การจัดตั้งรางวัลของสามเทศกาลภาพยนตร์ใหญ่ช่างพิลึกพิลั่นจริงๆ อย่างรางวัลแรกที่ประกาศคือ "รางวัลใหญ่คณะกรรมการผู้อ่านหนังสือพิมพ์เสาชัยสมรภูมิ" ชื่อยาวเหยียดขนาดนี้ อย่าว่าแต่คนภาษาอังกฤษกากๆ อย่างฉู่ชิงเลย ขนาดพวกฝรั่งฟังแล้วยังงงเป็นไก่ตาแตก
แล้วยังมีพวก "รางวัลดอนกิโฆเต้" "รางวัลบลูแองเจิล" "รางวัลคาลิการี" ผีที่ไหนจะไปรู้ว่ามันคือรางวัลบ้าบออะไรกัน!
ฉู่ชิงฟังก็ฟังไม่ออก แถมยังไม่รู้จักพวกดาราดังหรือดาราโนเนมพวกนั้น ช่างน่าเบื่อจนปวดไข่จริงๆ ทำได้แค่นั่งค้อมตัวแอบมองชิวซูเจินที่อยู่ห่างออกไปไกลลิบผ่านช่องว่างระหว่างผู้คน ถึงจะเห็นแค่เสี้ยวหน้า ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการจินตนาการถึงหนังเรื่อง 'ลูกแกะ...' หรือ 'ชีวิตลับซูสีไทเฮา' อะไรเทือกนั้น
หนังเรื่องอื่นเขาดูน้อย แต่กลับค่อนข้างโปรดปรานหนังประเภทนี้
จนกระทั่งพี่ชายคนหนึ่งบนเวทีอ่านว่า "รางวัลที่จะประกาศต่อไปนี้คือรางวัลที่เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินเพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ รางวัลฟอรัมคนรุ่นใหม่ ซึ่งตั้งชื่อตามผู้กำกับชาวเยอรมัน โวล์ฟกัง ชเตาด์เทอ ตอนนี้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลกกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด..."
"เสี่ยวอู่!"
"ว้าว!"
เจี่ยจางเคอกับกู้เจิ้งยังไม่ทันตั้งตัวว่ามันหมายความว่าอะไร ทางด้านอวี๋ลี่เวยกับแจ็กคอบก็ลุกขึ้นยืนชูแขนโห่ร้องดีใจแล้ว!
"พวกเราเอง! พวกเราได้รางวัลแล้ว!" อวี๋ลี่เวยคว้าไหล่เหล่าเจี่ยเขย่าอย่างแรง น้ำเสียงตื่นเต้นจนสั่นเครือ
"พวกเราจริงๆ เหรอ?" เหล่าเจี่ยทำหน้าเหม่อลอย ไม่อยากจะเชื่อ
"พวกเรานี่แหละ! เลิกนั่งบื้อได้แล้ว รีบขึ้นไปรับรางวัลเร็วเข้า!" อวี๋ลี่เวยดึงตัวเขาขึ้นมาพลางพูด
เหล่าเจี่ยเดินโซเซขึ้นไปบนเวที จนฉู่ชิงอดห่วงไม่ได้ว่าเขาจะสะดุดล้มหรือเปล่า
จนกระทั่งรับถ้วยรางวัลมา สีหน้าของเหล่าเจี่ยถึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาตั้งสติอยู่สองวินาที พอใจเย็นลงจึงพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า "ขอบคุณครับ! ขอบคุณคณะกรรมการจัดงาน! ขอบคุณคณะกรรมการตัดสิน! นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากจริงๆ แม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง 'เสี่ยวอู่' จะยังดูหยาบๆ ไปบ้าง แต่มันก็ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยความยากลำบากแสนสาหัส มันรวบรวมหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเราสิบกว่าคนเอาไว้ การได้รับรางวัลทำให้ผมดีใจมาก ขอบคุณทุกคนครับ! ขอบคุณพี่น้องที่อยู่เคียงข้างและสานฝันนี้ให้สำเร็จไปด้วยกัน! ขอบคุณครับ!"
ภาษาอังกฤษชุดใหญ่นี้เหล่าเจี่ยพูดตะกุกตะกัก แต่ก็ยังอุตส่าห์พูดจนจบได้
ฉู่ชิงประหลาดใจมาก จึงกระทุ้งศอกใส่กู้เจิ้งแล้วถาม "ภาษาอังกฤษเขาร้ายกาจขนาดนี้เลยเหรอ?"
กู้เจิ้งกลอกตาบน ตอบว่า "ร้ายกาจกับผีสิ! หมอนั่นแอบท่องมาเองชัวร์!" ฉู่ชิงถามต่อ "แล้วคำนั้นมันแปลว่าอะไรล่ะ?"
กู้เจิ้งทำหน้าเหมือนคนท้องผูก ตอบว่า "หัวขโมย!"
"..."
ฉู่ชิงเองก็พูดไม่ออก
หนังเรื่อง 'Leon' ยังแปลชื่อเป็น 'นักฆ่าคนนี้ไม่เย็นชาเท่าไร' ได้ แล้วชื่อเรื่องนี้มันกลายเป็นอะไรพรรค์นี้ไปได้ล่ะ?
ทางด้านเหล่าเจี่ยเดินโซเซกำถ้วยรางวัลกลับมาที่นั่ง ยังไม่ทันจะได้นั่ง ถ้วยรางวัลในมือก็ถูกทุกคนแย่งกันไปดูอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิงอาศัยความได้เปรียบเรื่องพละกำลัง กอดถ้วยรางวัลไว้ในอกแล้วลูบคลำอยู่นานสองนาน สีหน้าเคร่งขรึมศรัทธาจัด ราวกับกำลังลูบคลำเทพเจ้าแห่งโชคลาภในช่วงปีใหม่ก็ไม่ปาน
ความสนใจของคนทั้งกลุ่มไปกองรวมกันอยู่ที่ถ้วยรางวัลใบนี้ จนไม่สนแล้วว่าบนเวทีดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว
แจ็กคอบเองก็ยิ้มแก้มแทบปริ หนังที่ได้รางวัลกับหนังที่ไม่ได้รางวัล ราคาขายต่างกันลิบลับ คราวนี้ไม่เพียงแต่จะถอนทุนคืนได้ แต่ยังได้กำไรเหนาะๆ อีกก้อนด้วย
เจี่ยจางเคอเอาแต่หัวเราะแหะๆ อย่างคนบ้า ถูกลาภลอยก้อนโตที่หล่นจากฟ้าหล่นทับจนมึนงงไปหมด
ผลคือหัวเราะไปหัวเราะมา เขากลับรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว จมูกสูดน้ำมูกฟุดฟิด แล้วก้มหน้าแอบขยี้ตาเงียบๆ
ฉู่ชิงเหลือบไปเห็นท่าทางของเขา แต่ก็ไม่ได้พูดทำลายบรรยากาศ อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ต่อสู้ดิ้นรนร่วมกับพี่น้องกลุ่มนี้ที่เฟินหยาง ในใจพลอยรู้สึกตื้นตันไปด้วย
ต้นทุนสองแสนหยวน ไม่มีนักแสดงมืออาชีพสักคน มีกล้องถ่ายทำแค่ตัวเดียว พูดง่ายๆ ก็คือคณะละครสัตว์เร่ร่อนดีๆ นี่เอง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจะมาไกลถึงจุดนี้ได้
สวรรค์ดูเหมือนจงใจจะทดสอบความแข็งแรงของหัวใจเหล่าเจี่ย เพราะหลังจากที่เขาคว้ารางวัลชนะเลิศฟอรัมคนรุ่นใหม่มาได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงประกาศจากบนเวทีว่า "เสี่ยวอู่!"
คราวนี้แม้แต่ฉู่ชิงก็ยังฟังออก ผู้ชมในงานก็เริ่มส่งเสียงฮือฮา หนังอินดี้โนเนมเรื่องหนึ่งกลับคว้ารางวัลไปได้ถึงสองถ้วย
ครั้งนี้เหล่าเจี่ยใจเย็นลงมาก เขาเดินขึ้นไปรับถ้วยรางวัลบนเวที แต่ตอนกล่าวความรู้สึกกลับชะงักไปนิดหนึ่ง เพราะเขาท่องบทมาแค่ชุดเดียว จะให้พูดซ้ำสองรอบก็คงไม่ได้
สุดท้ายจึงทำได้เพียงกล่าวขอบคุณไม่หยุดหย่อน แถมยังพูดภาษาจีนปิดท้ายไปประโยคหนึ่งว่า "ขอบคุณครับ!"
หากบอกว่าตอนได้รางวัลแรก ความรู้สึกของทุกคนคือความตื่นเต้น ตอนที่ได้รางวัลที่สอง ความรู้สึกมันก็เริ่มจะอธิบายยากนิดหน่อยแล้ว
เหมือนตอนที่คุณกำลังจะอดตาย มีหมั่นโถวให้กินสักก้อนก็พอใจแล้ว แต่พอคุณกินจนอิ่มไปแปดส่วน คุณก็จะเริ่มคิดว่าถ้าในหมั่นโถวมีเนื้อสอดไส้มาด้วยก็คงจะดี
ที่เขาเรียกว่าความโลภไม่รู้จักพอ ก็คือแบบนี้นี่เอง
"พวกนายว่าพวกเราจะได้สักกี่รางวัล?" กู้เจิ้งทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน
อวี๋ลี่เวยพูดกลั้วหัวเราะ "ฉันเดาว่ารางวัลที่เหลือคงเป็นของพวกเราหมดนั่นแหละ"
ฉู่ชิงหัวเราะตาม "ต้องเหลือทางรอดให้คนอื่นบ้างสิ ได้สักห้ารางวัลก็พอแล้ว พวกเราจะได้อุ้มกันคนละถ้วยพอดี"
เหล่าเจี่ยหรี่ตาเล็กๆ ยิ้มจนหุบปากไม่ลง พูดว่า "เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ฉันว่าได้สองรางวัลนี่ก็สุดยอดแล้ว ที่เหลือคงหมดหวัง" ปากเขาพูดแบบนั้น แต่ในใจย่อมคาดหวังอยู่ลึกๆ
กู้เจิ้งพยักหน้าเห็นด้วย "ก็จริง งานเบอร์ลินไม่เหมือนรางวัลไก่ทองคำหรือร้อยบุปผาอะไรพวกนั้นหรอกนะ ที่แจกรางวัลแบ่งเค้กกันทุกปี"
เหล่าเจี่ยด่าสวนไปคำหนึ่ง "อย่าพูดซี้ซั้วสิ!"
เหตุการณ์เป็นไปตามที่เหล่าเจี่ยคาดไว้ รางวัลอีกสองสามรางวัลหลังจากนั้นไม่มีส่วนแบ่งของ 'เสี่ยวอู่' เลย
ส่วนภาพยนตร์ภาษาจีนเรื่องอื่นๆ กลับเก็บเกี่ยวผลงานได้ย่ำแย่ 'เทียนอวี้' ไม่ได้รางวัลติดมือเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ส่วน 'Hold You Tight' ของกวนจิ่นเผิงกลับคว้ารางวัลไปได้สองรางวัล รางวัลหนึ่งชื่อพิลึกพิลั่นเหมือนเดิม ชื่อว่ารางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ส่วนอีกรางวัลพิลึกยิ่งกว่า กลับชื่อว่ารางวัลเท็ดดี้แบร์
ว่ากันว่าเป็นรางวัลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อภาพยนตร์เกย์โดยเฉพาะ...
เอาเถอะ รางวัลที่อินดี้จ๋าขนาดนี้พวกเราไม่เข้าใจหรอก...
รอจนกระทั่งรางวัลยิบย่อยพวกนี้ประกาศเสร็จหมด พอเห็นพิธีกรเดินกลับขึ้นเวทีอีกครั้ง ผู้ชมด้านล่างก็เงียบกริบลงหลายวินาทีอย่างรู้กัน ใครๆ ก็รู้ว่ารางวัลที่เหลือต่อจากนี้ต่างหากคือไฮไลต์ของจริง
พิธีกรเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมา "ดูเหมือนว่าพวกเราจะรู้กันแล้วนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ผมจะไม่พูดพร่ำทำเพลง รางวัลที่จะประกาศต่อไปนี้คือรางวัลใหญ่จากคณะกรรมการตัดสิน!"
"'Wag the Dog'!"
"เฮ!"
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวมาจากด้านล่างเวที พร้อมกับเสียงโห่ร้องไม่น้อย นั่นคือความไม่พอใจที่ภาพยนตร์ชั้นยอดเรื่องนี้ไม่ได้คว้ารางวัลหมีทองคำไปครอง
แบร์รี เลวินสัน ผู้กำกับ 'Wag the Dog' ยิ้มเจื่อนๆ การคว้ารางวัลใหญ่จากคณะกรรมการตัดสินมาได้ ก็หมายความว่าหมดหวังกับรางวัลหมีทองคำแล้วอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าน่าเสียดายมาก
"ขอบคุณครับ! ขอบคุณเทศกาลภาพยนตร์ที่มอบรางวัลสำคัญขนาดนี้ให้กับภาพยนตร์ที่ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 29 วันเรื่องนี้ และขอขอบคุณโรเบิร์ตกับดัสตินที่ร่วมสร้างสรรค์การแสดงอันยอดเยี่ยม 'Wag the Dog' เป็นภาพยนตร์ที่เสียดสีได้อย่างเจ็บแสบ มันล้อเลียนพวกนักการเมือง และล้อเลียนวงการฮอลลีวูดทั้งวงการ นี่คือเหตุผลที่ผมถ่ายทำได้เร็วขนาดนี้ เพราะผมไม่รู้เลยว่าจะโดนดาราดังหรือท่านประธานาธิบดีคนไหนยิงเจาะกะโหลกกลางถนนเข้าสักวัน..."
พอพูดถึงตรงนี้ ผู้ชมด้านล่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะครืน
ละครตลกร้ายเสียดสีการเมืองแบบนี้มักจะถูกจริตงานเบอร์ลินมาโดยตลอด ทว่าครั้งนี้กลับพลาดรางวัลหมีทองคำไปอย่างน่าเสียดาย
จากนั้นก็เป็นการประกาศรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
เฟอร์นันดา มอนเตเนโกร นางเอกเรื่อง 'Central Station' คว้ามงกุฎราชินีจอเงินไปครองอย่างไร้ข้อกังขา นักแสดงหญิงระดับสมบัติของชาติบราซิลคนนี้ก็คือคนที่ฉู่ชิงเคยบ่นอุบว่า "ทั้งน่าเกลียดแถมยังชอบเด็กผู้ชาย" คนนั้นนั่นเอง
กู้เจิ้งสะกิดฉู่ชิงกะทันหัน "นี่ ต่อไปก็รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแล้วนะ ตื่นเต้นไหม?"
ฉู่ชิงถามกลับอย่างงุนงง "ฉันจะไปตื่นเต้นหาพระแสงอะไร? ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย"
เหล่าเจี่ยพูดแทรกขึ้นมา "ชิงจื่อ นายแสดงได้ดีมากแล้วจริงๆ นะ แต่ฉันคิดว่าคนที่น่าจะได้รางวัลจักรพรรดิจอเงินน่าจะเป็นซามูแอล แอล. แจ็กสัน"
ฉู่ชิงมองเขาด้วยความหดหู่ยิ่งกว่าเดิม พลางคิดในใจว่า 'พี่น้อง มีใครเขาปลอบใจคนแบบนายบ้างไหมเนี่ย?'
จะว่าไปแล้ว ตัวเต็งรางวัลใหญ่ๆ หลายรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้ มีคนไม่น้อยเดาได้แล้วว่ารางวัลหมีทองคำต้องเป็นของ 'Central Station' แน่นอน ส่วนการแข่งขันชิงตำแหน่งราชินีจอเงิน เฟอร์นันดาก็ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น ด้านจักรพรรดิจอเงิน ตัวเต็งอันดับหนึ่งตกเป็นของซามูแอล แอล. แจ็กสัน จาก 'Jackie Brown' และเดอะดูดจาก 'The Big Lebowski'
การประกาศรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในลำดับถัดมาก็ดูเหมือนจะพิสูจน์ให้เห็นถึงการคาดเดานี้
พี่ชายบนเวทีเหมือนจงใจ เขาอ่านด้วยจังหวะการพูดที่เชื่องช้ามาก
"รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ครั้งที่ 48 ซามูแอล แอล. แจ็กสัน จาก 'Jackie Brown'..."
ซามูเอลลุกขึ้นยืน กอดกับเควนตินที่ทำหน้าตากวนโอ๊ยไปทีหนึ่ง แล้วรีบจ้ำอ้าวขึ้นเวที
ฉู่ชิงมีสีหน้าผ่อนคลาย การที่ตัวเองไม่ได้รางวัลถือเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมายและสมเหตุสมผลอยู่แล้ว เขายังมีอารมณ์ไปคุยเล่นกับกู้เจิ้งอีกว่า "เฮ้ย เป็นหมอนี่จริงๆ ด้วย! พี่มืดคนนี้ดำของแท้เลยว่ะ!"
พวกเหล่าเจี่ยประหลาดใจกับความใจเย็นของเขา และยิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าหมอนี่มันเป็นคนไม่สนใจโลกจริงๆ
ฉู่ชิงไม่ได้แกล้งทำเลยสักนิด สภาพจิตใจเขาผ่อนคลายมากจริงๆ
ไก่อ่อนที่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง แสดงหนังเรื่องแรก ก็ได้ตำแหน่งจักรพรรดิจอเงินจากหนึ่งในสามเทศกาลภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่แล้วเหรอ?
จะบอกว่าไม่มีอัจฉริยะแบบนี้เลยก็คงไม่ได้ อย่างเช่นเซี่ยอวี่ที่คว้าตำแหน่งจักรพรรดิจอเงินจากเวนิส หรืออย่างลู เทย์เลอร์ ปุชชี ที่ทำลายสถิติจักรพรรดิจอเงินอายุน้อยที่สุดของเบอร์ลินในเวลาต่อมา พวกเขาเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่ฝังรากลึกอยู่ในแผ่นฟิล์มและสามารถเปล่งประกายเจิดจรัสออกมาได้
ฉู่ชิงเองก็มีสิ่งนั้น
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เรียกว่าอัจฉริยะจักรพรรดิจอเงิน ส่วนใหญ่ไม่ได้วัดกันที่การแสดง แต่วัดจากปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากตัวภาพยนตร์ รวมถึงโชคอีกเล็กน้อย
บางทีพล็อตเรื่องแบบ 'In the Heat of the Sun' อาจจะเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวตะวันตกมากกว่า บางทีความจืดชืดและหยาบกระด้างของ 'เสี่ยวอู่' อาจจะยังไม่ดีพอที่จะแบกรับเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้... เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เหตุผลหลักหรอก ทำได้แค่บอกว่าระดับการแสดงของฉู่ชิงยังไม่ถึงขั้น และในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินครั้งนี้ เขายังขาดโชคไปอีกนิดหน่อยด้วย
ซามูเอลยืนอยู่บนเวที ใบหน้าดุดันเผยรอยยิ้มดีใจสุดขีด มองดูแล้วกลับน่ารักขึ้นมานิดหน่อย
พี่ชายหน้าโหดที่ในวันข้างหน้าจะกวาดรายได้รวมส่วนตัวสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของฮอลลีวูดคนนี้ มีสีหน้าตื่นเต้นพลางกล่าวว่า
"ขอบคุณครับ! ผมเคยเล่นบทห่วยๆ มาเยอะมาก ผมถึงกับคิดว่าชาตินี้ตัวเองคงได้เล่นแต่บทห่วยๆ พวกนั้น ผมต้องขอบคุณเควนติน เขาชวนผมไปเล่น 'Pulp Fiction' ตั้งแต่นั้นมาผมก็รู้สึกว่าตัวเองสามารถทำอะไรที่แตกต่างออกไปได้ ขอบคุณนายนะ ที่ให้โอกาสฉันได้แสดงใน 'Jackie Brown' อีกครั้ง พูดตามตรง ผมไม่คิดเลยว่าจะได้รับรางวัลนี้ ผมนึกว่าพวกคุณจะไม่มอบรางวัลให้นักแสดงห่วยแตกที่ไม่มีสมองอย่างผมซะอีก..."
คำกล่าวความรู้สึกของเขายาวมาก ฉู่ชิงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้ให้อวี๋ลี่เวยแปลให้เขาฟังทีละประโยค
ฉู่ชิงเหมือนพวกที่มีระบบประสาทตอบสนองช้าสุดๆ ในตอนนี้ที่ได้ฟังคำกล่าวของซามูเอล เขาถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าสิ่งที่ตัวเองพลาดไปนั้นคืออะไร
นักแสดงคนหนึ่ง อาจจะไม่ได้เจอบทบาทดีๆ เลยตลอดทั้งชีวิต บทบาทประเภทที่ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตทั้งชีวิตไปกับการแสดงมันออกมา รางวัล ไม่ได้เป็นเพียงการยอมรับในการแสดงของเขา แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันสามารถสลักรอยประทับที่ไม่มีวันเลือนหายไปให้กับบทบาทนี้ และให้กับชีวิตของเขาเองด้วย
ซีซาร์มหาราชเคยกล่าวไว้ว่า ข้ามา ข้าเห็น ข้าพิชิต
สิ่งที่นักแสดงต้องการ ก็คือความรู้สึกเติมเต็มและความรู้สึกประสบความสำเร็จที่สามารถเติมเต็มชีวิตได้แบบนี้เช่นกัน
จู่ๆ ฉู่ชิงก็รู้สึกหดหู่และหวาดหวั่นขึ้นมา เขาหวาดหวั่นว่าถ้าเกิดวันข้างหน้าเขาไม่ได้เจอหนังอย่าง 'เสี่ยวอู่' อีก แล้วเขาจะทำยังไง?
เขาใช้มือลูบหน้า ลูบแรงๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
เหล่าเจี่ยรู้สึกว่าบรรยากาศรอบข้างแปลกๆ ไป จึงหันไปมองเขา พอเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปาก
เขาไม่รู้จะปลอบใจยังไง เวลาแบบนี้จะพูดอะไรก็ดูเสแสร้งไปหมด เขาเลยทำได้แค่ยื่นแขนออกไปโอบไหล่ฉู่ชิงไว้
อวี๋ลี่เวยอยู่อีกฝั่ง ส่วนกู้เจิ้งอยู่ถัดจากอวี๋ลี่เวยไปอีกที ทั้งสองคนก็ยื่นแขนยาวๆ มาโอบไหล่ฉู่ชิงไว้เช่นกัน
ฉู่ชิงกำลังก้มหน้าซึม จู่ๆ ก็รู้สึกหนักอึ้งที่ตัว เขากวาดตามองซ้ายขวาแล้วหัวเราะ "พอแล้ว ฉันยังไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น"
เหล่าเจี่ยหัวเราะตาม "วันหลังฉันจะถ่ายหนังที่ทำให้นายได้เป็นจักรพรรดิจอเงินให้ได้เลย!"
กู้เจิ้งรับมุก "เฮ้ย! พวกนายได้ยินกันหมดแล้วนะ! ฉันกับพี่เวยจะเป็นพยานให้ เหล่าเจี่ย นายพูดแล้วห้ามคืนคำนะเว้ย!"
"นั่นก็ต้องดูด้วยว่าชิงไจ๋จะยอมเล่นหนังของเขาหรือเปล่า!" อวี๋ลี่เวยหัวเราะผสมโรง
ฉู่ชิงยืดตัวขึ้น รู้สึกผ่อนคลายลงมาก เขาหันไปยิ้มกับเหล่าเจี่ย "ไม่มีปัญหา นายก็แค่เพิ่มค่าตัวให้หน่อยก็พอ"







