การเรียนการสอนคาบแรกเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
เด็กๆ ทั้งหกสิบคนตั้งใจฟังกันอย่างสนุกสนาน แขกเหรื่อและชาวบ้านที่มาร่วมฟังการสอนต่างก็รู้สึกว่าหลี่อี้ผู้ยังหนุ่มแน่นผู้นี้มีความรู้และสอนได้ดีเยี่ยม
ในมิติของหลี่อี้มีนาฬิกา เขาจึงสามารถกะเวลาจัดตารางเรียนได้อย่างแม่นยำ หนึ่งคาบเรียนใช้เวลาสี่สิบห้านาที พักกลางคาบสิบห้านาที ช่วงบ่ายนี้จึงสอนไปได้ถึงสี่คาบ
เวลานี้ดวงอาทิตย์ด้านนอกยังคงลอยสูง เพิ่งจะประมาณสี่โมงครึ่งเท่านั้น
เมื่อคำนึงถึงเวลาทำงานของชาวบ้านในฤดูร้อนที่จะต้องหลีกเลี่ยงช่วงกลางวันที่แดดแรง โดยจะทำงานกันในช่วงเช้าและบ่ายคล้อย หลี่อี้จึงปรับเวลาเรียนของนักเรียนให้ยืดหยุ่นขึ้น ต่อไปในฤดูร้อนจะให้มาเรียนช่วงกลางวัน เพื่อที่เด็กๆ จะได้ช่วยงานที่บ้านได้ในตอนเช้าและตอนบ่ายคล้อย
โรงเรียนยังคงเลี้ยงอาหารกลางวันหนึ่งมื้อเช่นเดิม เมื่อเด็กๆ มาถึงก็จะได้กินอาหารกลางวันก่อน กินเสร็จพักผ่อนสักครู่แล้วค่อยเข้าเรียน และเพื่ออาหารมื้อนี้ พวกเขาย่อมมาตรงเวลาอย่างแน่นอน
วันนี้เมื่อการสอนวันแรกสิ้นสุดลง หลี่อี้จึงตั้งใจให้ซิ่วจือและหลานเซียงช่วยกันทำอาหารเย็นหนึ่งมื้อ
ยังคงเป็นข้าวฟ่าง ทานคู่กับมะเขือม่วงผัด และแกงจืดผักบุ้งใส่กากหมู
ซิ่วไฉต่งกับซุนฝูเจียยืนกรานที่จะกินอาหารแบบเดียวกับเด็กนักเรียน กำนันหวังและผู้ช่วยกำนันเฝิงย่อมต้องเอ่ยปากขอกินร่วมกับเด็กๆ ด้วยเช่นกัน
เด็กที่มาเรียนจะได้รับอาหารหนึ่งมื้อ แต่ต้องนำถ้วยชามและตะเกียบมาจากบ้านเอง กินในโรงเรียนให้อิ่มได้ แต่ห้ามกินเหลือ และห้ามห่อกลับบ้าน
ซิ่วไฉต่งกับซุนฝูเจียเองก็ไปต่อแถวอยู่ด้านหลัง
เมื่อมองดูภาพบรรยากาศอันคึกคัก ก็เอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจว่า "โรงเรียนประถมอู๋จี๋ช่างเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา การสอนของอู๋อี้ทำเอาคนแก่เช่นข้ายังต้องเลื่อมใสยิ่งนัก"
"จริงด้วย เรื่องราวเมิ่งหมู่ย้ายบ้านสามหน แม้ข้าจะเคยรู้มาก่อนแล้ว แต่ยามฟังเขากล่าวกลับเพลิดเพลินจนลืมตัว" ซุนฝูเจียกล่าว
"คัมภีร์สามอักษรนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ ข้ากล้าพูดเลยว่าไม่ด้อยไปกว่าคัมภีร์พันอักษร จะต้องตกทอดไปสืบหมื่นพันปีเป็นแน่"
ซิ่วไฉต่งและซุนฝูเจียล้วนเป็นผู้มีความรู้อย่างแท้จริง พวกเขาย่อมตระหนักถึงคุณค่าของคัมภีร์สามอักษรเป็นอย่างดี
กำนันหวังเอ่ยขึ้นในเวลานี้ว่า "อู๋อี้เอ๋ย นักเรียนมากมายเพียงนี้ มีอาหารให้กินเปล่าทุกวัน หลายปากหลายท้องย่อมต้องสิ้นเปลืองเสบียงไม่น้อย ประเดี๋ยวข้าจะให้บ่าวไพร่ส่งเสบียงมาให้สักสองสือ"
เฝิงลิ่วหลางจึงกล่าวว่า "บ้านข้ามีโรงสกัดน้ำมัน ข้าจะให้คนส่งน้ำมันมาให้ก่อนสักยี่สิบเซิง"
ลี่เจิ้งหวังย่อมไม่ยอมน้อยหน้า ตบหน้าอกรับรองว่าที่บ้านมีโรงโม่ ประเดี๋ยวจะให้คนส่งเสบียงมาให้สองสือเช่นกัน
"นาโรงเรียนสิบหมู่ที่ทางตำบลมอบให้เจ้า ประเดี๋ยวจะจัดการแบ่งให้เรียบร้อย ภายหน้าก็ให้เด็กๆ พวกนี้ช่วยกันปลูกข้าวปลูกผักเสียหน่อย ถือเป็นการแบ่งเบาภาระของเจ้า"
กัวเอ้อร์หลางมีฐานะต่ำต้อยที่สุดในหมู่ผู้คน ยามนี้เพื่อแสดงน้ำใจบ้าง จึงเอ่ยปากยินดีบริจาคที่ดินห้าหมู่ให้โรงเรียนเพื่อทำนาโรงเรียน
"อู๋อี้ขอขอบพระคุณทุกท่านขอรับ ประเดี๋ยวข้าจะทำสมุดบัญชีกองกลาง บันทึกของบริจาคเหล่านี้ลงบัญชีทั้งหมด ภายหน้ารายจ่ายใดๆ ล้วนต้องลงบัญชี และจะปิดประกาศแจ้งให้ทราบเป็นระยะ ข้ารับรองว่าจะนำเงินบริจาคเหล่านี้ไปใช้เพื่อนักเรียนทุกคนอย่างแน่นอน"
ซุนฝูเจียพูดพลางหัวเราะว่า "จ้างช่างไม้มาทำหน้าต่างประตูและโต๊ะเก้าอี้ก่อนเถิด ต่อให้ต้องนั่งพื้น ก็ควรปูพื้นไม้และปูเสื่อกก อีกสองเดือนอากาศหนาวแล้ว จะให้นั่งบนพื้นดินคงไม่ดีนัก"
"ข้าจะรีบจัดการทันทีขอรับ" หลี่อี้ตอบรับอย่างตรงไปตรงมา เรื่องนี้เดิมทีก็อยู่ในแผนการอยู่แล้ว
หลี่อี้ยังได้กล่าวคำขอร้องอีกเรื่องหนึ่ง
"ข้าหวังว่าจะได้ก่อตั้งคณะกรรมการโรงเรียนอู๋จี๋ขึ้นมา เงินทอง เสบียงอาหาร และที่ดินที่ทุกท่านบริจาค จะได้รับการจัดการและดูแลร่วมกันโดยคณะกรรมการ เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารกลางวัน กระดาษพู่กันของนักเรียน รวมถึงค่าบำรุงรักษาอาคารเรียนและโต๊ะเก้าอี้ หากมีเหลือ ก็แบ่งส่วนหนึ่งมาเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดี
ส่วนที่เหลือ นำไปซื้อที่ดินทำนาโรงเรียน หรือปล่อยกู้ โดยให้สิทธิ์ครอบครัวนักเรียนที่ยากไร้กู้ยืมก่อน รองลงมาคือครอบครัวคนชราและคนยากจนในตำบล
ค่าเช่าและดอกเบี้ยที่ได้ นอกเหนือจากใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของโรงเรียนแล้ว หากมีเงินเหลือ ก็สามารถซื้อที่ดินหรือปล่อยกู้เก็บค่าเช่าและดอกเบี้ยต่อไปได้ขอรับ"
คณะกรรมการโรงเรียนที่หลี่อี้เสนอขึ้นมานี้ ก็เพื่อการดำเนินงานของโรงเรียนในระยะยาว แน่นอนว่าเขาสามารถควักเงินจ่ายเองคนเดียวได้ แต่ในเมื่อตอนนี้ทุกคนยินดีบริจาคเงิน ก็ต้องให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม และยังได้แบ่งปันชื่อเสียงในการสร้างโรงเรียนนี้ด้วย
ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการโรงเรียน แท้จริงแล้วก็เหมือนกับที่คนโบราณตั้งคณะกรรมการสร้างสะพาน คณะกรรมการวัด คณะกรรมการสร้างถนน ล้วนเป็นการลงขันทำสาธารณกุศลร่วมกัน และเพื่อให้คงอยู่ได้ในระยะยาว จึงสามารถซื้อที่ดินปล่อยกู้ เพื่อให้มีรายได้จากค่าเช่าและดอกเบี้ย ทำให้พัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน
เนื่องจากทุกคนออกเงิน หลี่อี้จึงเสนอให้ทุกคนมีสิทธิ์ในการตรวจสอบ
หลี่อี้เสนอให้เชิญคนในตำบลอย่างซิ่วไฉต่ง กำนันหวัง เฝิงลิ่วหลาง กัวเอ้อร์หลาง และคนอื่นๆ มาเป็นครูใหญ่กิตติมศักดิ์ควบตำแหน่งกรรมการโรงเรียน รับผิดชอบดูแลทรัพย์สินที่ดินและรายจ่ายเงินทองของคณะกรรมการ ส่วนซุนฝูเจีย ตู้หรูฮุ่ย และคนอื่นๆ ก็เชิญมาเป็นครูใหญ่กิตติมศักดิ์ควบตำแหน่งผู้ตรวจสอบของคณะกรรมการ มีสิทธิ์ตรวจสอบบัญชีของคณะกรรมการได้
หลี่อี้เป็นครูใหญ่ เป็นครูผู้สอน และเป็นผู้ดูแลคณะกรรมการโรงเรียนตัวจริง
เช่นนี้แล้ว ทุกคนย่อมมีกระจิตกระใจในการบริจาคมากขึ้น ประการต่อมาทุกคนก็จะได้ชื่อเสียงร่วมกัน และอีกประการคือทำให้คณะกรรมการโรงเรียนมีความโปร่งใสมากขึ้น
ถึงเวลาโรงเรียนยังต้องสร้างศิลาจารึก สลักชื่อผู้บริจาคและจำนวนเงินไว้บนศิลาทุกปี
คณะกรรมการโรงเรียน นาโรงเรียน เงินกองทุน ภายหน้าไม่แน่ว่าอาจต้องสร้างยุ้งฉางของโรงเรียนด้วยซ้ำ ระบบพวกนี้แปลกใหม่มาก ซิ่วไฉต่งเปิดสำนักศึกษาเอกชนมาหลายปี ก็เคยรับเงินบริจาคจากเหล่าบัณฑิตและผู้มีอิทธิพลอยู่บ้าง แต่ไม่เคยคิดจะทำเรื่องพวกนี้เลยจริงๆ
ตู้ซานหลาง กัวเอ้อร์หลาง และคนอื่นๆ รู้สึกว่าเรื่องนี้ดีมาก ทำให้รู้สึกมีส่วนร่วม และยังช่วยเพิ่มพูนชื่อเสียงให้พวกเขาได้ไม่น้อย
ซุนฝูเจียยุ่งมาก ตอนนี้เขาเป็นเจ้าหน้าที่ตุลาการอำเภอว่านเหนียน ยามนี้เปลี่ยนราชวงศ์ใหม่เขายังอยากก้าวหน้าขึ้นไปอีก แต่เมื่อลองไตร่ตรองดูแล้ว ก็ยิ้มรับปาก
ตำแหน่งครูใหญ่กิตติมศักดิ์ควบผู้ตรวจสอบ ก็ไม่ได้ต้องการให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมอะไรนักหนา เพียงสละเวลามาช่วยตรวจสอบบัญชีของคณะกรรมการปีละครั้งก็พอแล้ว แท้จริงเขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าหลี่อี้ผู้ยังหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย
โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้เพิ่งก่อตั้ง แต่กลับคิดการล่วงหน้าไปไกลถึงเพียงนี้
หากเป็นไปตามระเบียบการนี้ ภายหน้าโรงเรียนประถมอู๋จี๋อาจดำเนินกิจการไปได้ด้วยดี ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจกลายเป็นสถานศึกษาอู๋จี๋เลยก็เป็นได้
คณะกรรมการโรงเรียนอู๋จี๋จึงได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงจักจั่นเรไร
รวมแล้วได้เชิญซิ่วไฉต่ง ตู้หรูฮุ่ย ซุนฝูเจีย กำนันหวัง และเฝิงลิ่วหลาง มาเป็นครูใหญ่กิตติมศักดิ์ทั้งห้าท่าน คณะกรรมการมีเก้าคน คณะผู้ตรวจสอบมีแปดคน
คนเหล่านี้หากไม่ใช่ขุนนางราชสำนัก ก็เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น อย่างน้อยที่สุดก็เป็นถึงผู้ช่วยกำนัน
สุดท้ายตู้ซานหลางและกัวเอ้อร์หลางก็ไม่กล้าเข้าไปร่วมด้วย กรรมการทั้งเก้าล้วนเป็นกำนันและผู้ช่วยกำนัน ส่วนผู้ตรวจสอบทั้งแปดล้วนเป็นขุนนางในทำเนียบ
กำหนดว่าเดือนสิบสองของทุกปีจะทำบัญชี ไหว้ปรมาจารย์ขงจื๊อ ซึ่งก็คือการจัดงานโรงเรียน และยังเป็นวันคิดบัญชี ตรวจสอบบัญชี แน่นอนว่านี่เป็นวันที่เหล่ากรรมการ ผู้ตรวจสอบ และบรรดาคหบดีผู้มีอิทธิพลที่ร่วมบริจาคจะได้มารวมตัวกัน
คิดบัญชี กินข้าวร่วมกัน จากนั้นก็มอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่เรียนดี มอบของที่ระลึกให้ทุกคน หรือแม้แต่แจกจ่ายเนื้อหมูอะไรทำนองนั้น
ทุกคนไม่ได้เงินเดือน แต่พอถึงปลายปีก็สมควรได้รับของขวัญตามเทศกาลบ้าง ที่สำคัญที่สุดคือการที่คนมากมายได้อาศัยโอกาสนี้มารวมตัวกัน ถือเป็นช่วงเวลาอันดีที่จะได้สานสัมพันธ์ กระชับมิตร และขยายเส้นสาย
ต่อให้ทุกคนเป็นเพียงขุนนางเล็กๆ หรือเจ้าที่ดินผู้มีอิทธิพล ก็ล้วนต้องการเส้นสายเช่นกัน
สำหรับหลี่อี้แล้ว ไม่เพียงแต่จะก่อตั้งโรงเรียนประถมอู๋จี๋ได้สำเร็จ การถือกำเนิดขึ้นของคณะกรรมการโรงเรียนอู๋จี๋ ก็ถือเป็นกำไรที่ไม่ได้คาดฝัน
กรรมการเก้าคนและผู้ตรวจสอบแปดคนนี้ หากอยู่ในตำบลก็ถือว่าเป็นบุคคลระดับแนวหน้าทั้งสิ้น
สุดท้ายเมื่อหลี่อี้เห็นว่าตู้ซานหลาง กัวเอ้อร์หลาง และลี่เจิ้งหวังมีท่าทีผิดหวังอยู่บ้าง จึงเสนอให้แต่งตั้งพวกเขาเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
ลงท้ายก็คือแต่งตั้งเจ้าที่ดินและผู้มีอิทธิพลสิบสามคนที่บริจาคเงินจำนวนมาก ให้เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการโรงเรียน
ภายหน้า หากบริจาคถึงจำนวนที่กำหนด ก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการหรือผู้ตรวจสอบกิตติมศักดิ์ หรือแม้แต่ครูใหญ่กิตติมศักดิ์ได้เช่นกัน
เวลาห้าโมงกว่า
อาหารเย็นของโรงเรียนหมดเกลี้ยง
แต่เด็กๆ กลับยังคงวิ่งเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่และระเบียงทางเดินของโรงเรียน ไม่ยอมกลับบ้าน
หลี่อี้ยังให้ซานเหนียงพาเหล่าขุนนางและผู้มีอิทธิพลแวะชมโรงงานเต้าหู้ของตนเอง มีทั้งเต้าหู้พองทอด ฟองเต้าหู้ นัตโตะ และเต้าหู้ยี้ที่หมักไว้ในถ้ำดินด้านหลัง เป็นต้น
หลี่อี้มอบชุดของขวัญจากโรงงานให้แขกเหรื่อทุกคนคนละหนึ่งชุด
ผลคือหลายคนใจปักอุดหนุนกลับไปอีกไม่น้อย ถือเป็นกำไรที่ไม่ได้คาดฝันอีกทางหนึ่ง
ซุนฝูเจียค่อนข้างถูกใจฟองเต้าหู้ เต้าหู้พอง และนัตโตะที่หลี่อี้มอบให้ ทว่าสิ่งที่เขาหมายตามากกว่าคือคัมภีร์สามอักษรของหลี่อี้
"อักษรตัวใหญ่สิบสองแผ่นที่แปะบนกระดานตอนหลี่หลางสอนหนังสือในวันนี้ จะยอมตัดใจมอบให้ข้าได้หรือไม่"
"หากซุนกงไม่รังเกียจ อู๋อี้ยินดียิ่งนักขอรับ"
ซุนฝูเจียรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่มีเพียงสิบสองประโยค หากได้คัมภีร์สามอักษรฉบับเต็มที่เป็นอักษรโส้วจินก็คงดี
"ภายหน้าหากมาฉางอัน อย่าลืมไปหาข้าที่ที่ว่าการอำเภอว่านเหนียนเล่า" วันนี้ซุนฝูเจียอาศัยวันหยุดประจำทศภาคปลีกตัวมา ยามนี้ท้ายที่สุดก็ต้องขอตัวกลับเข้าเมือง
หลี่อี้รู้สึกดีกับบุคคลผู้นี้ไม่น้อย อีกฝ่ายเป็นถึงจิ้นซื่อ ตอนนี้ยังเป็นตุลาการขั้นเจ็ด ถือเป็นผู้มีอำนาจพอตัวในเมืองฉางอัน การที่ยังอยู่รั้งที่นี่ได้นานถึงเพียงนี้ถือว่าดีมากแล้ว
"ซุนกงเดินทางปลอดภัยนะขอรับ คราวหน้าหากไปฉางอัน ข้าจะต้องไปคารวะท่านแน่"
"พวกเราภายหน้าเรียกขานกันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องเถิด ไม่ต้องทำตัวห่างเหิน หากมีเวลาต้องเขียนคัมภีร์สามอักษรฉบับเต็มให้ศิษย์พี่สักชุดนะ"
"ได้ขอรับ" หลี่อี้ยิ้มรับคำ แล้วเดินไปส่งเขาจนถึงหน้าประตู
ซิ่วไฉต่งเองก็บอกลาศิษย์หลานผู้นี้
"ฝูเจียแม้จะรับราชการ แต่ก็เป็นคนซื่อตรง เป็นผู้ที่ควรค่าแก่การคบหาให้ลึกซึ้ง ภายหน้าเจ้าก็หมั่นไปมาหาสู่เขาให้มากเข้าไว้"
"ขอรับ วันนี้ต้องขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยเหลือข้ามากถึงเพียงนี้ ทำให้พิธีฝากตัวเป็นศิษย์และพิธีเปิดภาคเรียนจัดขึ้นได้อย่างยิ่งใหญ่และคึกคัก อีกทั้งยังได้รับของบริจาคมากมายเพียงนี้"
"ข้าต่างหากที่ต้องขอบใจเจ้า นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะนำเรื่องประหลาดใจมาให้ข้าได้มากมายถึงเพียงนี้ คืนนี้ข้าจะค้างที่นี่ เจ้าท่องข้าคัด ข้าทนรอคัดคัมภีร์สามอักษรนี้ไม่ไหวแล้ว"
ท่านต่งยืนอยู่ในอารามอู๋จี๋ ทอดสายตามองลงไปยังหาดคางคกแต่ไกล
"ปีนั้นนักพรตเฒ่าหลี่ปืดอารามอู๋จี๋ออกท่องโลกกว้าง ไปคราเดียวก็กินเวลาหลายปี อารามแห่งนี้จึงได้รกร้าง นึกไม่ถึงเลยว่ายามนี้ที่นี่จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เพียงแต่ไม่ใช่การรุ่งเรืองด้วยธูปเทียนบูชา ทว่าเป็นเด็กๆ มากมายที่มาฟังธรรมและอ่านตำราที่นี่"
"อารามอู๋จี๋กลายเป็นโรงเรียนประถมอู๋จี๋ เจ้าทำให้อารามเต๋าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าแปดร้อยปีแห่งนี้ ได้รับชีวิตใหม่อีกครา"
ยามเย็น
เด็กๆ ก็เริ่มทยอยกลับ หลายคนถูกพ่อแม่มาบิดหูลากตัวไปทำงาน ด้วยคำพูดของพ่อแม่ที่ว่า 'แกอยู่โรงเรียนได้กินดีอยู่ดีแถมยังสนุกสนานตั้งครึ่งค่อนวัน ยังไม่รีบไปทำงานในนาอีกหรือ จะมัวอู้งานไปถึงไหน'
หลี่อี้กำชับนักเรียนว่าพรุ่งนี้อย่าลืมมากินข้าวกลางวันให้ตรงเวลา จากนั้นตอนบ่ายค่อยเข้าเรียน
"หากมาสาย ก็จะไม่มีข้าวให้กินนะ"
นักเรียนต่างก็ส่งเสียงตอบว่าต้องรีบมาแต่เช้าแน่นอน ประสบการณ์การเปิดเรียนวันแรกในวันนี้ เรียกได้ว่าไม่มีเด็กคนไหนผิดหวังเลย ได้กินอิ่ม เรียนในห้องก็ไม่ต้องตากแดด ฟังการสอนก็สนุก ตอนพักก็มีคนเยอะแยะน่าสนุก แทบจะอยากมาเรียนทั้งวันทุกวันให้รู้แล้วรู้รอด ทางที่ดีไม่ต้องกลับบ้านตอนกลางคืนเลยยิ่งดี
ซิ่วไฉต่งมองดูเด็กๆ ที่ยังคงความไร้เดียงสาเหล่านั้น "ไม่แน่ว่าในอนาคต อาจมีซุนฝูเจียถือกำเนิดขึ้นในหมู่คนพวกนี้ก็เป็นได้"
"นั่นก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของพวกเขาแล้ว ข้าก็เพียงชี้ทางให้พวกเขาเส้นหนึ่ง ทว่าหนทางยังอีกยาวไกล จะไปได้ไกลเพียงใดก็ล้วนขึ้นอยู่กับความพยายามของพวกเขาเอง" หลี่อี้กล่าว
แม้จะบอกว่าการตั้งโรงเรียนก็เพื่อสร้างชื่อเสียง แต่เขาก็ได้ลงมือทำเรื่องจริงจังและเรื่องดีงามไปแล้วจริงๆ หลี่อี้ยังคงรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย







