามต้นทุนต่ำ หนังผี หรือหนังตลกไร้สาระไปวันๆ
ภาพยนตร์เหล่านี้ ตั้งแต่การเตรียมงานช่วงแรก ไปจนถึงการถ่ายทำ และการตัดต่อช่วงท้าย ใช้เวลาจัดการเพียงสิบกว่าวันก็เสร็จสิ้น จากนั้นก็โยนเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อหลอกเอาเงินคนดูรอบหนึ่ง โดยปกติฉายไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็ออกจากโรง กอบโกยรายได้หลักแสนถึงหลักล้านไปอย่างสบายใจเฉิบ พวกเขาไม่สนเสียงด่าทอลับหลังเลยสักนิด เพราะยังไงก็กะทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้านอยู่แล้ว
แบบนี้แม่งเรียกว่าภาพยนตร์ด้วยเหรอวะ?!
อวี๋ลี่เวยพูดด้วยความคับแค้นใจ ซึ่งเป็นประโยคเดียวกับที่ฉู่ชิงอุทานออกมาตอนเห็นบทภาพยนตร์เรื่อง 'เสี่ยวอู่' ครั้งแรกไม่มีผิด
เขาสนใจแผ่นดินใหญ่มาโดยตลอด อยากมาดูและอยากมาถ่ายทำอะไรบางอย่างที่นี่ จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน เขาได้รับทุนสนับสนุนจากสภาการพัฒนาศิลปะแห่งฮ่องกง จึงได้มาเยือนเมืองหลวงเพื่อถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง 'จิตวิญญาณอันงดงาม' ซึ่งเล่าเรื่องราวของศิลปินพเนจร และได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์สั้นอิสระฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว
และในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งนี้นี่เอง ที่ทำให้อวี๋ลี่เวยได้รู้จักกับเจี่ยจางเคอ ผู้ซึ่งคว้ารางวัลจากหนังสั้นเรื่อง 'เสี่ยวซานกลับบ้าน' เช่นเดียวกัน
ทั้งสองเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ชื่นชมในความสามารถของกันและกัน จึงร่วมกันก่อตั้งบริษัทภาพยนตร์เล็กๆ ขึ้นมา อวี๋ลี่เวยยังช่วยเหล่าเจี่ยดึงเงินลงทุนสำหรับเรื่อง 'เสี่ยวอู่' มาได้อีกด้วย
ระหว่างที่พูดคุยกัน ฉู่ชิงมองเห็นบางสิ่งในตัวเขาที่เหมือนกับเจี่ยจางเคอ นั่นคือความรักที่มีต่อภาพยนตร์อย่างบริสุทธิ์และจริงใจที่สุด
"ผู้กำกับ คุณไปหาเสื้อตัวนี้มาจากไหนเนี่ย?" ฉู่ชิงทำหน้ามุ่ยถาม
"ยืมมาจากบ้านชาวบ้านแถวนี้แหละ อย่าใส่จนพังล่ะ ยังต้องเอาไปคืนเขาอีก" เจี่ยจางเคอกลั้นหัวเราะตอบ
มันคือเสื้อสูทไซซ์ใหญ่พิเศษ รูปร่างของฉู่ชิงนั้นผอมบางและตัวสูง พอสวมเสื้อสูทที่ใหญ่กว่าตัวอย่างน้อยสองไซซ์ตัวนี้ มันจึงดูหลวมโพรกเพรก ราวกับไม้ไผ่ที่ถูกจับแต่งตัว เวลาเดินก็ปลิวไสวไปตามลม
ก่อนเริ่มถ่ายทำ เจี่ยจางเคอให้ฉู่ชิงโกนหนวดเคราออก สวมแว่นตากรอบดำแบบไม่มีค่าสายตา ส่วนทรงผมก็ยังคงยุ่งเหยิงราวกับรังนกเช่นเดิม
รูปลักษณ์นี้ทำให้เขาดูเหมือนอยู่ในช่วงวัยที่แปลกประหลาด ดูเผินๆ เหมือนยังเด็ก แต่ก็บอกไม่ได้แน่ชัดว่าอยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่กันแน่
"ทุกคนประจำที่!" กู้เจิ้งตะโกนสุดเสียง
เจี่ยจางเคอไม่ได้นั่งอยู่หลังจอมอนิเตอร์ เพราะเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจอมอนิเตอร์คืออะไร เขาเพียงแค่กอดอกยืนอยู่ในมุมที่กล้องถ่ายไม่ติด
กู้เจิ้งที่ควบตำแหน่งผู้จดบันทึกการถ่ายทำตีสเลตด้วยความตื่นเต้น เสียง "แปะ" ดังก้องจนเกิดเสียงสะท้อน
ความรู้สึกของเขาเหมือนกับทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ แม่งเอ๊ย! ในที่สุดฉันก็จะได้ถ่ายหนังแล้ว!
กล้องแพนผ่านถนนสายเล็กๆ ที่สกปรกและวุ่นวาย จากนั้นก็ซูมเข้าไปใกล้ จับภาพไปที่ไข่ต้มซีอิ๊วจานหนึ่งบนโต๊ะ
ฉู่ชิงมองไข่เศรษฐีจานนี้ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ เขาแอบนับเงียบๆ หนึ่ง สอง สาม...
ไข่หกฟอง ในยุคหลังยังไงก็เอาไปแลกบ้านหลังใหญ่พร้อมลานกว้างได้ตั้งสองหลัง!
เขายื่นมือเรียวยาวออกไป หยิบไข่ขึ้นมาหนึ่งฟอง แล้วเคาะลงบนโต๊ะ
"คัต!"
เพิ่งเริ่มถ่ายทำไปได้ไม่ถึงหนึ่งนาที เจี่ยจางเคอก็สั่งคัตเสียแล้ว
"ชิงจื่อ นายมานี่หน่อย" เขาร้องเรียก
ฉู่ชิงวิ่งเข้าไปหาแล้วถาม "มีอะไรเหรอครับผู้กำกับ?"
"ยื่นมือออกมาซิ" เจี่ยจางเคอบอก
ฉู่ชิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงชูมือทั้งสองข้างขึ้นสูง ท่าทางเหมือนทหารญี่ปุ่นยอมจำนนในละครต่อต้านญี่ปุ่นไม่มีผิด
เจี่ยจางเคอถึงกับมีเส้นดำโผล่ขึ้นมาบนหัวสามเส้น เขากล่าวว่า "ไม่ได้ให้ยกสูงขนาดนั้น ต่ำหน่อยๆ!"
'ก็คุณเป็นคนให้ยื่นมือออกมาไม่ใช่หรือไง?'
ฉู่ชิงคิดในใจ ก่อนจะลดมือลงมาอีกนิด
เจี่ยจางเคอมองมือคู่นี้อยู่นาน ก่อนจะพูดขึ้นว่า "นายนี่นะ เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ จะมีมือสวยขนาดนี้ไปทำไมวะ?"
ฉู่ชิงกลอกตาบน คิดในใจว่า 'ช่วยไม่ได้นี่หว่า ฉันก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้หรอก ฉันแม่งยังไม่รู้เลยว่าทำไมตัวเองถึงเกิดมามีสภาพนี้'
มือของเขาสวยมากจริงๆ กระดูกได้สัดส่วน ผิวหนังเต่งตึง นิ้วมือเรียวยาวแต่ไม่ดูบอบบาง มือคู่นี้งดงามราวกับงานศิลปะที่ถูกแกะสลักมาอย่างประณีต
เมื่อครู่ตอนที่เขายื่นมือออกไป เจี่ยจางเคอก็รู้สึกถึงความผิดปกติ นี่มันใช่มือสำหรับปอกไข่ต้มซีอิ๊วที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นมือสำหรับถือแก้วไวน์หรูหราดื่มด่ำกับเหล้าชั้นดีต่างหาก
เจี่ยจางเคอมองไปรอบๆ จนพบสถานที่แห่งหนึ่ง จึงเอ่ยสั่ง "ไป ไปคลุกโคลนตรงนั้นหน่อย เล็บอย่าให้สะอาดนัก ต้องดำๆ เข้าไว้"
ฉู่ชิงเอียงคอหันไปมอง บนถนนไม่ไกลนักมีแอ่งน้ำเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง น้ำขังในนั้นปะปนกับทรายและดินโคลน เป็นก้อนๆ ส่งกลิ่นอายความกวนโอ๊ยราวกับกำลังท้าทายว่า 'แน่จริงก็มากัดฉันสิ'
หางตาของเขากระตุกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ให้ทำก็ทำไปสิ เขาเดินไปโกยไอ้ก้อนดำๆ นั่นขึ้นมา แล้วถูไถไปมาบนมือ จนกระทั่งซอกเล็บเต็มไปด้วยคราบสกปรก
จากนั้นก็เอาผ้าขนหนูมาเช็ดให้แห้ง คราวนี้มือทั้งสองข้างก็กลายเป็นด่างๆ ดำๆ เหลืองๆ เหมือนไม่ได้ล้างมือมาเป็นปี
ช่วยไม่ได้ ในกองถ่ายไม่มีแม้แต่ช่างแต่งหน้า ขนาดนางเอกอย่างจั่วเหวินลู่ยังต้องแต่งหน้าเอง นับประสาอะไรกับการแต่งเอฟเฟกต์มือแบบนี้
"เอ่อ ผู้กำกับครับ เดี๋ยวไข่นี่ยังต้องกินอยู่ไหมครับ?" ฉู่ชิงถามอย่างระมัดระวัง
ฉู่ชิงปอกไข่ต้มออกหนึ่งฟอง ใช้มือดำเมี่ยมคู่นั้นหยิบมันขึ้นมา สีหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกลังเลเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็ตัดใจ อ้าปากยัดไข่ทั้งฟองเข้าไป เคี้ยวลวกๆ สองสามทีแล้วกลืนลงท้อง
"คัต! ผ่าน!" เจี่ยจางเคอตะโกน
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตบไหล่ฉู่ชิงเบาๆ
ฉู่ชิงเองก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน นี่คือการถ่ายทำภาพยนตร์ แค่กินไข่ต้มฟองเดียว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย พูดไปรังแต่จะดูดัดจริตเสียเปล่าๆ
…………
มุมกล้องในเรื่อง 'เสี่ยวอู่' มีไม่มากนัก เต็มไปด้วยภาพอินเสิร์ตและฉากลองเทคยาวๆ เจี่ยจางเคอแบ่งการถ่ายทำออกเป็นสิบสองกลุ่ม ด้วยข้อจำกัดด้านเงินทุนและเวลาที่เร่งรัด
ฉู่ชิงไม่รู้ว่าต้องแสดงอย่างไร เหล่าเจี่ยก็ไม่เคยอธิบายบทให้เขาฟัง บอกเพียงว่า ให้จำไว้ว่าตัวเองกำลังแสดงเป็นขโมยก็พอ
'นี่มันผู้กำกับห่วยแตกอะไรวะเนี่ย!'
ฉู่ชิงจึงต้องมานั่งขบคิดด้วยตัวเอง ว่าบทขโมยมันต้องแสดงยังไงกันนะ?
เขานึกถึงอำเภอเล็กๆ ที่ตนอาศัยอยู่ ที่นั่นมีตลาดนัดเกษตรกรขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งเขาไปเดินเล่นบ่อยๆ ในตลาดมีขโมยเยอะมาก แน่นอนว่าด้วยฝีมือระดับเขา ไม่เคยโดนล้วงกระเป๋าเลยสักครั้ง แถมยังเคยจับขโมยได้ตั้งหลายคน
จนกระทั่งตอนหลัง แค่เขาปรากฏตัว ตลาดทั้งแห่งก็สงบสุขขึ้นมาทันตาเห็น
เขานึกย้อนไปถึงท่าทางของพวกขโมยเหล่านั้น แล้วพบว่าทุกคนมีจุดร่วมอย่างหนึ่ง นั่นคือมักจะห่อไหล่ มือไม่เคยปล่อยทิ้งลงข้างลำตัวตรงๆ และสายตาก็มักจะล่อกแล่กอยู่เสมอ
การที่สายตาล่อกแล่ก ไม่ใช่การหันซ้ายมองขวา เพราะนั่นคือการขยับหัว ไม่ใช่การขยับสายตา
เขานึกถึงตอนที่ประลองฝีมือกับคุณปู่ ร่างกายไม่ขยับ แต่สายตาต้องจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของชายชราอย่างไม่คลาดสายตา มือขยับไปทางไหนสายตาก็ต้องมองตามไปทางนั้น หากเผลอแม้แต่นิดเดียวก็ต้องโดนอัด
ฉู่ชิงพยายามเรียกความรู้สึกนั้นกลับมา ลูกตาดำทั้งสองข้างกลอกไปมาในเบ้าตาอย่างรวดเร็ว ดูน่ากลัวไม่หยอก
เขาลองทำเล่นอยู่พักหนึ่ง ก็รู้สึกว่าไม่เลวเลย เข้าท่าดีเหมือนกัน
ดังนั้น ในการถ่ายทำฉากต่อไป เจี่ยจางเคอก็ได้เห็นภาพตรงหน้านี้
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาตุ่นๆ ห่อไหล่ นิ้วมือกางออกตลอดเวลา เดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนสายเล็กๆ หันไปมองร้านขายรองเท้าที หันไปดูร้านขายผลไม้ที พอหันตัวกลับมา ในมือก็มีแอปเปิลเพิ่มมาหนึ่งลูกแล้ว
จากนั้น ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นกรอบดำคู่นั้น ก็กลอกไปมาซ้ายขวาเล็กน้อย ราวกับกำลังภูมิใจในผลงานของตัวเอง
เจี่ยจางเคอดูจนลืมสั่งคัต กระทั่งอวี๋ลี่เวยตะโกนเรียก เขาถึงได้สติกลับมา สายตาที่มองไปยังฉู่ชิงพลันร้อนแรงขึ้นมาทันที
การที่เขาไม่อธิบายบทให้ฉู่ชิงฟัง มีสองเหตุผล
ข้อแรกคือ เขาแทบไม่มีประสบการณ์ในการกำกับนักแสดงเลย ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำให้นักแสดงถ่ายทอดอารมณ์ออกมาให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ข้อสองคือ จุดประสงค์ที่เขาเลือกใช้นักแสดงสมัครเล่น ก็เพื่อต้องการถ่ายทอดภาพที่ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงมากที่สุด ทางที่ดีที่สุดคือต้องไม่มีร่องรอยของการแสดงหลงเหลืออยู่เลย
แต่ในความเป็นจริง นี่เป็นเพียงความคิดเข้าข้างตัวเองของผู้กำกับหลายๆ คนเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น ตราบใดที่อยู่หน้ากล้อง ย่อมต้องมีกลิ่นอายของการแสดงปรากฏออกมาอย่างแน่นอน ต่อให้เป็นสารคดีที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุดก็ยังหนีไม่พ้น
เลนส์กล้องเปรียบเสมือนดินแดนเวทมนตร์ ภายในอาณาเขตนี้ เซลล์แห่งการแสดงที่ซ่อนอยู่ในตัวทุกคนจะถูกกระตุ้นออกมา ต่อให้เป็นคนที่เป็นธรรมชาติแค่ไหน เมื่ออยู่หน้ากล้องก็จะเปลี่ยนไปจากปกติโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไม่ได้เป็นตัวเอง นั่นก็คือการแสดง
การแสดงที่ดูเหมือนจะตั้งใจและไม่ตั้งใจของฉู่ชิงเมื่อครู่ ได้มอบแนวคิดใหม่ให้กับเขา ความพลิ้วไหวนั้นราวกับได้เติมชีวิตชีวาลงไปในเลนส์กล้อง โดยเฉพาะเมื่อตัดกับฉากหลังที่เป็นอำเภอเล็กๆ อันแสนด้านชา ยิ่งทำให้เกิดความแตกต่างที่น่าประหลาดใจ
ดังนั้นมันจึงทำให้เขารู้สึกว่า ให้แสดงแบบนี้ต่อไปก็ไม่เลวเหมือนกัน
พูดตามตรง การแสดงของฉู่ชิงนั้นดูแข็งทื่อ เขาเพียงแค่เลียนแบบพฤติกรรมของขโมยอย่างซื่อๆ แต่ทุกท่วงท่ากลับเผยให้เห็นถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาออกมาโดยไม่รู้ตัว
สำหรับความประทับใจที่มีต่อเขา ความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่สุดของเจี่ยจางเคอก็คือความสงบนิ่ง
ไม่ว่าจะพูดจา ทำงาน กินข้าว หรือแม้แต่ตอนเดิน ล้วนแฝงไว้ด้วยความสงบนิ่ง
และความสงบนิ่งนี้ กลับผสมผสานเข้ากับการแสดงอันแข็งทื่อของเขาได้อย่างแยบยล ก่อให้เกิดสภาวะที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
เขาค้นพบจุดสมดุลระหว่างความจงใจและความตายตัว
มีความกร่างอยู่เล็กๆ แต่โดยรวมแล้วกลับดูด้านชาและน่าเบื่อหน่าย ราวกับว่าเสี่ยวอู่ ก็ควรจะมีสภาพแบบนี้แหละ
นี่ถือเป็นเซอร์ไพรส์สำหรับเหล่าเจี่ยอย่างไม่ต้องสงสัย ภาพยนตร์ดิบๆ นั้นมีความสมจริงก็จริง แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากการแสดงที่เป็นธรรมชาติเช่นนี้ ย่อมทำให้ภาพที่ออกมาดูมีมิติและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
"ชิงจื่อแสดงได้ไม่เลวเลย!" เจี่ยจางเคอเอ่ยชม
ทั้งเขาและอวี๋ลี่เวยต่างก็เป็นมือใหม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจอมอนิเตอร์คืออะไร ทั้งสองคนจึงเอาหัวสุมกันจ้องมองช่องมองภาพของกล้องวิดีโอเพื่อดูภาพย้อนหลัง
อวี๋ลี่เวยเองก็พอใจกับฉากเมื่อครู่มาก เขากล่าวว่า "ภาพออกมาเยี่ยมมาก พอดูดีๆ ก็มีความขัดแย้งกันอยู่ในที ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
อาจกล่าวได้ว่าเจี่ยจางเคอมอบอิสระในการถ่ายทำให้เขาอย่างเต็มที่ และมุมกล้องที่เขาควบคุมก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียบง่าย สงบนิ่ง ไม่ฉูดฉาด สามารถจับภาพสภาวะดั้งเดิมที่สุดของสิ่งต่างๆ ได้
ภาพยนตร์เรื่องนี้ เจี่ยจางเคอเป็นผู้มอบแนวคิด ส่วนอวี๋ลี่เวยเป็นผู้เติมเต็มเนื้อหา
ต่อมาคือกลุ่มฉากที่เสี่ยวอู่เดินเตร็ดเตร่ไปในอำเภอ ฝีเท้าของเขาก้าวผ่านผู้คนที่ยืนรอรถอย่างเย็นชาที่ป้ายรถเมล์ ผ่านโต๊ะบิลเลียดริมถนน ผ่านเสียงเพลงป๊อปอย่าง 'ฝนแห่งใจ' ที่ดังระงมไปทั่วจากโทรทัศน์ ลานเต้นรำ และร้านเช่าวิดีโอ...
ฉากลองเทคยาวๆ ภาพมุมกว้าง มุมแคบ และภาพกลุ่มคนบนท้องถนน ภายใต้การควบคุมของอวี๋ลี่เวย ล้วนถูกนำเสนอออกมาในโทนสีเหลืองอมเขียว นักแสดงประกอบที่เดินขวักไขว่ต่างก็ทำกิจกรรมของตนไป ราวกับไม่รู้ตัวถึงการมีอยู่ของกล้องวิดีโอเลยด้วยซ้ำ
การเคลื่อนไหวของเมืองที่สมจริงที่สุดนี้ไม่ได้เกิดจากการจัดฉาก แต่เป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในตัวอำเภอแห่งนี้เอง
เจี่ยจางเคอจ้องมองภาพในช่องมองภาพ ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เขารู้ดีที่สุดว่า สำหรับผู้กำกับคนหนึ่งแล้ว นี่คือโชคดีที่หาได้ยากยิ่ง!







