ฉู่ชิงทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ข้างกายมีบทภาพยนตร์ที่ทำให้เขาปวดเศียรเวียนเกล้าโยนทิ้งไว้ บทนั้นบางมาก มีทั้งหมดแค่สิบกว่าหน้า หน้าแรกพิมพ์ตัวอักษรไว้สองตัวว่า "เสี่ยวอู่"
เมื่อครู่เขาลองพลิกๆ ดู รู้สึกว่ามันช่างไร้สาระและน่าเบื่อสุดๆ พอฝืนใจอ่านจนจบก็เกิดความรู้สึกเหมือนตอนเรียนวิชาคณิตศาสตร์สมัยมัธยมปลายขึ้นมาตงิดๆ
ไอ้สิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์เนี่ย นอกเหนือจากหนังฟอร์มยักษ์รักชาติที่โรงเรียนจัดให้ดูสมัยเรียนแล้ว ตัวเขาก็ไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปในโรงภาพยนตร์อีกเลย
ฉู่ชิงชอบดูละครโทรทัศน์มากกว่า โดยเฉพาะการได้โอบภรรยานอนขดตัวอยู่บนโซฟา ต้มถั่วแระสักจาน หรือไม่ก็เต้าหู้พะโล้สักหน่อย แล้วดูละครน้ำเน่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ พวกนั้น
ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่เขาดูล้วนดูผ่านโทรทัศน์ และมีบางส่วนที่เป็นแผ่นผี เขาชอบดูหนังแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ รถยนต์ไฟลุกท่วมลอยเหินฟ้า ตึกสูงหลายสิบเมตรพังครืนกลายเป็นซากปรักหักพัง และยังมีลูกผู้ชายสุดเจ๋งสารพัดแบบที่ใช้ร่างกายของตัวเองไปกอบกู้โลกและหญิงสาว
เหล่านี้คือแนวคิดทั้งหมดที่เขามีต่อภาพยนตร์
ดังนั้น บทภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของหัวขโมยสุดห่วยที่เจี่ยจางเคอมอบให้ เขาจึงรู้สึกว่ามันโคตรจะจืดชืด
ฉู่ชิงเรียนจบแค่มัธยมปลาย หลังจากนั้นก็ไม่เคยข้องแวะกับหนังสือหนังหาอีกเลย โชคดีที่ยังพออ่านตัวหนังสือบนบทภาพยนตร์ออก
หัวขโมยคนหนึ่ง วันๆ เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ลักเล็กขโมยน้อยอยู่ในตัวอำเภอ
พี่น้องที่เคยคลุกคลีตีโมงมาด้วยกันกลายเป็นนักธุรกิจเอกชน รังเกียจว่าเขาเป็นรอยด่างพร้อยทางสังคม แม้แต่เงินใส่ซองงานแต่งก็ยังไม่อยากรับ
ต่อมาก็ไปตกหลุมรักสาวนั่งดริ้งก์ในคาราโอเกะ คอยเดินเป็นเพื่อนหล่อนซื้อของ ซื้อนั่นซื้อนี่ให้ ผลสุดท้ายหญิงสาวก็หนีตามเสี่ยกระเป๋าหนักไป
แหวนที่ซื้อให้สาวนั่งดริ้งก์ก็เอาไปมอบให้แม่บังเกิดเกล้า แม่บังเกิดเกล้ากลับส่งต่อให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนรอง จนต้องทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัวอีก
ท้ายที่สุดตอนขโมยของก็ถูกตำรวจจับได้คาหนังคาเขา ถูกใส่กุญแจมือล่ามไว้กับเสาไฟฟ้า โดนคนเดินผ่านไปมามุงดูราวกับเป็นสุนัขตัวหนึ่ง
ไม่มีเพื่อน ไม่มีผู้หญิง ไม่มีครอบครัว แม้แต่จะชักว่าวก็ยังทำไม่ได้ เป็นไอ้คนรันทดขาดความรักขนานแท้ ช่างโดดเดี่ยวเย็นชาเสียจนไม่รู้จะเย็นชายังไงแล้ว
แบบนี้แม่งก็เรียกว่าภาพยนตร์ด้วยเหรอวะ?!
ฉู่ชิงอ่านจนจบเรื่อง มองเห็นแค่คำว่ารันทดตัวเบ้อเริ่มสองตัวเท่านั้น
เขารู้สึกว่ารสนิยมความงามของตัวเองยังค่อนข้างปกติ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารผู้กำกับคิ้วตกคนนั้น
ตัวขาดทุนชัดๆ!
ได้ยินว่าหนังเรื่องนี้มีทุนสร้างสองแสนหยวน ถ่ายเสร็จจะขายตั๋วได้สักกี่ใบกันเชียว? จุ๊ๆ ล้างผลาญเงินก็ไม่น่าจะทำกันถึงขนาดนี้
ฉู่ชิงทอดถอนใจอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีความคิดอื่นใด รับเงินเขามาก็ต้องช่วยเขาปัดเป่าภัย ในเมื่อตัวเองรับเงินมาแล้ว ก็ต้องทำงานให้ดี
ดังนั้นช่วงไม่กี่วันก่อนออกเดินทาง เขาจึงขลุกอยู่แต่ในบ้านเพื่ออ่านบทและท่องบทสนทนา เขารู้ดีว่าสมองตัวเองไม่ค่อยแล่น ต่อให้เกิดใหม่ก็ยังคงมีชะตากรรมเป็นคนเรียนไม่เก่งอยู่ดี จึงทำตัวเหมือนตอนเตรียมสอบสมัยก่อน ใช้ปากกาขีดเส้นใต้ใจความสำคัญ แล้วท่องจำไปทีละประโยค
ความจำของฉู่ชิงอยู่ในระดับธรรมดามากจริงๆ แต่เขากลับท่องจำบทเรียนผ่านได้เสมอ นั่นก็เพราะเขาปฏิบัติตามวิธีท่องจำด้วยความเข้าใจที่ครูสอนภาษาจีนเคยสอนไว้อย่างเคร่งครัด โดยเริ่มจากอ่านบทเรียนให้คล่องปาก จากนั้นก็ทำความเข้าใจความหมายไปทีละประโยค สุดท้ายจึงนำมาผูกรวมกับโครงสร้างประโยคของบริบทหน้าหลัง ถึงจะสามารถท่องจำบทเรียนออกมาได้หนึ่งบท
เวลาที่เขาใช้ในการท่องบทเรียนหนึ่งบทมากกว่าคนอื่นถึงสองถึงสามเท่า แต่ก็ไม่มีใครจำได้แม่นยำเท่าเขา ต่อให้ผ่านไปหลายปี บทความอย่าง 'บันทึกหอเยว่หยาง' หรือ 'ลำนำผาแดง' อะไรเทือกนั้น พออ้าปากปุ๊บก็ท่องออกมาได้ปั๊บ
บทภาพยนตร์มีความยาวไม่มากนัก เขาใช้เวลาไม่กี่วันก็ถือว่าอ่านจนขึ้นใจแล้ว จากนั้นจึงเริ่มทำความเข้าใจไปทีละประโยค
ไม่มีพจนานุกรม ไม่มีคู่มือประกอบ ต้องพึ่งพาความเข้าใจของตัวเองล้วนๆ
แล้วเขาก็ค้นพบด้วยความประหลาดใจว่า ตัวเองสามารถอ่านและเข้าใจความหมายของคำพูดในบทภาพยนตร์ได้ทั้งหมด
ลองคิดดูก็ถูกของมัน บทความในหนังสือเรียนล้วนเป็นผลงานชิ้นเอกที่สืบทอดกันมานับพันปี บทภาพยนตร์ที่นักศึกษาคิ้วตกคนหนึ่งเขียนขึ้น ย่อมเห็นได้ชัดว่ายังไม่ถึงระดับนั้น
แต่เรื่องราวหลังจากนั้นกลับแปลกประหลาดมาก เขาอ่านไปอ่านมา จู่ๆ ก็รู้สึกว่าอ่านไม่เข้าใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ยกตัวอย่างเช่นท่อนนี้:
"เกิงเซิ่ง: ช่วงนี้เสี่ยวหย่งได้ดีมากเลยนะ เมื่อวานก็เพิ่งเห็นเขาในทีวีอีกแล้ว!
เสี่ยวอู่: อืม!
เกิงเซิ่ง: ได้ยินว่าเพิ่งไปเกาหลีมาด้วย!
เสี่ยวอู่: เกาหลงเกาหลีอะไรกัน เกาหลีเหนือต่างหาก
เกิงเซิ่ง: อืม ยังไงก็ได้ยินว่าเขาเพิ่งไปเมืองนอกมา"
ประโยคไม่กี่ประโยคนี้เรียบง่ายมาก แค่บอกว่าเสี่ยวหย่งเพิ่งไปต่างประเทศมา เรื่องนี้ฉู่ชิงพอจะเข้าใจได้ แต่พอเอาบทสนทนาท่อนนี้ไปวางไว้ในบทภาพยนตร์ทั้งเรื่อง เขากลับไม่เข้าใจเสียแล้ว รู้สึกตะหงิดๆ ว่าบทสนทนาท่อนนี้น่าจะมีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่ แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก
ไม่ใช่แค่จุดนี้จุดเดียว ยังมีอีกหลายจุดที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์แบบนี้
ฉู่ชิงเกาหัวด้วยความกลัดกลุ้ม ยิ่งอ่านไม่เข้าใจก็ยิ่งพยายามคิด ทำให้จิตใจว้าวุ่นไปหมด ความคืบหน้าในการท่องบทก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก
แต่ความดื้อรั้นของเขากลับพุ่งปรี๊ดขึ้นมา เขางัดเอาสปิริตตอนเรียนวิชาการอ่านจับใจความภาษาจีนออกมา พยายามทำความเข้าใจความหมายของผู้แต่งอย่างสุดกำลัง อ้อ ไม่สิ ต้องเป็นความหมายของผู้ออกข้อสอบต่างหาก
ไม่ใช่แค่บทสนทนาของตัวเองเท่านั้น แม้แต่คำบรรยายเกี่ยวกับการใช้มุมกล้อง การจัดการภาพ เสียงในฟิล์ม แสงสว่าง ดนตรี และอื่นๆ เขาก็อ่านทบทวนอยู่หลายรอบ เขาไม่เข้าใจว่าอะไรคือเสียงในฟิล์ม อะไรคือภาพมุมกว้าง อะไรคือการถ่ายแบบลองเทค ทำได้เพียงทำความเข้าใจตามตัวอักษรเท่านั้น
ต่อมาเขาก็ใช้ปากกาวาดรูปมั่วๆ ลงบนกระดาษ วาดรูปคนตัวเล็กๆ ทีละคนตามคำบรรยายในบทภาพยนตร์ ผสานกับมุมกล้องตามความเข้าใจของตัวเอง วาดแล้ววาดเล่าแผ่นแล้วแผ่นเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
หากเจี่ยจางเคอมาเห็นภาพนี้เข้า จะต้องคิดว่านี่คือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอย่างแน่นอน มือใหม่ที่ไม่ประสีประสาอะไรเลย กลับสามารถปั้นสตอรี่บอร์ดแบบบ้านๆ ออกมาได้ชุดหนึ่ง
ฉู่ชิงวาดไปสิบกว่าแผ่น จากนั้นก็ค้นพบด้วยความประหลาดใจว่า เมื่อนำภาพเหล่านี้มาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน มันก็คือเรื่องราวที่สมบูรณ์ราวกับหนังสือการ์ตูนช่องดีๆ นี่เอง
การค้นพบนี้ทำให้เขาตื่นเต้นมาก
เพราะสมัยก่อนตอนเรียน ทุกครั้งที่เรียนถึงบทความร้อยแก้ว ครูสอนภาษาจีนจอมพร่ำเพ้อคนนั้นมักจะให้นักเรียนหลับตา แล้วใช้ใจสัมผัสถึงจินตภาพที่ผู้แต่งบรรยายออกมาเสมอ
โดยเฉพาะบทความเรื่อง 'แสงจันทร์เหนือสระบัว' ของจูจื้อชิง ครูบอกว่า ในหัวของพวกเธอจะต้องมีภาพเหตุการณ์แบบนี้: แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบไม้และดอกไม้บริเวณนี้อย่างเงียบเชียบราวกับสายน้ำ หมอกสีครามบางเบาลอยขึ้นเหนือสระบัว ใบไม้และดอกไม้ราวกับถูกชะล้างในน้ำนม และเหมือนกับความฝันที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าโปร่งบางๆ...
บางทีเขาอาจจะโง่เกินไป จึงไม่เคยจินตนาการภาพฉากที่ครูต้องการออกมาได้สำเร็จเลยสักครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นเพลงล่ะก็พอจะร้องได้สองสามประโยค: "ฉันเหมือนดั่งปลาในสระบัวของเธอ เพียงเพื่อเฝ้ารอแสงจันทร์กระจ่างนั้นพร้อมกับเธอ..."
ทว่าภาพเหล่านี้ในตอนนี้กลับเหมือนเป็นการเปิดหน้าต่างบานหนึ่งในหัวของฉู่ชิง โลกใบหนึ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา
เขาสัมผัสถึงภาพเหล่านี้ สัมผัสถึงเรื่องราวในบทภาพยนตร์ สัมผัสถึงความสุข ความโกรธ ความเศร้า และความยินดีของหัวขโมยที่ชื่อเสี่ยวอู่คนนี้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ฉู่ชิงขยี้ตาที่ปวดเมื่อย แล้วล้มตัวลงนอนหงายบนเตียง
อำเภอเล็กๆ ที่ชื่อเฟินหยางแห่งนั้น เขาไม่เคยไปมาก่อน ทว่าในยามนี้มันกลับสมจริงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
รถโดยสารเก่าซอมซ่อบดขยี้ฝุ่นควันบนถนนดินเหลือง เครื่องเสียงขนาดใหญ่ริมถนนที่กำลังเปิดเพลงป๊อปเสียงดังสนั่น เสาไฟฟ้าที่บิดเบี้ยวถูกยึดไว้ด้วยสายสลิง บนนั้นมีเสี่ยวอู่ถูกใส่กุญแจมือล่ามไว้ เสี่ยวอู่นั่งยองๆ อยู่บนพื้น
รอบด้านเต็มไปด้วยผู้คนที่มามุงดูเรื่องสนุก พวกเขามองดูเสี่ยวอู่อย่างเย็นชา ส่วนเสี่ยวอู่ก็มองดูพวกเขาอย่างเย็นชาเช่นกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ราวกับเป็นสิ่งที่เขาเคยเผชิญมาด้วยตัวเอง ฉู่ชิงรู้สึกอึดอัดในใจอย่างบอกไม่ถูก
จู่ๆ เขาก็อยากจะร้องไห้ ร้องไห้ให้กับเสี่ยวอู่คนนี้
เกี่ยวกับการแสดง มีประโยคหนึ่งที่ผู้คนมากมายให้การยกย่อง นั่นคือ "จุดสูงสุดของนักแสดงคือการเปลี่ยนใบหน้าของตัวเองให้กลายเป็นหน้ากาก"
อีกทั้งยังมีนักแสดงนับไม่ถ้วนที่กำลังเดินตามเส้นทางนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ เหลียงเจียฮุย ผู้ที่ได้รับสมญานามว่าจักรพรรดิภาพยนตร์พันหน้า และเป็นนักแสดงฮ่องกงที่มีเส้นทางการแสดงกว้างขวางที่สุด
แต่อาเต้าหมิงแห่งจีนแผ่นดินใหญ่เคยวิจารณ์เรื่องนี้ไว้ว่า: ฉันคิดว่านักแสดงที่สามารถแสดงเป็นตัวละครได้พันหน้านั้นไม่ใช่นักแสดงที่ดี เพราะไม่ว่าเขาจะแสดงเป็นอะไรก็เหมือนแค่สามส่วนเท่านั้น
แม้ว่าเหลียงเจียฮุยจะไม่ได้อยู่ในระดับที่เหมือนแค่สามส่วน ทุกบทบาทที่เขาแสดงแม้จะสามารถทำคะแนนได้ถึงแปดสิบคะแนน ทว่ากลับมีน้อยบทบาทนักที่จะไปถึงร้อยคะแนนเต็ม
แล้วจุดสูงสุดของการแสดงคืออะไรกันล่ะ?
คำตอบของอาเต้าหมิงก็คือ: ไร้คำบรรยาย
เป็นแนวคิดที่ลึกล้ำมาก พูดกันตามตรงก็หนีไม่พ้นคำว่า 'เป็นธรรมชาติ'
การแสดง ไม่ใช่ว่าสามารถแสดงพลังขับเคลื่อนทางละครออกมาได้อย่างรุนแรงแล้วจะเป็นนักแสดงชั้นยอด สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือในเวลาที่ต้องการให้คุณผ่อนคลาย คุณยังสามารถควบคุมจังหวะการแสดงได้อย่างอิสระ รับมือกับเรื่องยากได้อย่างง่ายดาย
อย่างเช่นเกอโยว ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติแบบนั้น ไม่มีใครในวงการเทียบชั้นได้
และยังมีเจียงเหวิน ที่ภายนอกดูดุดันน่าเกรงขาม ทว่ากลับมีความรู้สึกผ่อนคลายอันยอดเยี่ยมแฝงอยู่เช่นกัน ตอนที่แสดงเป็นฉินซูเถียนในเรื่อง 'Furong Town' ฉากที่ใช้ท่าเต้นวอลทซ์กวัดแกว่งไม้กวาดไปกวาดถนนนั้น เรียกได้ว่าเป็นการคืนสู่สามัญ งดงามดั่งสวรรค์สร้างอย่างแท้จริง
คนว่างงานจนน่าปวดหัวหลายคนเคยแบ่งระดับของการแสดงเอาไว้ แม้จะมีการอธิบายที่แตกต่างกัน แต่แก่นแท้นั้นคล้ายคลึงกัน
พูดง่ายๆ ก็คือประโยคที่มักใช้กันบ่อยๆ ในนิยายกำลังภายในที่ว่า: มองภูเขาคือภูเขา มองน้ำคือน้ำ, มองภูเขาไม่ใช่ภูเขา มองน้ำไม่ใช่น้ำ, มองภูเขากลับเป็นภูเขา มองน้ำกลับเป็นน้ำ
ในฐานะนักแสดง ฉู่ชิงเพิ่งจะเริ่มต้นออกเดินทางเท่านั้น
…………
ท้องฟ้าโปร่งใส หมู่เมฆขาวสะอาด
ผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวออกไปรอบทิศทาง ว่างเปล่าไร้ร่องรอย ทางทิศตะวันตกปรากฏแนวเขาเทือกเขาสีเขียวอมเทาที่สูงขึ้นมาเป็นเส้นบางๆ เลือนราง นั่นคือเขาหลวี่เหลียง
เส้นสีเหลืองคดเคี้ยวเส้นหนึ่งฝังตัวอยู่บนที่ดินรกร้างอย่างไม่ค่อยจะเข้ากันนัก ราวกับเส้นด้ายที่ช่างตัดเสื้อฝีมือห่วยแตกเย็บปะชุนเอาไว้
"ตึก ตึก ตึก!"
"ตึก ตึก ตึก!"
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังมาจากถนนดิน ตามมาติดๆ ด้วยรถแทรกเตอร์ที่ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่ หัวรถและตัวถังไม่มีทางโยกไปในทิศทางเดียวกันอย่างเด็ดขาด มันส่ายไปส่ายมาทางซ้ายทีขวาที ขับเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังรวยริน
ด้านหลังมีรถตู้สีเทาคันหนึ่งขับตามมา
ฉู่ชิงนั่งอยู่ตรงขอบกระบะรถ ก้นครึ่งหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ไม่ว่ารถแทรกเตอร์จะโคลงเคลงแค่ไหน ร่างกายก็ยังคงทรงตัวได้อย่างมั่นคง ทำให้คนอีกสามคนที่นั่งมาด้วยกันรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก
นอกจากเจี่ยจางเคอและหวังหงเหว่ยแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งเพิ่มเข้ามาชื่อกู้เจิ้ง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขาเช่นกัน
"นี่ผู้กำกับ พี่ตากล้องคนนั้นไม่ไหวเลยนะ บอบบางเกินไป นั่งได้ไม่ถึงสิบนาทีก็อ้วกแตกซะแล้ว" ฉู่ชิงคีบบุหรี่ไว้ในมือ สูบไปอึกหนึ่ง พลางมองดูทุ่งกว้างอันเวิ้งว้าง ไม่เห็นสีเขียวขจีของฤดูใบไม้ผลิ ยังคงหลงเหลือเพียงความเงียบสงัดของฤดูหนาว
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ตั้งแต่เด็ก จึงสูดบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่อีกครั้ง สิ่งที่เข้าไปพร้อมกับกลิ่นยาสูบยังมีอากาศแห้งเย็นอีกสองสามสาย
"ฮ่องกงบ้านเขาไม่มีรถแทรกเตอร์นี่นา ทนได้ตั้งสิบนาทีก็เก่งแล้ว" เจี่ยจางเคอพูดกลั้วหัวเราะ
กู้เจิ้งเป็นคนนิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมา เพิ่งจะรู้จักกันก็เรียกฉู่ชิงเป็นพี่เป็นน้องแล้ว เขาพูดเสริมขึ้นมาว่า "นั่นสิ! เขาอุตส่าห์ทิ้งหนังฮ่องกงไม่ยอมถ่าย ตามพวกเรามายังบ้านนอกคอกนาแห่งนี้ ถือว่าได้ใจสุดๆ!" พูดพลางชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นมา
นายทุนของเรื่อง "เสี่ยวอู่" คือบริษัทจากฮ่องกง ตากล้องก็เป็นคนฮ่องกง ชื่ออวี๋ลี่เวย ทีมงานในกองถ่ายทั้งหมดรวมกับนักแสดงหลัก มีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
แน่นอนว่าฉู่ชิงรับบทเป็นเสี่ยวอู่ ตัวเลือกที่กำหนดไว้แต่แรกคือหวังหงเหว่ย แต่ตอนนี้เปลี่ยนบทให้เขาไปเล่นเป็นเสี่ยวหย่ง อดีตพี่น้องร่วมสาบานของเสี่ยวอู่ที่ต่อมากลายเป็นนักธุรกิจเอกชน
คนที่รับบทเป็นหูเหมยเหมย หรือก็คือสาวนั่งดริ้งก์ในคาราโอเกะคนนั้น ได้ยินว่าเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ ชื่อว่าจั่วเหวินลู่ ส่วนผู้ช่วยผู้กำกับก็คือกู้เจิ้ง
ทั้งหกคนนี้คือทีมงานสร้างสรรค์หลักของกองถ่าย
เนื่องจากภาพยนตร์ทั้งเรื่องถ่ายทำที่เฟินหยาง และนำเสนอเรื่องราวของอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ด้วย ดังนั้นนักแสดงส่วนใหญ่จึงต้องใช้ภาษาถิ่นเฟินหยางในการแสดง
จั่วเหวินลู่ไม่ต้องใช้ เพราะหูเหมยเหมยเป็นสาวต่างถิ่นอยู่แล้ว พูดภาษาจีนกลางก็สามารถเข้าใจได้ เดิมทีเจี่ยจางเคอก็อยากให้ฉู่ชิงพูดภาษาจีนกลาง แต่ฉู่ชิงบอกว่าไม่เป็นไร
เขาเทียบไม่ได้กับพวกคนฉลาดที่สามารถทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันได้ เขาทำได้เพียงจดจ่อกับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีเสียก่อน ค่อยไปทำอีกสิ่งหนึ่งมาโดยตลอด
ในเมื่อกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ แน่นอนว่าก็ต้องถ่ายทำให้ออกมาดีที่สุด ดังนั้นตลอดทาง เขาจึงให้เจี่ยจางเคอพูดคุยกับเขาด้วยภาษาถิ่นเฟินหยาง ส่วนตัวเองก็คอยฝึกฝนโดยเทียบเคียงกับบทภาพยนตร์
สิ่งที่เรียกว่าภาษาถิ่น ไม่เหมือนกับภาษาต่างประเทศ มันมีความเชื่อมโยงถึงกันอยู่ ขอแค่มีเค้าโครงที่คล้ายคลึงกันก็พอแล้ว พรสวรรค์ด้านภาษาของฉู่ชิงถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เขาเลียนแบบตามที่ได้ยิน ก็พูดออกมาได้เป็นตุเป็นตะ
แหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ภายใต้ภูมิหลังทางวัฒนธรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ล้วนมีความคล้ายคลึงกันในภาพรวม
สำหรับในประเทศแล้ว ตัวอำเภอในยุคเก้าศูนย์แทบจะเหมือนกันหมด ท้องถนนที่สกปรกและวุ่นวาย พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยที่เดินขวักไขว่ไปมา บ้านเรือนที่เตี้ยและไม่สม่ำเสมอ ตึกสูงที่นานๆ จะเห็นสักครั้ง
ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น จนมาถึงยุคสมัยที่ฉู่ชิงเกิดใหม่ ตัวอำเภอในเวลานั้นก็หน้าตาเหมือนกันไปหมดอีกเช่นกัน เพียงแค่เปลี่ยนแม่พิมพ์ใหม่เท่านั้น
จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แท้จริงแล้วสภาพแวดล้อมไม่ได้เปลี่ยนไปจนแปลกตา มีเพียงสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปและความสับสนงุนงงเท่านั้น







