"คนไม่เยอะเลยแฮะ!"
กู้เจิ้งกวาดตามองผู้ชมที่ทยอยเข้ามา โรงฉายภาพยนตร์ออกจะกว้างใหญ่ แต่กลับมีคนนั่งไม่ถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกวิตกกังวล
แจ็กคอบก็ถอนหายใจและพูดว่า "นี่ขนาดผมกับผู้กำกับเดินสายแนะนำไปทั่วในช่วงไม่กี่วันมานี้แล้วนะ ไม่อย่างนั้นคนอาจจะน้อยกว่านี้อีก"
พวกฉู่ชิงนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่เหล่าเจี่ยกลับมองโลกในแง่ดี เขาพูดกลั้วหัวเราะว่า "ไม่เป็นไรหรอก หนังแบบพวกเรามีคนดูสักหลายสิบคน ผมก็รู้สึกว่ากำไรแล้ว"
แจ็กคอบชำเลืองมองเขา เพิ่งจะอ้าปากพูด ก็เห็นชาวต่างชาติหลายคนเดินเข้ามาในโรงและนั่งลงที่แถวหน้าสุด
เขารีบลุกขึ้น วิ่งตรงไปหาโดยไม่ทันได้บอกกล่าวอะไรสักคำ
ฉู่ชิงมองดูเขาพยักหน้าโค้งคำนับเอาอกเอาใจชาวต่างชาติพวกนั้น ก็อดถามไม่ได้ "คนพวกนั้นใครกันน่ะ?"
เหล่าเจี่ยตอบ "ตัวแทนจำหน่ายหนังต่างชาติน่ะ จากฝรั่งเศสแล้วก็อาร์เจนตินา ผมกับเขาไปเจอตัวแทนจำหน่ายมาตั้งยี่สิบกว่าเจ้า ไม่มีใครตกลงซื้อไปฉายเลยสักคน จนกระทั่งรายชื่อผู้เข้าชิงออกมา ถึงเพิ่งจะมีไม่กี่เจ้านี้ที่พยักหน้า แต่ก็เป็นแค่ความสนใจเบื้องต้นนะ ทุกคนกะจะรอดูหนังให้จบก่อนค่อยว่ากัน"
ฉู่ชิงไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงถามว่า "เอ่อ ถ้าขายไม่ออก พวกเราก็ต้องขาดทุนเหรอครับ?"
เหล่าเจี่ยได้ยินก็ยิ้มขื่นๆ ไม่ได้ตอบอะไร
อวี๋ลี่เวยที่อยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมาว่า "หนังอาร์ตเฮาส์แบบนี้ นายทุนเขาไม่ได้กะจะทำกำไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ปกติถ้าต้นทุนต่ำ แล้วคุณภาพดี พวกเขาก็ลงทุนโดยเล็งไปที่การคว้ารางวัลเป็นหลัก พอได้รางวัล มันก็ขายออกไปได้เอง ทางนั้นเขาจ่ายเป็นดอลลาร์ แค่ให้มาสักหลายแสนก็กำไรแล้ว ถึงจะไม่ได้รางวัล นายทุนก็ไม่ได้เสียหายอะไร แถมยังได้ชื่อเสียงดีๆ ว่าเป็นคนสนับสนุนหน้าใหม่ด้วย"
ฉู่ชิงไม่คิดเลยว่าความจริงจะเป็นแบบนี้ พอหันไปมองเหล่าเจี่ยอีกครั้ง คิ้วของเขาก็ตกลงต่ำกว่าเดิม เอาแต่ยิ้มขื่นไม่หยุด ฉู่ชิงจึงได้แต่ลอบถอนหายใจเงียบๆ ในใจ
"เอาล่ะ หนังจะฉายแล้ว" กู้เจิ้งที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็พูดขึ้น
สิ้นเสียง ไฟก็ดับลงและหน้าจอก็สว่างขึ้น
ในที่นี้ นอกจากเจี่ยจางเคอแล้วก็ไม่มีใครเคยดูตัวหนังฉบับสมบูรณ์เลย ฉู่ชิงเองก็ปรับอารมณ์และตั้งใจดูหนังอย่างจริงจัง
ฉากเปิดเรื่องคือถนนดินขรุขระ ชาวนาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อหลายคนยืนอยู่ริมถนน กวาดสายตามองไปมาด้วยแววตาเลื่อนลอย
จากนั้นรถบัสโดยสารคันใหญ่สภาพซอมซ่อก็แล่นเข้ามา เสี่ยวอู่ขึ้นรถไป แล้วพูดกับพี่ชายกระเป๋ารถเมล์ประโยคหนึ่งว่า "ผมเป็นตำรวจ!"
พี่ชายคนนั้นมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเก็บเงินและกลับไปนั่งที่เดิม
เมื่อเห็นฉากนี้ ฝรั่งหลายคนก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะออกมา
เหล่าเจี่ยกวาดตามองพวกเขาก่อนจะขมวดคิ้ว
สำหรับชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อย พวกเขาชอบดูหนังที่นำเสนอความยากจนล้าหลังของจีนแบบนี้ มันเป็นการรับรู้แบบดั้งเดิมในความคิดของพวกเขา และยังเป็นตัวแทนของกระแสความคิดหนึ่งในสังคมตะวันตก ซึ่งมักจะถูกเรียกว่า 'ลัทธิจินตนาการถึงประเทศจีน'
ตัวอย่างเช่น พวกเขารู้สึกว่าประเทศจีนควรจะมีแต่จักรยานเต็มถนนไปหมด ไม่มีตึกระฟ้า ผู้คนในประเทศต่างก็ส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวายเหมือนตอนต่อราคาในตลาดสดทุกวัน ดูโง่เขลาและล้าหลัง
พวกเขาชอบดู 'The Story of Qiu Ju' ชอบดู 'Not One Less' และชอบดูหนังอย่าง 'Farewell My Concubine'
เพราะภาพยนตร์เหล่านี้ตรงกับภาพลักษณ์ประเทศจีนในหัวของพวกเขา
ทำไม 'Farewell My Concubine' ถึงมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติสูงลิ่วขนาดนั้น แถมยังคว้าปาล์มทองคำซึ่งเป็นรางวัลเดียวของภาพยนตร์ภาษาจีนมาจนถึงปัจจุบัน?
ก็เพราะมันถ่ายทอดทุกสิ่งที่ชาวต่างชาติอยากเห็นออกมาไม่ใช่หรือไง
โดยเนื้อแท้แล้ว เรื่อง 'เสี่ยวอู่' ของเจี่ยจางเคอก็เป็นภาพยนตร์ประเภทนี้เช่นกัน แต่จุดที่แตกต่างก็คือ วิธีการนำเสนอของเขานั้นสมจริงกว่า และใกล้ชิดกับสังคมระดับล่างที่แท้จริงของจีนมากกว่า แทนที่จะเป็นเหมือนผู้กำกับรุ่นที่ห้า ที่มักจะจินตนาการเรื่องราวความรักในชนบทอันบิดเบี้ยวขึ้นมาเองจากความว่างเปล่า
สิ่งที่เขาทำ ก็แค่เพียงนำเสนอผู้คนเหล่านี้ที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ของสังคมยุคปัจจุบันออกมา
เช่นเดียวกับที่นิตยสาร 'Cahiers du Cinéma' วิจารณ์เหล่าเจี่ยเอาไว้ว่า: หลุดพ้นจากขนบธรรมเนียมของภาพยนตร์จีน
"ฉันเคยบอกเขาไว้ว่า ถ้ารอจนถึงวันที่เขาแต่งงาน จะให้เงินเขาสักหกชั่ง"
ฉู่ชิงฟังสำเนียงเฟินหยางที่ดูเป็นธรรมชาติของตัวเองแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
อันที่จริงเขาไม่ค่อยชินกับการดูหนังที่พูดภาษาจีนพร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษแบบนี้ เขาดูไปพลางเปรียบเทียบไปพลาง เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในตอนที่ถ่ายทำต่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
ยังมีฟุตเทจเสียอีกมากมายที่ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าเหล่าเจี่ยจะถ่ายไปทำไม แต่พอดูในหนังก็ถึงกับกระจ่างแจ้งในทันที ที่แท้มันก็คือโครงสร้างแบบนี้ และสามารถสร้างผลลัพธ์แบบนี้ได้นี่เอง
เขามองดูเสี่ยวอู่บนหน้าจอที่สวมแว่นตาอันใหญ่และใส่ชุดสูทไม่พอดีตัว รู้สึกทั้งแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคย เขาเคยดูละครและภาพยนตร์มาตั้งมากมาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์และน่าทึ่งของแสงและเงาเหล่านี้อย่างแท้จริง
กล้องกวาดผ่านอำเภอเล็กๆ ที่เขาไปหมกตัวอยู่ถึงสองเดือนครั้งแล้วครั้งเล่า ถนนที่เดินผ่านแทบทุกวัน ร้านอาหารเล็กๆ ที่ไปบ่อยๆ หรือแม้แต่ร้านทำผมที่เขาเคยไปตัดผมมาครั้งหนึ่ง...
ความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกก่อตัวขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ มันเป็นความภาคภูมิใจที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ หากจะต้องระบุให้ชัดเจน สิ่งนั้นก็คือ... การสร้างสรรค์
เขาสร้างเสี่ยวอู่ขึ้นมา สร้างชีวิตของเขา สร้างความสุข ความโกรธ ความเศร้า และความทุกข์ของเขา สร้างความรักที่สูญเสียไปของเขา นั่นไม่ใช่แค่ภาพบนหน้าจอ ไม่ใช่แค่ตัวละครในหนัง แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับตัวเขาเองอย่างแนบแน่น
ความรู้สึกนี้ช่างงดงามเสียจนทำให้ฉู่ชิงรู้สึกว่าชีวิตของตนเองเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและสีสัน ความรู้สึกนี้ทำให้เลือดในกายเขาสูบฉีดพล่าน จนกระทั่งทุกเซลล์ในร่างกายสั่นระริก
เสี่ยวอู่, เหมยเหมย, เสี่ยวหย่ง, เกิงเซิ่ง... ตัวละครแต่ละตัวเหล่านี้ราวกับว่ามีชีวิตอยู่ข้างกายเขา แสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตที่สมจริงที่สุด
ภาพยนตร์ ภาพยนตร์...
ที่แท้ ความรู้สึกแบบนี้ ก็เรียกว่าภาพยนตร์นี่เอง
"เหล่าเจี่ย!" จู่ๆ ฉู่ชิงก็เรียก
"มีอะไรเหรอ?" เจี่ยจางเคอหันหน้ามามองเขา
"ผมรู้สึกว่า ผม..." ริมฝีปากของฉู่ชิงสั่นระริก เขาอยากจะสื่ออะไรบางอย่างออกมามากๆ แต่ก็อธิบายไม่ถูก จะให้พูดว่า 'ผมคิดว่าผมเข้าใจคุณแล้ว...' ก็คงไม่ได้
ผู้ชายอกสามศอกสองคนมาพูดเรื่องแบบนี้ ไม่กลัวจะเลี่ยนไปหน่อยหรือไง?
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงยิ้ม โบกมือ แล้วบอกว่า "ไม่มีอะไรๆ"
เจี่ยจางเคอมีสีหน้างุนงง ดวงตาเล็กๆ หรี่เล็กลงไปอีก ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
คุณค่าในการรับชมภาพยนตร์เรื่อง 'เสี่ยวอู่' สำหรับชาวตะวันตกส่วนใหญ่นั้นแทบจะเป็นศูนย์ ฉายไปไม่ถึงครึ่งเรื่อง ผู้ชมก็แทบจะเดินออกไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงนักข่าวจากสำนักต่างๆ ที่ยังคงหยัดยืนอยู่ ไม่ใช่เพราะพวกเขาชอบ แต่เป็นเพราะจรรยาบรรณวิชาชีพทำให้พวกเขาต้องดูหนังเรื่องนี้ให้จบ แล้วกลับไปเขียนข่าว
ตัวแทนจำหน่ายที่แถวแรกเหล่านั้นก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป แจ็กคอบยังคงพร่ำบ่นอยู่ด้านหลังด้วยความหวังว่าจะขายหนังได้ จิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้นั้นนับว่าน่ายกย่องทีเดียว
เมื่อภาพยนตร์ความยาวเกือบสองชั่วโมงฉายจบ ผู้ชมและนักข่าวที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนก็ลุกขึ้นเดินหนีทันที
รอบปฐมทัศน์ของ 'เสี่ยวอู่' ปิดฉากลงท่ามกลางความเงียบเหงา
พวกเขาทั้งหลายไม่ได้ใส่ใจมากนัก สำหรับพวกเขาแล้ว การได้มาเบอร์ลินก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งแล้ว ไม่สามารถคาดหวังอะไรได้มากไปกว่านี้
และด้วยทัศนคติเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้พวกเขาปล่อยวางภาระทั้งหมดลงได้อย่างสิ้นเชิง เจี่ยจางเคอก็ผ่อนคลายลงมาก ออกไปเดินเล่นกับทุกคนทั้งวัน ทั้งดูหนัง หาของกิน เล่นไพ่ สบายใจเฉิบสุดๆ
ฉู่ชิงไปสืบรู้หมายเลขห้องของจางกั๋วหรงมาจากไหนก็ไม่ทราบ เขาจึงตั้งใจวิ่งไปเยี่ยมเยียนสักหน่อย
จางกั๋วหรงเองก็มีความประทับใจที่ดีต่อรุ่นน้องที่อายุน้อยและน่าสนใจคนนี้ ทั้งสองคนจึงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่พักใหญ่
…………
ในช่วงยุค 90 การพัฒนาข้อมูลข่าวสารในวงการบันเทิงแผ่นดินใหญ่ยังล้าหลังมาก ข่าวซุบซิบก็ไม่ได้บ้าคลั่งเหมือนในยุคหลัง ประกอบกับครั้งนี้ไม่มีผลงานของผู้กำกับชื่อดังเข้าร่วมจัดแสดง มีเพียงเรื่อง 'เสี่ยวอู่' ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ดังนั้นจึงไม่มีนักข่าวจากแผ่นดินใหญ่ตามมาเลยสักคน
ทางฝั่งฮ่องกงและไต้หวันเองก็มีสื่อมาหลายเจ้า แต่ก็ไม่ได้สนใจจะเสียเวลาไปกับกลุ่มของเจี่ยจางเคอ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมาอยู่ที่นี่ตั้งหลายวัน แต่กลับไม่เคยให้สัมภาษณ์เลยสักครั้ง ทว่าแบบนี้ก็สงบดีเหมือนกัน
วันพิธีปิด
ดูเหมือนคนทั้งเมืองเบอร์ลินจะพากันออกมาหมด ฉู่ชิงเกิดมาสองชาติยังไม่เคยเห็นฝรั่งเบียดเสียดกันเยอะขนาดนี้มาก่อน จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกสมจริงขึ้นมาว่าตัวเองต่างหากที่เป็นชาวต่างชาติ
เขามองพรมแดงที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า แล้วอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น
ฉันก็มีวันที่ได้มาเดินพรมแดงกับเขาด้วยแฮะ!
เขาดูดาราในทีวี แต่ละคนราวกับดอกกุหลาบที่แข่งกันเบ่งบานบนพรมแดง ก็เลยคิดมาตลอดว่าการเดินพรมแดงต้องเป็นเรื่องที่โคตรจะฟินสุดๆ แน่
แต่พอเขาได้ก้าวเท้าลงบนพรมแดงด้วยตัวเอง ถึงได้รู้ว่า มันไม่ใช่อย่างนั้นเลยสักนิด
เขาสวมชุดสูทที่เล็กกว่าตัวไปหนึ่งไซส์ซึ่งยืมมาจากอวี๋ลี่เวย รู้สึกหดหู่นิดหน่อย นี่ตัวเองอาภัพถึงขนาดที่ไม่มีปัญญาใส่ชุดสูทปกติๆ ได้เลยหรือไง? ไม่ใหญ่ไปก็เล็กไป
พวกเหล่าเจี่ยเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาสักเท่าไหร่ ต่างก็เป็นครั้งแรกที่ได้เดินพรมแดง ตอนที่กู้เจิ้งรอสแตนด์บาย ยังพูดจาโอ้อวดว่า เดี๋ยวพอขึ้นไป จะต้องแกล้งทำเป็นโบกมือทักทายสักหน่อย เพื่อข่มขวัญพวกฝรั่งนั่น
ผลปรากฏว่าพอขึ้นไปจริงๆ ขาของหมอนั่นก็แข็งทื่อเป็นท่อนไม้ที่ถูกทากาว จิ้มลงบนพื้นแล้วเดินตรงไปข้างหน้าโดยไม่ยอมแม้แต่จะเลี้ยวโค้ง ส่วนฉู่ชิงก็แทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย ดวงตาถูกแสงแฟลชที่สาดส่องมาจากทุกทิศทางสาดจนหน้ามืดตาลาย หูก็ถูกเสียงโห่ร้องของแฟนหนังที่มามุงดูดังกระหึ่มจนสูญเสียการได้ยิน
แน่นอนว่า ถ้าหากแสงแฟลชและเสียงโห่ร้องเหล่านี้มีไว้ให้เขา เขาคงจะรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
ทีมงานที่เดินอยู่ข้างหน้าพวกเขาคือทีมงานจากภาพยนตร์เรื่อง 'Wag the Dog' โรเบิร์ต เดอ นีโร และดัสติน ฮอฟฟ์แมน สองนักแสดงระดับปรมาจารย์ที่คุ้นเคยกับงานแบบนี้มานักต่อนัก เดินทอดน่องราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวน ส่วนทีมงานที่อยู่ด้านหลังพวกเขาคือทีมงานจากภาพยนตร์เรื่อง 'The Big Lebowski' สไตล์ของพี่น้องโคเอนดูเหมือนจะเข้ากับสายเลือดของภาพยนตร์ยุโรปมากกว่า และมักจะได้รับความนิยมในเทศกาลภาพยนตร์ใหญ่ๆ เสมอ
ด้วยเหตุนี้ ฉู่ชิงจึงสัมผัสได้ถึงความเจตนาร้ายอันน่าสะพรึงกลัวของผู้จัดงานที่จัดเตรียมตารางแบบนี้ในทันที
ดูพวกเขาสิ แต่ละคน ไม่เตี้ยก็ขี้เหร่ แถมยังไม่มีสาวๆ เลยสักคน แม้แต่พระเอกก็ยังไม่หล่อ พอเอาไปเทียบกับคนอื่น สไตล์มันก็คนละเรื่องกันเลยไม่ใช่หรือไง!
โชคดีที่พวกเหล่าเจี่ยรู้จักตัวเองดี จึงไม่ได้หยุดยืนบนพรมแดง แต่เดินผ่านไปด้วยความเร็วระดับเดียวกับตอนไปกินข้าวที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย
เมื่อเข้ามาในโรงละคร ฉู่ชิงก็ถอนหายใจออกมาในที่สุด เขาทิ้งตัวลงบนเบาะนั่งนุ่มสบาย จู่ๆ ก็รู้สึกอยากจะงีบหลับสักตื่น
"เฮ้ยๆ! ซามูแอล แอล. แจ็กสัน!" กู้เจิ้งที่อยู่ด้านข้างกดเสียงต่ำพูดด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับชะเง้อคอยาว
"โรเบิร์ต เดอ นีโร!"
"เควนติน ทารันติโน!"
"อแล็ง เรอเน! ชายชราคนนี้ก็มาด้วย!" กู้เจิ้งมองดูชายชราวัย 78 ปีคนนั้น ราวกับได้เห็นพระเจ้า น้ำเสียงที่พูดออกมาถึงกับสั่นเครือ
ฉู่ชิงได้แต่ฟังเขาพึมพำชื่อแต่ละชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ด้วยท่าทางสงบนิ่งและมีสีหน้าเรียบเฉย
"เจฟฟ์ บริดเจส!"
กู้เจิ้งตะโกนเรียกชื่อขึ้นมาอีกชื่อหนึ่ง
"ใครนะ?"
ฉู่ชิงฟังดูคุ้นหู จึงอดถามไม่ได้
"เจฟฟ์ บริดเจส! นั่นไง!" กู้เจิ้งชี้ให้ดู
พอฉู่ชิงมองตามก็ยิ้มออก นี่มันเดอะดูดนี่นา!
ช่วงหลายวันนี้ที่ดูหนังมาตั้งมากมาย เขาก็ประทับใจคุณลุงคนนี้แหละ แสดงได้เทพจริงๆ
ตอนนั้นเอง ไฟก็หรี่ลง บรรยากาศภายในงานค่อยๆ เงียบสงบ
พิธีกรเดินขึ้นไปบนเวที กล่าวเปิดงานสั้นๆ สองสามประโยค จากนั้นก็เป็นการปรากฏตัวของคณะกรรมการตัดสิน แน่นอนว่าจางกั๋วหรงก็อยู่ในนั้นด้วย เขามีสีหน้าเคร่งขรึม แต่พอกวาดสายตาไปเห็นกวนจิ่นเผิงที่นั่งอยู่แถวหน้า ภาพลักษณ์ก็เปลี่ยนไปในพริบตา แอบโบกมือทักทายอย่างซุกซน
ประธานคณะกรรมการคือ เบน คิงสลีย์ ชายหัวโล้นจมูกโต ท่าทางดูจริงจังมาก เขาพูดไม่เยอะหรอก แต่ถึงอย่างนั้นฉู่ชิงก็ฟังไม่ออกอยู่ดี
งานเทศกาลภาพยนตร์ไม่เหมือนงานประกาศรางวัลออสการ์หรือลูกโลกทองคำที่ชอบเล่นมุกตลก มันเรียบง่ายและกระชับ
พอเบน คิงสลีย์พูดจบ ก็เริ่มการประกาศรางวัลทันที







