แสงอัสดงฉาบครึ่งคุ้งน้ำ ตะวันทาบขุนเขาทักษิณเต็มฟ้าดิน
หลี่อี้นั่งอยู่ใต้ต้นจ้าวเจี่ยวใหญ่หน้าประตู แสงยามโพล้เพล้าทาบลงบนร่าง ราวกับเคลือบเขาไว้ด้วยสีทอง ให้ดูสูงส่งเหนือธุลีโลก
ซานเหนียงยืนพิงประตูลาน มองเขาจากไกลๆ จนเผลอตกอยู่ในภวังค์
ภายในลาน ซิ่วจือกำลังพาบุตรชายสองคนเก็บกวาด เด็กๆ เล่นซนกันมาทั้งวันจนทั่วลานเละเทะ นางเงยหน้ามองซานเหนียงผู้ยืนเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าแล้วก้มล้างข้าวของต่อ ด้วยเป็นสตรีเหมือนกัน นางจึงมองความในใจของหลัวซานเหนียงออกตั้งแต่มาถึง อันที่จริง ในลานเล็กแห่งนี้จะมีผู้ใดมองไม่ออกบ้าง
ทว่านางก็มองออกเช่นกันว่า นายท่านของตนมิได้มีใจเช่นนั้น
ภายในโรงงานปีกตะวันตก หลัวเอ้อร์เดินตามภรรยาที่กำลังแช่ถั่วพลางกล่าวว่า "ต้องวานคนช่วยหาคู่ครองให้ซานเหนียงแล้ว"
"หัวใจของซานเหนียงอยู่ที่อู๋อี้หมดแล้ว"
"ข้าจะไม่รู้หรือ แต่มีคำกล่าวไว้ บุปผามีใจ สายน้ำไร้ไมตรี วัวไม่ยอมกินน้ำ ต่อให้ฝืนกดหัวมันแล้วจะมีประโยชน์อันใด รีบหาคู่ครองให้นางเสียแต่เนิ่นๆ เถิด จะได้ไม่ถลำลึกไปกว่านี้"
"ซานเหนียงของบ้านเรามีตรงไหนไม่คู่ควรกับอู๋อี้เล่า" หญิงชราพึมพำ
หลัวเอ้อร์แค่นเสียง "เจ้าดูคนที่มาวันนี้เถิด แต่ละคนมีฐานะเช่นไร พอโรงเรียนประถมแห่งนี้เปิดขึ้น เจ้าหน้าที่กฎหมายอำเภอว่านเหนียน ขุนนางจวนอ๋องฉิน คนจากสกุลตู้แห่งจิงเจ้า ตลอดจนกำนันและผู้ช่วยกำนันจากตำบลต่างๆ ล้วนเกรงอกเกรงใจหลี่อี้ถึงเพียงนั้น เด็กผู้นี้มีอนาคตไกลนัก"
กล่าวจบ หลัวเอ้อร์ก็ย่อตัวลงนั่ง หอบหายใจเสียงหนักด้วยความกลัดกลุ้ม เขาเองก็มองหลี่อี้ไว้สูงนัก แต่เดิมยังยอมลดศักดิ์ศรีเป็นฝ่ายไปสู่ขอด้วยตนเอง แล้วอย่างไรเล่า หลี่อี้กำลังโผบินสูงขึ้นทุกที ส่วนซานเหนียงกลับยิ่งไม่คู่ควรกับเขา
สองพี่น้องสือโถวกับโก่วเซิ่งเดินข้ามสะพานมา
คนหนึ่งจูงโคเหลือง อีกคนต้อนเป็ด บนหลังโคยังบรรทุกหญ้าข้าวนกสองมัดที่ถอนออกจากแปลงกล้า กับต้นเหลียวอีกสองมัดใหญ่
หญ้าข้าวนกเป็นอาหารมื้อดึกของโค ส่วนต้นเหลียวใช้ไล่ยุงในยามค่ำคืน
ทั้งโคเหลืองและเป็ดต่างกินจนอิ่มหนำ เป็ดสองตัวยังลงเล่นน้ำในแม่น้ำอยู่นาน ก่อนเดินส่ายอาดๆ กลับบ้านอย่างพึงใจ
แผงขายของตรงหัวสะพานยังคงเปิดอยู่ ผู้เฝ้าแผงคือภรรยาของหลัวอู่ บัดนี้จุดพักบริการหัวสะพานเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เพิงหญ้าแถวหนึ่งทางหัวสะพานด้านเหนือแบ่งครึ่งเป็นร้านอาหาร อีกครึ่งเป็นบริเวณพักผ่อน มีทั้งน้ำเต้าหู้ เต้าฮวยอ่อน เต้าฮวย ข้าวและโจ๊กข้าวฟ่างที่คิดเงิน ทั้งยังมีน้ำต้มสุกเย็นๆ หรือน้ำบ่อเย็นฉ่ำรสหวานให้ดื่มโดยไม่คิดเงิน
ด้านข้างมีหลักผูกม้าเรียงอยู่แถวหนึ่ง พร้อมรางน้ำสำหรับให้ม้าดื่ม
ไม่ไกลออกไปทางใต้ลมยังมีส้วมสาธารณะอีกแถวหนึ่ง สะอาดถูกสุขลักษณะ มีคนทำความสะอาดวันละหลายรอบ ทั้งยังจัดไม้ชำระสะอาดไว้ให้ใช้โดยไม่คิดเงิน
สำหรับพ่อค้าและนักเดินทางที่ผ่านไปมา การแวะพักขาหรือกินอาหารรองท้องที่นี่นับว่าไม่เลวเลย
ที่สำคัญคือของที่นี่ราคาถูก อีกทั้งบริการยังดีมาก
ยามเย็น ผู้ที่ยังเดินทางอยู่มีไม่มากแล้ว แต่ซานเหนียงยืนกรานว่าต้องมีคนเฝ้าที่นี่ตลอดทั้งวัน
"แรกกำเนิด จิตคนดี ธรรมชาติคล้าย เคยชินห่าง"
สองพี่น้องสือโถวท่องคัมภีร์สามอักษรที่เพิ่งเรียนเมื่อตอนเที่ยงไปพลางเดินไปพลาง ท่องกลับไปกลับมาก็จำได้เพียงประโยคนี้ประโยคเดียว บุตรทั้งสามของหลัวอู่ที่หัวสะพานได้ยินเข้าก็พากันท่องตาม
พี่สะใภ้ของซานเหนียงคว้าแขนนาง ลากออกไปจากหน้าประตูลาน
"ทำอันใดเล่า" ซานเหนียงถามอย่างอาลัยอาวรณ์
"ต่อให้เจ้ายืนมองเขาตาละห้อยอยู่ตรงนี้ เขาก็มิใช่คนของเจ้า" พี่สะใภ้กล่าว
ซานเหนียงหน้าแดง "แล้วข้าจะทำเช่นไรได้"
"ชอบเขาก็เข้าหาเขาเสียสิ" พี่สะใภ้กล่าวอย่างห้าวหาญ ถ้อยคำนี้ทำให้ซานเหนียงหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม อย่างไรนางก็ยังเป็นหญิงสาวที่มิได้ออกเรือน
"โธ่ พี่สะใภ้ ท่านพูดอันใดกัน"
"พี่สะใภ้ทำไปก็เพื่อเจ้า เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านพ่อท่านแม่หารือกันว่าจะหาคู่ครองให้เจ้าแล้วรีบส่งเจ้าออกเรือน จะได้ไม่ต้องคิดเพ้อเจ้อทั้งวัน" พี่สะใภ้ลากนางไปด้านข้าง "หากเจ้าชอบอู๋อี้จริง ก็ต้องรีบลงมือแล้ว"
"จะให้รีบอย่างไรเล่า"
"ปกติเจ้าฉลาดนักมิใช่หรือ เรื่องเช่นนี้ยังต้องให้ข้าสอนอีกหรือ รอจนถึงกลางดึก เจ้าก็ย่องเข้าไปในห้องเขาเสีย อย่างไรตอนนี้ห้องของเขาก็ยังไม่มีประตู…"
ซานเหนียงฟังจนตาค้าง ใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นตึกตักไม่หยุด
พี่สะใภ้กลับเริ่มถ่ายทอดเรื่องระหว่างชายหญิงให้นางอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาซานเหนียงอับอายจนแทบอยากให้พื้นแยกออกเพื่อมุดหนีลงไป
"ที่ข้าพูดทั้งหมดก็เพื่อเจ้า หากไม่รีบคว้าไว้ คราวนี้เจ้าคงไม่มีโอกาสแล้ว อู๋อี้เป็นคนมีความสามารถ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นชายหนุ่ม หากเจ้านอนกับเขาแล้ว เขาจะไม่แต่งเจ้าได้หรือ"
ซานเหนียงซุกหน้าลงกับเข่า "แต่หากเขาปฏิเสธแล้วไล่ข้าออกมา ข้าจะมีหน้าอยู่ต่อไปได้อย่างไร"
"กลัวหมาป่าข้างหน้า กลัวพยัคฆ์ข้างหลัง เช่นนั้นเจ้าก็ตัดใจเสียเถิด" พี่สะใภ้พูดพลางทำท่าจะจากไป ซานเหนียงรีบยื่นมือรั้งนางไว้ "พี่สะใภ้ ท่าน…ท่านสอนข้าที"
"เรื่องนี้เพียงเจ้ากล้าและเป็นฝ่ายเริ่มก่อน โอกาสสำเร็จก็มีถึงแปดเก้าส่วน บุรุษหนุ่มเลือดลมกำลังพลุ่งพล่าน พอถึงเวลาจะอดกลั้นอยู่ได้อย่างไร เมื่อหุงข้าวสารจนเป็นข้าวสุกแล้ว เขาจะไม่รับผิดชอบได้หรือ เขาก็มิใช่คนพอได้ตัวเจ้าแล้วจะปัดความรับผิดชอบเสียหน่อย"
"หัวใจสำคัญคือเจ้าต้องเป็นฝ่ายเริ่ม หุงข้าวสารให้เป็นข้าวสุกเสีย"
"อันที่จริงเรื่องนั้นก็ง่ายดาย มิได้น่ากลัวถึงเพียงนั้น…"
หลี่อี้นั่งอยู่ใต้ต้นจ้าวเจี่ยวใหญ่หน้าประตู มองแสงอัสดงและเมฆแดง มองนกยางขาวในนาข้าวบินกลับรัง มองหมู่บ้านเล็กๆ แห่งแล้วแห่งเล่าบนฝั่งเหนือของแม่น้ำฮ่าว
เขาปล่อยใจให้ว่างเปล่า ดื่มด่ำกับสายลมเย็นในยามค่ำของฤดูร้อน
ชีวิตนับว่าดีขึ้นและมั่นคงแล้ว เมื่อมีโรงเรียนประถมอู๋จี๋กับคณะกรรมการโรงเรียน เขาก็นับว่าตั้งหลักในตำบลอวี้ซิ่วได้แล้ว
ขั้นต่อไปคือเชิญช่างมาขุดบ่อน้ำในลาน ซ่อมประตูหน้าต่าง ทำเครื่องเรือน กระทั่งอาจเริ่มพิจารณาโครงการสร้างลานตะวันตกของอู๋จี๋ขึ้นใหม่
โรงงานสร้างเงิน โรงเรียนสร้างชื่อ
ได้ทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์
ในชนบทแถบฉางอัน เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง
ยุงเริ่มชุกขึ้น หลี่อี้จึงได้แต่ตบก้นลุกกลับบ้าน ภายในลานเล็ก หลานเซียงกับน้องชายก่อกองควันไว้หลายกองแล้ว ยุงจึงน้อยลงมาก
ใต้ชายระเบียง
หลัวเอ้อร์กับซานเหนียงมารายงานสภาพของโรงงานและเรื่องอื่นๆ แก่หลี่อี้ บัดนี้โรงงานเริ่มเข้าที่แล้ว คำสั่งซื้อมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การผลิตฟองเต้าหู้ยังช้าเกินไป หลัวเอ้อร์จึงเสนอให้เพิ่มกระทะก้นแบนใบใหญ่อีกหลายใบ มิฉะนั้นย่อมผลิตไม่ทันความต้องการ
ส่วนเต้าหู้ทอดผลิตได้ค่อนข้างเร็ว ทว่าปริมาณน้ำมันที่ใช้ก็น่าตกใจเช่นกัน ตอนนี้ทอดเต้าหู้วันละร้อยจินไม่เป็นปัญหา แต่ต้องใช้น้ำมันกว่าห้าสิบจิน
"พรุ่งนี้ข้าจะไปสั่งกระทะก้นแบนเพิ่มที่ร้านตีเหล็กสกุลเฝิง แล้วถือโอกาสสั่งน้ำมันเมล็ดแมนจิงมาเพิ่มด้วย"
หลัวเอ้อร์พยักหน้า "เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะเรียกคนในหมู่บ้านมาสักหลายคน ก่อเตาเตรียมไว้ก่อน ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้แต่ละวันเราใช้ฟืนมิใช่น้อย"
หลี่อี้รู้สึกว่านี่มิใช่ปัญหา "แจ้งทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเราเถิดว่าโรงงานรับซื้อฟืน ฟางข้าวก็รับ ทุกคนขนมาส่งได้ เราจ่ายเป็นเงินสด หรือจะแลกกากถั่วกับข้าวฟ่างก็ได้"
นี่นับเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านอีกทางหนึ่ง ผู้ใดมีเวลาว่างก็ออกไปตัดฟืน นำมาแลกเงินหรือธัญพืชได้บ้าง
"จริงสิ ซานเหนียง พรุ่งนี้เจ้าช่วยไปถามในหมู่บ้านให้ข้าที ข้าจะจ้างคนมาทำอาหารและกวาดถูที่โรงเรียน ให้เลือกคนที่ครอบครัวยากจนในหมู่บ้านก่อนเช่นเดิม"
หลัวซานเหนียงมิได้ตอบ
หลี่อี้หันไปมอง เห็นนางจ้องตนอยู่แต่กลับเหม่อลอย
"ซานเหนียง?"
เขาเรียกหลายครั้งกว่านางจะรู้สึกตัว ใบหน้าพลันแดงก่ำ หลี่อี้จึงกล่าวเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง นางรีบรับคำ "อาสะใภ้ของเอ้อร์เลิ่งเสียสามีไปแล้ว ต้องเลี้ยงดูบุตรที่กำลังโตถึงสามคน ชีวิตค่อนข้างลำบาก"
"นางอายุเท่าใดแล้ว"
"คงใกล้ห้าสิบแล้ว"
หลี่อี้กล่าวว่า "ขอเพียงมือไม้คล่องแคล่ว ทำงานสะอาด ก็เชิญนางมาเถิด เลี้ยงอาหารวันละสองมื้อ จ่ายข้าวฟ่างเดือนละหกโต่ว ส่วนที่พักก็ให้อยู่บ้านตนเองดังเดิม งานแต่ละวันมีเพียงทำอาหารและทำความสะอาดทางโรงเรียน"
เงื่อนไขเช่นนี้สำหรับหญิงม่ายอายุมากเพียงนั้น นับว่าช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างยิ่ง
ซิ่วจือที่อยู่ด้านข้างรวบรวมความกล้าเอ่ยว่า "นายท่าน งานทั้งหลายที่โรงเรียนให้บ่าวทำเถิดเจ้าค่ะ ไม่ต้องจ้างผู้อื่นเพิ่มดอก"
"ตอนนี้โรงเรียนมีคณะกรรมการ ทั้งยังได้รับเงินบริจาคมาไม่น้อย เมื่อมีกำลังก็ควรจ้างคนเพิ่ม ส่วนเจ้ายังคงดูแลงานทางข้าเถิด"
จากนั้นหลี่อี้ก็เล่าแผนสร้างลานตะวันตกขึ้นใหม่ให้หลัวเอ้อร์ ซานเหนียงและคนอื่นๆ ฟัง ทางลานตะวันออกจะต่อเติมเรือนแถวหน้าทางใต้ เพิ่มห้องข้างอีกสองห้องให้เรือนเหนือ ปีกเรือนตะวันออกกับตะวันตกก็จะเพิ่มห้องข้างอีกฝั่งละห้อง ทั้งยังต้องขุดบ่อน้ำ
เท่ากับว่าลานตะวันออกจะกลายเป็นเรือนแบบสองลาน ชั่วคราวยังไม่สร้างเรือนหลังต่อจากเรือนเหนือ เพียงเพิ่มห้องข้างสี่ห้องกับเรือนแถวหน้าหนึ่งหลัง เท่านี้ก็จะมีห้องเพิ่มขึ้นหลายห้อง เพียงพอใช้ไปได้ระยะหนึ่ง
"จะสร้างห้องมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ" หลัวเอ้อร์ประหลาดใจ
"คราวนี้เมื่อเริ่มก่อสร้างอีก จะให้ชาวบ้านร่วมถิ่นมาช่วยโดยไม่รับสิ่งตอบแทนมิได้แล้ว ต้องจ้างพวกเขามาทำงานและจ่ายค่าแรง"
หลัวเอ้อร์กล่าวว่า "จะให้ค่าแรงอันใดกัน ล้วนเป็นเพื่อนบ้านร่วมถิ่นทั้งนั้น"
"มิได้ ข้าเพิ่งสร้างเรือนไปเก้าห้อง จะให้ทุกคนมาช่วยโดยเปล่าซ้ำอีกได้อย่างไร ข้าจะเอาเปรียบทุกคนเช่นนี้มิได้ ยามนี้ชีวิตของแต่ละบ้านก็มิง่ายดาย"
"เช่นนั้นก็เลี้ยงข้าวสักมื้อ แล้วให้ข้าวฟ่างคนละหนึ่งเซิงก็พอ อย่างไรยามนี้ก็เป็นช่วงว่างเว้นจากงานนา" หลัวเอ้อร์กล่าว
"หนึ่งเซิงจะน้อยเกินไปหรือไม่"
"ไม่น้อยแล้ว ผู้ที่รับจ้างเป็นคนงานระยะยาวทำงานหนึ่งวันยังได้เพียงสามเซิง งานช่วยสร้างเรือนของเราสบายกว่าการเป็นคนงานระยะยาว ทั้งยังมิจำกัดว่าจะเป็นหญิงหรือชาย"
"เช่นนั้นก็ตกลง ส่วนช่างขุดบ่อ ช่างไม้และช่างปูน ยังต้องรบกวนท่านอารองช่วยเชิญมาให้ข้า"
"ได้"
ซานเหนียงกล่าวอยู่ด้านข้างว่า "เชิญช่างทำสักหลาดมาด้วยเถิด ซื้อขนแกะมาอัดเป็นสักหลาดปูนอนสักหลายผืน ยามพักอาศัยจะได้สบายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูหนาวย่อมอบอุ่นนัก"
"อัดสักหลาดปูนอนสักผืนมิใช่ถูกเลย" หลัวเอ้อร์เอ่ยแทรก การอัดสักหลาดไม่เพียงต้องซื้อขนแกะ ยังต้องใช้น้ำมันและแป้งด้วย ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ช่างสักหลาดผู้สะพายคันธนูใหญ่เป็นอาชีพที่ผู้คนให้ความเคารพ ทั้งยังเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง
การอัดสักหลาดผืนใหญ่กว้างสี่ฉื่อ ยาวหกฉื่อ ต้องใช้ขนแกะกว่ายี่สิบจิน แป้งสองจิน และน้ำมันงาครึ่งจิน อีกทั้งต้องอาศัยคนสามคนผ่านขั้นตอนดีดขน ปู ล้างและขั้นตอนอื่นๆ อีกกว่าสิบขั้นจึงจะเสร็จสมบูรณ์
ทว่าสักหลาดผืนหนึ่งใช้ได้ชั่วชีวิต ทั้งอบอุ่นและป้องกันความชื้น
ในอดีตเมื่อบุรุษจะแต่งภรรยา ย่อมต้องอัดสักหลาดผืนใหม่ไว้สักผืน
ตอนนี้หลี่อี้ยังนอนบนแผ่นกระดานเปล่าๆ ทุกวัน แม้แต่เสื่อกกก็ยังไม่ได้ปู ทว่าเขาเคยชินเสียแล้วและยังไม่มีเวลาสนใจเรื่องเหล่านี้ ซานเหนียงกลับเริ่มปวดใจแทนเขา คิดอยากทำสักหลาดให้เขาสักผืนก่อน
เสียงกบร้องระงมดังมาจากหาดริมแม่น้ำฮ่าว
หลัวเอ้อร์เริ่มหาว ทุกคนเคยชินกับการเข้านอนแต่หัวค่ำ พอฟ้ามืดก็ไม่มีกิจกรรมใดให้ผ่อนคลาย ทั้งยังต้องตื่นแต่เช้าอีก
ทุกคนจึงแยกย้ายกลับห้อง
เจ้าแมวลายกระดองเต่าตัวน้อยเจาไฉกระโดดขึ้นบนตั่งมาอ้อนให้ลูบขน ตอนนี้ในลานเล็กมีธัญพืชเก็บไว้มาก หลัวเอ้อร์จึงอุ้มแมวลายตัวใหญ่จากบ้านตนมาเฝ้าธัญพืชในโรงงาน เจ้าแมวน้อยจึงสบายขึ้นมาก ทุกคืนมันจะอยู่ในห้องของหลี่อี้ อีกทั้งเคยชินกับการที่หลี่อี้ป้อนปลาและกุ้งให้มัน จึงชอบมานอนเป็นเพื่อนเขาที่สุด
เสียงครืดคราดในลำคอของแมวช่วยกล่อมให้ง่วงได้ไม่น้อย
"กุ้งแห้งเหลือสองตัวสุดท้ายแล้ว กินหมดก็ไม่มีอีก ต่อไปข้าจะให้โก่วเซิ่งกับพวกจับกุ้งฝอยและปลาตัวเล็กมาตากแห้งทำอาหารแมวให้เจ้า"
ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรศัพท์มือถือและเครือข่าย ไม่มีโต่วอิน
กระทั่งตะเกียงน้ำมันก็ยังไม่มี
หลี่อี้นอนอยู่บนตั่ง มือหนึ่งลูบเจ้าแมวน้อย ไม่นานก็หลับไปท่ามกลางเสียงกบและเสียงครืดคราดของแมว
กลางดึก
เงาร่างหนึ่งเดินวนเวียนอยู่หน้าประตู
(จบบทนี้)







