หวังหยางตอบ "ใช่แล้ว"
"ท่านอาจารย์ไม่รับแขก" บัณฑิตหนุ่มพลิกหน้ากระดาษหนังสือ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหวังหยาง
เฮยฮั่นเห็นบัณฑิตหนุ่มดูแคลนหวังหยาง จึงก้าวออกไปข้างหน้าแล้วพูดว่า "คุณชายของข้าคือคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา"
บัณฑิตหนุ่มยังคงไม่เงยหน้าขึ้น เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ต่อให้เป็นตระกูลเซียวแห่งหลานหลิงก็ไม่ได้"
หวังหยางตกใจ ตระกูลเซียวแห่งหลานหลิงคือแซ่ของราชวงศ์ฉีใต้นะ! นี่ดีที่อยู่ในยุคหกราชวงศ์ หากเป็นสมัยราชวงศ์ชิง ขืนพูดว่า 'ต่อให้เป็นอ้ายซินเจวี๋ยหลัวก็ไม่ได้' ออกไปละก็ ต้องโดนจับไปรับโทษทัณฑ์แน่นอน
เฮยฮั่นทนโมโหไม่ไหวพูดขึ้นว่า "ท่านอ๋องก็เป็นคนของตระกูลเซียวแห่งหลานหลิงเหมือนกัน"
ผู้ตรวจการมณฑลจิงโจวคนปัจจุบันคือองค์ชายสี่ของโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน นามว่าอ๋องปาตง เซียวจื่อเสี่ยง ชาวเมืองจิงโจวหากเอ่ยถึง 'ท่านอ๋อง' โดยไม่ได้เจาะจงว่าเป็นอ๋องพระองค์ใด โดยทั่วไปย่อมหมายถึงเขา
บรรดาศักดิ์ของชินอ๋องในราชวงศ์ใต้ล้วนเป็นแบบ 'กินเมือง' คำว่ากินเมืองในที่นี้คือได้รับเพียงภาษีอากร ทว่าไม่มีอำนาจในการปกครองดินแดนนั้นๆ ส่วนอำนาจที่แท้จริงยังคงต้องดูที่ตำแหน่งขุนนางว่าเป็นอย่างไร
ดังนั้นแม้เซียวจื่อเสี่ยงจะเป็นอ๋องปาตง แต่ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับจวิ้นปาตงมากนัก ปัจจุบันเขามาประจำการอยู่ที่จิงโจว ผนวกกับเสด็จอาของเขาอย่างอ๋องอวี้จางก็เคยประจำการอยู่ที่จิงโจวมาก่อน อีกทั้งเซียวจื่อเสี่ยงยังเคยเป็นบุตรบุญธรรมของอ๋องอวี้จาง ด้วยความสัมพันธ์หลายชั้นเหล่านี้ ชาวเมืองจิงโจวจึงมีความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับอ๋องปาตงเป็นพิเศษ
ความหมายของเฮยฮั่นคือ ในเมื่อเจ้าคุยโวว่าตระกูลเซียวแห่งหลานหลิงยังไม่ได้ เช่นนั้นหากบุคคลหมายเลขหนึ่งแห่งเมืองจิงโจวของข้าอย่างอ๋องปาตงเสด็จมา เจ้าก็จะไม่ให้เข้าพบงั้นหรือ
บัณฑิตหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ "สถานที่แห่งการศึกษา เรียงลำดับตามความอาวุโสและคุณธรรม ไม่เรียงตามยศถาบรรดาศักดิ์"
เฮยฮั่นฟังประโยคนี้ไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เชื่อว่าหนอนหนังสือผู้นี้จะกล้าขวางท่านอ๋องจริงๆ
ทว่าหวังหยางรู้ดีว่านี่คือธรรมเนียมส่วนหนึ่งของปัญญาชน การไม่เรียงตามยศถาบรรดาศักดิ์ หมายความว่าไม่จัดลำดับตามความสูงต่ำของตำแหน่งขุนนาง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งที่พวกเขาเคารพยกย่องคือ 'ผู้อาวุโส' และ 'ผู้มีคุณธรรม' หาใช่ยศขุนนางของท่านอ๋องไม่
หวังหยางมีวาทศิลป์มาแต่ไหนแต่ไร หากคิดจะโต้แย้งคำพูดประโยคนี้ของเขาก็ย่อมทำได้ ทว่าเขาไม่ปรารถนาจะทำเช่นนั้น เขาห้ามเฮยฮั่นที่เตรียมจะก้าวออกไปโต้เถียง แล้วประสานมือคารวะบัณฑิตหนุ่ม "ข้ามีจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ที่นี่ รบกวนช่วยนำไปมอบให้อาจารย์ใหญ่ด้วย"
บัณฑิตหนุ่มไม่มองหวังหยางและไม่รับการคารวะ เขาตอบส่งๆ ว่า "ข้าไม่ใช่คนส่งจดหมาย ขงจื่อกล่าวไว้ว่า 'ไม่อยู่ในตำแหน่ง ย่อมไม่ก้าวก่ายงานในหน้าที่นั้น' คัมภีร์อี้จิงกล่าวไว้ว่า 'วิญญูชนพึงรำลึกเสมอว่าไม่ควรทำสิ่งใดล้ำเส้นหน้าที่ตนเอง'"
เขาอ้างอิงคัมภีร์หลุนอวี่ก่อน จากนั้นจึงอ้างอิงคัมภีร์อี้จิง ความหมายคือสิ่งใดไม่ใช่หน้าที่ของตนก็อย่าได้ไปก้าวก่าย
หวังหยางกล่าวตอบทันควันว่า "ขงจื่อกล่าวไว้ว่า 'วิญญูชนพึงส่งเสริมผู้อื่นในทางที่ดี' คัมภีร์อี้จิงกล่าวไว้ว่า 'หากมีความจริงใจและเมตตาจิต ย่อมเป็นสิริมงคลโดยมิต้องไต่ถาม'"
เป็นการอ้างอิงคัมภีร์หลุนอวี่ก่อน แล้วตามด้วยคัมภีร์อี้จิงเช่นเดียวกัน ความหมายคือปราชญ์เมธีสอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น
บัณฑิตหนุ่มถึงค่อยวางหนังสือลง เงยหน้าขึ้นมองหวังหยาง "คิดจะใช้ป้ายชื่อตระกูลหวังแห่งหลางหยามาเป็นนักพูดโน้มน้าวใจงั้นหรือ"
"นักพูดโน้มน้าวใจอะไรกัน"
"ในเมื่อไม่ใช่นักพูดโน้มน้าวใจ แล้วเจ้ามาหาท่านอาจารย์ของข้าทำไม"
"เพื่อถกเรื่องวิชาความรู้"
บัณฑิตหนุ่มแค่นหัวเราะ "เจ้ายังไม่คู่ควร"
หวังหยางก็ไม่โกรธเคือง เอ่ยถามอย่างเยือกเย็น "แล้วทำอย่างไรถึงจะนับว่าคู่ควรเล่า"
"ข้าจะตั้งคำถามสามข้อ หากเจ้าตอบถูก ข้าจะเข้าไปแจ้งให้ แต่หากเจ้าตอบไม่ได้ ก็อย่าได้มาก้าวล่วงประตูสำนักศึกษาประจำจวิ้นของข้าอีกตลอดกาล!"
หวังหยางยื่นฝ่ามือขวาออกไป หงายฝ่ามือขึ้น ทำท่าทางเชื้อเชิญก่อนประลองยุทธ์ที่เห็นได้บ่อยในละครโทรทัศน์ แล้วกล่าวว่า "เชิญ"
"เร็วเข้า! ศิษย์พี่อวี่ขวางคนไว้แล้ว!" บรรดาศิษย์เจ็ดแปดคนที่อยู่หลังประตูส่งเสียงเรียกเพื่อนฝูง พลางก้าวเดินมาอย่างรวดเร็ว
"คัมภีร์หลุนอวี่ บรรพเสวียเอ๋อร์กล่าวไว้ว่า 'ผู้เป็นศิษย์ อยู่บ้านพึงกตัญญูต่อบิดามารดา อยู่นอกบ้านพึงเคารพรักพี่น้อง ระมัดระวังคำพูดและรักษาสัจจะ มีเมตตาต่อคนทั้งปวง และใกล้ชิดผู้มีคุณธรรม หากทำได้ตามนี้แล้วยังมีกำลังเหลือ จึงค่อยศึกษาหาความรู้' ถือเอาการศึกษาเป็นเรื่องรั้งท้าย ทว่าในบรรพซู่เอ๋อร์กลับกล่าวว่า 'ขงจื่อสั่งสอนศิษย์สี่ประการคือ วิชาความรู้ ความประพฤติ ความจงรักภักดี และความสัตย์ซื่อ' กลับนำวิชาความรู้มาไว้เป็นอันดับแรก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น"
บัณฑิตหนุ่มพูดรวดเดียวจบ มองไปทางหวังหยาง ในแววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย
เหล่าศิษย์พยักหน้าติดๆ กัน ล้วนรู้สึกว่าคำถามนี้ตั้งได้พลิกแพลงซ่อนเงื่อนยิ่งนัก
หวังหยางนึกคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า "ประโยคแรกคือลำดับการลงมือปฏิบัติของศิษย์หลังจากได้รับการสั่งสอนแล้ว ส่วนประโยคหลังคือลำดับการสั่งสอนศิษย์ของอาจารย์"
สีหน้าได้ใจของบัณฑิตหนุ่มชะงักค้างไปในทันที
หวังหยางกล่าวต่อ "วิชาความรู้คือคัมภีร์ของกษัตริย์องค์ก่อนๆ ส่วนคุณธรรมย่อมแฝงตัวอยู่ภายในนั้น เริ่มแรกต้องศึกษา 'วิชาความรู้' เพื่อขัดเกลา 'ความประพฤติ' เมื่อขัดเกลา 'ความประพฤติ' แล้วจึงจะสามารถดำรง 'ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์' ไว้ได้ หลังจากดำรงความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์แล้ว ผู้เป็นศิษย์ย่อมต้องถือการบำเพ็ญคุณธรรมเป็นรากฐาน อยู่บ้านกตัญญู ออกนอกบ้านเคารพพี่น้อง มีเมตตาต่อคนทั้งปวงและใกล้ชิดผู้มีคุณธรรม หากเรื่องเหล่านี้ล้วนไม่อาจทำได้ มุ่งเน้นแต่วิชาความรู้แล้วจะมีประโยชน์อันใด ด้วยเหตุนี้ ในสี่หมวดวิชาของสำนักขงจื่อ คุณธรรมความประพฤติจึงมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนวิชาความรู้รั้งท้ายสุด ทว่าในการสั่งสอนศิษย์ กลับต้องใช้วิชาความรู้เป็นจุดเริ่มต้น เปรียบเสมือนการตกปลา เมื่ออยากได้ปลาจึงต้องอาศัยคันเบ็ด เช่นนี้แล้วยังมีอันใดน่าสงสัยอีกหรือ"
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
บรรดาศิษย์พยักหน้ากันถ้วนหน้า ลอบทอดถอนใจให้กับไหวพริบปฏิภาณของคนผู้นี้
บัณฑิตหนุ่มเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ในใจคิดว่า 'ที่แท้ยังอธิบายเช่นนี้ได้ด้วย!'
คำถามนี้เดิมทีเขาตั้งใจเอามาทำให้คนอื่นลำบากใจ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้คำตอบ นึกไม่ถึงเลยว่าคุณชายน้อยผู้นี้จะสามารถตอบออกมาได้! ทั้งยังตอบได้อย่างมีเหตุมีผล ตระกูลหวังแห่งหลางหยา การศึกษาของตระกูลไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
บัณฑิตหนุ่มรีบเก็บความรู้สึกดูแคลนกลับไป เอ่ยถามอย่างจริงจังว่า "คัมภีร์ชุนชิวบันทึกเรื่องราวที่เจ้าครองแคว้นย้ายเมืองหลวงด้วยตนเองไว้กี่แห่ง"
หวังหยางหลับตาคิดคำนวณในใจ บรรดาศิษย์เองก็เริ่มถกเถียงเรื่องคำถามกันด้วยเสียงแผ่วเบา
บัณฑิตหนุ่มรออยู่ครู่หนึ่ง จึงแค่นหัวเราะเย็นเยียบ "หากคิดไม่ออกก็กลับไปเสียเถอะ สำนักศึกษาประจำจวิ้นในจิงโจวของข้า ไม่ใช่ว่าใครหน้าไหนก็จะเข้าได้"
เฮยฮั่นพูดขึ้นว่า "คุณชายของข้ายังไม่ได้ตอบคำถาม แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาคิดไม่ออก"
"หรือหากเขาคิดไปจนถึงฟ้ามืด ข้าก็ต้องรอไปจนถึงฟ้ามืดด้วย"
เฮยฮั่นเห็นหวังหยางหลับตาไม่พูดจา กังวลว่าเขาจะถูกทำให้จนมุม จึงเอ่ยว่า "การให้เจ้าเป็นคนตั้งคำถามเดิมทีก็ไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว! เจ้าเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้า! แต่คุณชายของข้าต้องมาคิดสดๆ ร้อนๆ! หากให้คุณชายของข้าเป็นคนตั้งคำถามละก็ รับรองได้เลยว่าแม้แต่ข้อเดียวเจ้าก็ตอบไม่ได้!"
บัณฑิตหนุ่มไม่ได้โต้แย้งในจุดนี้ "หากข้าเป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยียนเขาที่จวน ก็ย่อมให้เขาเป็นคนตั้งคำถามได้ แต่ตอนนี้..."
"เจ็ดแห่ง" หวังหยางลืมตาขึ้นแล้วตอบ
บัณฑิตหนุ่มสะดุ้งตกใจ รีบซักถามต่อ "เจ็ดแห่งที่ใดบ้าง"
หวังหยางพูดพลางหัวเราะ "นี่คือคำถามข้อที่สามหรือ"
"ย่อมไม่ใช่ ถามว่ามีกี่แห่งก็ต้องให้เจ้าอธิบายด้วยว่ามีที่ใดบ้าง เกิดเจ้าเดาสุ่มขึ้นมา..."
หวังหยางไม่รอให้เขาพูดจบก็ตอบกลับไปว่า "แคว้นสิงย้ายไปอี๋อี๋ แคว้นเว่ยย้ายไปตี้ชิว แคว้นไช่ย้ายไปโจวไหล แคว้นสวี่ครั้งแรกย้ายไปเย่ ครั้งที่สองย้ายไปอี๋ ครั้งที่สามย้ายไปไป๋อวี่ ครั้งที่สี่ย้ายไปหรงเฉิง"
ประกายแห่งความตื่นตระหนกพาดผ่านดวงตาของบัณฑิตหนุ่ม บรรดาศิษย์ต่างก็เงียบกริบ!
บัณฑิตหนุ่มรวบรวมความกล้าตั้งหลักใหม่ แล้วเอ่ยถามอีกครั้ง "คัมภีร์จั่วจ้วนบันทึกว่าแคว้นจิ้นย้ายไปซินเถียน แคว้นฉู่ครั้งแรกย้ายไปจู ครั้งที่สองย้ายไปอี้ เหตุใดคัมภีร์ชุนชิวจึงไม่บันทึกสามข้อนี้ไว้"
วิถีแห่งการศึกษาแต่ไหนแต่ไรมาล้วนเป็น 'อธิบายสิ่งที่มีนั้นง่าย อธิบายสิ่งที่ไม่มีนั้นยาก' การจะอธิบายว่าเหตุใดจึงมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นง่ายดาย แต่หากจะอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่มีนั้นกลับยากยิ่งนัก
การถามว่าเหตุใดคัมภีร์ชุนชิวจึงไม่บันทึก ไม่ว่าตอบว่า 'คัมภีร์ชุนชิวอาจจะลืมบันทึก' หรือจะใช้ข้ออ้างว่า 'เรื่องราวมีมากไม่อาจบันทึกได้หมด' ล้วนจัดอยู่ในขอบข่ายการคาดเดาของส่วนบุคคล ย่อมนำมาเป็นมาตรฐานไม่ได้ ด้วยเหตุนี้บัณฑิตหนุ่มจึงเลือกใช้คำถามที่สลับซับซ้อนข้อนี้มาเป็นไม้ตายรั้งท้าย สาบานว่าจะต้องขัดขวางหวังหยางไม่ให้เข้าสำนักศึกษาประจำจวิ้นได้อย่างเด็ดขาด!
คราวนี้หวังหยางไม่แม้แต่จะเสียเวลาคิด เขาตอบกลับไปทันทีว่า "แท้จริงแล้วคัมภีร์ชุนชิวไม่เคยบันทึกเรื่องราวที่บรรดาแคว้นต่างๆ ย้ายเมืองหลวงด้วยตนเองมาแต่ไหนแต่ไร จะบันทึกเฉพาะแคว้นที่ถูกบีบบังคับจากอิทธิพลภายนอก จนจำต้องย้ายเมืองหลวงเท่านั้น แคว้นสิงย้ายไปอี๋อี๋ เป็นเพราะถูกชาวตี๋บีบบังคับ แคว้นเว่ยย้ายไปตี้ชิวก็เป็นเช่นนี้ แคว้นไช่ย้ายไปก็เป็นเพราะจำนนต่อแคว้นอู๋ แคว้นสวี่ย้ายเมืองหลวงสี่ครั้ง สามครั้งแรกเป็นไปตามคำสั่งของแคว้นฉู่ มีเพียงการย้ายไปเย่ที่เป็นเพราะต้องการหลีกหนีการบีบบังคับจากทั้งแคว้นเจิ้งและแคว้นฉู่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องผ่านความเห็นชอบจากแคว้นฉู่ล่วงหน้า จึงจะกล้าดำเนินการ"
หวังหยางปรายตามองบัณฑิตหนุ่มและบรรดาศิษย์ที่กำลังยืนอึ้ง แล้วกล่าวต่อว่า "ทั้งเจ็ดแห่งที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนไม่ใช่การย้ายเมืองหลวงตามความสมัครใจของเจ้าครองแคว้น คัมภีร์ชุนชิวบันทึกเพียงการย้ายเมืองหลวง ทว่าไม่ระบุให้ชัดเจนว่า 'ถูกบีบบังคับให้ย้าย' ประการแรกคือไม่เห็นด้วยที่เจ้าครองแคว้นไม่ถวายรายงานต่อราชสำนัก แล้วตัดสินใจย้ายเมืองหลวงด้วยตนเอง ประการที่สองคือไม่ต้องการให้แคว้นอู๋ แคว้นฉู่ และพวกคนเถื่อนชาวตี๋ได้ใจ นี่คือหลักการ 'เทิดทูนกษัตริย์ ขับไล่อนารยชน' ที่คัมภีร์ชุนชิวยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด หรือก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'ถ้อยคำน้อยนิดแต่แฝงหลักธรรมอันยิ่งใหญ่' นั่นเอง!"
ทุกคนยืนอึ้งอยู่กับที่ ไร้ซึ่งสรรพเสียงไปพักใหญ่ หวังหยางเองก็ไม่ได้เร่งรัด เพียงแค่ยืนรออยู่อย่างเงียบๆ
ส่วนเฮยฮั่นนั้นยิ่งรู้สึกว่าตนเองตามคนไม่ผิด เขามองหวังหยางที่ยืนตัวตรงสง่างาม อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหว ในใจคิดว่า 'ด้วยสติปัญญาและรูปลักษณ์ของคุณชาย ก็สมควรจะได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ดูดีเช่นนี้แหละ!'







