"ฉันเคยบอกเขาไว้ว่า ถ้าวันหนึ่งเขาแต่งงาน จะให้เงินเขาเป็นของขวัญสักหกจิน"
เสี่ยวอู่กับเสี่ยวหย่งเคยระหกระเหินในเมืองหลวงมาด้วยกัน เคยเป็นขโมยด้วยกัน ความเป็นพี่น้องลึกซึ้ง ต่อมาเสี่ยวหย่งลักลอบค้าบุหรี่เถื่อนจนตั้งตัวได้ กลายเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ ด้วยความกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าตัวเองเคยเป็นขโมย แม้แต่งานแต่งงานก็ยังไม่ยอมบอกเสี่ยวอู่
แต่เสี่ยวอู่ก็ยังคงไป พร้อมกับพกเงินใส่ซองของเขาไปด้ว เงินปึกหนึ่งที่ขโมยมาจากบนถนน เมื่อต้องเผชิญกับความลังเลของเสี่ยวหย่ง ที่ถึงขั้นพูดว่าเงินนี้ไม่สะอาด มันทำให้เขาสัมผัสได้ว่ามิตรภาพได้เลือนหายไปแล้ว
"แม่งเอ๊ย แกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!"
ฉู่ชิงดื่มเหล้าอยู่คนเดียวด้วยความหดหู่ บนโต๊ะมีจอกเหล้าแบบโบราณกับถั่วลิสงทอดหนึ่งจาน โทรทัศน์ในร้านอาหารกำลังฉายบทสัมภาษณ์ของเสี่ยวหย่งจากสถานีโทรทัศน์ประจำอำเภอ และเพลงฮิต 'ฝนแห่งใจ' ที่เพื่อนจากกรมการข้าวขอให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของเขา
เขาจุดบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง พลางลูบคลำไฟแช็กหรูที่หยิบฉวยมาจากบ้านของเสี่ยวหย่ง
"ดี! ผ่าน!"
เจี่ยจางเคอตะโกนบอกพลางปรบมือสองครั้ง
การถ่ายทำดำเนินมาได้สามวันแล้ว ราบรื่นเป็นอย่างมาก ทั้งนักแสดง ฉาก การถ่ายทำ และการจัดการ ทุกอย่างราบรื่นจนเกินคาด
การที่เขาเอาฉากหลังของเรื่องมาไว้ที่ถิ่นของตัวเองถือเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมาก คนเฟินหยางเรียกการถ่ายภาพยนตร์ว่า 'เล่น' ภาพยนตร์ ในสายตาพวกเขา ภาพยนตร์ก็คือเกมที่สนุกมากอย่างหนึ่ง
ชาวบ้านต่างยินดีช่วยเหลือทีมงาน 'เล่น' ภาพยนตร์ ฉู่ชิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความกระตือรือร้นอันล้นเหลือของคนในพื้นที่ เจี่ยจางเคอเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าไม่น้อยเช่นกัน
สิ่งที่เขาเกรงใจที่สุดก็คือ เขาจัดให้หอพักรวมของสาวนั่งดริ้งก์อยู่ในเรือนหอของเพื่อนสมัยมัธยมปลาย แถมยังต้องทุบกำแพงบ้านของพวกเขาให้เตี้ยลงมาอีกหน่อยด้วย
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกผิดอยู่นาน สาเหตุที่หาสถานที่แห่งนั้นก็เพราะว่ามุมมองระหว่างบ้านหลังนั้นกับถนนด้านนอกมันน่าสนใจมากๆ
ภาพยนตร์ทั้งเรื่องมีฉากกลางคืนแค่ไม่กี่ฉาก ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วเมื่อแผนการถ่ายทำช่วงกลางวันเสร็จสิ้น ตอนกลางคืนทีมงานแต่ละคนก็จะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย
อาณาเขตของเฟินหยางนั้นเล็กมาก หญิงสาวที่แต่งตัวทันสมัยที่สุดยังคงสวมเสื้อผ้าที่เคยฮิตในเมืองหลวงเมื่อห้าปีก่อน สิ่งก่อสร้างที่หรูหราที่สุดในที่แห่งนี้คือบ้านที่ปูกระเบื้องสีขาวบนผนัง รถยนต์ก็มีไม่น้อย แต่แทบไม่มีแบบสี่ล้อเลย
คืนวันที่สองที่มาถึงที่นี่ เจี่ยจางเคอก็พาพวกฉู่ชิงไปเปิดหูเปิดตาในสถานที่ที่ว่ากันว่าเป็นจุดเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของเฟินหยาง นั่นคือถนนสายเล็กๆ ยาวไม่กี่ร้อยเมตร สองข้างทางมีตึกสองชั้นตั้งเรียงราย บนประตูแขวนป้ายชื่อต่างๆ ที่ไม่เข้ากับอำเภอแห่งนี้เลย อย่างเช่น 'เวียนนา' 'ดอกราตรี'…
นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวที่แต่งตัวทันสมัยพูดจาด้วยสำเนียงเสฉวนหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินกรีดกรายอยู่บนท้องถนน
ฉากเหล่านี้ทำให้ทุกคนเข้าใจผิดอย่างมาก ต่างพากันมองเหล่าเจี่ยด้วยสายตาแปลกๆ
ในใจคิดว่า 'เห็นเอ็งแต่งตัวดูดีเป็นผู้เป็นคน ที่แท้ก็โรคจิตขนาดนี้!'
ดังนั้นหลังจากที่ผู้กำกับเจี่ยแก้ตัวไม่เป็นผล เขาก็ปล่อยเลยตามเลย ใครอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ ลูกพี่ไม่สนแล้ว จะได้ไม่ต้องหาเรื่องใส่ตัว
ฉู่ชิงไม่ชอบออกไปเที่ยวเล่น ตอนกลางคืนโดยพื้นฐานแล้วเขาจะดูโทรทัศน์อยู่ในห้อง หรือไม่ก็พูดคุยกับอวี๋ลี่เวย
ทว่าสองวันนี้เขากลับหลงใหลอาหารท้องถิ่นจานหนึ่ง นั่นคือเต้าหู้ผัดกะปิ หลังจากกินข้าวเย็นกับทุกคนเสร็จ เขายังแอบออกไปที่ร้านอาหารเล็กๆ เพื่อกินให้หายอยาก
ฉากของวันนี้สำคัญมาก ใครจะรู้ว่าตั้งแต่เช้าท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม พอใกล้เที่ยงฝนก็ตกลงมาปรอยๆ
ฝนตกไม่หนักแต่ก็น่ารำคาญ การถ่ายทำไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างแน่นอน เจี่ยจางเคอจึงทำหน้ามุ่ยประกาศให้ทุกคนพักผ่อนหนึ่งวัน
ภาพยนตร์ทุนต่ำแบบนี้ ถ่ายเพิ่มหนึ่งเทคก็ต้องเปลืองฟิล์มไปอีกหนึ่งฟุต ล่าช้าไปหนึ่งวันก็ต้องเสียเงินเพิ่มอีกหนึ่งวัน พวกเขาสู้ราคาไม่ไหวหรอก
ฝนตกมาทั้งวัน กว่าจะหยุดก็ตอนพลบค่ำ
อากาศข้างนอกชื้นแฉะ โรงแรมเล็กๆ ที่สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ดีแบบนี้มักจะชื้นได้ง่าย โชคดีที่ฉู่ชิงคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้แล้ว จึงออกไปหาปูนขาวจากข้างนอกมาแบ่งให้แต่ละห้องนิดหน่อย
เขาลองจับที่นอนดู ก็พอใช้ได้ ถึงจะเย็นไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็แห้งสนิท พอให้นอนได้ เขาโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง สถานที่แบบนี้ ต่อให้อยากเปลี่ยนที่นอนก็ไม่มีให้เปลี่ยนหรอก
"ชิงไจ๋ โชคดีที่ได้นายนะ ไม่งั้นคงต้องป่วยแน่ๆ" อวี๋ลี่เวยนอนอยู่บนเตียงอย่างพึงพอใจพลางคุยกับฉู่ชิง
ภาษาจีนกลางของเขาไม่ค่อยชัด พูดจบฉู่ชิงต้องทำความเข้าใจอยู่ครู่หนึ่งถึงจะตอบกลับได้
"เมื่อก่อนบ้านผมเป็นบ้านดินดิบ ชินแล้วล่ะครับ" ฉู่ชิงพูดพลางหัวเราะ เขากดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยเปื่อย สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่ช่องหนึ่งซึ่งกำลังฉายละครเรื่อง 'เปาบุ้นจิ้น'
นี่คือละครโทรทัศน์ที่เขาคลั่งไคล้ที่สุดในวัยเด็ก โดยเฉพาะชุดสีแดงสดของเหอเจียจิ้งที่สว่างวาบเตะตา ในใจของเขา เหอเจียจิ้งเป็นแบบอย่างของจอมยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบมาโดยตลอด
อวี๋ลี่เวยชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วพูดว่า "เอ๊ะ? 'เปาบุ้นจิ้น' นี่ ฉันก็ชอบดูเหมือนกัน นี่มันเวอร์ชันไต้หวัน เวอร์ชันฮ่องกงก็ไม่เลวนะ"
ฉู่ชิงถามด้วยความแปลกใจ "ฮ่องกงก็เคยสร้าง 'เปาบุ้นจิ้น' ด้วยเหรอครับ?"
อวี๋ลี่เวยตอบ "แน่นอนสิ TVB... ก็คือสถานีโทรทัศน์ทีวีบีนั่นแหละเคยสร้าง แล้วก็เอทีวีก็เคยสร้าง ฉันยังคงชอบของทีวีบีนะ นักแสดงหญิงในเรื่องสวยแจ่มทุกคนเลย!"
ฉู่ชิงเริ่มสนใจ จึงถามขึ้นว่า "โอ้? แล้วในนั้นมีใครบ้างล่ะครับ?"
"เอ่อ มีทั้งจินเชาฉวิน เหอเจียจิ้ง แล้วก็ยังมี..."
อวี๋ลี่เวยชะงักไปครู่หนึ่ง หยั่งเชิงถามว่า "นายรู้จักโจวฮุ่ยหมิ่นไหม?"
"รู้จักครับ เจ้าสำนักหยกบริสุทธิ์ไง!"
"แล้วเฉินซงหลิงล่ะ?"
"อืม ก็รู้จักครับ"
"กวานหย่งเหอล่ะ?"
"รู้จักครับ ผมชอบละครของเธอที่สุดเลย!"
เชี่ยเอ๊ย!
ปฏิกิริยาแรกของอวี๋ลี่เวยคือไอ้เด็กนี่กำลังโม้แน่ๆ
การที่เขารู้จักโจวฮุ่ยหมิ่นยังพอมีเหตุผล เพราะยังไงเธอก็ดังมาก แต่การที่รู้จักเฉินซงหลิงกับกวานหย่งเหอ สองนางเอกที่เพิ่งจะโด่งดังขึ้นมานี่มันออกจะเกินจริงไปหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น ทางแผ่นดินใหญ่ก็เข้มงวดกับการนำเข้าภาพยนตร์และละครโทรทัศน์จะตาย แกไปรู้จักมาจากไหนวะ?
ถ้าฉู่ชิงรู้ความคิดในใจของเขา คงต้องดูถูกอย่างแรงแน่ๆ จะไปรู้จักมาจากไหนได้ล่ะ ก็ต้องมาจาก 'ยิ้มมองสายลมและเมฆา' 'สารวัตรหญิงมือปราบ' แล้วก็ 'เหมียวชุ่ยฮวา' น่ะสิ!
พี่อาจจะดูหนังมาน้อย แต่เรื่องละครโทรทัศน์นี่รู้ลึกรู้จริงนะเว้ย
ทว่า 'เปาบุ้นจิ้น' เวอร์ชันฮ่องกงนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ ในยุคหลังก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยแพร่หลายนัก
ดังนั้นทั้งสองคนจึงเริ่มถกเถียงกันอย่างออกรสเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของละครเรื่องนี้
ปกติฉู่ชิงไม่ใช่คนพูดมาก แต่พอพูดถึงละครโทรทัศน์เรื่องโปรดกลับพูดเป็นฉากๆ ผลัดกันพูดคนละประโยคสองประโยค ถึงแม้บางครั้งจะฟังไม่ค่อยเข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร แต่สิ่งที่ต้องการคือบรรยากาศต่างหาก
ดึกดื่นค่อนคืนไปโดยไม่รู้ตัว
ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียง "ก๊อก ก๊อก ก๊อก" มีคนเคาะประตูอยู่ข้างนอก
ฉู่ชิงส่งเสียงถาม "ใครครับ?"
"ฉันเอง!"
ฉู่ชิงจำได้ว่าเป็นเสียงของเจี่ยจางเคอ จึงสวมรองเท้าแตะแล้ววิ่งไปเปิดประตู
ก็เห็นเจี่ยจางเคอยืนอยู่หน้าประตู มือหนึ่งหิ้วขวดเหล้า อีกมือหิ้วถุงพลาสติกสองใบ
"เหล่าเจี่ย ดึกป่านนี้แล้วมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?" ฉู่ชิงถามอย่างไม่เกรงใจ หลังจากคลุกคลีกันมาระยะหนึ่ง ความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้ชายอกสามศอกพวกเขาก็เข้ากันได้ดีมาก
"ไม่มีอะไรหรอก ฉันนอนไม่หลับเลยอยากหาคนคุยด้วย ตอนแรกว่าจะไปหากู้เจิ้ง แต่เดินผ่านห้องพวกนาย ได้ยินเสียงมาจากข้างใน ก็เลยลองเคาะประตูดู" เจี่ยจางเคอตอบ
"พี่เหว่ยล่ะครับ?" ฉู่ชิงถาม
"เขาหลับไปตั้งนานแล้ว หลับเป็นตายเหมือนหมูเลยไม่ได้เรียก"
เจี่ยจางเคอแกว่งขวดเหล้าในมือพลางถาม "ดื่มหน่อยไหม?"
ฉู่ชิงหันกลับไปมองอวี๋ลี่เวย เห็นเขาเอาเสื้อมาคลุมไหล่แล้วลงจากเตียงเหมือนกัน จึงยิ้มแล้วตอบ "ได้ครับ จัดมาหน่อย!"
ทั้งสามคนยกโต๊ะน้ำชามาทำเป็นโต๊ะอาหาร วางไว้ตรงกลางระหว่างเตียงสองเตียง เจี่ยจางเคอพูดขึ้นว่า "ฉันไปดูกู้เจิ้งหน่อยว่าหลับหรือยัง"
ฉู่ชิงฉวยโอกาสคุ้ยถุงพลาสติกดู ถุงหนึ่งเป็นถั่วลิสงทอด อีกถุงดูเหมือนจะเป็นพวกเครื่องในไก่ คลุกเคล้าด้วยผักชีและพริก ส่งกลิ่นหอมมันเยิ้ม
เขาเพิ่งจะโยนชิ้นส่วนชิ้นใหญ่ที่ไม่รู้ว่าเป็นลำไส้หรือกระเพาะเข้าปาก กู้เจิ้งก็เดินเข้ามาพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
"ไอ้หนู! แอบกินเหรอ!"
ฉู่ชิงพูดพลางหัวเราะ "ผมกินอย่างเปิดเผยต่างหาก"
ในกลุ่มนี้เขาอายุน้อยที่สุด หลายคนจึงมองเขาเป็นน้องชาย มักจะล้อเล่นด้วย และคอยดูแลอยู่เสมอ
ทั้งสี่คนนั่งอยู่บนเตียง หาแก้วกระเบื้องใบใหญ่ ฝากระติกน้ำร้อน หรืออะไรทำนองนั้นมาทำเป็นจอกเหล้า ไม่มีตะเกียบก็ใช้มือหยิบกินกันตรงๆ
แต่ละคนรินเหล้าขาวนิดหน่อย กระดกให้หมดก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เห็นได้ชัดว่าอวี๋ลี่เวยดื่มไม่ชิน เขาสำลักไปคำหนึ่ง ไอค่อกแค่กติดๆ กันพลางถาม "เหล้านี้ยี่ห้ออะไรเนี่ย ทำไมมันบาดคอขนาดนี้!"
"มียี่ห้อที่ไหนกัน เหล้าต้มเองต่างหาก" เจี่ยจางเคอตอบ
คำว่าเหล้าต้มอวี๋ลี่เวยไม่เคยได้ยินมาก่อน ฉู่ชิงอธิบายให้เขาฟังนิดหน่อยถึงได้กระจ่าง แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้ "เหล้าแบบนี้คุณภาพจะได้มาตรฐานเหรอ ไม่ผิดกฎหมายใช่ไหม?"
ทั้งสามคนมองหน้ากัน ไม่รู้จะอธิบายให้คนฮ่องกงคนนี้ฟังยังไงดีว่า เหล้าต้มแบบนี้ในชนบทของประเทศมีตลาดที่กว้างขวางขนาดไหน
เจี่ยจางเคอเปลี่ยนเรื่องคุย "พี่เวยเพิ่งเคยมาอำเภอเล็กๆ แบบนี้เป็นครั้งแรกสินะ"
อวี๋ลี่เวยทอดถอนใจ "อืม มาครั้งแรก รู้สึกประหลาดใจมาก เมื่อก่อนไปเมืองหลวงกับเซี่ยงไฮ้ ที่นั่นพัฒนาเร็วมากนะ มีแต่ตึกระฟ้า การคมนาคมก็สะดวกสบาย ไม่คิดเลยว่าในแผ่นดินใหญ่ยังมีที่ที่ล้าหลังแบบนี้อยู่ด้วย"
เจี่ยจางเคอหัวเราะเยาะ "สองที่นั่นก็แค่บอนไซประดับประเทศ เอาเป็นเอาตายไม่ได้หรอก ที่นี่ต่างหากคือของจริง"
"อย่ามาพูดตรรกะวิบัติของนายอีกเลย มา ดื่มเหล้าดีกว่า!" กู้เจิ้งในฐานะเพื่อนร่วมชั้นเรียน เห็นได้ชัดว่าเข้าใจเขาดี
ทั้งสี่คนกระดกเหล้าไปอีกอึก กู้เจิ้งพูดขึ้นว่า "หมอนี่มันดื้อรั้น ชอบเดินเข้าซอยตัน ไม่ช้าก็เร็วคงได้อึดอัดตายไปเอง"
เจี่ยจางเคอมองเขา ยิ้มๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร
กู้เจิ้งเหมือนจู่ๆ ก็นึกหัวข้อสนุกๆ ขึ้นมาได้ จึงถามอย่างกระตือรือร้น "จริงสิ พวกนายรู้ไหมว่าตอนแรกหนังเรื่องนี้ชื่ออะไร?"
"ไม่รู้ครับ" ฉู่ชิงส่ายหน้า
"ชื่อ 'เพื่อนซี้ของจิ้นเสี่ยวหย่ง ชู้รักของหูไห่เหมย ลูกชายของเหลียงฉางโหย่ว: เสี่ยวอู่'!" กู้เจิ้งพูดชื่อยาวเหยียดนี้ออกมาอย่างภาคภูมิใจ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมาก
"พรวด!" ฉู่ชิงที่กำลังจิบเหล้าอยู่ถึงกับพ่นออกมาเต็มปาก เขาจ้องมองเหล่าเจี่ย
นี่ก็เรียกว่าชื่อหนังเหรอ หลุดโลกไปแล้ว!
เจี่ยจางเคอแก้ตัว "นี่ไม่ถือว่ายาวแล้วนะ นายรู้ไหมว่าอังกฤษมีหนังเรื่องหนึ่งชื่อ 'ทำไมฉันต้องเชื่อตอนที่คุณบอกว่ารักฉัน ในเมื่อฉันรู้ดีว่าคุณหลอกลวงมาตลอดชีวิต' ด้วยนะ?"
อวี๋ลี่เวยพูดต่อ "ฉันรู้จักเรื่องนี้นะ แล้วนายเคยดู 'การจู่โจมของซอมบี้กินคนกลายพันธุ์จากนรก การแก้แค้นอันน่าสะพรึงกลัว การกลับมาของลูกชายเจ้าสาวในรุ่งอรุณแห่งค่ำคืน ภาคสอง: เวอร์ชัน 2D สุดสยอง' ไหมล่ะ?"
ฉู่ชิงหัวหมุนไปหมดแล้ว ถามว่า "พี่พูดเรื่องอะไรเนี่ย?"
"หนังเรื่องหนึ่งน่ะ" กู้เจิ้งตอบ
"มีชื่อหนังยาวขนาดนี้ด้วยเหรอครับ? แล้วมันสนุกไหม?" ฉู่ชิงถามเหมือนเด็กขี้สงสัย
อวี๋ลี่เวยส่ายหน้าพลางตอบ "หนังห่วยแตกสุดๆ!"
กู้เจิ้งพูดกลั้วหัวเราะกับเจี่ยจางเคอ "ชื่อหนังของนายสั้น มีแค่สองพยางค์ เพราะงั้นต้องเป็นหนังดีแน่ๆ!"
เจี่ยจางเคอก็หัวเราะเช่นกัน "ถ้าพยางค์เดียวไม่ดีกว่าเหรอ?"
"นั่นสิ อย่างเช่น 'Ran'!" กู้เจิ้งพูด
"'Dao'!" อวี๋ลี่เวยพูด
"'Jing'!" เจี่ยจางเคอพูด
"'Lu'!" กู้เจิ้งพูด
"'Xie'!" อวี๋ลี่เวยพูด
"'Chun'!" เจี่ยจางเคอพูด
...
ทั้งสามคนเล่นต่อคำพยางค์เดียวกันอย่างสนุกสนาน ทิ้งให้ฉู่ชิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยนั่งดื่มเหล้าย้อมใจอยู่คนเดียว
รังแกกันแบบนี้ไม่ได้นะ!
แต่ไม่นานทั้งสามคนก็รู้ตัวว่าปล่อยให้ฉู่ชิงนั่งเหงา จึงหยุดเกมปัญญาอ่อนนี้
"ชิงจื่อ นายชอบหนังเรื่องอะไรที่สุด?" เจี่ยจางเคอถาม
"ผม... ผมไม่มีเรื่องไหนชอบเป็นพิเศษหรอกครับ"
ฉู่ชิงจะบอกได้ไงว่าหนังที่เขาชอบดูที่สุดคือ 'สไปเดอร์แมน' ดังนั้นจึงทำได้แค่แกล้งโง่
เจี่ยจางเคอแทบไม่อยากจะเชื่อ "นายไม่ดูหนังเลยเหรอ?"
ฉู่ชิงพูดตามความจริง "ไม่ค่อยดูครับ ผมชอบดูละครโทรทัศน์มากกว่า"
เจี่ยจางเคอล้มเลิกความตั้งใจที่จะคุยกับเขา ก้มหน้าดื่มเหล้าอึกใหญ่ ไม่พูดอะไรอยู่นาน พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ใบหน้าก็แดงก่ำแล้ว
เขาพูดกับอวี๋ลี่เวยด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างตื่นเต้น "ผมสอบเข้าสถาบันภาพยนตร์อยู่สามปี กู้เจิ้งสอบอยู่สองปี หวังหงเหว่ยก็สอบอยู่สองปี ปีที่แล้วพวกเราถ่ายหนังสั้นกัน เหลือเงินแค่ร้อยหยวน หวังหงเหว่ยต้องไปนั่งเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ครึ่งค่อนวันถึงจะได้กำไรมาบ้าง ไม่คิดเลยว่าวันนี้พวกเราจะได้ถ่ายหนังจริงๆ เสียที พี่เวย ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ!"
อวี๋ลี่เวยเข้าใจความรู้สึกของเขา จึงตบไหล่เขาเบาๆ หยิบฝากระติกน้ำร้อนขึ้นมาแล้วกระดกเหล้าพร้อมกัน
เสียง "ตึง" ดังขึ้น เจี่ยจางเคอกระแทกแก้วลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างแรง
ฉู่ชิงสะดุ้งตกใจ กู้เจิ้งโบกมือไปมาพลางบอกว่า "ไม่เป็นไร เขาเมานิดหน่อยแล้วน่ะ"
เจี่ยจางเคอเหมือนพูดกับตัวเอง และเหมือนกำลังพูดกับทั้งสามคน
"หนังนี่นะ เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ แต่แม่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย" เขาถามขึ้น "พี่เวย พี่เคยดู 'วันวานแห่งฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ' ไหม?"
"ฉันเคยดูตอนอยู่เมืองนอก ตอนนั้นฉันแปลกใจมากที่ผู้กำกับแผ่นดินใหญ่ถ่ายหนังแบบนี้ออกมาได้ โดยเฉพาะการจัดการภาพขาวดำในเรื่อง เป็นหนังที่ดีจริงๆ!" อวี๋ลี่เวยเอ่ยชมจากใจจริง
เจี่ยจางเคอยิ้มขื่น "แต่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้กลับถูกแบนเพราะหนังเรื่องนี้นี่แหละ!"
"Really?! Why?" อวี๋ลี่เวยตกใจมากจริงๆ ถึงขั้นหลุดภาษาอังกฤษออกมา
"ก็เพราะแม่ง... อื้อ..."
เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกกู้เจิ้งปิดปากไว้ "ไม่มีอะไรๆ เขาเมาแล้ว!"
เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผู้กำกับจางหยวนนำภาพยนตร์เรื่อง 'ลูกครึ่งเมืองหลวง' ที่สร้างร่วมกับชุยเจี้ยน แอบส่งไปประกวดที่เทศกาลภาพยนตร์โตเกียวโดยไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ ผลคือไปเจอกับคณะผู้แทน 'กองทัพหลัก' อีกกลุ่มที่มาจากในประเทศ และใช้การถอนตัวจากเทศกาลภาพยนตร์มาข่มขู่ฝ่ายโตเกียวให้ปฏิเสธจางหยวน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ
ในเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมปีถัดมา ทั้งสองฝ่ายก็มาพบกันอีกครั้งในทางแคบ โศกนาฏกรรมจึงซ้ำรอยเดิม
นี่กลายเป็นชนวนเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
หลังจากทีมงานกลุ่มนั้นโกรธจนหน้ามืด ก็ทำได้แค่กลับบ้านไปขอให้ผู้ใหญ่ช่วยแก้แค้น ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงออกเอกสารสั่งแบนผู้กำกับภาพยนตร์เจ็ดเรื่อง ได้แก่ 'ว่าวสีคราม', 'ลูกครึ่งเมืองหลวง', 'พเนจรในเมืองหลวง', 'ฉันเรียนจบแล้ว', 'หยุดเครื่อง', 'วันวานแห่งฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ' และ 'รักที่ค้างคา'
ด้วยเหตุผลที่ว่าแอบส่งไปประกวดในเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศโดยไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ นี่ก็คือ 'เหตุการณ์เจ็ดบัณฑิต' อันโด่งดังที่เกี่ยวกับผู้กำกับรุ่นที่หก
เอ๊ะ? เหมือนจะมีผู้กำกับรุ่นที่ห้าแปลกๆ ปะปนอยู่ในนั้นด้วยนะ
"วันที่พวกเราไปเช่าอุปกรณ์ เห็นเอกสารฉบับนี้แปะอยู่บนผนังออฟฟิศ ทุกคนก็รู้สึกไม่ดีกันทั้งนั้นแหละ" กู้เจิ้งอธิบาย
"เฮ้อ!"
อวี๋ลี่เวยพอจะเข้าใจอยู่บ้าง รู้ว่านี่เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมโดยรวม พลังของคนคนเดียวนั้นน้อยนิดจนแทบไม่มีความหมาย จึงทำได้แค่ถอนหายใจ
ฉู่ชิงไม่เข้าใจสถานการณ์เลยสักนิด เขามองซ้ายทีขวาที รู้สึกแค่ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดเหมือนจะเป็นเรื่องที่เจ๋งมากๆ
เหล้าขาวหนึ่งขวดน่าจะหนักสักหนึ่งจิน เจี่ยจางเคอคออ่อน ดื่มไปแค่สองเหลียงกว่าๆ ก็ทนไม่ไหวแล้ว กู้เจิ้งให้เขาพิงเตียง รินน้ำร้อนให้แก้วหนึ่งเพื่อให้สร่างเมา
เหล้าส่วนใหญ่ที่เหลือถูกกู้เจิ้งซัดเรียบ ฉู่ชิงจิบเป็นเพื่อนทีละอึกเล็กๆ สุดท้ายอวี๋ลี่เวยก็กินแต่ถั่วลิสงทอดเปล่าๆ
ทั้งสามคนคุยกันต่อ ไม่พูดถึงเรื่องกวนใจเหล่านั้น เปลี่ยนไปคุยเรื่องที่สนุกสนาน และพูดถึงการถ่ายทำในวันต่อไป
พรุ่งนี้จะต้องถ่ายฉากของนางเอกแล้ว ฉู่ชิงก็รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย เพราะยังไงนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าฉากคู่กับผู้หญิง ไม่รู้ว่าความรู้สึกจะเป็นยังไง
กินๆ ดื่มๆ ตั้งแต่สองทุ่มกว่าจนถึงห้าทุ่มกว่า เหล่าเจี่ยก็สร่างเมาแล้ว เขารู้สึกอายเล็กน้อยกับพฤติกรรมที่เสียกิริยาเมื่อครู่นี้
พรุ่งนี้ยังต้องทำงาน อวี๋ลี่เวยที่อายุมากที่สุดจึงเสนอให้แยกย้ายกันไปพักผ่อน
กู้เจิ้งประคองเจี่ยจางเคอที่ยังตัวอ่อนปวกเปียกกลับห้องไป ฉู่ชิงเก็บกวาดซากอารยธรรมเล็กน้อย แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
แต่กลับนอนไม่หลับ ในหัวเอาแต่คิดถึงคำพูดของเหล่าเจี่ยเมื่อกี้นี้
เขาคิดมาตลอดว่าเจี่ยจางเคอเป็นคนเงียบขรึมและใจเย็นมาก ไม่คิดเลยว่าจะเสียกิริยาได้ขนาดนี้
อารมณ์แบบนั้นเป็นการรวมตัวที่ซับซ้อนมาก ทั้งโกรธเคือง สิ้นหวัง ไม่ยอมแพ้ รักใคร่ลุ่มหลง ยึดติด...
ถึงแม้ฉู่ชิงจะไม่เข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าจะติดเชื้อนั้นมาด้วย เลือดในกายถึงกับเดือดพล่านขึ้นมาลึกๆ
ภาพยนตร์ ภาพยนตร์... สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่นะ?







